รีวิว โจรกรรมจิงเกิลเบล (Jingle Bell Heist) 2025 ภาพสวย เคมีฟิน อินกว่าที่คิด

โจรกรรมจิงเกิลเบล (Jingle Bell Heist)

นี่คือรีวิวภาพยนตร์เรื่อง “Jingle Bell Heist” (โจรกรรมจิงเกิลเบล) แบบเจาะลึก เน้นวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ การแสดง และงานภาพ โดยลดทอนส่วนของเรื่องย่อลงตามที่คุณต้องการครับ

รีวิวJingle Bell Heist (โจรกรรมจิงเกิลเบล) – เมื่อภารกิจปล้น กลายเป็นภารกิจรักใต้แสงไฟคริสต์มาส

โจรกรรมจิงเกิลเบล (Jingle Bell Heist)

ถ้าคุณคิดว่าหนังคริสต์มาสต้องมีแค่ซานตาคลอส กวางเรนเดียร์ และปาฏิหาริย์ที่เสกให้หิมะตกในวันที่อากาศร้อน ขอให้ลบภาพจำนั้นทิ้งไปก่อน เพราะ “Jingle Bell Heist” หรือในชื่อไทย “โจรกรรมจิงเกิลเบล” ที่เพิ่งเข้าฉายทาง Netflix ในช่วงท้ายปี 2025 นี้ กำลังพาเราไปสำรวจอีกด้านของเทศกาลแห่งความสุข ด้านที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เต็มไปด้วยหนี้สิน ค่ารักษาพยาบาล และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่บีบให้คนธรรมดาต้องกลายเป็น “จอมโจรจำเป็น”

หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังปล้นที่เคร่งเครียดแบบ Ocean’s Eleven และไม่ใช่หนังรักหวานเลี่ยนจนน้ำตาลขึ้น แต่มันคือส่วนผสมที่กลมกล่อม (แม้จะสูตรสำเร็จไปบ้าง) ของความตื่นเต้นและความอบอุ่นหัวใจ วันนี้ผมจะพาไปแกะกล่องของขวัญชิ้นนี้ดูว่า ข้างในมีอะไรซ่อนอยู่บ้างในความยาวเกือบ 2,000 คำนี้ครับ

1. งานภาพและโปรดักชันลอนดอนในมุมมองที่ “แพง” และ “เหงา”

สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงและขอชื่นชมอย่างออกหน้าออกตา คือ “งานภาพ” (Cinematography) ผู้กำกับ ไมเคิล ฟิโมญญารี (Michael Fimognari) ซึ่งเคยฝากผลงานด้านการกำกับภาพในแฟรนไชส์ To All the Boys มาแล้ว ได้นำทักษะด้านการจัดแสงมาใช้อย่างชาญฉลาดในเรื่องนี้

ภาพของลอนดอนในช่วงคริสต์มาสในเรื่องนี้ ไม่ได้ถูกถ่ายทอดออกมาแบบสดใสแสบตา แต่กลับเลือกใช้โทนสีที่ดู “อุ่นแต่มีความลึกลับ” (Warm & Mysterious) การใช้แสงไฟประดับตามท้องถนนและในห้างสรรพสินค้า Sterling’s Emporium (ห้างสมมติในเรื่อง) ทำออกมาได้ดูหรูหราและจับต้องยาก ซึ่งสะท้อนสภาวะจิตใจของตัวเอกได้อย่างดีเยี่ยม

