เรื่องย่อของซีรีส์ Zomvivor (มหาลัยคลั่ง) ฉบับปี 2025 ซึ่งเป็นโปรเจกต์ฟอร์มยักษ์จากค่าย Mandee Work (Domundi) ที่หลายคนรอคอยครับ
รีวิว + เรื่องย่อ Zomvivor (มหาลัยคลั่ง)
ประเภท สยองขวัญ / เอาชีวิตรอด / ดราม่า / Action
นักแสดงนำ ซี พฤกษ์, นุนิว ชวรินทร์, แม้ก กรธัสส์, ณฐ ณฐสิชณ์, ติวเตอร์ กรภัทร์, ยิม ปริญญากรณ์ และทัพนักแสดงจาก Domundi

1. เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในวันธรรมดา ๆ ภายในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ไวรัสปริศนาได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรให้กลายเป็น “ผู้ติดเชื้อ” ที่บ้าคลั่งและกระหายเลือด
กลุ่มนักศึกษาที่รอดชีวิต ซึ่งประกอบไปด้วยคนที่แตกต่างกันทั้งนิสัยและทักษะ ต้องมารวมตัวกันเพื่อหาทางเอาชีวิตรอด พวกเขาติดอยู่ในอาคารเรียนโดยไร้การช่วยเหลือจากภายนอก ท่ามกลางความหวาดกลัว ความหิวโหย และความไม่ไว้ใจกันเอง
ในขณะที่ต้องหนีตายจากฝูงซอมบี้ที่วิ่งเร็วและดุร้าย พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบทางจิตใจ ทั้งมิตรภาพ ความรัก และการเสียสละ เมื่อสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องเลือกว่า… จะยอมทิ้งเพื่อนเพื่อรอด หรือจะสู้จนตัวตายไปด้วยกัน
2. รีวิวความรู้สึกหลังดู (Review)
จุดเด่น (Pros)
- โปรดักชันจัดเต็ม งานภาพและการแต่งหน้าเอฟเฟกต์ (SFX Makeup) ของซอมบี้ทำออกมาได้น่ากลัวและสมจริงมาก ไม่ใช่แค่ทาแป้งขาว แต่มีความเละ ความดุ ซึ่งยกระดับมาตรฐานซีรีส์ซอมบี้ไทย
- เคมีนักแสดง เนื่องจากเป็นการรวมตัวของคู่จิ้นและนักแสดงจากค่าย Domundi (เช่น Zee-NuNew, Max-Nat) ทำให้พาร์ทของความสัมพันธ์ (Relationship) แข็งแรงมาก แฟนคลับจะอินได้ง่าย แต่สำหรับคนทั่วไป บทดราม่าการสูญเสียก็ทำออกมาได้บีบหัวใจ
- ความตื่นเต้น (Suspense) การออกแบบฉากหนีตายในพื้นที่จำกัด (อาคารเรียน/หอพัก) สร้างความกดดันได้ดี ซอมบี้ในเรื่องเป็นประเภท “วิ่งไว” (Fast Zombies) ทำให้จังหวะหนังดูรวดเร็วและลุ้นระทึก
- ประเด็นสังคม ซีรีส์แฝงเรื่อง Bully, ชนชั้นในโรงเรียน และความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ในยามวิกฤตไว้ได้น่าสนใจ
จุดสังเกต (Cons)
- ความสมเหตุสมผลของบท ในบางจุดอาจจะยังมีช่องโหว่ (Plot hole) ตามสไตล์หนังหนีตาย เช่น การตัดสินใจของตัวละครที่ดูขัดใจคนดูบ้าง เพื่อให้เรื่องเดินต่อไปได้
- การกระจายบท ด้วยความที่มีนักแสดงนำเยอะมาก (Ensemble Cast) อาจทำให้บางตัวละครดูจาง หรือปูพื้นหลังมาไม่แน่นพอ ทำให้คนดูอาจจะไม่ได้ผูกพันกับทุกตัวละครเท่ากัน
3. สรุปภาพรวม
