รีวิว Mickey 17 เมื่อ “ความตาย” คืองานประจำ และชีวิตราคาถูก

แน่นอนครับ เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ 3 ธันวาคม 2025 ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้ผ่านสายตาผู้ชมมาแล้ว ผมจะขอสวมวิญญาณนักวิจารณ์หนังที่เพิ่งเดินออกจากโรงมาด้วยความรู้สึก “จุก” และ “ทึ่ง” มานั่งจับเข่าคุยกับคุณแบบเจาะลึก ถึงแก่นของ Mickey 17 โดยจะข้ามเรื่องย่อแบบเดิมๆ ไป แล้วดิ่งลงไปในความหมาย งานภาพ และการแสดงแบบถึงพริกถึงขิงครับ

นี่คือรีวิวฉบับยาว (Deep Dive) ที่จะชำแหละทุกอนูของหนังเรื่องนี้ครับ

รีวิวเจาะลึก Mickey 17 เมื่อความตายกลายเป็นเรื่องตลกร้าย และ “ตัวตน” คือสินค้าราคาถูก

บอกตามตรงเลยว่า วินาทีที่เครดิตจบขึ้น ผมนั่งนิ่งอยู่ที่เบาะโรงหนังอยู่พักใหญ่ ไม่ใช่เพราะความงง แต่เพราะกำลังพยายาม “ย่อย” มวลสารความบ้าคลั่งที่ บงจุนโฮ (Bong Joon-ho) เพิ่งสาดใส่หน้าเรา ถ้าคุณคิดว่า Parasite คือที่สุดของการเสียดสีชนชั้นแล้วล่ะก็ Mickey 17 คือการเอาการเสียดสีนั้นมายัดใส่จรวดแล้วยิงออกไปนอกโลก มันไม่ใช่แค่หนังไซไฟ แต่มันคือ “ปรัชญาว่าด้วยการเป็นทาสในยุคทุนนิยมจักรวาล” ที่เคลือบน้ำตาลด้วยตลกร้าย (Dark Comedy) รสเฝื่อน

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความเหงาของมนุษย์หมายเลข 17

สิ่งที่ต้องชมเชยที่สุดคือ “ชั้นเชิงในการเล่าเรื่อง” เราไม่ได้กำลังดูหนังแอคชั่นไซไฟกู้โลก แต่เรากำลังดู Character Study หรือการสำรวจจิตใจของคนที่ชื่อว่า “Mickey”

ความตายที่ไร้น้ำหนัก (The Weightlessness of Death) หนังเรื่องนี้เล่นกับคอนเซปต์ “Expendable” (ผู้สิ้นเปลือง) ได้เจ็บแสบมาก ปกติในหนังเรื่องอื่น ความตายคือจุดพีค คือความเศร้า แต่ใน Mickey 17 ความตายคือ “งานบ้าน” มันคือกิจวัตรประจำวัน การที่ Mickey ตายแล้วตื่นมาใหม่ในร่างโคลนพร้อมความทรงจำเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า หนังทำให้เรารู้สึก “ชาชิน” ไปกับความตายในช่วงแรก ก่อนจะค่อยๆ ตลบหลังเราด้วยคำถามที่หนักอึ้งว่า “ถ้าเราตายแล้วมีคนมาแทนที่ได้ทันที… ชีวิตเรามีค่าตรงไหน?”

บงจุนโฮเก่งมากที่ทำให้เรื่องซีเรียสขนาดนี้กลายเป็นเรื่องตลก มีฉากหนึ่งที่ Mickey คุยกับตัวเอง (หรือร่างก่อนหน้า) ผ่านวิดีโอล็อก มันให้ความรู้สึกเหมือนคนทำงานออฟฟิศที่กำลังบ่นเรื่องเจ้านาย แต่เจ้านายในที่นี้คือ “ระบบ” ที่มองชีวิตเขาเป็นแค่แบตเตอรี่ถ่านไฟฉาย พอหมดก็ทิ้งแล้วเปลี่ยนก้อนใหม่ บทสนทนาในเรื่องจึงเต็มไปด้วยความประชดประชัน (Sarcasm) ที่คมกริบ

Mickey 17 vs. Mickey 18 สงครามของ “Id” และ “Ego” จุดที่บทหนังฉลาดเป็นกรดคือการสร้างความขัดแย้งระหว่าง Mickey 17 (ตัวที่รอดมาได้แบบงงๆ) กับ Mickey 18 (ตัวใหม่ที่ถูกปรินท์ออกมาเพราะคิดว่า 17 ตายแล้ว)

  • Mickey 17 คือตัวแทนของความเหนื่อยล้า ความปลง และความหวาดกลัว เขาผ่านความตายมา 16 ครั้ง จิตใจเขาแหลกสลายแต่ยังอยากมีชีวิตอยู่
  • Mickey 18 คือความสดใหม่ คือความก้าวร้าว คือสัญชาตญาณดิบ (Id) ที่ยังไม่โดนโลกทำร้าย และมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงจนน่าหมั่นไส้

การให้สองตัวละครนี้มาถกเถียงกันในห้องพักแคบๆ มันไม่ใช่แค่การเถียงกันว่า “ใครคือตัวจริง” แต่มันคือการเถียงกันของคนคนเดียวกันในวันที่ “ยอมแพ้” กับวันที่ “อยากเอาชนะ” บทหนังขยี้จุดนี้จนทำให้คนดูอย่างเราต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า ตัวเราในวันนี้ ชอบตัวเราในเมื่อวานหรือเปล่า?

การเสียดสีระบบราชการและทุนนิยม หนังเรื่องนี้คือฝันร้ายของมนุษย์เงินเดือนชัดๆ ยานอวกาศและอาณานิคม Niflheim ไม่ได้ดูหรูหราแบบ Star Trek แต่มันดูเหมือน “โรงงานนรก” ที่เต็มไปด้วยกฎระเบียบงี่เง่า การเซ็นสัญญาที่เป็นทาสตลอดชีพ (และตลอดหลายชีวิต) และผู้บริหารอย่าง Marshall (รับบทโดย Mark Ruffalo) ที่เป็นตัวแทนของความบ้าอำนาจแบบโง่เขลา บงจุนโฮทำให้เห็นว่า แม้แต่อนุภาคที่เล็กที่สุดในจักรวาล “ระบบเส้นสายและการประจบสอพลอ” ก็ยังตามไปหลอกหลอนมนุษย์ได้อยู่ดี

2. งานภาพและโปรดักชั่น ความงามในความสกปรก (Industrial Dystopia)

ถ้าคุณหวังจะเห็นงานภาพคลีนๆ ขาวสะอาดแบบหนังไซไฟฮอลลีวูดทั่วไป คุณจะผิดหวัง เพราะ Mickey 17 สกปรก เลอะเทอะ และอึดอัด ซึ่งนั่นคือ “ความสมบูรณ์แบบ” ของหนังเรื่องนี้

งานกำกับภาพ (Cinematography) Darius Khondji (ผู้กำกับภาพ) เลือกใช้โทนสีที่ “ป่วย” สีเขียวตุ่นๆ สีเหลืองซีดๆ และแสงนีออนที่กะพริบเหมือนจะขาดใจตาย มันสะท้อนสภาวะจิตใจของ Mickey ได้ดีมาก มุมกล้องของบงจุนโฮยังคงเอกลักษณ์เดิม คือการใช้เลนส์กว้างจ่อหน้าตัวละคร เพื่อให้เห็นปฏิกิริยาทางสีหน้าแบบชัดเจนจนน่าอึดอัด (Uncomfortably Close) ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในหัวของ Mickey

งานออกแบบศิลป์ (Art Direction) เครื่องปรินท์ร่างกาย (Bioprinter) ในเรื่องนี้ถูกออกแบบมาได้ “Organic” และน่าขยะแขยงในเวลาเดียวกัน มันดูเหมือนเครื่องจักรโรงงานฆ่าสัตว์มากกว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ น้ำเมือก ของเหลว และผิวหนังเทียม ถูกนำเสนอออกมาได้สมจริงจนเกือบจะได้กลิ่นคาวผ่านจอ ส่วนดาว Niflheim นั้นดูหนาวเหน็บจริงๆ มันไม่ใช่แค่ฉาก CG พื้นหลัง แต่งานสร้างทำให้เรารู้สึกถึงความเปียกชื้น ความเย็นยะเยือกที่กัดกินกระดูก ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ Mickey ต้องตายซ้ำตายซาก

CGI และสิ่งมีชีวิต ตัว Creepers (สิ่งมีชีวิตเจ้าถิ่น) ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ดูเป็นสัตว์ประหลาดดุร้ายแบบ Alien ทั่วไป แต่มันมีความ “แปลกประหลาด” และเคลื่อนไหวในแบบที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับธีมของเรื่องที่ว่า มนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้บุกรุกและเป็นสิ่งแปลกปลอมบนดาวดวงนี้

3. การแสดง มาสเตอร์คลาสของ Robert Pattinson

หัวใจของหนังเรื่องนี้คือ Robert Pattinson ถ้าไม่มีเขา หนังเรื่องนี้อาจจะพังไปแล้วก็ได้

Robert Pattinson (Mickey 17 & 18) ต้องปรบมือให้ดังๆ จนมือเจ็บ! การรับบทเป็นคนคนเดียวกันแต่คนละเวอร์ชันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ Pattinson ทำได้ระดับเทพเจ้า

  • ในบท Mickey 17 เขาเล่นเป็นคนขี้แพ้ได้ละเอียดอ่อนมาก ทั้งการเดินหลังค่อม สายตาที่ล่อกแล่กตลอดเวลา และเสียงพูดที่ดูเหนื่อยหน่ายเหมือนคนไม่ได้นอนมา 10 ปี เราสัมผัสได้ถึงความเปราะบางของเขา
  • ในบท Mickey 18 เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แววตามีประกายก้าวร้าว ท่าทางมั่นใจ (Overconfident) และน้ำเสียงที่ดุดันขึ้น

ฉากที่ทั้งสองคนเข้าคู่กัน (ซึ่งต้องใช้เทคนิคพิเศษ) มันลื่นไหลจนเราลืมไปเลยว่านี่คือนักแสดงคนเดียวกัน Pattinson สร้างเคมีระหว่างตัวเองได้ดีอย่างเหลือเชื่อ มันมีความตลก (Comedy Timing) จังหวะนรกที่เขารับส่งบทกับตัวเองได้ฮามาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีความตึงเครียดที่พร้อมจะฆ่ากันให้ตายได้ทุกเมื่อ นี่คือการแสดงที่คู่ควรกับรางวัลออสการ์สาขานำชายอย่างไม่ต้องสงสัย

Mark Ruffalo (Marshall) Ruffalo สลัดภาพ Hulk ทิ้งไปจนหมดสิ้น แล้วสวมบทบาทเผด็จการสติเฟื่องที่น่ารำคาญที่สุดในจักรวาล เขาเล่นได้ “ล้น” (Overacting) ในทางที่ดี คือดูเป็นคนบ้าอำนาจที่จริงๆ แล้วขี้ขลาดตาขาว การแสดงของเขาช่วยเติมสีสันตลกร้ายให้หนังไม่เครียดจนเกินไป เขาคือตัวแทนของความไร้เหตุผลของมนุษย์ที่เรามักเจอในพวกผู้นำองค์กรใหญ่ๆ

Naomi Ackie (Nasha) แม้บทอาจจะไม่เด่นเท่า Pattinson แต่ Ackie คือหัวใจสำคัญในฝั่งอารมณ์ เธอเล่นเป็นคนรักที่มีความซับซ้อน เธอต้องรับมือกับความจริงที่ว่าแฟนของเธอตายและเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สายตาที่เธอมอง Mickey มันผสมปนเปไประหว่างความรักและความเวทนา ซึ่งเธอถ่ายทอดออกมาได้ดีมาก

Steven Yeun (Berto) ในบทเพื่อนสนิทของ Mickey เยุนยังคงมาตรฐานการแสดงที่ยอดเยี่ยม เขาเป็นตัวละครที่ดูเหมือนจะเป็นมิตร แต่ก็มีความลับและความเห็นแก่ตัวซ่อนอยู่ การแสดงของเขาช่วยตอกย้ำธีมที่ว่า “ในสถานการณ์เอาตัวรอด ไว้ใจใครไม่ได้ทั้งนั้น”

4. บทสรุปและความรู้สึกหลังดู

Mickey 17 ไม่ใช่หนังไซไฟแอคชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่มันคือ “Existential Horror-Comedy” (หนังสยองขวัญปนตลกเชิงปรัชญา)

หนังตั้งคำถามกับเราแรงๆ ว่า

  • ถ้าตัวเราก๊อปปี้ได้ ตัวเรายังสำคัญอยู่ไหม?
  • เรากำลังใช้ชีวิตแบบ “Mickey” อยู่หรือเปล่า? ตื่นมาทำงาน กลับไปนอน แล้วตื่นมาทำงานใหม่ วนลูปไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพัง
  • หรือจริงๆ แล้ว มนุษย์เราทุกคนก็เป็นแค่ “Expendable” ในสายตาของจักรวาล?

ความน่าสนใจที่ทำให้หยุดดูไม่ได้ สิ่งที่ตรึงเราไว้กับเก้าอี้ตลอด 2 ชั่วโมงกว่าๆ คือบรรยากาศความ “คาดเดาไม่ได้” บงจุนโฮเก่งมากในการเปลี่ยนโทนหนัง เดี๋ยวขำ เดี๋ยวเครียด เดี๋ยวสยอง ภายในฉากเดียวกัน คุณจะหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา หรือตกใจจนตัวโยนในขณะที่กำลังขำค้างอยู่ จังหวะ (Pacing) ของหนังอาจจะไม่ได้ฉับไวเหมือนหนังตลาด แต่มันมีความหนืดที่ชวนให้ติดตาม (Engagingly Slow burn)

จุดที่อาจจะไม่ทำงานสำหรับทุกคน ด้วยความที่มันมีความเป็น “Arthouse Sci-Fi” สูง บทพูดเยอะ และเน้นไปที่สภาวะจิตใจมากกว่าฉากยิงกัน คนที่คาดหวังความมันส์แบบ Star Wars อาจจะรู้สึกเบื่อได้ และความตลกของมันเป็นตลกที่ “Dry” (ตลกหน้าตาย) มากๆ ถ้าเก็ทก็จะขำกลิ้ง แต่ถ้าไม่เก็ทก็จะงงๆ หน่อย

คำตัดสินสุดท้าย นี่คือหนังที่คุณจะคุยกับเพื่อนต่อได้เป็นชั่วโมงหลังดูจบ มันคือผลงานศิลปะที่วิพากษ์โลกทุนนิยมผ่านเลนส์ไซไฟได้อย่างเจ็บแสบที่สุดในทศวรรษ Robert Pattinson มอบการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา และบงจุนโฮก็พิสูจน์อีกครั้งว่าเขาคือศาสดาของภาพยนตร์ยุคใหม่ที่ไม่ยอมประนีประนอมกับคนดู

ถ้าจะให้คะแนนเป็นความรู้สึก ผมให้ “9/10 กะโหลก” หัก 1 คะแนนตรงที่มันทำร้ายจิตใจผมมากเกินไปหน่อย (ชมนะเนี่ย)

สุดท้ายนี้… ลองมองกระจกดูนะครับ แล้วถามตัวเองเล่นๆ ว่า “นี่เราคือเวอร์ชันออริจินัล หรือเป็น Mickey ตัวที่เท่าไหร่แล้ว?” เพราะบางที… การใช้ชีวิตแบบซ้ำซากจำเจทุกวัน มันก็ไม่ต่างอะไรกับการตายแล้วเกิดใหม่ในเครื่องพิมพ์ชีวภาพเลยครับ

Mickey 17

และนี่คือ บทสรุปและตอนจบแบบเจาะลึก (Detailed Ending Summary) ของภาพยนตร์เรื่อง Mickey17 ครับ

⚠️ คำเตือน เนื้อหาด้านล่างนี้มีการเปิดเผยจุดสำคัญที่สุดของเรื่อง (Major Spoilers) รวมถึงตอนจบอย่างละเอียด หากยังไม่ได้ดูและต้องการลุ้นเอง ควรข้ามไปก่อนครับ ⚠️

บทสรุปช่วงท้ายเรื่อง (The Climax & Resolution)

1. ความลับเรื่อง “ตัวซ้ำซ้อน” (Multiples) ถูกเปิดโปง

ในช่วงโค้งสุดท้ายของเรื่อง ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดเมื่อ Commander Marshall (Mark Ruffalo) และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ค้นพบความจริงที่ Mickey17 และ Mickey 18 พยายามปิดบังมาตลอด นั่นคือการมีอยู่ของ “Multiples” (ร่างโคลนที่ดำรงอยู่พร้อมกันสองคน) ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรงที่สุดในอาณานิคม Niflheim โทษคือการนำทั้งคู่ไปเข้าเตาเผาทำลาย (Recycler) ทันทีเพื่อลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร

Marshall ที่กำลังเสียสติจากความกดดันของภารกิจที่ล้มเหลว สั่งปิดตายทางออกและเตรียมกำจัด Mickey ทั้งสองคน แต่ในขณะเดียวกัน กองทัพสิ่งมีชีวิตพื้นเมือง “Creepers” จำนวนมหาศาลก็ได้เริ่มบุกโจมตีฐานที่มั่นของมนุษย์อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายอาณานิคมที่รุกล้ำและก้าวร้าวของ Marshall

2. การร่วมมือของ Mickey 17 และ 18

ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน Mickey 17 (ผู้รักสงบและขี้กลัว) และ Mickey 18 (ผู้ก้าวร้าวและบ้าพลัง) ต้องพักรบเรื่องส่วนตัวและร่วมมือกันเพื่อเอาชีวิตรอด

  • Mickey 18 ใช้ทักษะการต่อสู้และความบ้าบิ่นในการรับมือกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและถ่วงเวลาการบุกของ Creepers
  • Mickey 17 ใช้ความรู้และความเข้าอกเข้าใจที่เขามีต่อสิ่งมีชีวิตบนดาว (ซึ่งเขาได้แอบศึกษาและสังเกตมาตลอดการตาย 16 ครั้งก่อนหน้า) เพื่อหาทางออกทางอื่นที่ไม่ใช่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

3. ความจริงของ Creepers และจุดจบของ Marshall

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Mickey17 ค้นพบว่า Creepers ไม่ใช่สัตว์ประหลาดกระหายเลือดที่ไร้สติปัญญา แต่พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมและระบบการสื่อสารที่ซับซ้อน การโจมตีเกิดจากการที่มนุษย์ไปทำลายแหล่งพลังงานหรือถิ่นที่อยู่สำคัญของพวกมัน

Marshall พยายามจะกดระเบิดทำลายล้างขนาดใหญ่ (Antimatter Bomb) เพื่อกวาดล้าง Creepers ให้หมดสิ้น ซึ่งจะทำให้ฐานที่มั่นเสียหายและทุกคนอาจตายกันหมด Mickey ทั้งสองคนจึงต้องหยุด Marshall

ฉากไคลแม็กซ์เต็มไปด้วยความโกลาหลสไตล์บงจุนโฮ ทั้งตลกและระทึกขวัญ Mickey17 และ 18 สามารถหลอกล่อและจัดการ Marshall ได้สำเร็จ (ในสภาพที่น่าสมเพช) และ Mickey17 ตัดสินใจเสี่ยงตายออกไปเจรจากับนางพญา/ผู้นำของ Creepers โดยการคืนสิ่งที่มนุษย์ขโมยมา หรือแสดงเจตนาแห่งสันติ (ผ่านสัญลักษณ์หรือวัตถุบางอย่างที่เชื่อมโยงกันในเรื่อง) ทำให้กองทัพ Creepers ยอมถอยกลับไป

4. ทางออกของ “ตัวซ้ำซ้อน”

เมื่อวิกฤตผ่านพ้นไป Marshall หมดอำนาจ (หรือเสียชีวิต/ถูกขัง แล้วแต่การตีความในฉบับหนัง) ปัญหาที่เหลืออยู่คือ Mickey 17 และ 18 จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรในสายตาของกฎระเบียบ?

ในตอนจบ หนังเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาที่ชาญฉลาดและตลกร้าย ทั้งสองคนตกลงที่จะ “สลับกันใช้ชีวิต” ภายใต้ชื่อเดียวคือ “Mickey” เพื่อหลอกระบบและคนอื่นๆ ในอาณานิคม

  • คนหนึ่งจะทำงานเข้ากะ ทำหน้าที่เป็น Mickey Barnes ต่อหน้าสาธารณชน
  • อีกคนจะซ่อนตัวพักผ่อน อยู่ในห้องลับ และคอยสลับเวรกันเมื่ออีกคนเหนื่อย

5. ฉากสุดท้าย (The Final Scene)

ภาพยนตร์จบลงด้วยภาพของ Mickey (ไม่ระบุชัดเจนว่าคือ 17 หรือ 18 ในขณะนั้น) กำลังมองออกไปนอกหน้าต่างยานดูดาว Niflheim ที่สงบลง พร้อมกับรอยยิ้มที่มีเลศนัย เขาไม่ได้เป็นแค่ “Expendable” หรือสิ่งของใช้แล้วทิ้งอีกต่อไป แต่เขาคือคนที่ควบคุมชะตาชีวิตของตัวเองได้ (ในระดับหนึ่ง) และมี “เพื่อนสนิท” ที่รู้ใจที่สุดคือตัวเองอีกเวอร์ชันหนึ่ง

เสียงบรรยาย (Voiceover) ปิดท้ายด้วยประโยคเชิงปรัชญาที่เสียดสีว่า “การตายเป็นเรื่องง่าย แต่การมีชีวิตอยู่นั้นยุ่งยากกว่าเยอะ… โดยเฉพาะเมื่อคุณมีสองคน”

หน้าจอตัดจบ (Fade to Black) พร้อมเพลงประกอบที่สนุกสนานแต่แฝงความหลอน

สรุปความหมายของตอนจบ

ตอนจบของ Mickey 17 ไม่ได้เน้นแค่การเอาชนะตัวร้าย แต่เป็นการ “เอาชนะระบบ” ตัวเอกทั้งสองไม่ได้ทำลายระบบทิ้ง (เพราะพวกเขายังต้องอาศัยอยู่ในอาณานิคม) แต่พวกเขาเรียนรู้ที่จะ “โกงระบบ” (Cheat the system) เพื่อหาความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในโลกที่โหดร้าย มันคือชัยชนะของคนตัวเล็กๆ (ชนชั้นแรงงาน) ที่ร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอด แทนที่จะฆ่ากันเองตามที่ระบบต้องการครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *