สวัสดีครับ… ผมเพิ่งเดินออกมาจากโรงภาพยนตร์…ไปดู Avengers Doomsday
บอกตามตรงนะ ผมไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูด(หรือเสียงที่สั่นเครือในหัว)ยังไงดี… ไฟในโรงสว่างขึ้นมา แต่คนดูส่วนใหญ่ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่นั่งของตัวเอง ไม่มีใครลุก ไม่มีใครคุยกัน มันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งที่สุดเท่าที่ผมเคยสัมผัสมาในการดูหนัง Marvel ตลอดสิบกว่าปีนี้

นี่ไม่ใช่ความเงียบแบบที่เราเคยเจอใน Infinity War ตอนที่ธานอสดีดนิ้ว… ครั้งนั้นมันคือความ “ช็อก” มันคือความ “เฮ้ย เอาจริงดิ?”
แต่ครั้งนี้… ความเงียบนี้… มันคือความ “ว่างเปล่า” มันคือความรู้สึกเหมือนถูกสูบเอาวิญญาณออกไปจนหมด นี่ไม่ใช่หนังฮีโร่ นี่มันคือมหากาพย์โศกนาฏกรรม (Epic Tragedy) ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่ง
Avengers Doomsday ไม่ใช่หนังที่สร้างมาเพื่อให้คุณ “สนุก” ไม่ใช่หนังที่สร้างมาเพื่อให้คุณ “ฟิน” หรือ “สะใจ” แต่มันคือหนังที่สร้างมาเพื่อ “ทำลายล้าง” ความรู้สึกของผู้ชมอย่างเป็นระบบและเลือดเย็นที่สุด มันคือการยกระดับคำว่า “Stakes” (ความเสี่ยงหรือเดิมพัน) ไปสู่จุดที่เราไม่เคยจินตนาการถึง
ผมจะพยายามรีวิวหนังเรื่องนี้โดยแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักตามที่คุณขอมา คือ เนื้อเรื่อง (การเล่าเรื่อง), งานภาพ (สุนทรียศาสตร์และความวินาศ) และ การแสดง (จิตวิญญาณของตัวละคร) โดยจะไม่เน้นการเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น (No Synopsis) แต่จะเน้นว่า “มันทำงานกับเรายังไง”
นี่คือการเดินทาง 2,000 คำ สู่ใจกลาง “วันพิพากษา” ครับ

1. “เนื้อเรื่อง” (The Narrative) – ซิมโฟนีแห่งความสิ้นหวัง
ถ้าคุณคาดหวังว่า Avengers Doomsday จะเป็นหนังรวมฮีโร่สูตรสำเร็จ ที่เริ่มจากความแตกแยก, รวมทีม, สู้บอส, แล้วก็ชนะ… คุณคิดผิดมหันต์ครับ
สิ่งที่ผู้กำกับ (Destin Daniel Cretton จาก Shang-Chi) และทีมเขียนบททำในหนังเรื่องนี้ คือการ “ฉีก” ตำราการเล่าเรื่องของ MCU ทิ้งไปจนหมดสิ้น หนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องแบบเส้นตรง แต่มันเล่าเหมือน “คลื่นยักษ์” ที่ค่อยๆ ก่อตัว สาดซัดเราครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งคลื่นลูกสุดท้าย… มันกลืนกินทุกสิ่ง
แก่นแท้ของ “Doomsday”
“Doomsday” ในชื่อเรื่อง มันไม่ใช่แค่ชื่อตัวร้าย หรือเหตุการณ์ครับ มันคือ “แนวคิด” (Concept) หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามกับเราตั้งแต่ 10 นาทีแรกว่า “ถ้าความพ่ายแพ้มันเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วล่ะ?” (What if defeat is inevitable?) มันไม่ใช่การต่อสู้เพื่อ “ชัยชนะ” อีกต่อไป แต่มันคือการต่อสู้เพื่อ “ยื้อ” เวลา ยื้อความเป็นจริง ยื้อตัวตนของพวกเขาเอาไว้ให้ได้นานที่สุด
การเล่าเรื่องของ Doomsday มีความกล้าหาญอย่างน่าขนลุก มันไม่ประนีประนอม มันไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมว่าตัวละครนี้ “ดัง” หรือตัวละครนี้ “คนรัก” เยอะแค่ไหน ทุกคนตกอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน คือ “ความสิ้นหวัง”

โครงสร้างที่ไร้ความปรานี
หนังเรื่องนี้ให้ความรู้สึกเหมือนคุณกำลังดูหนังสงครามโลกผสมกับหนังภัยพิบัติระดับคอสมิก (Cosmic Horror) มันไม่มีจุดให้ “พักหายใจ” จริงๆ จังๆ เลยครับ ทุกฉากที่เหมือนจะผ่อนคลาย มันกลับกลายเป็นฉากที่บีบคั้นหัวใจยิ่งกว่าเดิม เพราะมันคือ “ความสงบก่อนพายุ” ที่เรารู้ว่ากำลังจะมา
จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) มัน “เหี้ยมโหด” มาก มันสลับฉากระหว่างทีม Avengers Doomsday ที่แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ทั่วทั้งมัลติเวิร์ส กับ “เขา” (เดี๋ยวจะพูดถึงในการแสดง) ที่กำลังร้อยเรียงแผนการของเขาอย่างใจเย็น มันคือการตัดสลับระหว่าง “ความโกลาหล” (Chaos) ของฮีโร่ กับ “ความเป็นระเบียบ” (Order) ของวายร้าย
และสิ่งที่ผมชอบที่สุดในพาร์ทเนื้อเรื่อง คือการที่มัน “ให้เกียรติ” ทุกสิ่งที่ปูมาครับ ซีรีส์ Loki, Quantumania, หรือแม้แต่ Deadpool & Wolverine ที่เพิ่งผ่านมา… ทุกอย่างถูกนำมาใช้เป็น “ชิ้นส่วน” ของหายนะครั้งนี้ มันทำให้จักรวาลนี้รู้สึก “จริง” และ “หนักอึ้ง” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
บทสรุปที่ทำลายล้าง (The Ending)
ผมจะไม่สปอยล์… แต่ 30 นาทีสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ คือสิ่งที่โหดร้ายที่สุดที่ Marvel เคยทำกับคนดู มันไม่ใช่การดีดนิ้ว… มันแย่กว่านั้น
มันคือการ “ถูกลบ” ครับ…
มันคือความรู้สึกของการที่คุณเห็นทุกสิ่งที่เหล่าฮีโร่พยายามสร้างมาตลอด 30-40 เรื่อง มันพังทลายลงต่อหน้าต่อตา โดยที่พวกเขาทำอะไรไม่ได้เลย มันคือการ “แพ้” ที่สมบูรณ์แบบ แพ้ชนิดที่ว่าเราไม่เห็นหนทางเลยว่า Secret Wars (ภาคต่อไป) จะกู้คืนมันกลับมายังไง
นี่คือการเล่าเรื่องที่ “ถึง” ที่สุด มันเจ็บปวด แต่มันก็ “จำเป็น” นี่คือการยกระดับ MCU สู่ความเป็น “มหากาพย์” อย่างแท้จริง
2. “งานภาพ” (The Visuals) – สุนทรียศาสตร์แห่งความล่มสลาย
มาพูดถึงสิ่งที่ “ตาเห็น” กันบ้าง… คุณอาจจะคิดว่าคุณเคยเห็น “สงคราม” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน Endgame มาแล้ว…
