รีวิว Mr Nice (มิสเตอร์โคตรคนทรหด) เมื่อบัณฑิตอ็อกซ์ฟอร์ดกลายเป็นพ่อค้ายา

แน่นอนครับ นี่คือรีวิวภาพยนตร์เรื่อง “Mr Nice” (มิสเตอร์โคตรคนทรหด) ในรูปแบบบทวิจารณ์เชิงลึกที่เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การแสดง และแก่นเรื่อง โดยหลีกเลี่ยงการเล่าเรื่องย่อแบบสปอยล์ เพื่อให้คุณได้อรรถรสในการอ่านและเข้าใจมิติของหนังอย่างแท้จริง

Review Mr Nice (มิสเตอร์โคตรคนทรหด) – เมื่ออาชญากรกลายเป็นสุภาพบุรุษที่โลกต้องจารึก

Mr. Nice มิสเตอร์โคตรคนทรหด

ถ้าคุณคาดหวังจะเห็นหนังค้ายาเสพติดที่เต็มไปด้วยการยิงกันหูดับตับไหม้ เลือดสาด หรือการหักเหลี่ยมเฉือนคมแบบ Scarface หรือ Godfather ผมบอกเลยว่าคุณกำลังหยิบหนังผิดเรื่องครับ “Mr Nice(มิสเตอร์โคตรคนทรหด)” ไม่ใช่หนังแก๊งสเตอร์ในขนบธรรมดา แต่มันคือบันทึกความทรงจำ (Memoir) ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นแผ่นฟิล์ม ของชายที่ชื่อว่า ฮาเวิร์ด มาร์กส์ (Howard Marks) ชายผู้ที่รวมเอาความขัดแย้งทุกอย่างในโลกไว้ในตัวคนเดียว นักฟิสิกส์จากอ็อกซ์ฟอร์ด, ครูโรงเรียน, สายลับ MI6, และ… พ่อค้ายารายใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก

การรีวิวครั้งนี้ เราจะมาแกะรอยกันว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงมีเสน่ห์ที่แปลกประหลาด ทำไมมันถึงทำให้เรา “หลงรัก” อาชญากร และทำไมงานภาพกับการแสดงในเรื่องนี้ถึงเป็นสิ่งที่ต้องพูดถึง

1. การเล่าเรื่องและบทภาพยนตร์ ความนิ่งที่ทรงพลัง (Narrative & Script)

สิ่งแรกที่ต้องชมเชยคือ “โทน” ของหนัง ผู้กำกับ เบอร์นาร์ด โรส (Bernard Rose) เลือกที่จะเล่าเรื่องชีวิตของฮาเวิร์ด มาร์กส์ ด้วยน้ำเสียงที่ทีเล่นทีจริง ไม่ได้ตัดสินว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกหรือผิด แต่พาเราไปสำรวจ “เหตุผล” และ “สถานการณ์” ที่พาคนคนหนึ่งถลำลึกเข้าไป

หนังไม่ได้เน้นความตื่นเต้นในฉากส่งของหรือการหนีตำรวจแบบหนังฮอลลีวูดทั่วไป แต่มันเน้นไปที่ “วาทศิลป์” (Rhetoric) และ “ความบังเอิญ” (Serendipity) บทภาพยนตร์ฉลาดมากในการวางโครงสร้างให้เราเห็นว่า ฮาเวิร์ดไม่ได้ก้าวเข้าสู่โลกอาชญากรรมด้วยความโลภหรือความโหดเหี้ยม แต่เขาเข้าไปด้วยความ “ไนซ์” (Nice) สมชื่อ ความเป็นคนง่ายๆ สบายๆ และความฉลาดระดับอัจฉริยะที่ทำให้เขามองเห็นช่องโหว่ของระบบ

จุดที่น่าสนใจมากในแง่การเล่าเรื่อง คือการใช้ Voice-over หรือเสียงบรรยายของตัวเอกตลอดทั้งเรื่อง ปกติแล้วการใช้เสียงบรรยายเยอะๆ มักจะเป็นจุดอ่อนของหนังหลายเรื่อง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าผู้กำกับเล่าเรื่องด้วยภาพไม่เก่ง แต่สำหรับ Mr Nice(มิสเตอร์โคตรคนทรหด) เสียงบรรยายของ รีส อีฟานส์ (Rhys Ifans) กลับกลายเป็นหัวใจสำคัญ มันเหมือนเรากำลังนั่งฟังเพื่อนสนิทเล่าเรื่องวีรกรรมในวงเหล้า มันมีความขี้เล่น ประชดประชัน และถ่อมตัวอยู่ในที ซึ่งสิ่งนี้แหละที่คอยยึดเหนี่ยวคนดูให้เอาใจช่วยตัวละคร แม้ว่าเขากำลังขนกัญชาข้ามชาติอยู่ก็ตาม

ความขัดแย้ง (Conflict) ในเรื่องจึงไม่ใช่การสู้กับตำรวจ แต่เป็นการสู้กับ “ตัวตน” ของตัวเอง การที่หนังนำเสนอภาพของฮาเวิร์ดในฐานะแฟมิลี่แมนที่รักลูกเมีย ตัดสลับกับภาพของนักเจรจาธุรกิจสีเทา มันสร้างความย้อนแย้งที่น่าสนใจ บทหนังทำให้เราตั้งคำถามตลอดเวลาว่า “เส้นแบ่งระหว่างคนดีกับคนเลวมันอยู่ที่ไหน?” ฮาเวิร์ดไม่เคยฆ่าใคร เขาไม่ชอบความรุนแรง เขาแค่… ขนย้ายพืชชนิดหนึ่งจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง บทหนังท้าทายศีลธรรมคนดูในจุดนี้ได้อย่างแยบยลและนุ่มนวล

2. การแสดง มาสเตอร์คลาสของ Rhys Ifans และเคมีที่บ้าคลั่ง (Acting Performance)

ถ้าจะบอกว่าหนังเรื่องนี้รอดมาได้เพราะการแบกของ รีส อีฟานส์ (Rhys Ifans) ก็คงไม่ผิดนัก นี่คือการแคสติ้งที่สมบูรณ์แบบที่สุดครั้งหนึ่งในวงการภาพยนตร์ชีวประวัติ

รีส อีฟานส์ ในบท ฮาเวิร์ด มาร์กส์ อีฟานส์ไม่ได้แค่ “เล่น” เป็นฮาเวิร์ด แต่เขา “เป็น” ฮาเวิร์ด การแสดงของเขาไม่ได้ใช้เทคนิคเล่นใหญ่รัชดาลัย แต่เป็นการแสดงแบบ Micro-expression หรือการใช้สีหน้าแววตาเล็กๆ น้อยๆ ที่สื่อความหมายมหาศาล เขาต้องถ่ายทอดบุคลิกของเด็กเนิร์ดฟิสิกส์ที่มีความประหม่า แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีเสน่ห์ดึงดูดใจ (Charisma) ที่ทำให้คนรอบข้างเชื่อถือ

ลองสังเกตฉากที่เขาต้องเจรจากับพวกมาเฟียโหดๆ หรือพวกไออาร์เอ (IRA) อีฟานส์ไม่ได้แสดงความกลัวแบบตัวสั่นงันงก แต่เขาแสดงความ “นิ่ง” ที่เจือไปด้วยความขบขันและความมั่นใจในสติปัญญาของตัวเอง รอยยิ้มที่มุมปาก ท่าทางการจุดบุหรี่ หรือสายตาที่ดูเหมือนคนเมายาตลอดเวลาแต่แฝงความแหลมคม ทั้งหมดนี้ทำให้ตัวละคร Mr Nice(มิสเตอร์โคตรคนทรหด) มีชีวิตและจับต้องได้ เราเชื่อสนิทใจว่าทำไมผู้หญิงถึงหลงรักเขา และทำไมอาชญากรระดับโลกถึงไว้ใจเขา

เดวิด ทิวลิส (David Thewlis) ในบท จิม แม็คแคน ถ้าอีฟานส์คือความนิ่ง ทิวลิสคือพายุบ้าคลั่ง การแสดงของเดวิด ทิวลิส ในบท จิม แม็คแคน คือสีสันที่จัดจ้านที่สุดของหนัง เขาคือขั้วตรงข้ามที่สมบูรณ์แบบของฮาเวิร์ด ความบ้าบอ ความคาดเดาไม่ได้ และพลังงานที่ล้นทะลักของทิวลิส ช่วยขับเน้นความสุขุมของอีฟานส์ให้เด่นชัดขึ้น ฉากที่ทั้งสองคนอยู่ด้วยกันคือช่วงเวลาทองของหนัง มันคือการปะทะกันของเคมีที่ลงตัวอย่างเหลือเชื่อ ทิวลิสเล่นได้น่ากลัวและตลกในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากมาก

โคลอี เซเวอนี (Chloë Sevigny) ในบท จูดี้ แม้บทของเธออาจจะดูเป็นบทสมทบ แต่เซเวอนีทำหน้าที่เป็น “สมอเรือ” ทางอารมณ์ให้กับหนัง เธอเป็นตัวแทนของความจริง (Reality) ที่คอยดึงฮาเวิร์ดกลับมาจากโลกแห่งความฝัน การแสดงของเธอมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก และช่วยให้หนังไม่หลุดลอยไปเป็นเพียงเรื่องตลกโปกฮา แต่ยังคงมีความดราม่าของครอบครัวที่แตกร้าวแฝงอยู่

3. งานภาพและสุนทรียศาสตร์ วินเทจที่เมามาย (Cinematography & Visuals)

งานภาพใน Mr. Nice(มิสเตอร์โคตรคนทรหด) ไม่ได้เน้นความสวยงามแบบ Postcard ที่คมชัดกริบ แต่ผู้กำกับภาพเลือกใช้สไตล์ที่สะท้อนยุคสมัย (60s, 70s, 80s) และสภาวะจิตใจของตัวละคร

การใช้ Grain และ Texture ภาพในหนังมีความหยาบ (Grainy) ซึ่งจงใจทำให้ดูเหมือนฟิล์มเก่าๆ มันให้ความรู้สึก Nostalgia หรือถวิลหาอดีต เหมือนเรากำลังดูโฮมวิดีโอของใครสักคน เทคนิคนี้ช่วยลดระยะห่างระหว่างคนดูกับเหตุการณ์ในหนัง ทำให้เรารู้สึกว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่แค่การจัดฉาก

การจัดแสงและสี (Color Palette) หนังใช้โทนสีที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยและสถานที่

  • ช่วงอ็อกซ์ฟอร์ด ใช้โทนสีทึมๆ เทาๆ และน้ำตาล ให้ความรู้สึกขลัง เป็นระเบียบ และมีความเป็นผู้ดีอังกฤษ
  • ช่วงเข้าสู่โลกยาเสพติด สีสันเริ่มฉูดฉาดขึ้น มีความ Psychedelic ใช้แสงนีออน การเล่นกับแสงแฟลร์ (Lens Flare) เพื่อสื่อถึงอาการมึนเมาและความหลุดโลก
  • ช่วงปากีสถาน/อัฟกานิสถาน แสงแดดจ้า ฝุ่นควัน สีส้มและเหลืองที่ร้อนแรง สะท้อนถึงความดิบเถื่อนและการผจญภัย

เทคนิคการตัดต่อ (Editing) ก็เป็นอีกจุดที่น่าสนใจ หนังมีการตัดสลับระหว่างภาพเหตุการณ์จริง (Footage) กับภาพที่ถ่ายทำใหม่ การซ้อนภาพ (Superimposition) เพื่อแสดงถึงความคิดที่ซับซ้อนหรืออาการหลอนยา มันทำให้หนังมีจังหวะ (Pacing) ที่ลื่นไหล เหมือนกระแสน้ำที่พัดพาตัวละครไปเรื่อยๆ โดยที่เขาไม่สามารถขัดขืนได้

4. องค์ประกอบศิลป์และเครื่องแต่งกาย (Production Design & Costume)

งานโปรดักชั่นดีไซน์ของเรื่องนี้ต้องทำการบ้านหนักมาก เพราะเรื่องราวกินเวลายาวนานหลายทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงของแฟชั่น ทรงผม และฉากหลังต้องแม่นยำ

เราจะเห็นวิวัฒนาการของฮาเวิร์ดผ่าน “ทรงผมและเสื้อผ้า” ได้ชัดเจนที่สุด จากนักศึกษาสวมสูทผูกไท กลายเป็นฮิปปี้ผมยาวสวมเสื้อลายดอก และกลายมาเป็นนักธุรกิจมาดเนี้ยบในสูทราคาแพงแต่ยังไว้ผมยาวที่เป็นเอกลักษณ์ ทุกชุดที่ใส่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องแต่งกาย แต่มันคือการ “ปลอมตัว” (Disguise) ซึ่งเป็นธีมหลักของเรื่อง ฮาเวิร์ด มาร์กส์ คือชายที่มีหลายหน้ากาก และเสื้อผ้าคืออุปกรณ์สำคัญในการเปลี่ยนหน้ากากเหล่านั้น

ฉากต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผับในลอนดอน สนามบินในยุโรป หรือโกดังเก็บของ ต่างถูกเซตออกมาได้สมจริง มีกลิ่นอายของยุคสมัยที่ชัดเจน รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ยี่ห้อรถยนต์ โปสเตอร์ติดผนัง หรือแม้แต่รูปแบบของซองบุหรี่ ล้วนช่วยสร้างบรรยากาศที่น่าเชื่อถือ

5. ดนตรีประกอบ จังหวะชีพจรของหนัง (Score & Soundtrack)

ดนตรีประกอบโดย Philip Glass (แม้จะเป็นธีมหลัก) และการเลือกใช้เพลงประกอบฉาก (Needle drops) เป็นสิ่งที่ยกระดับหนังเรื่องนี้ขึ้นไปอีกขั้น เพลงร็อคยุค 70s, เพลงไซคีเดลิค, และดนตรีคลาสสิก ถูกนำมาผสมผสานกันเพื่อสะท้อนความโกลาหลและความสุนทรีย์ในชีวิตของฮาเวิร์ด

ดนตรีไม่ได้ทำหน้าที่แค่ประกอบฉาก แต่ทำหน้าที่เล่าเรื่องแทนคำพูด ในฉากที่ฮาเวิร์ดกำลังขนยาข้ามพรมแดน ดนตรีอาจจะไม่ใช่เพลงตื่นเต้นเร้าใจ แต่กลับเป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนานหรือผ่อนคลาย ซึ่งสะท้อนทัศนคติของเขาที่มองว่านี่คือ “เกม” ที่สนุก มากกว่าจะเป็นอาชญากรรมที่ตึงเครียด

บทสรุปและการวิเคราะห์ส่งท้าย

“Mr Nice” เป็นหนังที่ประสบความสำเร็จในการทำให้เรามองข้าม “ความผิดทางกฎหมาย” ไปสู่ “ความเป็นมนุษย์”

จุดแข็งที่สุดของหนังคือการที่มันไม่พยายามจะเป็นหนังศีลธรรม มันไม่เทศนาสั่งสอน แต่มันกางชีวิตผู้ชายคนหนึ่งให้เราดู แล้วบอกว่า “ดูสิ ชีวิตมันตลกดีนะ” มันคือเรื่องราวของความฉลาดที่ถูกใช้ในทางที่ผิด (หรือถูกในมุมมองของเขา?) มันคือการเสียดสีระบบกฎหมายและสงครามยาเสพติดที่ดูเหมือนจะไล่จับเงาของตัวเอง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ภายใต้ความตลกและความเท่ หนังได้ซ่อนความเหงาและความเปราะบางเอาไว้ ลึกๆ แล้ว ฮาเวิร์ด มาร์กส์ ในหนังเรื่องนี้ คือคนที่แสวงหาการยอมรับ เขาต้องการเป็น “คนสำคัญ” ไม่ว่าจะในฐานะนักวิชาการหรือพ่อค้ายา และเมื่อทุกอย่างพังทลายลง สิ่งที่เหลืออยู่คือตัวตนจริงๆ ที่เขาอาจจะหลงลืมไป

ถ้าจะให้คะแนนหรือสรุปความคุ้มค่า หากคุณชอบหนังแนว Blow (2001) หรือ Catch Me If You Can (2002) แต่ชอบรสชาติแบบอังกฤษที่เนิบกว่า ตลกร้ายกว่า และมีความเป็นอินดี้มากกว่า คุณจะรักเรื่องนี้ งานภาพที่มีสไตล์และการแสดงระดับเทพของ Rhys Ifans คือเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่คุณควรหามาดู

นี่ไม่ใช่หนังแอ็คชั่น แต่เป็นหนัง “Coming of Age” ของชายวัยกลางคนที่ไม่อยากโต เป็นหนังที่ดูจบแล้วคุณอาจจะไม่ได้อยากไปค้ายา แต่คุณจะอยากนั่งคุยกับใครสักคนที่มีเรื่องเล่าบ้าๆ แบบนี้ และนั่นคือพลังของ Mr Nice ภาพยนตร์ที่เปลี่ยนอาชญากรให้กลายเป็นตำนานเดินดินที่จับต้องได้ที่สุดเรื่องหนึ่ง

และนี่คือ บทสรุปและตอนจบแบบละเอียด (Ending Spoiler) ของภาพยนตร์เรื่อง “Mr Nice” (มิสเตอร์โคตรคนทรหด) โดยจะไล่เรียงเหตุการณ์ในช่วงสุดท้ายของหนัง ไปจนถึงบทสรุปชีวิตของฮาเวิร์ด มาร์กส์ และความหมายที่หนังต้องการสื่อครับ

บทสรุปช่วงท้ายเรื่อง จุดจบและการเริ่มต้นใหม่

1. กรงขังที่มองไม่เห็นและการจับกุม (The Downfall)

หลังจากผ่านชีวิตที่รุ่งโรจน์และโลดโผนในการขนกัญชาข้ามโลก ฮาเวิร์ด มาร์กส์ (Rhys Ifans) เริ่มเหนื่อยล้าและต้องการจะวางมือ แต่ “อดีต” ของเขาไม่ยอมปล่อยเขาไป ทางฝั่งสำนักงานปราบปรามยาเสพติดสหรัฐฯ (DEA) นำโดย เครก โลวาโต ได้เกาะติดรอยเท้าเขาอย่างใกล้ชิด โดยอาศัยการดักฟังโทรศัพท์และการหักหลังกันเองในวงการ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อฮาเวิร์ดพยายามทำการขนส่งครั้งสุดท้ายหรือพยายามฟอกเงินเพื่อเกษียณตัวเอง แต่เครือข่ายของเขาถูกเจาะ ในที่สุด ตำรวจบุกเข้าจับกุมเขาที่บ้านพักในมายอร์กา (Mallorca) ประเทศสเปน ต่อหน้าต่อตาลูกๆ และจูดี้ (Chloë Sevigny) ภรรยาของเขา ความเจ็บปวดที่สุดไม่ใช่การถูกจับ แต่คือการที่จูดี้เองก็ถูกจับกุมไปด้วยในข้อหาสมรู้ร่วมคิด ทั้งคู่ถูกพรากจากลูกๆ และถูกส่งตัวเข้าคุกสเปนเพื่อรอการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

2. การเดิมพันด้วยอิสรภาพและการเสียสละ (The Plea Bargain)

ฮาเวิร์ดถูกส่งตัวข้ามแดนไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อพิจารณาคดี เขาต้องเผชิญกับโทษจำคุกตลอดชีวิตหากต่อสู้คดีแล้วแพ้ แต่สิ่งที่บีบคั้นหัวใจเขาที่สุดคือชะตากรรมของจูดี้ อัยการยื่นข้อเสนอที่โหดร้าย หากฮาเวิร์ดยอมรับสารภาพผิดแต่เพียงผู้เดียว จูดี้จะได้รับการปล่อยตัวและได้กลับไปหาลูกๆ

ฮาเวิร์ดตัดสินใจใช้ “วาทศิลป์” ครั้งสุดท้าย ไม่ใช่เพื่อหนีเอาตัวรอด แต่เพื่อปกป้องครอบครัว เขายอมรับสารภาพ (Plea Guilty) ในข้อหาการขนย้ายกัญชาจำนวนมหาศาล เขาถูกตัดสินจำคุก 25 ปี แลกกับการที่จูดี้ได้รับอิสรภาพทันที ฉากนี้แสดงให้เห็นความเป็น “Mr. Nice” หรือสุภาพบุรุษในตัวเขาอย่างชัดเจนที่สุด

3. ชีวิตในเรือนจำเทอร์เรโฮต (Terre Haute)

ฮาเวิร์ดถูกส่งไปขังที่เรือนจำกลางที่มีความมั่นคงสูงในรัฐอินเดียนา (Terre Haute) แต่แทนที่หนังจะฉายภาพความโหดร้ายของคุกแบบหนังเรื่องอื่น ฮาเวิร์ดกลับใช้สติปัญญาและการศึกษาจากอ็อกซ์ฟอร์ดในการเอาตัวรอดและสร้างบารมีข้างใน