Zomvivor (มหาลัยคลั่ง) ไม่ใช่แค่ซีรีส์ขายจิ้น แต่เป็นซีรีส์ Survival ที่จริงจัง เลือดสาด และดราม่าหนักหน่วง มันคือการพิสูจน์ฝีมือการแสดงของหนุ่มๆ Domundi ในบทบาทที่ฉีกออกไปจากซีรีส์วายใสๆ ทั่วไป ใครที่ชอบหนังแนว All of Us Are Dead หรือ Train to Busan น่าจะเปิดใจดูได้ไม่ยาก
- ระดับความน่ากลัว ⭐⭐⭐⭐ (เลือดสาด แหวะ และตุ้งแช่พอสมควร)
- ความดราม่า ⭐⭐⭐⭐⭐ (เตรียมทิชชู่ไว้ซับน้ำตา)
นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกจัดเต็ม สำหรับซีรีส์ Zomvivor (2025) มหาลัยคลั่ง ในสไตล์บทวิจารณ์ภาพยนตร์ที่เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การเล่าเรื่อง และการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อซ้ำซากครับ

[Review] Zomvivor มหาลัยคลั่ง (2025) เมื่อ “ความรัก” ไม่ใช่เกราะป้องกัน และ “สันดานดิบ” ถูกปลุกขึ้นกลางรั้วมหาวิทยาลัย
หากพูดถึงปี 2025 ในวงการซีรีส์ไทย หนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกจับตามองที่สุดคงหนีไม่พ้น “Zomvivor มหาลัยคลั่ง” จากค่าย Mandee Work หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม Domundi การกระโดดจากพื้นที่ Safe Zone ของซีรีส์วาย (Boys Love) มาสู่สมรภูมิ “Zombie Survival” เต็มรูปแบบ ถือเป็นการเดิมพันที่สูงลิบลิ่ว ทั้งในแง่ของงบประมาณและความคาดหวัง
หลังจากที่ได้ดูจนจบ (หรือดูไปหลาย EP) สิ่งที่ผมอยากจะพูดในฐานะคนดูหนังคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะแฟนคลับ คือ… นี่ไม่ใช่แค่ “ซีรีส์ที่เอาคู่จิ้นมาหนีผี” แต่มันคือการพยายามยกระดับมาตรฐาน Production และการแสดงของนักแสดงรุ่นใหม่ ให้ก้าวข้ามคำว่า “นักแสดงวาย” ไปสู่คำว่า “นักแสดงอาชีพ” อย่างแท้จริง
วันนี้เราจะมาชำแหละกันทีละส่วน ตั้งแต่บท งานภาพ ไปจนถึงจิตวิญญาณของตัวละคร ในความยาวที่เจาะลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ
1. บทภาพยนตร์และการเดินเรื่อง ความกล้าที่จะ “ขยี้” หัวใจคนดู
สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก่อนดูเรื่องนี้ คือกลัวว่ามันจะเป็นแค่หนังซอมบี้สูตรสำเร็จที่ใส่ฉากเซอร์วิสคู่จิ้นเข้ามาแบบยัดเยียด แต่ Zomvivor กลับตบหน้าความกังวลนั้นด้วยความโหดร้ายของสถานการณ์
ความเร็วของหายนะ (Pacing of Disaster) หนังเลือกที่จะไม่เสียเวลากับการปูพื้นนานเกินไป การระบาดเกิดขึ้นรวดเร็วและรุนแรง จังหวะการเปลี่ยนผ่านจาก “วันธรรมดาในมหาลัย” ไปสู่ “นรกบนดิน” ทำได้กระชับและบีบคั้นหัวใจ บทฉลาดตรงที่เลือกใช้ Location ที่เราคุ้นเคย—ห้องเรียน โรงอาหาร หอพัก—มาเป็นกับดักมรณะ การที่ตัวละครต้องวิ่งหนีในทางเดินแคบๆ หรือติดอยู่ในห้องเลคเชอร์กระจกใสที่มองเห็นฝูงซอมบี้ข้างนอก มันสร้างความรู้สึก Claustrophobic (กลัวที่แคบ) และสิ้นหวังได้อย่างดีเยี่ยม
ความสัมพันธ์ที่เป็น “ดาบสองคม” สิ่งที่น่าชื่นชมคือ บทไม่ได้เขียนให้ตัวละครรักกันหวานแหววท่ามกลางดงซอมบี้ แต่แปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิม (ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน แฟน หรือคนแอบชอบ) ให้กลายเป็น “ภาระทางใจ” หรือ “จุดอ่อน” ทันทีที่คุณต้องเลือกระหว่าง ทิ้งคนที่รักเพื่อรอด หรือ ตายไปด้วยกัน บทขยี้จุดนี้ได้เจ็บแสบ เราจะได้เห็นด้านมืดของตัวละคร (Grey Area) ที่ชัดเจนมาก ไม่มีใครเป็นคนดี 100% และไม่มีใครเลวบริสุทธิ์ ทุกการกระทำขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด ซึ่งนี่คือหัวใจของหนังซอมบี้ที่ดี
จุดสังเกต แม้โดยรวมจะทำได้ดี แต่ยังมีบางจังหวะที่รู้สึกว่า “จงใจ” เกินไป (Plot Convenience) เช่น การตัดสินใจโง่ๆ ของบางตัวละครเพื่อให้เรื่องเดินต่อไปได้ หรือจังหวะบังเอิญที่เข้าล็อคเกินไป แต่เมื่อเทียบกับความตึงเครียดโดยรวม ถือว่าเป็นจุดแผลเล็กๆ ที่พอจะมองข้ามได้ เพราะหนังสามารถดึงอารมณ์ดราม่ามากลบจุดบอดตรงนี้ได้มิด

2. งานภาพและโปรดักชัน (Visuals & Production) สวย สยอง และสมจริง
ต้องปรบมือให้ทีม Art Director และทีม Makeup Artist ดังๆ งานภาพของ Zomvivor สอบผ่านฉลุยในมาตรฐานสากล
ซอมบี้ (The Infected) ลืมภาพซอมบี้หน้าเทาเดินทื่อๆ ไปได้เลย ซอมบี้ในเรื่องนี้คือ “Fast Zombie” ที่มีความดุร้าย เกรี้ยวกราด งานเมคอัพมีความละเอียดสูงมาก เราเห็นเส้นเลือดที่ปูดโปน ผิวหนังที่เริ่มเน่าเปื่อย และดวงตาที่ไร้แววชีวิต การออกแบบท่าทางการเคลื่อนไหว (Movement Design) ของซอมบี้ดูบิดเบี้ยวและน่ากลัวจริงๆ มันไม่ใช่แค่คนมาทาสีตัว แต่คือนักแสดงสมทบที่ถูกเทรนมาอย่างดี จังหวะการวิ่งเข้าใส่กล้องหรือการรุมทึ้งเหยื่อ ทำเอาคนดูสะดุ้งและรู้สึกเจ็บแทนได้จริงๆ
การจัดแสงและโทนสี (Lighting & Grading) หนังเลือกใช้โทนสีที่หม่นหมองและคอนทราสต์จัดจ้าน ในฉากกลางวัน แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในตึกไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่กลับให้ความรู้สึกร้อนรนและไร้ทางหนี ส่วนฉากกลางคืนหรือในที่มืด การใช้แสงเงา (Chiaroscuro) ทำได้ยอดเยี่ยมมาก มันช่วยอำพรางสิ่งที่ไม่อยากให้เห็นชัด และเน้นความน่ากลัวของสิ่งที่โผล่ออกมาจากเงามืด มุมกล้องมีความเป็น Cinematic สูง มีการใช้ Handheld Camera ในฉาก Action เพื่อเพิ่มความสมจริงและความเวียนหัวที่ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนกำลังวิ่งหนีอยู่กับตัวละคร
ฉากเลือดสาด (Gore Factor) เรื่องนี้เลือดเป็นเลือด อวัยวะเป็นอวัยวะ ใครที่ขวัญอ่อนอาจจะต้องปิดตาบ่อยหน่อย ความกล้าที่จะนำเสนอความรุนแรง (Violence) แบบไม่เซ็นเซอร์ (หรือเซ็นเซอร์น้อยที่สุด) คือสิ่งที่ยืนยันว่าซีรีส์นี้เอาจริง มันช่วยตอกย้ำความโหดร้ายของโลกที่ล่มสลายได้เป็นอย่างดี
3. การแสดง (Acting Performance) การก้าวข้ามขีดจำกัด
นี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุด เพราะเป็นการรวมตัวของนักแสดงจาก Domundi ยกค่าย คำถามคือ “พวกเขาเอาอยู่ไหม?” คำตอบคือ “เกินคาด”
ซี พฤกษ์ (ในบทบาทผู้นำที่แบกโลก) ซี พฤกษ์ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคือนักแสดงแถวหน้า การรับบทผู้นำในสถานการณ์วิกฤตไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องบาลานซ์ระหว่างความเข้มแข็งกับความเปราะบาง ซีใช้ “สายตา” ได้ดีมาก สายตาที่ต้องมองเพื่อนตายไปทีละคน สายตาที่ต้องตัดสินใจในวินาทีชีวิต ซีทำให้เราเชื่อว่าเขาคือเสาหลักที่พร้อมจะพังทลายได้ทุกเมื่อ แต่ต้องฝืนยืนหยัดไว้ การแสดงออกทางร่างกาย (Physical Acting) ในฉากต่อสู้ก็ทำได้แข็งแรงและดุดันสมจริง
นุนิว ชวรินทร์ (หัวใจของเรื่อง) นุนิวอาจจะดูเป็นภาพลักษณ์ที่น่าทะนุถนอม แต่ในเรื่องนี้เขาคือตัวแทนของ “ความหวัง” และ “ความสิ้นหวัง” ไปพร้อมๆ กัน ฉากดราม่าที่ต้องร้องไห้หรือหวาดกลัว นุนิวระเบิดอารมณ์ออกมาได้จนคนดูรู้สึกอึดอัดตาม เสียงกรีดร้องหรือการสั่นเทาของร่างกายทำได้เป็นธรรมชาติมาก ไม่ใช่การแสดงแบบ “พยายามจะกลัว” แต่คือ “ความกลัวที่ออกมาจากข้างใน” พัฒนาการของตัวละครนี้จากคนที่ดูอ่อนแอที่สุด ไปสู่จุดที่ต้องลุกขึ้นสู้ คือ Arc ที่น่าติดตาม
แม้ก – ณฐ (เคมีที่เปลี่ยนรสชาติ) คู่นี้ปกติเราจะเห็นในมุมน่ารัก หรือดราม่าความรัก แต่ใน Zomvivor บทส่งให้พวกเขาต้องเจอสถานการณ์ที่หนักหน่วง ณฐ แสดงให้เห็นถึงความตื่นตระหนกและความเปราะบางที่สมจริง ในขณะที่ แม้ก ต้องรับบทคนที่พยายามปกป้องแต่ก็รู้ตัวว่าตัวเองอาจจะทำไม่ได้ การรับส่งอารมณ์ของคู่นี้ช่วยดึงความตึงเครียดของหนังให้มีมิติของความผูกพันที่จับต้องได้
ติวเตอร์ – ยิม และทัพนักแสดงสมทบ ต้องชื่นชมว่าเรื่องนี้เกลี่ยบทได้ค่อนข้างดี (แม้จะมีตัวละครเยอะ) ติวเตอร์และยิมได้โชว์สกิลการเอาตัวรอดและการต่อสู้ที่เท่และดิบเถื่อนขึ้น ตัวละครสมทบอื่นๆ ไม่ได้มาแค่เป็นเหยื่อให้ซอมบี้กัดเล่น แต่ทุกคนมี Moment ของตัวเองที่ทำให้คนดูจดจำ ทั้งความเห็นแก่ตัว ความเสียสละ หรือความขี้ขลาด

4. เสียงและดนตรีประกอบ (Sound Design & Score)
เสียงคือพระเอกที่มองไม่เห็นของหนังเรื่องนี้ เสียงกระดูกหัก เสียงฉีกเนื้อ หรือเสียงคำรามในลำคอของซอมบี้ ถูกมิกซ์ออกมาได้ละเอียดและชวนคลื่นไส้ (ในทางที่ดี) ดนตรีประกอบไม่ได้โหมกระหน่ำตลอดเวลา แต่รู้จักจังหวะ “เงียบ” เพื่อสร้างความกดดัน (Silence as Tension) พอถึงฉากไคลแม็กซ์ ดนตรีก็บิ๊วท์อารมณ์ได้สุดจนขนลุก
5. บทสรุป ไม่ใช่แค่ซีรีส์วาย แต่คือ Survival Horror ของคนไทย
Zomvivor มหาลัยคลั่ง (2025) คือหลักฐานที่ชัดเจนว่าวงการซีรีส์ไทยกำลังพัฒนาไปอีกขั้น มันไม่ใช่ผลงานที่สมบูรณ์แบบ 100% ยังมีจุดที่ขัดใจบ้างตามประสาหนังแนวนี้ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ “ความทะเยอทะยาน” และ “คุณภาพ” ที่ใส่ลงไป
มันคือซีรีส์ที่บอกเราว่า ในวันที่โลกพังทลาย สิ่งที่น่ากลัวกว่าซอมบี้คือใจคน และสิ่งที่สวยงามกว่าการมีชีวิตรอด คือการรู้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่เพื่อใคร
หากคุณเป็นแฟนคลับ คุณจะภูมิใจในตัวเมนของคุณที่แสดงได้ขนาดนี้ แต่หากคุณไม่ใช่แฟนคลับ นี่คือซีรีส์ซอมบี้ไทยที่คุณเปิดใจดูได้โดยไม่ตะขิดตะขวงใจ เพราะมันสนุก ตื่นเต้น และบีบหัวใจในระดับที่สากลยอมรับได้
คะแนนรีวิว
- บทภาพยนตร์ 8/10 (หักคะแนนความบังเอิญบางจุด)
- งานภาพ/โปรดักชัน 9/10 (คุณภาพคับแก้ว)
- การแสดง 9/10 (เซอร์ไพรส์และประทับใจมาก)
- ความสนุก/ตื่นเต้น 9/10
คำเตือนสุดท้าย อย่าไว้ใจใคร และเตรียมทิชชู่ไว้ซับเหงื่อและน้ำตา เพราะมหาลัยนี้… ไม่มีคำว่าปรานี
นักแสดงหลักจากซีรีส์ Zomvivor (2025) มหาลัยคลั่ง ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ของเหล่านักแสดงจากค่าย Domundi (ดูมันดิ) ครับ โดยแต่ละคนถือเป็นตัวท็อปที่มีผลงานการแสดงมาแล้วมากมาย นี่คือประวัติโดยย่อเพื่อให้คุณรู้จักพวกเขามากขึ้นครับ
1. ซี – พฤกษ์ พานิช (Zee Pruk Panich)
- บทบาทที่คาดหวัง ผู้นำกลุ่ม, พี่ใหญ่ที่ต้องแบกรับความกดดัน, สายบู๊
- ประวัติโดยย่อ
- “เฮียซี” ของแฟนคลับ พี่ใหญ่แห่งบ้าน Domundi ผู้มีบุคลิกอบอุ่นและเป็นผู้ใหญ่
- แจ้งเกิดเต็มตัวจากซีรีส์ Why R U? The Series (เพราะรักใช่เปล่า) ในบทไฟท์เตอร์ และโด่งดังเป็นพลุแตกจาก Cutie Pie (นิ่งเฮียก็หาว่าซื่อ) ในบท “เฮียเหลียน”
- จุดเด่นคือการแสดงที่สายตาเฉียบคม รูปร่างที่ฟิตเฟิร์มเหมาะกับบทแอ็กชัน และความเป็นผู้นำที่เป็นธรรมชาติ
2. นุนิว – ชวรินทร์ เพริศพิริยะวงศ์ (NuNew Chawarin)
- บทบาทที่คาดหวัง ตัวแปรสำคัญของกลุ่ม, คนที่มีจิตใจอ่อนโยนแต่ต้องเข้มแข็ง, ศูนย์รวมจิตใจ
- ประวัติโดยย่อ
- เด็กมหัศจรรย์ที่ก้าวเข้ามาเป็นศิลปินหน้าใหม่และดังเปรี้ยงปร้างทันทีจากบท “หนูเกื้อ” ใน Cutie Pie
- นอกจากฝีมือการแสดงที่เป็นธรรมชาติ (ร้องไห้เก่งมาก) นุนิวยังมีเสียงร้องระดับเทพ (ฉายา “ลูกชายแห่งชาติ”) ร้องเพลงประกอบซีรีส์มาแล้วนับไม่ถ้วน
- ใน Zomvivor จะเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญจากแนวน่ารักสดใส มาสู่แนวระทึกขวัญเอาชีวิตรอด
3. แม้ก – กรธัสส์ รุจีรัตนาวรพันธุ์ (Max Kornthas)
- บทบาทที่คาดหวัง ผู้ปกป้อง, สายลุยที่ไม่ค่อยพูดแต่เน้นทำ, คนรักเพื่อน
- ประวัติโดยย่อ
- หนุ่มมาดกวนแต่ใจดี เริ่มต้นจากการเป็นคู่กัดและคู่หูกับ “ณฐ” ใน Why R U? และรับบท “เฮียเดียว” ผู้แสนอบอุ่นใน Cutie Pie และ Naughty Babe (ดื้อเฮียก็หาว่าซน)
- แม้กมีจุดเด่นที่ลุคภายนอกดูเท่และดุดัน แต่จริงๆ เป็นคนตลกและใส่ใจคนรอบข้าง เคมีเวลาอยู่กับณฐคือที่สุดของความลงตัว
4. ณฐ – ณฐสิชณ์ เอื้อเอกสิริ (Nat Natasitt)
- บทบาทที่คาดหวัง มันสมองของทีม, น้องเล็กที่ต้องเติบโต, คนที่เก็บความรู้สึก
- ประวัติโดยย่อ
- น้องเล็กของบ้าน (ในยุคแรก) ที่เติบโตมาต่อหน้าแฟนคลับ แจ้งเกิดคู่กับแม้กมาตลอด
- จากเด็กน้อยน่ารักใน Why R U? พัฒนามาเป็นนักแสดงฝีมือดีที่เล่นบทดราม่าได้บีบหัวใจใน Naughty Babe
- ณฐเป็นคนที่มีไหวพริบดี และมักได้รับบทที่ต้องใช้ความคิดหรือความละเอียดอ่อนทางอารมณ์
5. ติวเตอร์ – กรภัทร์ ลำน้อย (Tutor Koraphat)
- บทบาทที่คาดหวัง นักสู้มาดนิ่ง, คนที่มีปมในใจ, คู่หูที่ไว้ใจได้
- ประวัติโดยย่อ
- หนุ่มหล่อหน้าคมที่มีรอยยิ้มพิฆาต โด่งดังจากบท “เหนือ” ใน Cutie Pie และเป็นพระเอกเต็มตัวใน Middleman’s Love (พี่เจตคนกลาง)
- ติวเตอร์มีความสามารถรอบด้านทั้งดนตรีและการแสดง ลุคของเขาเหมาะมากกับบทที่ต้องมีความเท่และความดราม่าผสมกัน
6. ยิม – ปริญญากรณ์ ขันสวะ (Yim Pharinyakorn)
- บทบาทที่คาดหวัง ตัวละครที่มีสีสัน, คนที่มองโลกในแง่ดี (หรือร้ายสุดขั้ว), คู่หูของติวเตอร์
- ประวัติโดยย่อ
- คู่พาร์ทเนอร์ของติวเตอร์ แจ้งเกิดพร้อมกันจาก Cutie Pie และ Middleman’s Love
- ยิมเป็นคนที่มีคาแรคเตอร์ชัดเจน มีความเป็นแฟชั่นนิสต้า และมีการแสดงที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว เวลาเข้าฉากคู่กับติวเตอร์จะส่งเสริมกันได้ดีมาก
ทัพนักแสดงสมทบ (Ensemble Cast) ที่น่าจับตามอง
นอกจาก 6 คนหลักแล้ว ซีรีส์นี้ยังระดมพลนักแสดง Domundi เกือบยกค่ายมาร่วมหนีตายด้วย เช่น
- เน็ต (Net Siraphop) & เจมส์ (James Supamongkon) คู่จิ้นสุดฮอตจาก Bed Friend (อย่าเล่นกับอนล) ที่ฝีมือการแสดงและเคมีร้อนแรงไม่แพ้ใคร (โดยเฉพาะเน็ตที่หุ่นแซ่บและบู๊เก่งมาก)
- จิมมี่ (Jimmy) & ทอมมี่ (Tommy) คู่หูรุ่นบุกเบิกของวง Mii2 ที่เก่งทั้งดนตรีและการแสดง
- ปาร์ค (Park) & ป๊อปปี้ (Poppy) พี่ใหญ่สายฮาและสายซัพพอร์ต ที่มักจะขโมยซีนและสร้างสีสัน (หรือความดราม่า) ให้กับเรื่องได้เสมอ
สรุป นักแสดงชุดนี้คือ “ครอบครัว” ที่สนิทกันจริงๆ นอกจอ ทำให้เวลาเข้าฉากที่ต้องแสดงความผูกพันหรือความเจ็บปวดจากการสูญเสียเพื่อน มันจึงดูสมจริงและกระแทกใจคนดูได้ง่ายมากครับ movieseries