Avengers Doomsday จะบอกคุณว่า “นั่นมันแค่การทะเลาะกันหลังโรงเรียน”
งานภาพในเรื่องนี้ มันคือ “ศิลปะแห่งความวิบัติ” (The Art of Destruction) อย่างแท้จริงครับ มันไม่ใช่แค่การยิงเลเซอร์ ตึกถล่ม หรือ CGI สวยๆ แต่มันคือการ “ออกแบบ” ความวินาศสันตะโร
ความสยองขวัญระดับคอสมิก (Cosmic Horror)
สิ่งที่ทำให้งานภาพเรื่องนี้แตกต่าง คือการที่มันกล้าใส่ความเป็น “Horror” เข้ามาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะฉากที่เกี่ยวข้องกับมัลติเวิร์สที่กำลัง “ตาย”
คุณจะได้เห็น “ไทม์ไลน์” ที่ถูก “ตัดแต่ง” (Pruning) แบบ Real-time ต่อหน้าต่อตา มันไม่ใช่แค่แสงสีเขียวสวยๆ แบบในซีรีส์ Loki แต่มันคือการที่ “ความเป็นจริง” ถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ มันคือภาพของโลกที่บิดเบี้ยว ตัวละครที่โครงสร้างอะตอมกำลังสลายไป… มันน่าสะพรึงกลัวมากกว่าน่าตื่นเต้นครับ
การออกแบบงานสร้าง (Production Design) นั้นน่าทึ่งมาก เราได้เห็นสถานที่ใหม่ๆ ที่ทั้งงดงามและน่าขนลุก เช่น “Limbo” ที่ซึ่งเวลาไม่มีความหมาย, หรือ “Citadel” ของ Kang ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ มันให้ความรู้สึก “ยิ่งใหญ่” (Grandeur) แต่ในขณะเดียวกันก็ “เย็นชา” (Cold) และ “ไร้ชีวิตชีวา”

การต่อสู้ที่ไม่ใช่แค่ “การต่อสู้”
ฉากแอ็กชันใน Avengers Doomsday ไม่ได้เน้น “ความมันส์” แต่เน้น “คอนเซปต์” (Concept) มันคือคำถามว่า “คุณจะต่อยคนที่มองเห็นอนาคตยังไง?” “คุณจะขังคนที่อยู่เหนือเวลาได้ยังไง?”
ฉากที่ผมตราตรึงที่สุด คือการต่อสู้ของทีม Fantastic Four (ที่ในที่สุดเราก็ได้เห็นพวกเขา!) มันไม่ใช่การต่อยตีครับ แต่มันคือ “การแก้ปัญหา” รี้ด ริชาร์ดส์ ยืดสมองของเขาเพื่อคำนวณความเป็นไปได้, ซู สตอร์ม สร้าง “เกราะ” ที่ไม่ใช่แค่เกราะกายภาพ แต่เป็น “เกราะป้องกันมิติเวลา”, จอห์นนี่ สตอร์ม เผาไหม้ด้วยอุณหภูมิที่ “บิดงอ” กฎฟิสิกส์
การกำกับภาพ (Cinematography) มันสุดยอดมาก มันใช้ Long Takes ที่บ้าคลั่งในฉากสงครามที่โกลาหล แต่ในวินาทีต่อมา มันก็สามารถซูมเข้าไปที่ “แววตา” ของตัวละครที่กำลังแตกสลายได้ มันคือความสมดุลที่สมบูรณ์แบบระหว่าง “มหภาค” (Macro) และ “จุลภาค” (Micro)
CGI เหรอ? ลืมคำว่า “ลอย” หรือ “ปลอม” ไปได้เลยครับ นี่คืองานที่เนียนกริบที่สุด มันคือการ “เสก” โลกทั้งใบขึ้นมา แล้ว “ทำลาย” มันลงต่อหน้าเราอย่างสมจริงจนน่าใจหาย
3. “การแสดง” (The Performance) – หัวใจที่แหลกสลายท่ามกลางหายนะ
ต่อให้เนื้อเรื่องดีเลิศ งานภาพตระการตาแค่ไหน แต่ถ้า “การแสดง” เอาไม่อยู่ หนังทั้งเรื่องก็จะพัง… และ Avengers: Doomsday คือเวทีปล่อยของที่ “ยอดเยี่ยมที่สุด” ของนักแสดงทุกคนในเรื่องนี้ครับ
จอนาธาน เมเจอร์ส (Jonathan Majors) ในบท Kang และผองเพื่อน
ผมขอเริ่มจาก “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” ก่อน… จอนาธาน เมเจอร์ส คือ “ปีศาจ” ครับ สิ่งที่เขาทำในหนังเรื่องนี้ มันเหนือกว่า “ธานอส” ไปไกลลิบ ธานอสคือผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ (Zealot) แต่คัง (หรือเหล่าสภาเคงที่มาในเรื่องนี้) คือ “นักวิทยาศาสตร์”, “ผู้พิชิต”, “พระเจ้า” และ “เด็กเอาแต่ใจ” ในร่างเดียว
เมเจอร์สไม่ได้เล่นเป็น “วายร้าย” เขาเล่นเป็น “พลังธรรมชาติ” (Force of Nature) ความน่ากลัวของเขาไม่ได้อยู่ที่พลัง แต่คือ “ความนิ่ง” และ “แววตา” มันมีฉากหนึ่งที่เขาพูดกับหนึ่งใน Avengers ว่า “ข้าเห็นจุดจบของเจ้ามาล้านครั้งแล้ว… และทุกครั้ง ข้าก็รู้สึก ‘เบื่อ’ เหมือนกันหมด”
ขนลุก…
น้ำเสียงที่ราบเรียบ, แววตาที่เหนื่อยหน่ายจากการ “รู้” ทุกสิ่งทุกอย่าง… มันน่ากลัวกว่าการตะโกนหรือการใช้พลังอลังการเสียอีก นี่คือการแสดงระดับ Masterclass ที่แบกรับ “ความน่าสะพรึง” ของทั้งเรื่องไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
การปรากฏตัวของ Doctor Doom (บทวิเคราะห์การแสดง)
และ… เราต้องพูดถึงเขา… แม้ Marvel จะพยายามเก็บเป็นความลับสุดยอด แต่การปรากฏตัวของ “ด็อกเตอร์ ดูม” (Doctor Doom) คือจุดเปลี่ยนของทุกสิ่ง ผมจะไม่บอกว่าใครเล่น แต่ผมจะบอกว่า “นักแสดงคนนั้น” คือ “ดูม” ที่หลุดออกมาจากการ์ตูนที่สมบูรณ์แบบที่สุด
เขาไม่ใช่ “คัง” ที่เต็มไปด้วยพลังอันบ้าคลั่ง… แต่เขาคือ “ความเยือกเย็น”, “ความหยิ่งทะนง” (Arrogance) และ “สติปัญญา” ที่น่าขนลุก เขายืนอยู่ท่ามกลางความโกลาหล แต่เหมือนเขากำลัง “อ่านหนังสือ” อยู่ในห้องสมุดที่เงียบสงบ
ทุกคำพูดที่ออกจากปากเขา คือ “หมาก” ที่เขาวางไว้ล่วงหน้าแล้ว 50 ตา การแสดงของเขาคือการ “ควบคุม” (Control) ทุกอิริยาบถ ไม่มีการแสดงออกแบบ “Over-acting” แม้แต่น้อย เขาน่ากลัวเพราะเขาทำให้เราเชื่อว่า “เขานี่แหละ คือคนที่คุมเกมทั้งหมดอยู่เบื้องหลัง”

เหล่าผู้นำรุ่นใหม่ (The New Guard) Avengers Doomsday
- แอนโธนี่ แม็คคี (Anthony Mackie) – กัปตันอเมริกา (แซม วิลสัน): นี่คือหนังของแซม วิลสัน อย่างแท้จริงครับ แม็คคีสลัดคราบ “เพื่อนสตีฟ” ออกไปจนหมด เขาคือ “ผู้นำ” ที่ต้องแบกรับโลก (หรือมัลติเวิร์ส) ที่หนักเกินกว่าที่โล่ของเขาจะรับไหว การแสดงของเขาเต็มไปด้วย “ความเหนื่อยล้า” แต่ก็ “ไม่ยอมแพ้” มันมีฉากปราศรัยที่เขาพยายามรวมทีมที่แตกสลาย… มันไม่ใช่คำพูดปลุกใจสวยหรูแบบสตีฟ โรเจอร์ส แต่มันคือคำพูดที่ “จริงใจ” และ “สิ้นหวัง” ของคนธรรมดาที่ถูกโยนเข้ามาในสงครามของพระเจ้า… มันยอดเยี่ยมมาก
- เปโดร ปาสคาล (Pedro Pascal) – รี้ด ริชาร์ดส์ (มิสเตอร์ แฟนทาสติก): การแคสติ้งที่สมบูรณ์แบบ ปาสคาลเล่นเป็น “คนฉลาดที่สุดในห้อง” ที่ “รู้ตัวว่าตัวเองฉลาดที่สุด” ความหยิ่งทะนงของเขาคือ “จุดอ่อน” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทีม การแสดงของเขาคือการต่อสู้ระหว่าง “สติปัญญา” กับ “อัตตา” (Ego) และเมื่อเขา “พลาด”… สีหน้าของเขาตอนที่ตระหนักได้ว่าความฉลาดของเขาเพิ่งทำลายทุกอย่าง… มันคือการแสดงที่ทำให้เราจุกอก
เหล่าผู้รอดชีวิต (The Veterans)
- มาร์ค รัฟฟาโล (Mark Ruffalo) – ฮัลค์/บรูซ แบนเนอร์: สมาร์ทฮัลค์ กำลังเจอบททดสอบที่หนักที่สุด จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ “สมอง” ที่เขาภูมิใจนักหนา มัน “ไร้ประโยชน์” ต่อหน้าภัยคุกคามระดับนี้? รัฟฟาโลแสดง “ความกลัว” ที่ซ่อนอยู่ใต้ความสุขุมได้ดีมาก เราเห็น “ฮัลค์ตัวจริง” (Savage Hulk) ที่พยายามจะคลั่งออกมา ไม่ใช่เพราะ “โกรธ” แต่เพราะ “กลัว”
- คริส เฮมส์เวิร์ธ (Chris Hemsworth) – ธอร์: ธอร์ในเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวตลกอีกต่อไป เขาคือ “กษัตริย์” ที่เห็นทุกอย่างพังทลายมามากพอแล้ว เฮมส์เวิร์ธกลับไปสู่โหมด “นักรบ” ที่จริงจัง แต่แฝงไว้ด้วย “ความโศกเศร้า” ของคนที่สูญเสียมาทั้งชีวิต การแสดงของเขา “น้อยแต่มาก” (Subtle) และทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ
บทสรุป (The Verdict)
Avengers Doomsday ไม่ใช่หนังที่ดูแล้ว “มีความสุข” มันคือภาพยนตร์ที่ “หนัก” ที่สุดเท่าที่ Marvel Studios เคยสร้างมา มันคือโศกนาฏกรรมที่ถูกร้อยเรียงอย่างงดงาม มันคือการเดินทาง 3 ชั่วโมงที่บีบคั้นหัวใจและทำลายล้างความรู้สึก
ถ้า Infinity War คือ “หมัดน็อก” ที่ทำให้เรา “มึน” Doomsday ก็คือ “การทรมาน” ที่ค่อยๆ หักกระดูกเราทีละชิ้น… ทีละชิ้น… จนกระทั่งเราไม่เหลืออะไรให้ยึดเหนี่ยว
มันคือผลงาน Masterpiece ที่กล้าหาญ, ทะเยอทะยาน, และ “เหี้ยมโหด” กับคนดูอย่างที่สุด มันคือหนังที่ตั้งคำถามว่า “การเป็นฮีโร่… มันคุ้มค่าจริงๆ หรือ?”
นี่ไม่ใช่แค่ “หนังฮีโร่แห่งปี” นี่คือ “ประสบการณ์ทางภาพยนตร์” ที่คุณจะต้องจดจำไปอีกนานแสนนาน… แม้ว่าคุณจะอยากลืมมันมากแค่ไหนก็ตาม
คะแนน: 10/10 (ในฐานะ “ผลงาน” ที่สมบูรณ์แบบ) แต่ 0/10 (สำหรับ “ความรู้สึก” ของคนดูที่แหลกสลาย)
ไปดูเถอะครับ… ไปดูเพื่อเตรียมใจ… เพราะ Secret Wars ที่กำลังจะมา… มันคือสงครามครั้งสุดท้ายบนซากปรักหักพังที่ Doomsday เพิ่งสร้างเอาไว้ movieseries