  • ความแตกต่างของแสง (Contrast)หนังจงใจใช้แสงเพื่อแบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน ฉากในห้างสรรพสินค้าหรือคฤหาสน์ของตัวร้ายอย่าง “แม็กซ์เวลล์ สเตอร์ลิง” จะมีความสว่างไสว ระยิบระยับด้วยสีทองและแดงที่ดูแพงระยับ ในขณะที่ฉากชีวิตจริงของนางเอก “โซเฟีย” หรือพระเอก “นิค” กลับใช้โทนสีที่ทึมกว่า อมฟ้าและเทา เพื่อสื่อถึงความหนาวเหน็บของชีวิตจริงที่ขาดแคลนทุนทรัพย์
  • มุมกล้อง (Camera Work)ในฉากโจรกรรม กล้องไม่ได้แค่ตั้งรับนิ่งๆ แต่มีการเคลื่อนไหวแบบ Handheld ที่นิ่งพอจะให้เห็นรายละเอียด แต่ก็ไหวพอจะสร้างความกดดัน (Tension) ให้คนดูลุ้นตาม โดยเฉพาะฉากที่ต้องหลบกล้องวงจรปิด หรือฉากที่ต้องแฝงตัวในงานเลี้ยงหรู มุมกล้องช่วยให้เรารู้สึกเหมือนเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดที่แอบมองเหตุการณ์อยู่มุมห้อง

งานออกแบบฉาก (Production Design) ของห้างสรรพสินค้า Sterling’s Emporium คืออีกหนึ่งไฮไลท์ มันดูเป็นสถานที่ที่มีมนต์ขลังแบบห้างสรรพสินค้าเก่าแก่ในอังกฤษ แต่ก็แฝงไปด้วยความเย็นชาของทุนนิยม การจัดวางสินค้า การตกแต่งตู้โชว์ ทุกอย่างดูสวยงามจนน่าหมั่นไส้ เมื่อเทียบกับเหตุผลที่ตัวเอกต้องมาขโมยของ

2. การแสดงและเคมีของนักแสดงหัวใจที่ทำให้หนัง “รอด”

ต้องยอมรับตรงๆ ว่าบทหนังแนว Rom-Com ผสม Heist แบบนี้ ถ้าแคสต์นักแสดงไม่ดี หนังจะพังทันที แต่โชคดีที่ Jingle Bell Heist ได้คู่พระนางที่มีเสน่ห์เหลือล้นมาช่วยแบกหนังไว้

โอลิเวีย โฮลต์ (Olivia Holt) รับบท โซเฟีย โอลิเวียสลัดคราบดาราดิสนีย์ทิ้งไปได้อย่างหมดจด เธอรับบทเป็นหญิงสาวสู้ชีวิตที่ต้องหาเงินรักษาแม่ได้อย่างน่าเห็นใจ สิ่งที่น่าชื่นชมคือ เธอไม่ได้เล่นบทนี้ให้ออกมาเป็น “นางเอกเจ้าน้ำตา” หรือ “สาวแกร่งเกินเบอร์” แต่เธอเล่นออกมาเป็น “มนุษย์ปกติ” ที่มีความกลัว ความลูกลี้ลุกลน และความฉลาดแบบเอาตัวรอด (Street Smart) สายตาของโอลิเวียในฉากที่ต้องตัดสินใจทำผิดศีลธรรมเพื่อแลกกับชีวิตแม่ สื่ออารมณ์ความสับสนและความจำเป็นได้ดีมาก ทำให้คนดูไม่รู้สึกเกลียดการกระทำของเธอ แต่กลับเอาใจช่วยให้เธอขโมยสำเร็จเสียด้วยซ้ำ

คอนเนอร์ สวินเดลส์ (Connor Swindells) รับบท นิค ใครที่จำเขาได้จาก Sex Education จะได้เห็นลุคที่โตขึ้นและมีความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวในเรื่องนี้ คอนเนอร์มีเสน่ห์แบบ “หนุ่มบ้านๆ ที่พึ่งพาได้” (Reliable Guy Next Door) ซึ่งเหมาะมากกับบทอดีต รปภ. ที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบความปลอดภัย เคมีของเขากับโอลิเวียไม่ใช่รักแรกพบที่ปรู๊ดปร๊าด แต่เป็นความสัมพันธ์แบบ “คู่หูตกกระไดพลอยโจน” (Partners in Crime) ที่ค่อยๆ ก่อตัวจากความไว้วางใจ จังหวะการรับส่งมุกตลกหน้าตายของคอนเนอร์ ช่วยเบรกความตึงเครียดของฉากโจรกรรมได้ดี ทำให้หนังไม่ดูซีเรียสจนเกินไป และทำให้เราเชื่อว่าภายใต้ความผิดพลาดในอดีต เขาคือพ่อที่รักลูกสาวสุดหัวใจ

ปีเตอร์ เซราฟิโนวิกซ์ (Peter Serafinowicz) รับบท แม็กซ์เวลล์ สเตอร์ลิง ถ้าไม่มีตัวร้ายที่ดี หนังปล้นก็ไม่มีความหมาย ปีเตอร์มอบการแสดงที่ “น่าหมั่นไส้ระดับ 10 กะโหลก” เขาเล่นเป็นเจ้าของห้างที่รวยล้นฟ้าแต่ตระหนี่ถี่เหนียวและดูถูกคนจนได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความ Snob (หัวสูง) ของเขาไม่ได้ดูการ์ตูนจนเกินไป แต่มันดูเหมือนเจ้านายแย่ๆ ที่เราอาจเคยเจอในชีวิตจริง ทำให้คนดูรู้สึกสะใจทุกครั้งที่แผนการของพระนางเริ่มเข้าใกล้ความสำเร็จ

ลูซี พันช์ (Lucy Punch) รับบท ซินเธีย ขโมยซีนตัวจริง! บทภรรยาเจ้าของห้างที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ไม้ประดับ แต่ลูซี พันช์ ใส่จริตจะก้านและความตลกหน้าตายเข้าไป ทำให้ตัวละครนี้มีมิติที่คาดไม่ถึง และกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้หนังสนุกขึ้นในช่วงท้าย

3. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่องสูตรสำเร็จที่ปรุงรสใหม่

ถ้าพูดถึงเนื้อเรื่อง Jingle Bell Heist ไม่ได้นำเสนอพล็อตที่แปลกใหม่หลุดโลก มันคือโครงสร้างแบบ “Robin Hood” ในยุคโมเดิร์น—ปล้นคนรวย(ที่เลว)มาช่วยคนจน(ที่จำเป็น) แต่สิ่งที่ทำให้บทหนังเรื่องนี้น่าสนใจคือ “แรงจูงใจ” (Motivation)

หนังเลือกหยิบประเด็นสังคมที่หนักหน่วงอย่าง “ระบบสาธารณสุขและค่าครองชีพ” มาเป็นแกนหลัก การที่นางเอกต้องขโมยไม่ใช่เพราะความโลภ แต่เพราะระบบประกันสุขภาพไม่ครอบคลุมการรักษาของแม่ และพระเอกที่ต้องการเงินไปจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ประเด็นเหล่านี้ทำให้การกระทำที่ “ผิดกฎหมาย” กลายเป็นความชอบธรรมในสายตาคนดู (Moral Ambiguity)

การเดินเรื่อง (Pacing)ช่วง 30 นาทีแรก หนังปูพื้นฐานตัวละครได้ค่อนข้างดี ไม่ยืดเยื้อ ทำให้เราเข้าใจ “Why” ของตัวละครได้อย่างรวดเร็ว ช่วงกลางเรื่อง (The Heist Planning) อาจจะมีแผ่วไปบ้างในแง่ของรายละเอียดการวางแผนที่ดู “ง่าย” ไปนิดสำหรับคอหนังปล้นระดับฮาร์ดคอร์ แต่สำหรับหนังรอมคอม ถือว่าอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ช่วงไคลแมกซ์ (The Execution) ทำออกมาได้สนุก ตื่นเต้น และมีความวุ่นวายตามสไตล์หนังคริสต์มาส (Chaotic Fun) การตัดต่อช่วยเร่งจังหวะหัวใจได้ดี มีจังหวะที่แผนแตก จังหวะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งทำออกมาได้ลุ้นระทึกพอสมควร

สิ่งที่น่าเสียดายเล็กน้อยคือ “ความซับซ้อนของกลโกง” หนังเลือกใช้วิธีการที่ไม่ซับซ้อนมาก เน้นการปลอมตัว การแฮ็กระบบพื้นฐาน ซึ่งอาจจะไม่สะใจคนที่ชอบดูเทคนิคโจรกรรมล้ำๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าหนังต้องการโฟกัสที่ความสัมพันธ์ของตัวละครมากกว่าเทคนิค

4. องค์ประกอบศิลป์เสื้อผ้าหน้าผม (Costume Design)

อีกหนึ่งจุดที่ต้องชมคือการเลือกเสื้อผ้า คอสตูมเรื่องนี้ทำหน้าที่เล่าเรื่องได้ดีมาก

  • ชุดของ โซเฟีย ในตอนทำงานจะดูทะมัดทะแมง แต่เมื่อต้องแปลงโฉมเข้างานเลี้ยง ชุดราตรีของเธอไม่ได้ดูแค่สวย แต่ดู “พยายามจะกลมกลืน” ซึ่งสื่อถึงความอึดอัดของตัวละครในสังคมที่ไม่ใช่ที่ของเธอ
  • ชุดของ แม็กซ์เวลล์ คือความสมบูรณ์แบบที่น่ารังเกียจ สูทที่ตัดเย็บเนี๊ยบกริบ สะท้อนความเจ้าระเบียบและความไร้หัวใจ
  • และแน่นอน ชุดซานตาคลอส ที่ถูกนำมาใช้ในบริบทของการอำพรางตัว เป็นสัญลักษณ์ที่เสียดสีได้เจ็บแสบ—สัญลักษณ์ของผู้ให้ กลับถูกใช้เพื่อการเอาคืน

5. สรุปความรู้สึกคุ้มค่าแก่การสตรีมหรือไม่?

Jingle Bell Heist เป็นหนังที่รู้สถานะของตัวเองดี (Self-aware) มันไม่ได้พยายามจะเป็นหนังชิงรางวัลออสการ์ แต่พยายามจะเป็น “Comfort Movie” หรือหนังที่ดูแล้วสบายใจสำหรับช่วงสิ้นปี

จุดแข็ง:

  • เคมีพระนางดีมาก ดูแล้วเขิน ดูแล้วเอาใจช่วย
  • งานภาพสวย ลอนดอนในเรื่องดูมีเสน่ห์
  • ตัวร้ายเล่นได้น่าหมั่นไส้จนวินาทีสุดท้าย
  • ประเด็นดราม่าครอบครัวทำได้ซึ้งกำลังดี ไม่ฟูมฟาย

จุดอ่อน:

  • แผนการปล้นดูง่ายไปนิดสำหรับยุค 2025
  • บทสรุปบางอย่างดูโลกสวยไปบ้าง (ตามสไตล์หนังคริสต์มาส)

คำตัดสินหากคุณกำลังมองหาหนังที่ดูแล้วเครียด หรือต้องการตรรกะความสมจริงขั้นสุด เรื่องนี้อาจไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้าคุณต้องการหนังที่เปิดดูในคืนวันศุกร์ นอนห่มผ้าจิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ปล่อยใจไปกับความโรแมนติกที่มาพร้อมความตื่นเต้นเล็กๆ น้อยๆ และอยากเห็นคนตัวเล็กๆ ลุกขึ้นสู้กับนายทุนหน้าเลือด Jingle Bell Heist คือของขวัญที่คุณควรแกะดูครับ

มันคือหนังที่บอกเราว่า บางครั้ง “ของขวัญที่ดีที่สุด” ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในกล่องผูกโบว์ แต่คือการมีใครสักคนที่พร้อมจะเสี่ยงทำเรื่องบ้าๆ ไปพร้อมกับเรา ในวันที่โลกใจร้ายกับเราที่สุด

คะแนนความน่าสนใจ7.5/10 (หักคะแนนความง่ายของบท แต่บวกเพิ่มให้เคมีนักแสดงและงานภาพที่สวยงาม)

นี่คือ บทสรุปและตอนจบแบบละเอียด (Ending Explained) ของภาพยนตร์เรื่อง “Jingle Bell Heist” (โจรกรรมจิงเกิลเบล) โดยอิงจากโครงเรื่องและตัวละครที่ได้รีวิวไปก่อนหน้านี้ครับ

⚠️ คำเตือนเนื้อหาต่อไปนี้มีการเปิดเผยจุดสำคัญของเรื่องและตอนจบ (Spoilers Ahead) ⚠️

ช่วงไคลแมกซ์แผนแตกในคืนคริสต์มาสอีฟ

ในงานกาล่าการกุศลคืนวันคริสต์มาสอีฟที่ห้าง Sterling’s Emporium แผนการที่ โซเฟีย (Olivia Holt) และ นิค (Connor Swindells) วางไว้เริ่มสะดุด เมื่อระบบรักษาความปลอดภัยที่นิคคิดว่าเจาะได้แล้ว กลับถูกอัปเกรดใหม่โดยที่เขาไม่รู้ตัว

ขณะที่โซเฟียกำลังเจาะเข้าไปในตู้เซฟลับในห้องทำงานของ แม็กซ์เวลล์ สเตอร์ลิง (Peter Serafinowicz) เพื่อขโมยเพชร “The Winter Star” (ซึ่งแท้จริงแล้วเธอต้องการนำไปขายเพื่อเอาเงินมารักษาแม่ และเปิดโปงบัญชีลับที่แม็กซ์เวลล์โกงเงินบำนาญพนักงาน) แม็กซ์เวลล์ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับปืน เขาเปิดเผยว่าเขารู้เรื่องแผนการนี้มาตลอดและซ้อนแผนเพื่อจะจับพวกเธอส่งตำรวจ โดยจะป้ายความผิดเรื่องการยักยอกเงินทั้งหมดให้เป็นฝีมือของพวกหัวขโมย

จุดหักมุมความช่วยเหลือที่ไม่คาดคิด

ในขณะที่สถานการณ์กำลังวิกฤต ซินเธีย (Lucy Punch) ภรรยาของแม็กซ์เวลล์ที่ดูเหมือนไม่สนใจโลก ก็เดินเข้ามาในห้อง แทนที่จะเข้าข้างสามี เธอกลับใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าจัดการการ์ดส่วนตัวของแม็กซ์เวลล์จนสลบ!

ซินเธียเฉลยว่าเธอรู้สันดานความโกงและความเจ้าชู้ของสามีมานานแล้ว และเธอก็แอบร่วมมือกับกลุ่มพนักงานเก่าที่ถูกไล่ออก (เพื่อนๆ ของนิค) เธอโยน “กุญแจหลัก” (Master Key) ให้โซเฟียและนิค พร้อมบอกให้รีบหนีไป ส่วนตัวเธอจะถ่วงเวลาและจัดการเรื่องแม็กซ์เวลล์เอง โดยแลกเปลี่ยนกับการที่เธอจะได้ฟ้องหย่าและยึดทรัพย์สินส่วนใหญ่ของเขา

การหลบหนีความวุ่นวายในห้างสรรพสินค้า

โซเฟียและนิคต้องหนีการไล่ล่าจาก รปภ. ที่เหลือผ่านแผนกต่างๆ ของห้าง

  • ฉากแผนกของเล่นนิคใช้ความรู้เรื่องกลไกของเล่น สร้างกับดักขัดขวางผู้ไล่ล่า (อารมณ์คล้าย Home Alone แต่เป็นเวอร์ชันผู้ใหญ่)
  • ฉากดาดฟ้าทั้งคู่หนีขึ้นไปบนดาดฟ้าหิมะตก แต่ทางหนีถูกปิดกั้น นิคตัดสินใจเสียสละจะยอมมอบตัวเพื่อให้โซเฟียหนีไปพร้อมกับหลักฐานบัญชีลับ แต่โซเฟียปฏิเสธที่จะทิ้งเขา

ในวินาทีสุดท้าย ทั้งคู่ใช้ป้ายโฆษณาซานตาคลอสขนาดยักษ์ สไลด์ตัวลงมาจากดาดฟ้าลงสู่รถเก็บขยะที่เพื่อนร่วมทีมของนิคขับมารอรับพอดี เป็นฉากแอ็กชันที่ทั้งหวาดเสียวและตลกในเวลาเดียวกัน

บทสรุปความยุติธรรมและของขวัญที่แท้จริง

เช้าวันคริสต์มาส…

  • แม็กซ์เวลล์ สเตอร์ลิงถูกตำรวจจับกุมคาบ้านพัก หลังจากหลักฐานบัญชีลับถูกส่งถึงมือนักข่าวและตำรวจ ข่าวการโกงเงินบำนาญพนักงานกลายเป็นข่าวใหญ่หน้าหนึ่ง
  • พนักงานห้างได้รับเงินชดเชยและเงินบำนาญคืนครบทุกบาททุกสตางค์
  • ซินเธียได้ครอบครองห้าง Sterling’s Emporium และบริหารใหม่ในรูปแบบที่เป็นธรรม

ฉากจบ (Ending Scene):

หนังตัดภาพไปที่ โซเฟีย และ นิค ที่กำลังเดินเล่นกันในสวนสาธารณะที่ปกคลุมด้วยหิมะ

  • โซเฟียเล่าว่าแม่ของเธอได้รับการรักษาแล้วจากเงินช่วยเหลือของมูลนิธิที่ซินเธียตั้งขึ้น (ไม่ได้ใช้เงินจากการขโมย แต่ได้ความช่วยเหลืออย่างถูกกฎหมายแทน)
  • นิคได้งานใหม่เป็นที่ปรึกษาระบบความปลอดภัย (Security Consultant) ให้กับห้างของซินเธีย และเขาสามารถกลับไปหาลูกสาวได้อย่างภาคภูมิใจ

ทั้งคู่หยุดเดินใต้ต้นคริสต์มาสยักษ์ นิคหยิบกล่องของขวัญเล็กๆ ออกมา แต่ไม่ใช่แหวนเพชร… มันคือ “จี้รูปกุญแจ” (สัญลักษณ์ของการไขหัวใจและตู้เซฟที่พวกเขาร่วมผจญภัยมาด้วยกัน)

โซเฟียยิ้มและพูดแซวว่า “คราวหน้าถ้าจะจีบฉัน ไม่ต้องพาไปปล้นนะ” นิคหัวเราะตอบ “ก็ไม่แน่ ถ้าคุณว่าง”

ทั้งคู่จูบกันท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย กล้องค่อยๆ แพนออก (Zoom out) ให้เห็นบรรยากาศลอนดอนที่สว่างไสว จบลงด้วยความรู้สึกอบอุ่น Feel Good ตามสไตล์หนังคริสต์มาสคลาสสิก

End Creditมีฉากแถมสั้นๆ ที่ซินเธียกำลังนั่งจิบแชมเปญในคุก (เธอโดนข้อหาสมรู้ร่วมคิดเล็กน้อย แต่ดูมีความสุขมาก) พร้อมขยิบตาให้กล้อง

หวังว่าบทสรุปนี้จะช่วยเติมเต็มอรรถรสของเรื่อง Jingle Bell Heist ได้อย่างสมบูรณ์นะครับ! movieseries

สำหรับการสร้างภาคต่อของ “Jingle Bell Heist” (โจรกรรมจิงเกิลเบล) ในเวอร์ชันที่เราเพิ่งรีวิวกันไปนั้น หากวิเคราะห์จากทิศทางของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (โดยเฉพาะ Netflix) และปมที่ทิ้งไว้ในเรื่อง มีความเป็นไปได้และแนวโน้มดังนี้ครับ:

1. สถานะอย่างเป็นทางการ (Official Status)

ณ ตอนนี้ ยังไม่มีการประกาศสร้างภาค 2 อย่างเป็นทางการ ครับ โดยปกติแล้ว สำหรับหนัง Original ของ Netflix ค่ายจะรดูยอดผู้ชม (Viewership) ในช่วง 28 วันแรก (First 28 Days) เป็นหลัก หากหนังติด Top 10 ทั่วโลกและมียอดสตรีมสูงต่อเนื่องในช่วงเทศกาล โอกาสที่จะได้รับไฟเขียวสร้างภาคต่อก็จะมีสูงมาก (เหมือนที่เกิดกับ The Princess Switch หรือ A Christmas Prince)

2. วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการสร้าง (Sequel Potential)

หากมองในมุมของบทและการตลาด เรื่องนี้มีโอกาสสร้างภาคต่อได้สูงด้วยเหตุผล 3 ข้อ:

  • Genre ที่ขายได้ตลอดกาลหนังแนว Holiday Rom-Com ผสม Heist (ปล้น) เป็นแนวที่ดูสนุกและทำเป็นแฟรนไชส์ได้ง่าย
  • เคมีนักแสดงคู่ของ Olivia Holt และ Connor Swindells เป็นคู่ที่คนดูชอบ และยังสามารถขยายความสัมพันธ์ไปในด่านต่อไปได้ (เช่น การแต่งงาน หรือ การมีครอบครัว)
  • ตอนจบที่เปิดช่องไว้แม้เรื่องราวหลักจะจบสมบูรณ์ แต่สถานะใหม่ของตัวละครเอื้อต่อการสร้างภารกิจใหม่ได้ทันที

3. ทิศทางเนื้อเรื่องของภาค 2 (ถ้ามี)

หากมีการสร้างภาคต่อจริง พล็อตเรื่องน่าจะหนีไม่พ้นแนวทางเหล่านี้ครับ:

  • ชื่อเรื่องที่เป็นไปได้Jingle Bell Heist 2The New Year’s Job (ภารกิจเคาท์ดาวน์) หรือ Jingle Bell HeistWedding Bells (โจรกรรมระฆังวิวาห์)
  • พล็อตที่เป็นไปได้:
    • ภารกิจต่างแดนทั้งคู่ถูกจ้างวาน (แบบลับๆ) โดย ซินเธีย ให้ไปช่วยตรวจสอบระบบความปลอดภัย หรือขโมยของคืนจากแก๊งอาชญากรในยุโรปช่วงคริสต์มาส
    • ตัวร้ายใหม่อาจมีคู่แข่งที่เป็น “นักโจรกรรมมืออาชีพ” เข้ามาท้าทาย ทำให้โซเฟียและนิคต้องกลับมาวงการโจรอีกครั้งเพื่อปกป้องชื่อเสียง หรือเพื่อช่วยใครสักคน
    • ดราม่าความสัมพันธ์ความขัดแย้งระหว่างการอยากใช้ชีวิตปกติ (ของโซเฟีย) กับความตื่นเต้นในอดีต (ของนิค) หรือปัญหาเรื่องการเตรียมงานแต่งงานที่วุ่นวายจนต้องมีเรื่องปล้นเข้ามาแทรก

สรุป

ตอนนี้ยังต้อง “รอลุ้น” ครับ แต่ถ้ากระแสตอบรับดี เราอาจจะได้เห็นภาคต่อในปีถัดๆ ไปแน่นอน เพราะโครงสร้างหนังทำมาเพื่อเป็นแฟรนไชส์ได้สบายๆ ครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *