รีวิวหนังกระแส 2026 ถือเป็นปีที่วงการภาพยนตร์ทั่วโลกกลับมาคึกคักถึงขีดสุด
บ็อกซ์ออฟฟิศลุกเป็นไฟตั้งแต่ต้นปีด้วยผลงานหลากหลายแนว ทั้งมหากาพย์ไซไฟ แอนิเมชันภาคต่อที่หลายคนรอคอย หนังชีวประวัติสุดเข้มข้น ไปจนถึงการกลับมาของแฟชั่นไอคอนระดับตำนาน
วันนี้จะพาคุณไปเจาะลึกและรีวิวภาพยนตร์กระแสแรง 10 เรื่องของปี 2026 ที่สร้างปรากฏการณ์ทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ เราจะมาดูกันทีละเรื่องว่าแต่ละเรื่องมีจุดเด่น จุดด้อยอย่างไร และคู่ควรกับคะแนนเท่าไหร่ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ว่าเรื่องไหนที่ “ต้องดูให้ได้” และเรื่องไหนที่ “รอสตรีมมิ่งก็ยังไม่สาย”

1. The Super Mario Galaxy Movie
แนว แอนิเมชัน / ผจญภัย / คอเมดี้ นักแสดง/ผู้พากย์เสียง Chris Pratt, Anya Taylor-Joy, Jack Black, Charlie Day ผู้กำกับ Aaron Horvath, Michael Jelenic
รีวิวหนังกระแส 2026 เรื่องย่อ
หลังจากประสบความสำเร็จในการปกป้องอาณาจักรเห็ดจากบาวเซอร์ (Bowser) ในภาคแรก มาริโอและลุยจิก็ต้องเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหม่ระดับจักรวาล เมื่อ Rosalina ปรากฏตัวขึ้นเพื่อขอความช่วยเหลือในการปกป้อง Luma และหอคอยดูดาวจากวายร้ายตัวใหม่ที่ต้องการครอบครองพลังแห่งดวงดาว การผจญภัยครั้งนี้จึงขยายสเกลจากการตะลุยด่านบนพื้นดิน ไปสู่การกระโดดข้ามแรงโน้มถ่วงในอวกาศอันกว้างใหญ่
รีวิวและความรู้สึกหลังดู
ค่าย Illumination และ Nintendo ยังคงรู้ใจแฟนเกมแบบทะลุปรุโปร่ง งานภาพในภาคนี้ก้าวกระโดดจากภาคแรกไปมาก โดยเฉพาะการออกแบบดวงดาวแต่ละดวงที่มีเอกลักษณ์และแรงโน้มถ่วงที่แตกต่างกัน มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังนั่งเล่นเกม Super Mario Galaxy บนเครื่อง Wii อีกครั้งแต่ในรูปแบบภาพยนตร์
การเล่าเรื่องยังคงสูตรสำเร็จที่เข้าถึงง่าย ดำเนินเรื่องฉับไว ไม่น่าเบื่อ มุกตลกหน้าตายและการสอดแทรก Easter Eggs มีให้เห็นแทบทุกๆ 5 นาที สิ่งที่โดดเด่นมากคือเพลงประกอบที่นำเอาธีมคลาสสิกของภาค Galaxy มาทำใหม่ด้วยวงออร์เคสตราที่ยิ่งใหญ่ระดับมหากาพย์ ด้านการพากย์เสียง Jack Black ยังคงขโมยซีนในบทบาวเซอร์ที่แม้ภาคนี้บทจะน้อยลงแต่ก็มาพร้อมเพลงฮิตติดหูเพลงใหม่ ด้าน Chris Pratt ในบทมาริโอก็ดูเข้าที่เข้าทางมากขึ้น
สิ่งที่ชอบ
- งานภาพวิชวลอวกาศที่สวยงามตระการตาและการเล่นกับแรงโน้มถ่วงที่สร้างสรรค์
- ดนตรีประกอบที่เคารพต้นฉบับเกมได้อย่างไร้ที่ติ
- Rosalina ถูกนำเสนอออกมาได้มีเสน่ห์และมีมิติอารมณ์ที่ลึกซึ้ง
สิ่งที่ขัดใจ
- เนื้อเรื่องยังคงเพลย์เซฟและเดาง่ายไปสักนิด ไม่ได้มีจุดหักมุมที่เกินคาดเดา
คะแนน 8.5/10 แอนิเมชันแห่งปีที่มอบความบันเทิงระดับอวกาศ ดูสนุกได้ทั้งครอบครัวและแฟนเกมเดนตาย

2. Project Hail Mary
แนว ไซไฟ / ดราม่า / ระทึกขวัญ นักแสดง Ryan Gosling, Sandra Hüller ผู้กำกับ Phil Lord, Christopher Miller
รีวิวหนังกระแส 2026 เรื่องย่อ
ดัดแปลงจากนิยายไซไฟยอดฮิตของ Andy Weir (ผู้แต่ง The Martian) เรื่องราวของ Ryland Grace (Ryan Gosling) อดีตนักวิทยาศาสตร์ที่ผันตัวมาเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยม เขาตื่นขึ้นมาบนยานอวกาศพร้อมกับอาการความจำเสื่อม ก่อนจะค่อยๆ ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า เขาคือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวในภารกิจกอบกู้โลกจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เรียกว่า “Astrophage” ซึ่งกำลังดูดกลืนพลังงานจากดวงอาทิตย์ เขาต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่มีเพื่อหาทางออก และในระหว่างนั้นเขาก็ได้พบกับพันธมิตรที่ไม่คาดฝันจากต่างดาว
รีวิวและความรู้สึกหลังดู
นี่คือผลงานระดับ Masterpiece ของปี 2026 ที่ผสมผสานความลุ้นระทึกทางวิทยาศาสตร์เข้ากับดราม่าความโดดเดี่ยวได้อย่างลงตัว Ryan Gosling แบกหนังทั้งเรื่องเอาไว้บนบ่าได้อย่างยอดเยี่ยม เขาถ่ายทอดความหวาดกลัว ความสิ้นหวัง และความฉลาดเฉลียวของตัวละครออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือการกำกับของ Phil Lord และ Christopher Miller ที่ปกติเราจะชินกับงานคอเมดี้หรือแอนิเมชันจังหวะไวๆ แต่ในเรื่องนี้พวกเขาสามารถคุมโทนความตึงเครียดในอวกาศอันเวิ้งว้างได้อย่างอยู่หมัด การไขปริศนาทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องถูกนำเสนอให้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนจนคนทั่วไปดูไม่รู้เรื่อง (คล้ายกับเสน่ห์ของ The Martian) ไฮไลต์สำคัญคือความสัมพันธ์ระหว่าง Ryland กับสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่ถูกสร้างสรรค์ออกมาได้ลึกซึ้งและกินใจ จนทำให้ช่วงท้ายของหนังเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
สิ่งที่ชอบ
- การแสดงอันยอดเยี่ยมของ Ryan Gosling
- การอธิบายหลักการวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์และชีววิทยาที่ดูสมจริงและสนุก
- งานภาพ CGI ของอวกาศและเอฟเฟกต์ Astrophage ที่ดูน่าเกรงขาม
สิ่งที่ขัดใจ
- ช่วงแรกของหนังที่เล่าสลับกับแฟลชแบ็กอาจจะทำให้จังหวะหนังดูเนือยไปนิดในช่วง 30 นาทีแรก
คะแนน 9/10 ไซไฟน้ำดีที่ครบเครื่องทั้งความตื่นเต้น ปรัชญา และมิตรภาพข้ามสายพันธุ์

3. Michael
แนว ชีวประวัติ / ดนตรี / ดราม่า นักแสดง Jaafar Jackson, Colman Domingo, Nia Long, Miles Teller ผู้กำกับ Antoine Fuqua
รีวิวหนังกระแส 2026 เรื่องย่อ
ภาพยนตร์ชีวประวัติที่เจาะลึกชีวิตของราชาเพลงป็อป Michael Jackson ตั้งแต่วัยเด็กในวง The Jackson 5 ภายใต้การฝึกฝนอย่างเข้มงวดของ Joe Jackson (Colman Domingo) ไปจนถึงจุดสูงสุดของอาชีพศิลปินเดี่ยวที่สร้างปรากฏการณ์สะเทือนโลก หนังไม่เพียงแต่นำเสนอเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานเพลงและท่าเต้นระดับตำนาน แต่ยังแตะถึงประเด็นมืดมนและข้อครหาต่างๆ ที่รุมเร้าชีวิตของเขาในช่วงบั้นปลาย
รีวิวและความรู้สึกหลังดู
Michael กลายเป็นหนังทำเงินถล่มทลายและสร้างกระแสไวรัลไปทั่วโลก การเลือก Jaafar Jackson (หลานชายแท้ๆ ของ Michael) มารับบทนี้คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด ทั้งน้ำเสียง ท่าทางการเดิน และโดยเฉพาะลีลาการเต้นบนเวที Jaafar ทำได้เหมือนจนน่าขนลุก ราวกับ Michael กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
Antoine Fuqua ผู้กำกับ เลือกที่จะเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา ไม่ได้ยกย่อง Michael จนกลายเป็นเทพเจ้าไร้ที่ติ หนังกล้าที่จะนำเสนอความเปราะบาง ความกดดันทางจิตใจ และผลกระทบจากการเป็นซูเปอร์สตาร์ตั้งแต่วัยเด็ก ฉากคอนเสิร์ตใหญ่ๆ อย่างทัวร์ Bad และ Dangerous ถูกเนรมิตขึ้นมาใหม่ด้วยพลังเสียงกระหึ่มและโปรดักชันที่อลังการ ทำให้ผู้ชมในโรงภาพยนตร์แทบจะอยากลุกขึ้นมาเต้นไปพร้อมกัน
สิ่งที่ชอบ
- การแสดงของ Jaafar Jackson ที่เข้าถึงจิตวิญญาณของตัวละคร
- Colman Domingo ในบทคุณพ่อจอมเผด็จการที่เล่นได้น่าเกรงขามและกดดันสุดๆ
- ลำดับภาพและการมิกซ์เสียงในฉากแสดงคอนเสิร์ตที่สมบูรณ์แบบ
สิ่งที่ขัดใจ
- ด้วยความยาวหนังที่เกือบ 3 ชั่วโมง บางช่วงของการเล่าเรื่องคดีความและข้อพิพาทต่างๆ รู้สึกยืดเยื้อและทำให้โทนหนังดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัด
คะแนน 8/10 หนังชีวประวัติที่ทรงพลัง คู่ควรกับตำนานราชาเพลงป็อป แม้จะมีความยาวที่อาจทำให้เหนื่อยไปบ้าง

4. The Devil Wears Prada 2
แนว ดราม่า / คอเมดี้ / แฟชั่น นักแสดง Meryl Streep, Anne Hathaway, Emily Blunt, Stanley Tucci ผู้กำกับ David Frankel
รีวิวหนังกระแส 2026 เรื่องย่อ
20 ปีผ่านไป วงการสื่อสิ่งพิมพ์กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการล่มสลาย นิตยสาร Runway ภายใต้การนำของ Miranda Priestly (Meryl Streep) กำลังตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อยอดขายร่วงหล่นและงบประมาณถูกตัด เธอจำต้องหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากอดีตผู้ช่วยที่เธอเคยดูแคลนอย่าง Emily Charlton (Emily Blunt) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นซีอีโอของกลุ่มบริษัทลักชัวรี่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ ในขณะเดียวกัน Andy Sachs (Anne Hathaway) นักข่าวสืบสวนสอบสวนชื่อดัง ก็ต้องกลับมาพัวพันกับวงการแฟชั่นอีกครั้งเพื่อทำข่าวตีแผ่เบื้องหลังอุตสาหกรรมนี้
รีวิวและความรู้สึกหลังดู
การกลับมาของภาพยนตร์ที่เปรียบเสมือนคัมภีร์ไบเบิลของคนรักแฟชั่น การรวมตัวนักแสดงชุดเดิมครบทีมคือแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดแฟนๆ เข้าโรง หนังมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย นำเสนอประเด็นการปะทะกันระหว่างสื่อสิ่งพิมพ์แบบดั้งเดิมกับสื่อดิจิทัลและอินฟลูเอนเซอร์
Meryl Streep ยังคงสง่างามและเฉียบขาดในบท Miranda เธอยังคงใช้สายตาเย็นชาประหารคนได้เหมือนเดิม แต่ในภาคนี้เราจะได้เห็นมุมที่เปราะบางและดิ้นรนเพื่อรักษาอาณาจักรของเธอเอาไว้ ส่วน Emily Blunt คือคนที่ขโมยซีนที่สุดในภาคนี้ การก้าวขึ้นมามีอำนาจเหนือเจ้านายเก่าทำให้เกิดไดอะล็อกเชือดเฉือนที่ฉลาด แสบสัน และตลกร้าย เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มตั้งแต่นาทีแรกจนนาทีสุดท้าย สมศักดิ์ศรีการรอคอย
สิ่งที่ชอบ
- เคมีของนักแสดงทั้ง 3 คนที่เข้าขากันอย่างเหลือเชื่อ
- คอสตูมดีไซน์ที่หรูหรา ล้ำสมัย และแฝงความหมายในทุกชุด
- บทพูดที่เฉียบคมและเต็มไปด้วยจังหวะซิตคอมที่จิกกัดวงการแฟชั่นยุคใหม่
สิ่งที่ขัดใจ
- พล็อตเรื่องย่อยของ Andy (Anne Hathaway) บางครั้งดูตัดสลับกับเส้นเรื่องหลักของ Miranda และ Emily จนทำให้หนังเสียโฟกัสไปบ้าง
คะแนน 7.5/10 ภาคต่อที่ตอบแทนความคิดถึงของแฟนๆ ได้อย่างคุ้มค่า สนุก แซ่บ แต่ยังขาดความคลาสสิกและแรงกระแทกแบบภาคแรก

5. Avatar Fire and Ash
แนว ไซไฟ / แอ็กชัน / แฟนตาซี นักแสดง Sam Worthington, Zoe Saldaña, Sigourney Weaver, Oona Chaplin ผู้กำกับ James Cameron
รีวิวหนังกระแส 2026 เรื่องย่อ
สานต่อเรื่องราวทันทีจากภาค The Way of Water ครอบครัว Sully นำโดย Jake และ Neytiri ต้องพาชาวโอมาติกายาและชนเผ่าปะการังอพยพหลบหนีการไล่ล่าของกองทัพ RDA ที่ทวีความรุนแรงขึ้น การเดินทางพาพวกเขาไปพบกับพื้นที่ภูเขาไฟอันโหดร้ายและ “Ash People” ชนเผ่านาวีแห่งไฟที่นำโดยผู้นำที่โหดเหี้ยมและไร้ความปรานี ชนเผ่านี้ไม่ได้เป็นมิตรและเป็นอันตรายยิ่งกว่ามนุษย์โลกเสียอีก ครอบครัว Sully จึงต้องเผชิญกับสงครามสองด้านที่ท้าทายทั้งความอยู่รอดและศีลธรรมของพวกเขา
รีวิวและความรู้สึกหลังดู
James Cameron ไม่เคยทำให้ผิดหวังเรื่องงานวิชวลเอฟเฟกต์ Fire and Ash พาเราออกจากป่าฝนและท้องทะเลที่สวยงาม ไปสู่ดินแดนภูเขาไฟที่เต็มไปด้วยเถ้าถ่าน ลาวา และบรรยากาศที่กดดัน งานภาพในโรง IMAX 3D ยังคงเป็นประสบการณ์การดูหนังที่ดีที่สุดในทศวรรษนี้ เอฟเฟกต์สะเก็ดไฟและควันถูกเรนเดอร์ออกมาได้สมจริงจนรู้สึกร้อนแทนตัวละคร
ด้านเนื้อเรื่อง ภาคนี้ดาร์กและตึงเครียดกว่าสองภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด การปรากฏตัวของชนเผ่า Ash People เป็นการทลายกรอบความคิดที่ว่า “ชาวนาวีเป็นเผ่าพันธุ์ที่รักสงบและเชื่อมโยงกับธรรมชาติ” เผ่าไฟแสดงให้เห็นถึงความดิบเถื่อนและการทำลายล้างเพื่อเอาตัวรอด ทำให้ประเด็นความขัดแย้งในเรื่องซับซ้อนขึ้น ตัวละครที่โดดเด่นมากในภาคนี้คือ Lo’ak ที่ต้องก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำและเผชิญกับบาดแผลในใจจากการสูญเสีย
สิ่งที่ชอบ
- งานภาพ CGI และการออกแบบสถาปัตยกรรมของเผ่าไฟที่ดุดันและแปลกตา
- ฉากแอ็กชันสเกลยักษ์ในช่วงองก์สุดท้ายที่มันส์ระห่ำและลุ้นจนตัวโก่ง
- การขยายลอว์ (Lore) ของดาวแพนดอร่าให้มีมิติความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างเผ่าพันธุ์
สิ่งที่ขัดใจ
- หนังยังคงมีปัญหาเรื่องความยาว (3 ชั่วโมงกว่า) และจังหวะเนือยๆ ในช่วงกลางเรื่องที่เป็นการเซ็ตอัปวัฒนธรรมใหม่ ซึ่งบางคนอาจจะรู้สึกว่าซ้ำรอยภาคสอง
คะแนน 8.5/10 ความยิ่งใหญ่ระดับปรากฏการณ์ที่ยกระดับความเข้มข้นของเนื้อเรื่องไปอีกขั้น

6. Scream 7
แนว สยองขวัญ / ระทึกขวัญ / เชือดสยอง นักแสดง Neve Campbell, Courteney Cox, Mckenna Grace, Isabel May ผู้กำกับ Kevin Williamson
รีวิวหนังกระแส 2026 เรื่องย่อ
Ghostface กลับมาอีกครั้ง และเป้าหมายคราวนี้พุ่งตรงไปที่ตำนานผู้รอดชีวิตอย่าง Sidney Prescott (Neve Campbell) ซึ่งใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับครอบครัวที่ห่างไกลจากเมือง Woodsboro แต่เมื่ออดีตไม่ยอมปล่อยเธอไป การฆาตกรรมต่อเนื่องแบบลอกเลียนแบบเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง บังคับให้ Sidney, Gale Weathers (Courteney Cox) และกลุ่มวัยรุ่นหน้าใหม่ต้องรวมตัวกันเพื่อเปิดโปงหน้ากากฆาตกรที่ฉลาดและโหดเหี้ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา
รีวิวและความรู้สึกหลังดู
หลังจากดราม่าเรื่องนักแสดงในภาคก่อน การดึงตัว Neve Campbell กลับมาและได้ Kevin Williamson (ผู้เขียนบท Scream ภาคแรก) มากำกับ ถือเป็นการพาแฟรนไชส์กลับสู่รากเหง้าที่แท้จริง Scream 7 อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายความสยองยุค 90 ที่ผสมผสานกับการเสียดสีวงการภาพยนตร์และพอดแคสต์ทรูไครม์ (True Crime) ในยุคปัจจุบัน
Ghostface ในภาคนี้มีความดุดันและเคลื่อนไหวแบบมีกลยุทธ์มากขึ้น ฉากไล่ล่ามีความยาวและลุ้นระทึกกว่าการใช้จั๊มป์สแกร์โง่ๆ Neve Campbell ในบท Sidney พิสูจน์ให้เห็นว่าทำไมเธอถึงเป็น “Final Girl” อันดับหนึ่งของวงการ เธอไม่ได้วิ่งหนีอย่างเดียว แต่สู้กลับด้วยประสบการณ์ที่สะสมมาหลายสิบปี จุดหักมุมตอนท้ายยังคงทำหน้าที่ของมันได้ดี แม้คอหนังแนวนี้อาจจะพอเดาทางได้บ้าง แต่แรงจูงใจของฆาตกรภาคนี้ถือว่าวิพากษ์สังคมโซเชียลมีเดียได้อย่างเจ็บแสบ
สิ่งที่ชอบ
- การกลับมาทวงบัลลังก์ของ Sidney ที่เท่และฉลาดเป็นกรด
- ฉากเปิดเรื่อง (Opening Scene) ที่ทำออกมาได้ระทึกขวัญและสร้างมาตรฐานใหม่ให้แฟรนไชส์
- การเสียดสี Pop Culture ที่คมคายและตลกร้าย
สิ่งที่ขัดใจ
- กลุ่มวัยรุ่นหน้าใหม่ในเรื่องยังไม่มีเสน่ห์พอให้จดจำเมื่อเทียบกับตัวละครเก่าๆ ทำให้เราไม่ได้เอาใจช่วยพวกเขาเท่าที่ควร
คะแนน 8/10 การกลับคืนฟอร์มอันยอดเยี่ยมของแฟรนไชส์เชือดสยอง الدمสาดสะใจและยังคงความคลาสสิก

7. Star Wars The Mandalorian and Grogu
แนว ไซไฟ / แอ็กชัน / ผจญภัยอวกาศ นักแสดง Pedro Pascal, Sigourney Weaver, Jeremy Allen White ผู้กำกับ Jon Favreau
รีวิวหนังกระแส 2026 เรื่องย่อ
สานต่อเรื่องราวจากซีรีส์ซีซัน 3 Din Djarin (Pedro Pascal) และ Grogu (Baby Yoda) ในฐานะศิษย์และอาจารย์อย่างเป็นทางการ ได้รับภารกิจใหม่จากสาธารณรัฐใหม่ (New Republic) ให้ล่าตัวกลุ่มกบฏจักรวรรดิที่หลบซ่อนอยู่ตามขอบจักรวาล แต่ภารกิจที่ดูเหมือนง่ายกลับลากพวกเขาเข้าไปพัวพันกับแผนการลับของ Rotta the Hutt (Jeremy Allen White) ทายาทของ Jabba ที่ต้องการฟื้นฟูอาณาจักรอาชญากรรมของตนเอง การต่อสู้ครั้งนี้จึงเต็มไปด้วยการหักหลังและพันธมิตรที่คาดไม่ถึง
รีวิวและความรู้สึกหลังดู
การขยับสเกลจากจอแก้วสู่จอเงินถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกทางของ Disney งานภาพและโปรดักชันอัปเกรดขึ้นอย่างก้าวกระโดด ยานอวกาศ เอฟเฟกต์ระเบิด และฉากแอ็กชันถูกออกแบบมาเพื่อฉายในโรงภาพยนตร์โดยเฉพาะ เสน่ห์ความเป็นหนังคาวบอยอวกาศ (Space Western) ยังคงอยู่ครบถ้วน
Pedro Pascal แม้จะอยู่ใต้หมวกเกือบทั้งเรื่อง แต่การใช้เสียงและภาษากายของเขาสามารถสื่ออารมณ์ความผูกพันของคนเป็นพ่อได้อย่างดีเยี่ยม ส่วน Grogu ยังคงเป็นเครื่องโขมยซีนที่น่ารักและในภาคนี้เราได้เห็นพัฒนาการการใช้พลังฟอร์ซ (The Force) ที่เก่งกาจขึ้นมาก ที่ต้องชมคือ Jeremy Allen White ที่มารับบทลูกชายของ Jabba เขาให้เสียงพากย์และโมชั่นแคปเจอร์ที่ดูเป็นมาเฟียอวกาศที่มีความจิตและคาดเดาไม่ได้
สิ่งที่ชอบ
- สเกลฉากแอ็กชันที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ทั้งการดวลปืนและการขับยานสู้กันกลางอวกาศ
- เคมีพ่อลูกที่พัฒนาไปอีกขั้น ทำให้คนดูรู้สึกผูกพันและซาบซึ้ง
- การไม่พยายามยัดเยียดตัวละครเก่าๆ จาก Skywalker Saga มากเกินไป ทำให้หนังมีเอกลักษณ์ของตัวเอง
สิ่งที่ขัดใจ
- พล็อตเรื่องครึ่งแรกมีกลิ่นอายเหมือนการเอาซีรีส์หลายๆ เอพพิโซดมาต่อกัน ทำให้การเดินเรื่องดูเป็นเส้นตรงและทำภารกิจย่อยมากเกินไปก่อนจะเข้าสู่ไคลแมกซ์
คะแนน 8/10 แฟนๆ Star Wars และแก๊งแมนดาลอเรียนห้ามพลาด เป็นการขยายจักรวาลที่เคารพต้นฉบับและดูเพลินมาก

8. Wuthering Heights
แนว ดราม่า / โรแมนติก / พีเรียดระทึกขวัญ นักแสดง Margot Robbie, Jacob Elordi, Alison Oliver ผู้กำกับ Emerald Fennell
รีวิวหนังกระแส 2026 เรื่องย่อ
การตีความใหม่ของวรรณกรรมคลาสสิกโดย Emily Brontë เรื่องราวความรักที่เต็มไปด้วยความหลงใหล ความแค้น และการทำลายล้างระหว่าง Heathcliff (Jacob Elordi) เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยง และ Catherine Earnshaw (Margot Robbie) หญิงสาวผู้ดื้อรั้น เมื่อข้อจำกัดทางชนชั้นและสังคมกดดันให้ Catherine เลือกแต่งงานกับชายอื่น Heathcliff จึงหนีไปและกลับมาอีกครั้งพร้อมความมั่งคั่ง เพื่อชำระแค้นทุกคนที่เคยดูถูกเขา รวมถึงผู้หญิงที่เขารักที่สุด
รีวิวและความรู้สึกหลังดู
ลืมภาพหนังพีเรียดอังกฤษที่แสนสุภาพไปได้เลย ผู้กำกับ Emerald Fennell (จาก Saltburn และ Promising Young Woman) นำเสนอนิยายคลาสสิกนี้ให้ออกมาดิบเถื่อน เย้ายวน และปั่นประสาทสุดๆ หนังเต็มไปด้วยบรรยากาศทะมึนของทุ่งหญ้ามัวร์สที่แฝงความอันตราย งานกำกับภาพขับเน้นอารมณ์บ้าคลั่งของตัวละครผ่านแสงเงาและโคลสอัปที่ชวนอึดอัด
Margot Robbie สลัดภาพบาร์บี้ทิ้งไปโดยสิ้นเชิง เธอถ่ายทอดความเห็นแก่ตัว ความสับสน และความรักที่บ้าคลั่งของ Catherine ออกมาได้สมจริงจนน่าหมั่นไส้ แต่คนที่รับไม้ตายไปเต็มๆ คือ Jacob Elordi ในบท Heathcliff เขามีความหล่อเหลาที่ซ่อนความโรคจิตและความแค้นไว้ใต้สายตา เป็นวายร้ายที่คนดูทั้งเกลียดและสงสารในเวลาเดียวกัน ไดอะล็อกในเรื่องถูกปรับให้ทันสมัยขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงความสละสลวยแบบกวีเอาไว้
สิ่งที่ชอบ
- ทิศทางการกำกับของ Emerald Fennell ที่กล้านำเสนอความรักในรูปแบบที่เป็นพิษ (Toxic) สุดขีดโดยไม่ประนีประนอม
- การแสดงอันทรงพลังของ Jacob Elordi ที่ผลักดันขีดจำกัดของตัวเองไปอีกขั้น
- ดนตรีประกอบที่ใช้เครื่องสายบาดหู สร้างบรรยากาศหลอนๆ คล้ายหนังสยองขวัญ
สิ่งที่ขัดใจ
- โทนหนังมีความดาร์กและหนักหน่วงตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้ดูจบแล้วอาจจะรู้สึกจิตตกและเหนื่อยล้าทางอารมณ์
คะแนน 8.5/10 งานศิลปะที่ท้าทายศีลธรรม สร้างบาดแผลทางอารมณ์ให้คนดู แต่งดงามในแง่ของภาพยนตร์

9. Hoppers
แนว แอนิเมชัน / คอเมดี้ / ผจญภัย นักแสดง/ผู้พากย์เสียง Jon Hamm, Bobby Moynihan, Piper Curda ผู้กำกับ Daniel Chong
รีวิวหนังกระแส 2026 เรื่องย่อ
ผลงานออริจินัลจาก Pixar เล่าเรื่องของ Mabel (Piper Curda) นักวิทยาศาสตร์สาวสุดเนิร์ดที่ค้นพบเทคโนโลยีล้ำยุคที่สามารถถ่ายโอนจิตสำนึกของมนุษย์เข้าไปในร่างของสัตว์หุ่นยนต์ได้ เธอตัดสินใจ “สลับร่าง” ตัวเองเข้าไปในหุ่นยนต์บีเวอร์เพื่อศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่าแบบใกล้ชิด แต่เรื่องราวกลับวุ่นวายเมื่อเทคโนโลยีเกิดขัดข้อง ทำให้เธอติดอยู่ในร่างบีเวอร์และต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตในป่า พร้อมกับร่วมมือกับ King George (Jon Hamm) ราชาบีเวอร์จอมหยิ่ง เพื่อปกป้องแหล่งน้ำของพวกเขาจากบริษัทพัฒนาที่ดิน
รีวิวและความรู้สึกหลังดู
นี่คือ Pixar ในแบบที่เราคุ้นเคยและหลงรัก พล็อตเรื่องที่มีความแปลกใหม่ผสมกับจินตนาการสุดล้ำ Hoppers โดดเด่นด้วยอารมณ์ขันที่เข้าถึงง่าย มุกตลกร้ายเกี่ยวกับการพยายามทำตัวให้กลมกลืนกับธรรมชาติของมนุษย์ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าถูกใส่เข้ามาอย่างถูกจังหวะ งานแอนิเมชันพัฒนาไปอีกขั้น โดยเฉพาะการเรนเดอร์ขนสัตว์และน้ำที่ดูสมจริงจนแทบแยกไม่ออก
หัวใจของเรื่องคือข้อคิดเรื่องการเคารพธรรมชาติและการเปิดใจยอมรับมุมมองของผู้อื่น Jon Hamm พากย์เสียงราชาบีเวอร์ได้ยียวนกวนประสาทและน่ารักมาก ฉากที่ Mabel ต้องเรียนรู้การแทะต้นไม้และการสร้างเขื่อนเป็นไฮไลต์ที่เรียกเสียงหัวเราะได้ทั้งโรง แม้หนังจะมีสูตรสำเร็จแบบอนิเมชันทั่วไป แต่ในช่วงท้ายก็สามารถเรียกน้ำตาจากคนดูได้ตามธรรมเนียมของ Pixar
สิ่งที่ชอบ
- คอนเซปต์ “สลับร่าง” ที่ถูกนำมาเล่าใหม่ในมุมมองของธรรมชาติวิทยา
- มุกตลกจังหวะนรกที่ทำางานได้ดีมากทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่
- ข้อคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมที่สอดแทรกเข้ามาอย่างเนียนๆ ไม่รู้สึกถูกยัดเยียด
สิ่งที่ขัดใจ
- วายร้ายบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในเรื่องค่อนข้างแบนราบและเป็นแบบแผนเดิมๆ ที่เคยเห็นในหนังแอนิเมชันเรื่องอื่น
คะแนน 8/10 อบอุ่น ตลกขบขัน และมีสาระ เป็นแอนิเมชันฟีลกู๊ดที่ฮีลใจได้ดีเยี่ยม

10. Mortal Kombat II
แนว แอ็กชัน / แฟนตาซี / ศิลปะการต่อสู้ นักแสดง Lewis Tan, Jessica McNamee, Karl Urban, Ludi Lin, Joe Taslim ผู้กำกับ Simon McQuoid
รีวิวหนังกระแส 2026 เรื่องย่อ
การแข่งขัน Mortal Kombat ที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้น! หลังจากรวบรวมเหล่านักสู้แชมเปียนของ Earthrealm ได้สำเร็จ Cole Young (Lewis Tan) และทีมต้องเดินทางไปยัง Outworld เพื่อประลองฝีมือกับเหล่านักสู้สุดโหดภายใต้การนำของจักรพรรดิ Shao Kahn ภาคนี้มีการปรากฏตัวของ Johnny Cage (Karl Urban) ดาราฮอลลีวูดหลงตัวเองที่จับพลัดจับผลูต้องมาร่วมทีมกอบกู้โลก รวมถึงการกลับมาของ Sub-Zero ในฐานะ Noob Saibot
รีวิวและความรู้สึกหลังดู
ถ้าภาคแรกคือการออร์เดิร์ฟ ภาคนี้ก็คือเมนูหลักที่เสิร์ฟความโหดเลือดสาดขั้นสุด ผู้กำกับ Simon McQuoid รับฟังคำวิจารณ์จากภาคก่อนและแก้จุดบอดได้ตรงจุด หนังเข้าเรื่องไว ไม่เสียเวลาปูภูมิหลังมากนัก และอัดแน่นไปด้วยฉากต่อสู้แบบ 1 ต่อ 1 ที่แฟนเกมรอคอย คิวบู๊ถูกออกแบบมาอย่างประณีตและดุดัน มีการดึงท่าคอมโบและ Fatality จากวิดีโอเกมมาใช้ได้โหดและครีเอทีฟมากๆ
Karl Urban ในบท Johnny Cage คือความสมบูรณ์แบบ เขาเป็นตัวเอนเตอร์เทนที่คอยเบรกความตึงเครียดของหนังด้วยมุกตลกกวนโอ๊ยและทัศนคติแบบคนนอกที่มองเรื่องเหนือธรรมชาติเป็นเรื่องไร้สาระ นอกจากนี้ งานออกแบบสเปเชียลเอฟเฟกต์เวทมนตร์ต่างๆ เช่น พลังน้ำแข็ง พลังไฟ และมนต์ดำของ Shang Tsung ดูเนียนตาและทรงพลังมากขึ้น
สิ่งที่ชอบ
- ฉาก Fatality ปลิดชีพที่เลือดสาด โหดสะใจ เคารพเรต R แบบสุดโต่ง
- Karl Urban ขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัว ทำให้หนังมีสีสันไม่ตึงเครียดจนเกินไป
- การขยายโลก Outworld ที่ดูดิบเถื่อนและแฟนตาซีมากขึ้น
สิ่งที่ขัดใจ
- บทภาพยนตร์ยังคงเป็นจุดอ่อน เนื้อเรื่องบางเบาและมีไว้เพียงเพื่อเป็นข้ออ้างให้ตัวละครมาสู้กันเท่านั้น ขาดมิติทางอารมณ์
คะแนน 7.5/10 หนังสร้างมาจากเกมที่รู้ใจแฟนเกมที่สุด ตอบโจทย์คนที่อยากดูฉากแอ็กชันเอามันส์ ถอดสมองดูแล้วจะบันเทิงมาก
บทสรุปภาพรวมภาพยนตร์ปี 2026 ปีนี้ถือเป็นปีที่แฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้อย่างสวยงาม ไม่ว่าจะเป็น Avatar, The Super Mario, หรือ Star Wars แต่ในขณะเดียวกัน หนังออริจินัลอย่าง Project Hail Mary และหนังสไตล์จัดจ้านอย่าง Wuthering Heights ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้ชมยังคงโหยหาเรื่องราวสดใหม่และการนำเสนอที่กล้าหาญ หวังว่าลิสต์รีวิวนี้จะเป็นไกด์ไลน์ให้คุณได้เลือกชมภาพยนตร์ที่ตรงกับความชอบของคุณได้ไม่มากก็น้อย! movieseries