เขาใช้เวลาในคุกสอนหนังสือให้นักโทษคนอื่น สอนกฎหมาย ช่วยเพื่อนนักโทษเขียนจดหมายอุทธรณ์ และเป็นที่รักของทุกคนในนั้น (สมฉายา Mr. Nice) ด้วยความประพฤติที่ดีเยี่ยม เขาได้รับการลดหย่อนโทษและได้รับการปล่อยตัวหลังจากติดคุกจริงเพียง 7 ปี

4. ฉากจบ การกลายสภาพเป็นไอคอน (The Transformation)

หนังตัดภาพมาสู่ช่วงเวลาหลังจากที่เขาได้รับอิสรภาพ ฮาเวิร์ด มาร์กส์ กลับมายังอังกฤษ ไม่ใช่ในฐานะอาชญากรที่สังคมรังเกียจ แต่ในฐานะ “ตำนาน” (Cult Hero) เขาเขียนหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ Mr. Nice ซึ่งกลายเป็นหนังสือขายดีถล่มทลาย

ฉากสุดท้ายของหนังคือภาพของฮาเวิร์ด มาร์กส์ (ในร่างของ Rhys Ifans) ยืนอยู่บนเวทีท่ามกลางแสงไฟสปอตไลท์ เขาไม่ได้ยืนศาล แต่ยืนอยู่บนเวทีการแสดงเดี่ยวไมโครโฟน (Spoken Word Tour) ต่อหน้าผู้ชมวัยรุ่นและแฟนคลับนับพันที่เชียร์เขา

เขาเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาอย่างสนุกสนาน จุดบุหรี่สูบ (ซึ่งสื่อถึงกัญชาที่เป็นสัญลักษณ์ของเขา) และยิ้มให้กับผู้ชม กล้องค่อยๆ ถอยออกมาพร้อมกับเสียงปรบมือเกรียวกราว หนังจบลงด้วยการยืนยันว่า แม้เขาจะสูญเสียเงินทองและเวลาในชีวิตไป แต่เขาได้ “เรื่องราว” กลับมา และเรื่องราวนั้นทำให้เขากลายเป็นอมตะ

วิเคราะห์บทสรุป (Ending Analysis)

1. ชัยชนะของนักเล่าเรื่อง ตอนจบของหนังต้องการสื่อว่า อาชญากรรมของฮาเวิร์ดไม่ได้จบลงด้วยความตายหรือความสำนึกผิดแบบหนังศีลธรรมทั่วไป แต่จบลงด้วยการ “เปลี่ยนสถานะ” เขาเปลี่ยนจากพ่อค้ายามาเป็น “ผู้ให้ความบันเทิง” (Entertainer) สิ่งที่เขาขายในตอนจบไม่ใช่ยาเสพติดอีกต่อไป แต่คือ “ประสบการณ์และเรื่องเล่า” ของเขาเอง

2. ความย้อนแย้งของสังคม ฉากจบที่ผู้คนปรบมือให้เขา สะท้อนความย้อนแย้งของสังคมที่มักจะหลงใหลในตัวตนของ Anti-Hero หรือคนนอกคอก ฮาเวิร์ดกลายเป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพและการต่อต้านระบบ (Establishment) โดยที่ผู้ชมลืมไปว่าเขาเคยเป็นอาชญากรข้ามชาติ

3. ความเป็นอมตะของตัวตน ชื่อเรื่อง Mr. Nice ไม่ได้เป็นแค่ฉายา แต่มันคือแก่นแท้ที่ทำให้เขารอดมาได้ เขาไม่ได้รอดเพราะปืนหรือความโหด แต่รอดเพราะเขาเป็นคน “น่ารัก” (Nice) เป็นมิตร และฉลาด ตอนจบจึงเป็นการเฉลิมฉลองบุคลิกภาพของมนุษย์คนหนึ่งที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตที่เลวร้ายที่สุด (คุก) ให้กลายเป็นโอกาสใหม่ในชีวิตได้

สรุปสั้นๆ ฮาเวิร์ด มาร์กส์ แพ้ในเกมกฎหมาย (ติดคุก) แต่ชนะในเกมชีวิต (ครอบครัวปลอดภัย, มีชื่อเสียง, และกลายเป็นตำนาน) หนังจบลงด้วยความรู้สึกบวกและยกย่องในจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้ของเขา movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *