รีวิว Troll (2022) โทรลล์ หนังมอนสเตอร์นอร์เวย์ สนุกไหม?

แน่นอนครับ เดี๋ยวผมจัดให้แบบจัดเต็ม เหมือนเรานั่งคุยกันเรื่องหนังเรื่องนี้แบบเจาะลึกทุกรูขุมขนเลยครับ สำหรับ “Troll” (2022) หรือที่หลายคนเรียกว่า Troll 1 (เพื่อแยกกับหนังเกรดบีในอดีต หรือภาคต่อที่อาจจะมาในอนาคต) หนังมอนสเตอร์สัญชาตินอร์เวย์ที่สร้างปรากฏการณ์บน Netflix วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเน้นๆ เรื่องงานภาพ การแสดง และเนื้อหาเชิงวิเคราะห์ โดยไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อให้เสียเวลาครับ

เตรียมกาแฟให้พร้อม แล้วมาดำดิ่งสู่ตำนานแห่งขุนเขา “ดอฟร่า” กันครับ

บทนำเมื่อตำนานนิทานก่อนนอน กลายเป็นฝันร้ายระดับวินาศสันตะโร

โทรลล์ 1 troll 1

ก่อนอื่นต้องเกริ่นแบบนี้ครับว่า ถ้าพูดถึงหนังแนวสัตว์ประหลาดถล่มเมือง (Kaiju) เรามักจะนึกถึง Godzilla ของญี่ปุ่น หรือ King Kong ของฝั่งอเมริกา แต่สิ่งที่ Troll ทำได้น่าสนใจมากคือการหยิบเอา “นิทานพื้นบ้าน” (Folklore) ที่ดูเหมือนเรื่องหลอกเด็กของชาวยุโรปเหนือ มาตีความใหม่ในรูปแบบของหายนะภัยที่สมจริงและจับต้องได้

โจทย์ของหนังเรื่องนี้มันยากนะครับ คือจะทำยังไงให้ตัว “โทรลล์” ที่คนมักติดภาพว่าเป็นตัวตลก จมูกโต หรือดูแฟนตาซีจ๋าๆ ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดูแล้วเชื่อว่า “มันมีอยู่จริง” และน่ากลัวจริงๆ และนี่คือจุดเริ่มต้นความประทับใจแรกที่ผมอยากพูดถึง

1. งานภาพและเทคนิคพิเศษ (Visuals & CGI)ลมหายใจแห่งขุนเขา

บอกเลยว่างานภาพของเรื่องนี้คือ “พระเอก” ตัวจริงครับ ถ้าคุณดูเรื่องนี้ในจอ 4K ใหญ่ๆ คุณจะเห็นเลยว่าทีมงานเขาใส่ใจรายละเอียดระดับบ้าคลั่ง

ดีไซน์ของโทรลล์ความเป็นธรรมชาติที่น่าเกรงขาม สิ่งแรกที่ต้องชมคือการออกแบบตัวโทรลล์ครับ มันไม่ใช่แค่ก้อน CG ลอยๆ แต่มันคือการผสมผสานระหว่าง “สิ่งมีชีวิต” และ “ธรณีวิทยา” ได้อย่างแนบเนียน ผิวหนังของมันไม่ใช่แค่หนังหยาบๆ แต่มันคือหิน คือตะไคร่น้ำ คือดินที่ทับถมกันมาพันปี

ลองสังเกตฉากที่โทรลล์ขยับตัวดูครับ ทุกครั้งที่มันลุกขึ้นยืน หรือสะบัดตัว คุณจะเห็นเศษดิน เศษหิน ร่วงกราวลงมาเหมือนภูเขากำลังถล่ม รายละเอียดพวกนี้แหละครับที่ทำให้เรารู้สึกถึง “น้ำหนัก” (Weight) ของตัวละคร เราเชื่อจริงๆ ว่าไอ้ตัวนี้มันหนักเป็นพันตัน เวลามันเหยียบลงไปบนพื้นดิน เราแทบจะรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนทะลุจอออกมา

การเล่นกับแสงและเงา (Lighting & Atmosphere) Roar Uthaug ผู้กำกับ (ที่เคยทำ The Wave และ Tomb Raider) เขาฉลาดมากในการเลือกใช้โลเคชั่น ประเทศนอร์เวย์มีภูมิประเทศที่สวยแบบดิบๆ อยู่แล้ว ภูเขาสูง หมอกหนา และแสงทึมๆ ของยุโรปเหนือ หนังใช้ประโยชน์จากตรงนี้เต็มที่

ฉากที่โทรลล์พรางตัวอยู่กับภูเขาในตอนแรกๆ มันทำได้เนียนมาก จนคนดูอย่างเราต้องเพ่งตามตัวละครว่า “ไหนวะ? ตรงไหนคือหิน ตรงไหนคือตัวมัน?” นี่คือการใช้ Visual เล่าเรื่องครับ มันบอกเราว่ามนุษย์เราตัวเล็กแค่ไหนเมื่อเทียบกับธรรมชาติ และธรรมชาติซ่อนภัยคุกคามไว้ใกล้ตัวเราเสมอ

อีกซีนที่ผมชอบมากเรื่องงานภาพ คือฉากในสวนสนุก (หรือฉากที่มันเดินผ่านบ้านคน) ความคอนทราสต์ระหว่างแสงไฟนีออน หรือแสงไฟจากรถยนต์ ตัดกับผิวหนังขรุขระของโทรลล์ มันสร้างความรู้สึก Surreal (เหนือจริง) แต่ก็น่ากลัวในเวลาเดียวกัน มันคือการปะทะกันของ “โลกยุคใหม่” กับ “โลกโบราณ” ผ่านงานภาพได้อย่างชัดเจนที่สุด

2. การแสดงและตัวละคร (Acting & Character Depth)มากกว่าแค่คนวิ่งหนี

ปกติหนังแนวสัตว์ประหลาด ตัวละครมนุษย์มักจะเป็นจุดอ่อน คือน่ารำคาญ ตัดสินใจโง่ๆ หรือมีไว้แค่ให้หนังยาวขึ้น แต่สำหรับ Troll ผมมองว่าทีมนักแสดงทำหน้าที่ได้ “กลมกล่อม” และมีความเป็นมนุษย์สูงมากครับ

Ine Marie Wilmann (รับบท Nora Tidemann)ฮีโร่ที่ไม่ใช่ซูเปอร์ฮีโร่ อิเนอ มารี วิลมันน์ รับบทนักชีวบรรพชีวินวิทยา (Paleontologist) ได้อย่างยอดเยี่ยม สิ่งที่ผมชอบในการแสดงของเธอคือ “ความเนิร์ดที่แข็งแกร่ง” เธอไม่ได้เล่นเป็นสาวบู๊ล้างผลาญแบบ Lara Croft แต่เธอเล่นเป็นนักวิชาการที่มีความอยากรู้อยากเห็น และมีความกลัว

ซีนอารมณ์ของเธอทำได้ละเอียดมาก โดยเฉพาะสายตา ลองสังเกตแววตาของเธอตอนที่เห็นโทรลล์ครั้งแรกสิครับ มันไม่ใช่แค่ความกลัวนะ แต่มันมีความ “ทึ่ง” (Fascination) ปนอยู่ด้วย มันคือสายตาของคนที่ศึกษาฟอสซิลมาทั้งชีวิต แล้ววันหนึ่งสิ่งที่เธอศึกษามันมายืนหายใจรดต้นคอ เธอถ่ายทอดความขัดแย้งในใจระหว่าง “หน้าที่ที่ต้องปกป้องคน” กับ “ความต้องการปกป้องสิ่งมหัศจรรย์นี้” ได้ดีมากๆ

Gard B. Eidsvold (รับบท Tobias Tidemann)หัวใจของเรื่อง คุณพ่อสติเฟื่องที่ใครๆ ก็หาว่าบ้า บทนี้ถ้าเล่นไม่ดีจะกลายเป็นตัวน่ารำคาญทันทีครับ แต่ Gard เล่นได้น่าสงสารและน่าเอ็นดู เขาคือตัวแทนของ “ความเชื่อ” (Faith) ในโลกที่เต็มไปด้วยวิทยาศาสตร์

การแสดงของเขาทำให้เราเชื่อว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่ได้บ้า เขาแค่เห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น ซีนที่เขาพยายามสื่อสารกับโทรลล์ มันไม่ใช่ความกล้าแบบโง่ๆ แต่มันคือความโหยหา (Longing) ของคนที่อยากพิสูจน์ความจริง และความรักที่มีต่อธรรมชาติ สายตาของเขาที่มองโทรลล์เหมือนมอง “เพื่อนเก่า” หรือ “สัตว์เลี้ยงที่หลงทาง” มันทำให้หนังเรื่องนี้มีมิติทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งขึ้นมาก ไม่ใช่แค่ยิงกันตูมตาม

Kim Falck (รับบท Andreas Isaksen)ตัวแทนคนดู อันเดรียสคือตัวละครที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพวกเรา (Audience Surrogate) ครับ เขาไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ เป็นแค่ที่ปรึกษาที่จับพลัดจับผลูมาซวยด้วย การแสดงของ Kim Falck ให้จังหวะคอมเมดี้ที่ “พอดี” ไม่มากไม่น้อย เขาเล่นเป็นคนธรรมดาที่กลัวตาย แต่ก็พยายามจะช่วย การแสดงที่ดูเงอะงะแต่จริงใจของเขาช่วยเบรกความตึงเครียดของหนังได้ดีเยี่ยม ทำให้หนังไม่ดูซีเรียสจนหายใจไม่ออก

กองทัพและภาครัฐความแข็งกระด้างที่สมจริง ตัวละครฝั่งทหารและรัฐบาล อาจจะดูเป็นสูตรสำเร็จ (Cliché) ไปหน่อย คือดื้อด้าน เชื่อมั่นในอาวุธ แต่การแสดงของพวกเขาก็ทำให้เราเห็นภาพของ “ความกลัวที่ไม่รู้จัก” (Fear of the unknown) เมื่อมนุษย์เจอสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ปฏิกิริยาแรกคือการทำลาย ซึ่งนักแสดงฝั่งนี้ก็ถ่ายทอดความตึงเครียดและความกดดันออกมาได้สมมาตรฐานครับ

3. การวิเคราะห์เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง (Narrative & Pacing)สูตรสำเร็จที่ปรุงรสด้วยกลิ่นอายนอร์ดิค

หลายคนอาจจะบอกว่าเนื้อเรื่องของ Troll มันเดาทางง่าย ซึ่ง… ผมก็ไม่เถียงครับ มันคือโครงสร้างหนังฮอลลีวูดเป๊ะๆ แต่สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจคือ “บริบท” และ “วิธีการเล่า”

จังหวะหนัง (Pacing)เร้าใจแบบไม่พัก หนังใช้เวลาปูเรื่องไม่นานครับ เปิดมาแป๊บเดียวก็เจอเรื่องเลย การตัดต่อทำได้กระชับฉับไว สลับระหว่างฉากสืบสวน ฉากแอ็คชั่น และฉากดราม่าครอบครัวได้อย่างลื่นไหล ไม่ค่อยมีช่วงที่รู้สึกว่าหนัง “ย้วย” หรือน่าเบื่อ

สิ่งที่น่าสนใจคือการ “Scale Up” ของภัยคุกคาม จากรอยเท้าใหญ่ๆ ในหุบเขา ค่อยๆ ขยับมาทำลายบ้านเรือน และสุดท้ายมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง (Oslo) มันเป็นการไต่ระดับความพีคที่ทำให้คนดูลุ้นตามได้ตลอดเวลา

ประเด็น “ธรรมชาติเอาคืน” (Nature Strikes Back) เนื้อหาหลักที่หนังพยายามสื่อสารผ่านบทพูดและการกระทำคือ “มนุษย์กำลังรุกล้ำธรรมชาติมากเกินไป” การสร้างอุโมงค์เจาะผ่านภูเขาดอฟร่า คือสัญลักษณ์ของการที่มนุษย์พยายามเอาชนะธรรมชาติด้วยเทคโนโลยี และการตื่นของโทรลล์คือ “ระบบภูมิคุ้มกัน” ของโลกที่ลุกขึ้นมาต่อต้าน

หนังไม่ได้เล่าแค่ว่า “สัตว์ประหลาดบุกโลก” แต่มันตั้งคำถามว่า “ใครกันแน่ที่เป็นสัตว์ประหลาด?” ฉากที่กองทัพกระหน่ำยิงขีปนาวุธใส่โทรลล์ ทั้งที่มันแค่เดินของมันเฉยๆ (ในตอนแรก) มันสะท้อนภาพความโหดร้ายของมนุษย์ได้เจ็บแสบมาก หนังทำให้เราตั้งคำถามว่า เรามีสิทธิ์อะไรไปทำลายสิ่งที่อยู่มาก่อนเรา?

การผสมผสานตำนานเข้ากับโลกความจริง จุดที่ผมชอบที่สุดในด้านเนื้อเรื่อง คือการเอา “Gimmick” ของตำนานโทรลล์มาใช้เป็นกลไกของหนัง (Plot Device)

  • เสียงระฆังโบสถ์การที่โทรลล์แพ้เสียงระฆัง เพราะมันเป็นตัวแทนของโลกเก่า (Paganism) ที่ถูกศาสนาใหม่ (Christianity) เข้ามาแทนที่ ประเด็นนี้ลึกซึ้งมากในแง่ประวัติศาสตร์ศาสนาของยุโรป
  • แสงแดดการที่โดนแสงแล้วกลายเป็นหิน
  • การดมกลิ่นเลือดชาวคริสต์ที่ถูกดัดแปลงให้ทันสมัยขึ้น

บทหนังฉลาดที่ไม่อธิบายสิ่งเหล่านี้ด้วยเวทมนตร์ 100% แต่พยายามหาคำอธิบายที่ฟังดูเป็นวิทยาศาสตร์ (กึ่งๆ) ทำให้โทนของหนังไม่หลุดไปเป็นแฟนตาซีดิสนีย์ แต่ยังคงความสมจริงแบบ Thriller เอาไว้ได้

ความสัมพันธ์พ่อ-ลูก (The Emotional Core) ถ้าตัดเรื่องโทรลล์ออกไป นี่คือหนังดราม่าครอบครัวเรื่องหนึ่งเลยครับ ความสัมพันธ์ของนอร่ากับพ่อที่ห่างเหินกันเพราะความเชื่อที่ต่างกัน เป็นแกนหลักที่ยึดโยงเรื่องราวทั้งหมดไว้ ฉากที่พ่อยอมสละชีวิต หรือฉากที่นอร่าเข้าใจพ่อในที่สุด มันคือหัวใจของหนังที่ทำให้ตอนจบมันทรงพลัง มันไม่ใช่แค่ชนะสัตว์ประหลาด แต่มันคือการ “ยอมรับตัวตน” และ “รากเหง้า” ของตัวเอง

จุดที่น่าเสียดาย (Minor Flaws) เพื่อให้รีวิวนี้จริงใจที่สุด ผมต้องพูดถึงจุดอ่อนบ้าง บางช่วงของบทมีความบังเอิญมากเกินไป (Coincidence) เช่น การไขปริศนาที่ดูง่ายดายในบางจุด หรือตัวละครทหารที่ตัดสินใจอะไรตื้นๆ ไปหน่อย เพื่อให้หนังมันเดินไปสู่ฉากบู๊ แต่ถ้ามองข้ามเรื่องพวกนี้ไปแล้วเสพความบันเทิง ถือว่ารับได้สบายมากครับ

บทสรุปทำไม Troll (2022) ถึงคุ้มค่าแก่การดูซ้ำ

โดยสรุปแล้ว Troll ไม่ใช่หนังที่พยายามจะปีนกระไดดู หรือทำตัวเป็นปรัชญาลึกล้ำจนเข้าใจยาก แต่มันคือ “หนังบันเทิงระดับบล็อกบัสเตอร์” ที่ทำออกมาได้ถึงใจ ถึงอารมณ์ และมีมาตรฐานงานสร้างที่ทัดเทียมหรือเผลอๆ ดีกว่าหนังฟอร์มยักษ์จากฮอลลีวูดหลายเรื่องด้วยซ้ำ

ความน่าสนใจที่คุณจะได้จากเรื่องนี้:

  1. งานภาพระดับเทพแค่ดูวิวนอร์เวย์กับรายละเอียดตัวโทรลล์ก็คุ้มค่าสมาชิก Netflix แล้วครับ
  2. รสชาติที่แปลกใหม่เบื่อตึกระฟ้าในนิวยอร์กพังทลายแล้วใช่ไหม? มาดูบ้านไม้สไตล์นอร์ดิกกับพระราชวังในออสโลโดนถล่มบ้าง ได้ฟีลลิ่งใหม่ๆ ดีครับ
  3. บทเรียนเรื่องการเคารพธรรมชาติหนังจบแล้วทิ้งตะกอนความคิดไว้ให้เราว่า บางครั้งสิ่งที่เราไม่เห็น ไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง และเราควรเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่ควบคุมมัน

ถ้าให้ผมเปรียบเทียบเป็นคำพูดสั้นๆ หนังเรื่องนี้เหมือนการเอา Jurassic Park มาผสมกับ Godzilla แล้วราดด้วยน้ำซอส The Da Vinci Code เวอร์ชั่นนอร์เวย์ มันมีความลึกลับ มีความยิ่งใหญ่ และมีความระทึกขวัญที่ลงตัว

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดู หรือดูแล้วแต่ดูผ่านๆ ผมแนะนำให้ลองกลับไปเก็บรายละเอียดอีกรอบครับ ลองฟังเสียงประกอบ (Sound Design) ตอนที่โทรลล์คำราม ลองสังเกตสีหน้าของนอร่าตอนท้ายเรื่อง แล้วคุณจะพบว่า Troll 1 เรื่องนี้ มีดีมากกว่าแค่หนังยิงสัตว์ประหลาดแน่นอน

นี่คือหนังที่ประกาศศักดาภาพยนตร์นอร์เวย์ให้โลกได้รู้ว่า “อย่ามาแหยมกับภูเขาดอฟร่า!” ครับผม

และนี่คือ บทสรุปตอนท้ายของเรื่อง (Ending Explanation) แบบเจาะลึกละเอียดครับ สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Troll (2022)

ช่วงท้ายของหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่การต่อสู้กันให้จบๆ ไป แต่มันเต็มไปด้วยอารมณ์ดราม่าและการตัดสินใจที่เจ็บปวด ลองมาไล่เรียงเหตุการณ์ช่วงไคลแมกซ์ไปจนถึงวินาทีสุดท้ายกันครับ

1. การไขปริศนาทำไมโทรลล์ถึงมุ่งหน้าไปออสโล?

ก่อนจะถึงฉากสู้รบขั้นแตกหัก นอร่า (Nora) และ อันเดรียส (Andreas) ค้นพบความจริงที่น่าตกใจจากบันทึกของพ่อเธอ (Tobias) ว่าทำไมโทรลล์ถึงเดินหน้ามุ่งสู่กรุงออสโลอย่างไม่ลดละ ทั้งที่โดนโจมตีขนาดนั้น

  • ความจริงคือโทรลล์ไม่ได้จะไปทำลายเมืองเล่นๆ แต่มันกำลัง “กลับบ้าน” ครับ
  • ในอดีต กษัตริย์ที่เป็นมนุษย์ได้สังหารหมู่ครอบครัวโทรลล์ และสร้าง พระราชวังหลวง (Royal Palace) ทับลงบนซากปราสาทเดิมของราชาโทรลล์
  • ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ภายใต้พระราชวัง พวกเขาพบโครงกระดูกขนาดยักษ์ที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งนอร่าระบุได้ทันทีว่านั่นคือ “โครงกระดูกของลูกโทรลล์”
  • เจ้าโทรลล์ตัวนี้คือราชาองค์สุดท้ายที่ตื่นขึ้นมา และมันสัมผัสได้ถึงลูกของมัน มันจึงเดินหน้าเพื่อจะกลับไปหาซากศพของครอบครัวและทวงบัลลังก์คืนครับ

2. แผนล่อลวงใช้หัวใจเพื่อหยุดยั้ง

เมื่อรู้ความจริง นอร่าตัดสินใจใช้วิธีที่เจ็บปวดแต่ได้ผลที่สุดในการล่อโทรลล์ให้ออกห่างจากเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่น

  • เธอให้ กัปตันคริส (Kris) ขับรถบรรทุกที่บรรทุก “กะโหลกของลูกโทรลล์” ผูกไว้ท้ายรถ
  • เมื่อโทรลล์เห็นกะโหลกของลูก มันจึงเลิกสนใจการทำลายเมือง และวิ่งตามรถของนอร่าและคริสไปทันที (ฉากนี้สะเทือนใจมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าโทรลล์มีความผูกพันและอารมณ์รักลูก)

3. กับดักแสงสว่าง (The Light Trap)

แผนของนอร่าคือการล่อโทรลล์ไปยังลานกว้าง (แถวสวน Holmenkollen) ที่ซึ่งอันเดรียสได้เตรียมการติดตั้ง “เครื่องฉายแสง UV ขนาดยักษ์” ล้อมรอบเอาไว้

  • จุดอ่อนตามตำนาน โทรลล์จะกลายเป็นหินหากโดนแสงอาทิตย์ แต่เนื่องจากตอนนั้นเป็นเวลากลางคืน พวกเขาจึงต้องใช้แสง UV จำลองที่มีความเข้มข้นสูงยิงเข้าใส่แทน
  • เมื่อโทรลล์เข้ามากลางวงล้อม แสงไฟสปอตไลท์ UV จำนวนมหาศาลก็ถูกเปิดขึ้นแผดเผาร่างของโทรลล์
  • โทรลล์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ผิวหนังเริ่มแข็งตัวและแตกร้าวเหมือนหิน

4. การตัดสินใจของนอร่ามนุษยธรรม vs หน้าที่

นี่คือจุดพีคที่สุดของเรื่องครับ ในขณะที่โทรลล์กำลังดิ้นทุรนทุราย นอร่ามองเข้าไปในดวงตาของมัน

  • เธอไม่ได้เห็นสัตว์ประหลาด แต่เธอเห็น “สิ่งมีชีวิตสุดท้ายของเผ่าพันธุ์” ที่กำลังเจ็บปวดและหวาดกลัว
  • ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามา นอร่าตัดสินใจ ทุบทำลายแผงควบคุมไฟ เพื่อปิดแสง UV ทั้งหมด!
  • เธอวิ่งเข้าไปหาโทรลล์แล้วตะโกนบอกมันว่า “ไปซะ! หนีไป! กลับไปที่ภูเขา!” เธอเลือกที่จะช่วยชีวิตมันเพราะไม่อยากให้ตำนานที่มีลมหายใจต้องสูญพันธุ์ไปต่อหน้าต่อตา

5. บทสรุปสุดท้ายธรรมชาติเป็นผู้ตัดสิน

แม้แสงไฟจะดับลง แต่โชคชะตาก็เล่นตลกครับ

  • ในวินาทีที่นอร่าบอกให้มันหนี ดวงอาทิตย์ของจริง ก็เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นมาพอดี
  • โทรลล์มองเห็นแสงอาทิตย์ มันรู้ว่าหนีไม่ทันแล้ว มันหยุดนิ่ง มองมาที่นอร่าด้วยสายตาที่ดูเหมือนจะยอมรับชะตากรรม (หรืออาจจะขอบคุณ)
  • ร่างของมันค่อยๆ ถูกแสงอาทิตย์อาบไล้ และเปลี่ยนสภาพจากเนื้อหนังมังสา กลายเป็นก้อนหินขนาดยักษ์ ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานกว้างนั้น
  • โทรลล์ตนนั้นสิ้นใจ และกลายเป็นอนุสรณ์สถานหินในที่สุด

6. บทส่งท้าย (Epilogue)

  • ผู้คนและสื่อมวลชนต่างพากันมามุงดูซากหินรูปโทรลล์ รัฐบาลตั้งชื่อให้เหตุการณ์นี้ว่าเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ (หรือพยายามหาคำอธิบายอื่น) เพื่อปกปิดความจริงบางส่วน
  • นอร่าและอันเดรียสยืนมองก้อนหินนั้น นอร่าตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า “คิดว่ายังมีพวกมันเหลืออยู่อีกไหม?”
  • อันเดรียสยิ้มและตอบแบบให้ความหวัง (หรือความกลัว) ว่า “อาจจะ… ใครจะไปรู้”

7. ฉากแถม (Mid-Credits Scene)ฝันร้ายยังไม่จบ

หนังตัดจบด้วยฉากสั้นๆ ที่กลับไปที่อุโมงค์ในภูเขาดอฟร่า (จุดเริ่มต้นเรื่อง)

  • กล้องแพนไปในความมืดของถ้ำ
  • พื้นดินสั่นสะเทือนอีกครั้ง กองหินเริ่มขยับ
  • และมี เสียงคำราม ของโทรลล์อีกตัวดังก้องออกมา!
  • เป็นการยืนยันชัดเจนว่า ตัวที่ตายไปไม่ใช่ตัวเดียวที่มีอยู่ และเป็นการปูทางสู่ภาคต่ออย่างชัดเจนครับ

นี่คือบทสรุปแบบละเอียดของ Troll 1 ครับ หวังว่าจะช่วยเติมเต็มส่วนที่ค้างคาใจ หรือทำให้เห็นภาพรวมของตอนจบได้ชัดเจนขึ้นนะครับ movieseries

สำหรับภาคต่อของ Troll (2022) นั้น Netflix ได้ปล่อยออกมาให้ดูแล้วเมื่อ วันที่ 1 ธันวาคม 2025

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *