นี่คือบทรีวิวภาพยนตร์ “A Minecraft Movie (2025)” ในรูปแบบบทวิจารณ์เชิงลึก (Deep Dive Review) ที่เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การแสดง และการเล่าเรื่องแบบเจาะลึก โดยใช้ภาษาพูดที่เข้าถึงง่าย เหมือนเรานั่งคุยกันหลังดูหนังจบครับ
รีวิวจัดเต็ม A Minecraft Movie (2025) – เมื่อเหลี่ยมจัดมาเจอกับคนจริง มันคือ “ความพัง” หรือ “ความปัง”?

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักดูหนังและชาวเกมเมอร์ทุกคน วันนี้ผมจะขอพาทุกคนดำดิ่งลงไปในโลกเหลี่ยมๆ ที่ถูกจับมาทำเป็นหนังคนแสดง (Live Action) ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดแห่งปี 2025 นั่นคือ “A Minecraft Movie”
บอกตามตรงว่าวินาทีแรกที่เห็นตัวอย่างเมื่อปีก่อน หลายคน (รวมถึงผม) อุทานคำหยาบในใจว่า “นี่มันอิหยังวะเนี่ย?” ขนแกะสีชมพูที่ดูหลอนๆ แจ็ค แบล็ค ที่แค่ใส่เสื้อสีฟ้า… แต่พอได้เข้าไปนั่งดูในโรงจนจบเครดิต ความรู้สึกของผมมันเปลี่ยนไปครับ วันนี้เลยอยากจะมารีวิวแบบ “ไม่เล่าเรื่องย่อ” แต่จะขอชำแหละ “เนื้อใน” ของหนังเรื่องนี้ให้อ่านกันแบบจุกๆ 2,000 คำ (โดยประมาณ) ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากๆ ในวงการหนังจากเกม
1. งานภาพและงานศิลป์ (Visual & Art Direction) ความ “ขยะแขยง” ที่กลายเป็น “ศิลปะ”
หัวข้อแรกที่ต้องพูดถึง เพราะมันคือด่านหน้าสุดที่ปะทะสายตาเรา คือ งานวิชวล (Visual) ครับ
ถ้าใครจำกระแส “Sonic The Hedgehog” เวอร์ชั่นแรกที่ฟันหลอนๆ ได้ Minecraft เรื่องนี้เกือบจะเดินตามรอยนั้น แต่ทว่า ผู้กำกับ Jared Hess (จาก Napoleon Dynamite) และทีมงานวิชวล เลือกที่จะ “Double Down” หรือทุ่มหมดหน้าตักไปกับความแปลกประหลาดนี้แทนที่จะแก้ไขมัน
ความสมจริงในโลกบล็อก (Hyper-Realistic Cubism) หนังเลือกนำเสนอโลก Minecraft ในแบบที่ผมขอเรียกว่า “ความสมจริงที่น่าขนลุก” (Uncanny Realism) ต้นไม้ไม่ใช่แค่บล็อกสีเขียว แต่มันมี Texture ของใบไม้จริงๆ ที่ถูกอัดเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ดินมีเศษหญ้า น้ำมีการสะท้อนแสงแบบ Ray Tracing ที่เวอร์วังอลังการ สิ่งที่น่าชื่นชมคือ ทีมงานไม่ได้พยายามทำให้มันดู “การ์ตูน” แต่พยายามตอบคำถามว่า “ถ้าโลกนี้มีอยู่จริงตามหลักฟิสิกส์ สัมผัสมันจะเป็นยังไง?”
ผลลัพธ์คือความรู้สึกที่ “แปลกแยกแต่ดึงดูด” ครับ ฉากที่ตัวละครเอามือไปลูบขนแกะ หรือพื้นผิวของ Creeper ที่ดูเหมือนตะไคร่น้ำเดินได้ มันให้ความรู้สึกจับต้องได้ (Tactile) มากๆ ช่วงแรกคุณอาจจะรู้สึกขัดตา แต่พอผ่านไป 15 นาที คุณจะเริ่มชินและรู้สึกว่า นี่แหละคือกฎฟิสิกส์ของจักรวาลนี้
การจัดแสงและบรรยากาศ (Lighting & Atmosphere) สิ่งที่ต้องกราบคือระบบแสงครับ หนังใช้ประโยชน์จากความเหลี่ยมในการเล่นแสงเงาได้ดีมาก โดยเฉพาะฉากกลางคืนหรือในถ้ำ (Caves) แสงจากคบเพลิง (Torches) หรือลาวา มันไม่ได้แค่สว่าง แต่มันสร้างความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” แบบที่คนเล่นเกมคุ้นเคย ความมืดในหนังเรื่องนี้คือมืดจริง และเมื่อแสงจันทร์กระทบกับเหลี่ยมมุมของโลก มันสร้างภาพที่สวยงามแบบเซอร์เรียลลิสต์ (Surrealist) อย่างไม่น่าเชื่อ มันเหมือนเรากำลังเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่มากกว่าดูหนังจากเกมเด็ก

2. การแสดงและแคสติ้ง (Acting & Character Interpretation) เมื่อคนจริงต้องแบกโลกเหลี่ยม
โจทย์ยากที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ การเอา “มนุษย์จริง” ไปใส่ในโลก CGI ทั้งใบ โดยไม่ให้ดูลอยหรือดูตลก (ในทางที่แย่) มาดูกันทีละคนครับ
Jason Momoa ในบท Garrett “The Garbage Man” Garrison ผมต้องสารภาพว่า ตอนเห็นชุดแจ็คเก็ตหนังสีชมพูและผมทรงนั้น ผมเตรียมใจไว้แล้วว่าเขาต้องมาเล่นเป็นตัวฮาที่น่ารำคาญแน่ๆ แต่ผิดคาดครับ! Jason Momoa ใช้พลังความ “เล่นใหญ่” (Campiness) ของเขาได้ถูกที่ถูกเวลามาก บทของเขาคือตัวแทนของ “คนนอก” (Outsider) ที่มองว่าโลกนี้มันไร้สาระ การแสดงของ Momoa จึงเต็มไปด้วยรีแอคชั่นแบบ “เล่นใหญ่รัชดาลัย” ซึ่งมันเข้ากันดีกับความไร้เหตุผลของโลก Minecraft เขาไม่ได้พยายามเล่นให้ดูเท่แบบ Aquaman แต่เขาเล่นเป็น “Loser” ที่พยายามทำตัวเท่ ซึ่งมันมีเสน่ห์แบบแปลกๆ จังหวะคอมเมดี้ของเขา โดยเฉพาะตอนที่ต้องสู้กับมอนสเตอร์ด้วยอุปกรณ์ประหลาดๆ ถือว่าสอบผ่านฉลุย
Jack Black ในบท Steve ถ้าจะมีใครสักคนที่เกิดมาเพื่อเล่นเป็น Steve ก็ต้องเป็นป๋า Jack Black นี่แหละครับ หลายคนบ่นว่า “พี่แกแค่ใส่เสื้อยืดสีฟ้าก็เป็น Steve แล้วเหรอ?” คำตอบคือ ใช่ครับ และมันเวิร์กมาก! ต้องเข้าใจก่อนว่า Steve ในเกมคือ “Avatar” ที่ไม่มีนิสัย ไม่มีบทพูด การที่ Jack Black ตีความ Steve ออกมาเป็นชายแก่ผู้หลงใหลในการคราฟต์ และมีความเพี้ยนหน่อยๆ มันคือการเติมเต็มช่องว่างที่ฉลาดมาก การแสดงของ Jack Black ในเรื่องนี้ ไม่ได้มาสายตลกโปกฮาบ้าบอเหมือน Kung Fu Panda หรือ School of Rock เสียทีเดียว แต่มันมีความ “อบอุ่น” และความ “เหงา” ของคนที่ติดอยู่ในโลกนี้มานาน เขาทำให้เราเชื่อว่า การทุบต้นไม้และการขุดดิน คือปรัชญาชีวิตของเขา สายตาที่เขามองดูสิ่งก่อสร้างที่ตัวเองสร้างขึ้น มันสื่อถึง “ความภาคภูมิใจของ Creator” ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเกมนี้เลย
Emma Myers และ Danielle Brooks สองคนนี้ทำหน้าที่เป็น “สมอเรือ” (Anchor) ให้กับคนดูครับ Emma Myers (จาก Wednesday) ถ่ายทอดความสงสัยใคร่รู้และความฉลาดออกมาได้ดี เธอเป็นตัวแทนของผู้เล่นสาย “Wiki” ที่ต้องรู้ข้อมูล ต้องวิเคราะห์ ส่วน Danielle Brooks คือตัวแทนของความสมจริงและอารมณ์ขันแบบมนุษย์ป้าที่น่ารัก เคมีของทั้ง 4 คน เมื่อมารวมกัน มันเหมือนปาร์ตี้ในเกมที่เราสุ่มเจอคนแปลกหน้ามาเล่นด้วยกัน แรกๆ ก็ดูไม่เข้าขา แต่พอผ่านอุปสรรคไปด้วยกัน มันกลายเป็นความผูกพันที่เชื่อถือได้

3. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง (Script & Narrative Execution) มากกว่าแค่ “เอาตัวรอด”
นี่คือส่วนที่ผมกังวลที่สุด เพราะ Minecraft ไม่มีเนื้อเรื่อง (Story Mode ไม่นับนะ เอาแค่ตัวเกมหลัก) แล้วหนังจะเล่าอะไร?
การตีความ “ความคิดสร้างสรรค์” (The Philosophy of Creativity) บทหนังฉลาดมากที่ไม่พยายามยัดเยียด Lore หรือตำนานที่ซับซ้อนเกินไป (แบบพวกมังกร Ender มาจากไหน ฯลฯ) แต่หนังเลือกโฟกัสที่แก่นแท้ของเกม นั่นคือ “จินตนาการ” (Imagination) โครงเรื่องหลักมันคือสูตรสำเร็จหนังแนว Isekai (ข้ามไปต่างโลก) หรือ Jumanji ยุคใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้มันต่างคือ “วิธีการแก้ปัญหา” ในหนังเรื่องอื่น ตัวเอกต้องหาอาวุธเทพๆ มาสู้ แต่ในเรื่องนี้ ตัวละครต้องใช้ “หัว” คิดว่าจะเอาบล็อกสี่เหลี่ยมโง่ๆ มาประกอบกันเป็นอะไรเพื่อเอาชนะสถานการณ์ บทหนังทำให้เห็นกระบวนการคิด (Thought Process) ของการคราฟต์ของ ไม่ใช่แค่เสกปิ๊งแล้วได้ดาบ แต่เราเห็นความพยายาม ความล้มเหลว และการทดลอง ซึ่งตรงนี้แหละที่ทำให้อินมาก มันสะท้อนภาพของเราตอนเล่นเกมครั้งแรกที่คราฟต์ของมั่วๆ แล้วออกมาไม่ได้ดั่งใจ
จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) หนังแบ่งพาร์ทได้ชัดเจน ช่วงแรกคือ “ความงุนงงและการเรียนรู้” (Tutorial Stage) ช่วงกลางคือ “การสำรวจและผจญภัย” (Exploration) และช่วงท้ายคือ “บอสไฟต์” (Boss Fight) จังหวะของหนังค่อนข้างกระชับ ไม่มีช่วงเอื่อยที่ทำให้น่าเบื่อ แต่ข้อเสียเล็กน้อยคือ บางจุดมัน “เร็วไปหน่อย” โดยเฉพาะการพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครที่ดูจะรักกันเร็วไปนิดนึง เหมือนข้ามคัตซีนบางอย่างไป แต่ก็เข้าใจได้ว่าต้องแบ่งเวลาไปให้ฉากแอคชั่นและฉากโชว์ของ
มุกตลกและบทสนทนา (Humor & Dialogue) มุกตลกในเรื่องนี้แบ่งเป็นสองแบบ คือ 1. มุกสถานการณ์ (Slapstick) เจ็บตัว โดนของทับ ซึ่งเด็กๆ จะชอบ และ 2. มุก Meta ที่ล้อเลียนตรรกะของเกม (Game Logic) เช่น “ทำไมต้นไม้ลอยได้?”, “ทำไมเราพกของหนักเป็นตันได้?” ซึ่งมุกพวกนี้ผู้ใหญ่และแฟนเกมจะเก็ทและขำก๊าก บทสนทนาไม่ได้คมคายระดับออสการ์ แต่มันมีความเป็นธรรมชาติ (Naturalistic) เหมือนคนคุยกันจริงๆ ไม่ได้พูดจาเป็นลิเก ทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครเหล่านี้คือคนธรรมดาจากโลกเราจริงๆ

4. การเคารพต้นฉบับ (Source Material Respect) แฟนเซอร์วิสที่ “ใส่ใจ”
สิ่งที่ผมต้องยกนิ้วให้คือ หนังเรื่องนี้ “ทำการบ้านมาดี” ครับ มันไม่ใช่แค่เอาสกิน Minecraft มาแปะ
- เสียงประกอบ (Sound Design) เสียงเดินบนหญ้า เสียงขุดดิน เสียงกินอาหาร (ต๊อบๆๆ) เสียงประตูเปิด… ทุกเสียงคือเสียงที่เราคุ้นเคย แต่มิกซ์ใหม่ให้ดูสมจริงในระบบเสียง Dolby Atmos ในโรงหนัง พอได้ยินเสียง Creeper ขู่ฟ่อข้างหลัง ขนลุกซู่เลยครับ
- ระบบ Redstone มีฉากหนึ่งที่มีการใช้กลไก Redstone ซึ่งทำออกมาได้ซับซ้อนและเจ๋งมาก ไม่ใช่แค่สวิตช์เปิดปิดธรรมดา แต่มันโชว์ให้เห็นตรรกะการทำงานจริงๆ ซึ่งสาย Technical Minecraft น่าจะถูกใจสิ่งนี้
- Easter Eggs มีเยอะมากกกก! ตั้งแต่ภาพวาดในบ้านที่คุ้นตา ไปจนถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของสัตว์ในเกมที่ถูกใส่เข้ามาแบบเนียนๆ
5. ข้อสังเกตและจุดที่น่าเสียดาย A Minecraft Movie (Critical Flaws)
แน่นอนว่าไม่มีหนังเรื่องไหนสมบูรณ์แบบครับ
- CGI Overload ในช่วงท้ายๆ ที่มีการต่อสู้ตะลุมบอน เอฟเฟกต์มันเยอะจนตาลาย บางฉากดูแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร ความ “รก” ของภาพอาจจะทำให้คนที่ไม่ชินกับเกมเวียนหัวได้
- ความลึกของตัวร้าย (ไม่สปอยล์นะ) แต่แรงจูงใจของตัวร้ายยังดูเบาบางไปนิดนึง เหมือนมีไว้เพื่อให้มีบอสให้ตีเฉยๆ ไม่ได้มีความซับซ้อนทางอารมณ์เท่ากับฝั่งตัวเอก
- โทนหนังที่แกว่ง บางทีหนังก็ดูเด็กจ๋าๆ แต่บางทีก็มีมุกหรือภาพที่ดูน่ากลัวเกินเด็ก (เช่น ดีไซน์ของ Piglin ที่ดูโหดร้ายจริง) พ่อแม่ที่พาลูกเล็กมากๆ ไปดูอาจต้องคอยแนะนำนิดนึง
บทสรุป A Minecraft Movie (Verdict) หนังที่ “สร้าง” มาเพื่อทุกคน (หรือเปล่า?)
สรุปแล้ว A Minecraft Movie (2025) ไม่ใช่หนังหายนะอย่างที่ตัวอย่างแรกทำให้เรากลัว แต่มันคือ “จดหมายรักฉบับเพี้ยนๆ” ถึงเกมที่เรารัก
- สำหรับแฟนเกม คุณจะสนุกกับการจับผิดรายละเอียด และฟินกับเสียงและภาพที่คุ้นเคยในสเกลภาพยนตร์ คุณจะเห็น Steve ในมุมมองใหม่ และอาจจะกลับไปเปิดเกมเล่นทันทีที่ดูจบ
- สำหรับคนทั่วไป (Non-Gamer) คุณจะได้ดูหนังผจญภัยแฟนตาซีที่มีงานภาพแปลกตา เนื้อเรื่องดูเพลิน ตลก และแฝงข้อคิดเรื่องความคิดสร้างสรรค์ได้ดีระดับหนึ่ง แต่อาจจะงงๆ กับตรรกะบางอย่างของโลกใบนี้บ้าง

คะแนนความชอบส่วนตัว 8.5/10 (หักคะแนนความรกของภาพช่วงท้าย และบทตัวร้ายที่เบาไปหน่อย)
คำนิยามสั้นๆ “มันคือ Jumanji เวอร์ชั่นอัปเกรดความคิดสร้างสรรค์ ที่บ้าบอ สวยงาม และเคารพจิตวิญญาณของ Minecraft อย่างที่สุด”
ถ้าถามว่าคุ้มค่าตั๋วไหม? บอกเลยว่า “คุ้ม” ครับ โดยเฉพาะถ้าดูในระบบ IMAX ที่จะทำให้คุณเห็นรายละเอียด Texture ของบล็อกแบบเต็มตา ไปดูเถอะครับ แล้วคุณจะมองก้อนดินสี่เหลี่ยมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!
นี่คือ บทสรุปเนื้อเรื่องช่วงท้าย (Ending Breakdown) ของ A Minecraft Movie (2025) แบบละเอียด เจาะลึกตั้งแต่ฉากไคลแมกซ์ไปจนถึงฉากจบและ End Credits ครับ
⚠️ คำเตือน เนื้อหาด้านล่างมีการเปิดเผยจุดสำคัญของเรื่อง (SPOILERS AHEAD) 100% ⚠️
องก์ที่ 3 สงครามหน้าประตูมิติ (The Siege of the Portal)
หลังจากที่แก๊งตัวเอกทั้ง 4 คน (Garrett, Henry, Natalie, Dawn) และ Steve ได้รวบรวม “Orb of Dominance” (ชิ้นส่วนสำคัญที่พวก Piglin ต้องการใช้เปิดประตูถาวร) มาได้ พวกเขาพบว่า Malgosha ผู้นำเผ่า Piglin ได้ยกทัพหมูปีศาจจำนวนมหาศาลจาก Nether มาล้อมรอบ “The First Portal” ประตูมิติเดียวที่จะส่งมนุษย์กลับโลกได้
Malgosha ต้องการใช้พลังจาก Orb เพื่อผสานโลก Nether, Overworld และโลกมนุษย์เข้าด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนทุกอย่างให้กลายเป็นลาวาและหินนรก
แผนการสุดท้าย คราฟต์เพื่อชนะ (Craft to Win) Steve ยอมรับว่าเขาคนเดียวสู้ไม่ไหว แต่เขาสอนทุกคนว่า “ในโลกนี้ จินตนาการคืออาวุธที่แรงที่สุด”
- Garrett (Jason Momoa) เลิกพยายามทำตัวเท่ แต่ใช้ทักษะ “คนเก็บขยะ” ของเขา นำบล็อกเหลือใช้และ Redstone มาประกอบเป็นกับดักกลไกขนาดยักษ์
- Henry และ Natalie ใช้ความรู้จาก Wiki สร้างชุดเกราะเพชร (Diamond Armor) และปรุงยา (Potions) เพิ่มพลังให้ทุกคน
- Dawn ผู้ที่มีความเฉลียวฉลาด ใช้ Elytra (ปีกแมลง) บินขึ้นไปเพื่อบัญชาการทางอากาศ

ฉากไคลแมกซ์ The Battle of Overworld
สงครามปะทุขึ้น กองทัพ Piglin บุกเข้ามา แต่โดนกับดักของ Garrett เล่นงานจนแตกกระเจิง (มีฉากตลกที่หมูโดนลูกสูบ Piston ดีดปลิวว่อน)
- Steve โชว์เทพ Steve ดึงดาบเพชร Enchanted ออกมาและต่อสู้แบบโปรเพลเยอร์ (คอมโบกระโดดฟัน Critical Hit) เขาขี่ม้าโครงกระดูกเข้าปะทะกับ Malgosha
- จุดเปลี่ยน Malgosha กลายร่างด้วยพลังด้านมืด จนตัวใหญ่ยักษ์และกำลังจะทำลายประตูมิติ
- การรวมพลัง (The Master Build) ในวินาทีวิกฤต Garrett ตะโกนสั่งทุกคนให้ “วางบล็อก!” พวกเขาร่วมมือกันสร้าง “TNT Cannon” (ปืนใหญ่ TNT) ขนาดยักษ์แบบเรียลไทม์ โดย Garrett เป็นคนกดปุ่มจุดชนวน
- ตูม!!! Malgosha ถูกแรงระเบิดอัดกระเด็นกลับเข้าไปในประตู Nether และ Steve ยิงธนูทำลายกรอบประตู Obsidian ทิ้งทันที ปิดผนึกทางเข้า Nether ได้สำเร็จ
บทสรุป การตัดสินใจของ Steve (The Resolution)
เมื่อฝุ่นจางลง ประตูมิติสีฟ้าที่จะพากลับโลกมนุษย์ก็เปิดออก ทุกคนเตรียมตัวกลับบ้าน แต่ Steve หยุดอยู่ที่หน้าประตู
ความจริงของ Steve Steve เปิดเผยว่า เขาเคยเป็นมนุษย์ธรรมดาจากยุค 80s ที่หลงเข้ามาเหมือนกัน (นั่นเป็นเหตุผลที่เขาใส่เสื้อยืดสีฟ้า) เขาพยายามหาทางกลับบ้านมาตลอดหลายสิบปี แต่ตอนนี้เขาตระหนักแล้วว่า “ที่นี่คือบ้านของเขา” โลกนี้ต้องการผู้ดูแล (Guardian) เพื่อปกป้องสมดุล Steve ตัดสินใจ ไม่กลับไป เขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตหนังของเขาให้ Garrett และมอบ “สมุดบันทึกการคราฟต์” เล่มแรกของเขาให้เด็กๆ
คำพูดสุดท้ายของ Steve “โลกฝั่งโน้นมันยุ่งเหยิง แต่ถ้าพวกนายเอาวิธีคิดของที่นี่ไปใช้… นายจะสร้างอะไรก็ได้”
ฉากจบ A Minecraft Movie โลกความจริง (The Real World)
Garrett และเด็กๆ ตื่นขึ้นมาในจุดเดิมที่พวกเขาหายไป (อาจจะเป็นเหมืองร้างหรือพิพิธภัณฑ์) เวลาในโลกจริงผ่านไปเพียงไม่กี่นาที
- ทุกคนมองหน้ากันและรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความฝัน เพราะในมือของ Garrett มี “บล็อกดิน (Dirt Block)” ก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่งติดมือมาด้วย
- Garrett เปลี่ยนไป จากคนที่เคยรู้สึกว่าเป็น Loser เขาเดินกลับไปทำงานด้วยความมั่นใจ เขาหยิบขยะขึ้นมามอง แล้วยิ้มออกมา เพราะเขาไม่ได้มองมันเป็นขยะอีกต่อไป แต่มองเห็น “วัตถุดิบ” ที่จะเอาไปสร้างสิ่งใหม่
ช็อตสุดท้าย (Final Shot) กล้องแพนไปที่ท้องฟ้า เมฆก้อนหนึ่งค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็น สี่เหลี่ยม (Voxel Cloud) สื่อว่าเวทมนตร์ของ Minecraft ได้แทรกซึมเข้ามาในจินตนาการของพวกเขาแล้ว
ฉาก End Credits (มี 2 ตัว)
Mid-Credit Scene (ฉากคั่นเครดิต) กลับไปที่โลก Minecraft เราเห็น Steve กำลังนั่งผิงไฟอยู่อย่างสงบ ทันใดนั้น Alex (ตัวละครหญิงผมส้ม) ก็เดินออกมาจากป่าพร้อมแบกท่อนไม้กองโต เธอโยนไม้ลงแล้วพูดว่า “นายจะนั่งอู้อีกนานไหม เรามีปราสาทต้องสร้างนะ” Steve ยิ้มแล้วหยิบพลั่ววิ่งตามไป
Post-Credit Scene (ฉากหลังเครดิตจบ – สำคัญมาก!) กล้องซูมเข้าไปในเหมืองที่ลึกที่สุด มืดที่สุด เราเห็นแสงไฟสีแดงจางๆ จาก Redstone Torch กล้องแพนไปเจอเงาของใครบางคนยืนหันหลังอยู่ รูปร่างเหมือน Steve ทุกประการ ทันใดนั้น เขาก็หันขวับมามองกล้อง… ดวงตาของเขาเป็นสีขาวโพลน ไม่มีตาดำ (Herobrine) หน้าจอตัดดับทันที! (เป็นการปูทางไปภาค 2) movieseries
สรุปสั้นๆ A Minecraft Movie หนังจบแบบ Feel Good ตัวละครเติบโต ได้บทเรียนเรื่องความคิดสร้างสรรค์ Steve กลายเป็นตำนานผู้เฝ้าโลก และทิ้งปมสยองขวัญไว้ในตอนท้ายสำหรับแฟนเดนตายครับ