นี่คือรีวิว “มหาศึกคนชนเทพ (Record of Ragnarok) ซีซั่น 1” ในรูปแบบบทวิเคราะห์เชิงลึก สไตล์เล่าเรื่องแบบพูดคุย (Spoken Style) ที่เน้นความรู้สึก การตีความ และการวิจารณ์องค์ประกอบศิลป์ โดยหลีกเลี่ยงการเล่าเรื่องย่อแบบทื่อๆ ตามที่คุณต้องการครับ
รีวิวเจาะลึก มหาศึกคนชนเทพ (Record of Ragnarok) ซีซั่น 1 – ความเดือดดาลที่มาพร้อมกับคำถามเรื่อง “งานภาพ”

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เราจะมาคุยกันแบบเปิดอก ถึงอนิเมะที่สร้างกระแสฮือฮาและข้อถกเถียงกันหนักมากที่สุดเรื่องหนึ่งในช่วงที่มันฉาย นั่นคือ “Record of Ragnarok” หรือ “มหาศึกคนชนเทพ” ซีซั่นที่ 1
ต้องเกริ่นก่อนว่า ผมเชื่อว่าหลายคนที่กดเข้ามาดูเรื่องนี้ ส่วนใหญ่มีความคาดหวังระดับเพดานบินสูงลิ่ว เพราะตัวมังงะต้นฉบับคือที่สุดของความ “บ้าพลัง” ลายเส้นที่คมกริบ รายละเอียดที่ยุบยับ และสเกลพลังที่โม้เหม็นได้ใจมาก พอมาเป็นอนิเมะ คำถามสำคัญที่เราจะมาคุยกันวันนี้ไม่ใช่แค่ “ใครชนะ” แต่คือ “อนิเมะถ่ายทอดจิตวิญญาณของมนุษย์ที่ท้าทายพระเจ้าออกมาได้ถึงกึ๋นหรือเปล่า?”
เราจะมาแกะดูทีละส่วน ทั้งเนื้อเรื่องที่ซ่อนอยู่ใต้หมัด การแสดงของนักพากย์ที่แบกเรื่องหลังแอ่น และแน่นอน… งานภาพที่เราต้องคุยกันยาวๆ

1. แก่นเรื่องและการเล่าเรื่อง มากกว่าแค่การต่อสู้ แต่มันคือ “ประวัติศาสตร์และความทรงจำ”
ถ้าใครคิดว่าเรื่องนี้เป็นแค่อนิเมะต่อสู้ประลองยุทธ์ธรรมดาๆ แบบ Tournament Arc ทั่วไป ผมอยากให้ลองมองลึกลงไปอีกนิดครับ
สิ่งที่ “มหาศึกคนชนเทพ” ซีซั่น 1 ทำได้น่าสนใจมาก (และอาจจะเป็นจุดที่ทำให้บางคนรำคาญเช่นกัน) คือ “จังหวะการเล่าเรื่อง” ครับ ตัวซีรีส์ไม่ได้โฟกัสแค่ปัจจุบันขณะที่หมัดกระทบหน้า แต่มันให้ความสำคัญกับ “Flashback” หรือการย้อนอดีตแบบมหาศาล
ทำไมผมถึงมองว่านี่คือจุดเด่น? เพราะการจะทำให้คนดูเชื่อว่า “มนุษย์ธรรมดา” จะเอาอะไรไปงัดข้อกับ “เทพเจ้า” มันต้องมีการปูพื้นฐานที่แข็งแรงมากครับ ในซีซั่น 1 เราได้เห็นคู่หลักๆ คือ ลิโป้ vs ธอร์, อดัม vs ซูส, และ ซาซากิ โคจิโร่ vs โพไซดอน
การเล่าเรื่องเลือกที่จะขุดคุ้ย “ปม” ของตัวละครมนุษย์ออกมาตีแผ่
- ลิโป้ ไม่ใช่แค่ขุนศึกบ้าเลือด แต่คือชายผู้แสวงหาความเท่าเทียมผ่านการต่อสู้ ความเหงาของคนที่เก่งที่สุด
- อดัม (ซึ่งผมยกให้เป็น MVP ของซีซั่นนี้) การเล่าเรื่องของอดัมมัน Simple แต่ Impact รุนแรงมาก ประเด็นที่ว่า “พ่อปกป้องลูก จำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ?” มันคือการตบหน้าเทพเจ้าด้วยความรัก ไม่ใช่ความแค้น นี่คือการเขียนบทที่ฉลาดมากครับ มันยกระดับการต่อสู้จากการเอาชนะคะแนน เป็นการเอาชนะทาง “ปรัชญา”
- ซาซากิ โคจิโร่ การนำเสนอคอนเซปต์ของ “ผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” การเล่าเรื่องตรงนี้ทำได้ดีในแง่ของแรงบันดาลใจ มันบอกเราว่า ชัยชนะไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ แต่เกิดจากการขัดเกลาที่ไม่สิ้นสุด
แต่… ดาบสองคมของการเล่าเรื่องแบบนี้ ต้องยอมรับตามตรงว่า การตัดสลับไปมาบ่อยๆ ระหว่างการต่อสู้ที่กำลังพีคๆ ตัดฉับไปเล่าอดีต ตัดฉับไปที่กองเชียร์ (ที่พูดเยอะมาก) ตัดฉับไปที่เทพองค์อื่นนั่งวิเคราะห์ มันทำให้ “โมเมนตัม” ของการต่อสู้เสียครับ เหมือนเรากำลังจะวิ่งเข้าเส้นชัยแล้วโดนดึงเสื้อไว้ตลอดเวลา
ในเวอร์ชันอนิเมะ การเล่าเรื่องแบบนี้ถ้ายืดเยื้อเกินไป มันจะกลายเป็นความน่าเบื่อ ซึ่งซีซั่น 1 ประสบปัญหานี้พอสมควร โดยเฉพาะคู่แรกๆ ที่เรารู้สึกว่า “เฮ้ย ต่อยกันสักทีเถอะ อธิบายอยู่นั่นแหละ!” มันทำให้ความต่อเนื่องของอารมณ์สะดุด เหมือนเราดูสารคดีประวัติศาสตร์ที่มีฉากต่อสู้คั่น มากกว่าดูอนิเมะต่อสู้ที่มีเนื้อเรื่องครับ
2. งานภาพและวิชวล ความสวยงามที่ถูกสาปให้หยุดนิ่ง (The Slide Show Controversy)
มาถึงประเด็นที่ “เผ็ดร้อน” ที่สุด และเป็นสิ่งที่ทำให้แฟนๆ เสียงแตกมากที่สุด นั่นคือ Visual Production
ถ้าผมจะพูดให้ดูดีที่สุด ผมจะบอกว่า “งานภาพมีความเคารพลายเส้นต้นฉบับสูงมาก” แต่ถ้าพูดภาษาบ้านๆ แบบเราคุยกันคือ “มันเป็นภาพนิ่งที่สวยครับ แต่มันขยับน้อยมาก”
จุดที่น่าชื่นชม Character Design หรือการออกแบบตัวละคร ทำออกมาได้เนี๊ยบกริบ เส้นคม รายละเอียดเสื้อผ้า กล้ามเนื้อ รอยสัก คือถอดแบบมาจากมังงะแบบเป๊ะๆ การลงสี การใช้แสงเงาในฉากเปิดตัว หรือภาพ Close-up ใบหน้าตัวละครเวลาทำหน้าโรคจิต หรือหน้าเหวอ ทำได้ถึงอารมณ์มาก ดูแล้วรู้เลยว่าทีมงานตั้งใจวาดภาพ Key Visual ให้ออกมาสวย
จุดที่น่าเสียดาย (มากๆ) คำว่า “อนิเมะ” (Animation) รากศัพท์มันคือการทำให้ภาพเคลื่อนไหว แต่ใน Record of Ragnarok ซีซั่น 1 เรามักจะเห็นเทคนิคที่เรียกว่า “Panning Still Images” หรือการแพนกล้องผ่านภาพนิ่ง ใส่เอฟเฟกต์เส้นสปีด (Speed lines) เยอะๆ แล้วเขย่าจอเอา
- ฉากที่ควรจะรัวหมัดกันตุ้บตั้บ เรากลับเห็นเป็นภาพนิ่งซ้อนกันแล้วเฟดไปมา
- ฉากปล่อยท่าไม้ตายใหญ่ๆ บางทีใช้การตัดแสงขาว หรือถมดำ เพื่อลดรายละเอียดการขยับ
- และตำนานที่ลืมไม่ลงคือ ฉากบนอัฒจันทร์ที่คนดูด้านหลังกลายเป็นโมเดล CGI แข็งๆ หรือบางทีก็เป็นภาพวาดหยาบๆ ไปเลย
สำหรับคนที่เสพ “Sakuga” (ฉากอนิเมะที่ขยับลื่นไหลขั้นเทพ) อย่างดาบพิฆาตอสูร หรือ Jujutsu Kaisen มาดูเรื่องนี้อาจจะรู้สึกเหมือนโดนหักหลังครับ มันขาดความลื่นไหล ขาดน้ำหนักของการปะทะ เราไม่รู้สึกถึงแรงเหวี่ยงของค้อนธอร์ หรือความเร็วเหนือแสงของหมัดซูสเท่าที่ควรจะเป็น มันเหมือนเราดู “Motion Comic” (หนังสือการ์ตูนใส่เสียงและขยับนิดหน่อย) มากกว่าดูอนิเมะเต็มรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม… ถ้าคุณมองข้ามเรื่องเฟรมเรตไปได้ และมองในแง่ของ “องค์ประกอบศิลป์” (Art Direction) สีสันที่ใช้ การจัดองค์ประกอบภาพในฉากสำคัญๆ เช่น ฉากอดัมชี้หน้าซูส หรือฉากซาซากิฟันดาบ มันยังคงมีความ “ขลัง” และความ “เท่” ในแบบของมันอยู่ครับ เพียงแต่มันเท่แบบภาพโปสเตอร์ ไม่ใช่เท่แบบภาพยนตร์แอ็คชั่น
3. การแสดง (Voice Acting) และดนตรีประกอบ ฮีโร่ผู้กอบกู้สถานการณ์
ถ้างานภาพคือจุดอ่อน งานเสียงคือกองกำลังเสริมที่แข็งแกร่งที่สุด ที่ทำให้ซีซั่น 1 นี้ยังดูสนุกและน่าติดตามจนจบครับ นี่คือส่วนที่ผมอยากอวยยศให้มากที่สุด
Seiyuu (นักพากย์) คือเดอะแบกของจริง ต้องขอคารวะทีมนักพากย์ญี่ปุ่นชุดนี้เลยครับ พวกเขาใส่จิตวิญญาณลงไปจนเราลืมไปเลยว่าภาพมันไม่ค่อยขยับ
- บรุนฮิลด์ (พากย์โดย Miyuki Sawashiro) คนนี้คือที่สุด! เจ๊แกต้องแบกอารมณ์ของเรื่องทั้งหมด ทั้งความแค้น ความเย่อหยิ่ง ความหวาดกลัว และความบ้าคลั่ง ซาวาชิโระซังทำเสียงกดต่ำได้น่าขนลุก และบทจะหวีดร้องก็ทำเอาแสบแก้วหู พลังเสียงของเธอช่วยขับเน้นความ “โรคจิต” และความ “เดิมพันสูง” ของเรื่องนี้ได้ดีมาก
- ไฮมดัล (โฆษกสนาม) ดูเหมือนตัวประกอบ แต่เสียงพากย์ที่ไฮป์คนดู ปลุกระดม ตะโกนชื่อท่าไม้ตาย มันช่วยบิ้วท์อารมณ์คนดูหน้าจออย่างเราให้รู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในสนามโคลอสเซียมจริงๆ ถ้าไม่มีเสียงพากย์ที่ Energy ล้นเหลือขนาดนี้ ฉากต่อสู้จะจืดสนิทแน่นอน
- อดัม น้ำเสียงที่นิ่ง เรียบ แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นและความเด็ดขาด มันทำให้ประโยคทองของเขาฟังแล้วน้ำตาซึมได้จริงๆ
Sound Design & OST ดนตรีประกอบ (Score) ของเรื่องนี้ประพันธ์โดย Yasuharu Takanashi (ที่เคยทำ Naruto และ Fairy Tail) ซึ่งบอกเลยว่า “เข้าทาง” พี่แกมาก ดนตรีแนว Heavy Metal ผสมกับ Orchestra ที่มีความอลังการแบบศาสนา มันเข้ากับธีม “เทพเจ้า vs มนุษย์” แบบไร้รอยต่อ
- จังหวะที่ดนตรีร็อคสาดเข้ามาตอนเปิดตัวลิโป้ มันให้ความรู้สึกดิบเถื่อน
- เสียงเปียโนหรือดนตรีเศร้าๆ ตอนเล่าปมดราม่า ก็ทำได้ละมุน
- เสียงเอฟเฟกต์ (SFX) ของการปะทะ แม้ภาพจะไม่ส่ง แต่เสียง “ตูม!” “เปรี้ยง!” มันหนักแน่นพอที่จะหลอกสมองเราว่าการโจมตีนั้นรุนแรงได้ระดับหนึ่ง
4. บทวิเคราะห์ตัวละคร การปะทะกันของ “อัตตา” และ “เจตจำนง”
สิ่งที่ทำให้ผมนั่งดูจนจบซีซั่น 1 ไม่ใช่เพราะอยากรู้ว่าใครชนะ (เพราะรู้อยู่แล้วจากมังงะ) แต่เพราะการตีความตัวละครในเวอร์ชันอนิเมะมันชัดเจนดีครับ

คู่ที่ 1 ความเบื่อหน่ายของจุดสูงสุด (ธอร์ vs ลิโป้) คู่นี้ธีมคือ “ความแข็งแกร่งที่โดดเดี่ยว” ทั้งคู่เหมือนกระจกสะท้อนกันและกัน อนิเมะถ่ายทอดสายตาที่ว่างเปล่าของทั้งคู่ได้ดี ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นแววตาแห่งความปิติเมื่อได้เจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ มันไม่ใช่แค่การฆ่ากัน แต่มันคือการ “เติมเต็ม” กันและกัน เป็น Love Story ในรูปแบบลูกผู้ชายสายบ้าเลือด

คู่ที่ 2 หน้าที่ของบิดา vs ความเห็นแก่ตัวของผู้นำ (อดัม vs ซูส) นี่คือจุดพีคของซีซั่น อดัมไม่ได้สู้เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเก่ง แต่สู้เพื่อปกป้อง ในขณะที่ซูสสู้เพื่อสนองตัณหาความอยากรู้อยากเห็นและศักดิ์ศรี ความต่างของเจตจำนงนี้ถูกขยายความผ่านบทพูดและการแสดงออกทางสีหน้าได้ดีมาก ฉากจบของคู่นี้ในอนิเมะ แม้ภาพจะนิ่ง แต่การกำกับจังหวะความเงียบ (Silence) ทำได้สะเทือนใจและทรงพลังมากครับ

คู่ที่ 3 พรสวรรค์ vs พรแสวง (โพไซดอน vs ซาซากิ) คู่นี้คือบทเรียน Life Coach ที่ดีที่สุด โพไซดอนถูกนำเสนอให้เป็นเทพที่สมบูรณ์แบบจนน่าหมั่นไส้ (หน้านิ่งตลอดเวลา ไม่มองหน้าคู่ต่อสู้ด้วยซ้ำ) ส่วนซาซากิคือตาลุงขี้แพ้ที่แพ้มาตลอดชีวิต การต่อสู้ของคู่นี้ในอนิเมะมีการใช้ Visual Effect แทนภาพในหัวของซาซากิ (การจำลองการต่อสู้ล่วงหน้า) ซึ่งทำได้น่าสนใจ มันทำให้เราเห็นกระบวนการคิดมากกว่าแค่การฟันดาบ
บทสรุป คุ้มค่าแก่การดูไหม?
ถ้าให้สรุปเป็นคำพูดสั้นๆ สำหรับ Record of Ragnarok Season 1 คือ “เนื้อหาและเสียงระดับเทพ แต่ภาพอยู่ระดับมนุษย์เดินดิน”
คุณควรดู ถ้า…
- คุณชอบเสพเนื้อเรื่องที่เข้มข้น ปรัชญาการต่อสู้ และดราม่าของตัวละคร
- คุณชอบงานพากย์ญี่ปุ่นระดับ Masterpiece ที่ใส่อารมณ์กันเต็มแม็กซ์
- คุณต้องการความมันส์แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก อยากเห็นคนตบเทพด้วยสกิลแปลกๆ
- คุณเป็นแฟนเดนตายของมังงะ และอยากเห็นตัวละครมีสีและมีเสียง (โดยทำใจเรื่องภาพขยับน้อยมาแล้ว)
คุณอาจจะต้องข้าม ถ้า…
- คุณเป็นสาย Sakuga ที่คาดหวังงานภาพระดับ Ufotable หรือ Mappa
- คุณไม่ชอบการเล่าเรื่องที่มี Flashback แทรกตลอดเวลา
- คุณหงุดหงิดกับภาพนิ่งและการแพนกล้อง
โดยรวมแล้ว ซีซั่น 1 ทำหน้าที่ “เปิดจักรวาล” ได้ดีในแง่ของเนื้อหา มันทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวแทนมนุษย์ และเกลียดความหยิ่งผยองของเทพเจ้าได้สำเร็จ แม้ว่างานภาพจะดู “ประหยัด” ไปหน่อย จนกลายเป็นมีม PowerPoint แห่งชาติ แต่พลังของบทเพลง การแสดง และแก่นเรื่องที่แข็งแรง ก็เพียงพอที่จะลากถูเราให้ดูจนจบและเผลอๆ อาจจะทำให้คุณน้ำตาซึมในคู่ของป๋าอดัมได้ไม่รู้ตัว
สำหรับผม ให้คะแนนที่ความ “ถึงใจ” ของอารมณ์ มากกว่าความเนียนของตาครับ ถือเป็นประสบการณ์ดูอนิเมะที่แปลกประหลาดแต่ก็น่าจดจำในแบบของมันเองครับ

นี่คือ บทสรุปท้ายเรื่องแบบละเอียด (Ending Summary) ของ มหาศึกคนชนเทพ (Record of Ragnarok) ซีซั่น 1 ครับ เขียนในสไตล์เล่าเรื่องเพื่อรวบยอดเหตุการณ์สำคัญในช่วงโค้งสุดท้ายของซีซั่น และปูทางไปสู่ซีซั่นต่อไปครับ
บทสรุปท้ายเรื่อง มหาศึกคนชนเทพ record of ragnarok ซีซั่น 1 – ชัยชนะแรกที่สั่นสะเทือนสวรรค์
สถานการณ์ก่อนบทสรุป หลังจากผ่านไป 2 รอบแรก สถานการณ์ของฝั่งมนุษยชาติเรียกได้ว่าเข้าขั้น “วิกฤต” ขีดสุด เมื่อเทพเจ้าแห่งสายฟ้า ธอร์ เอาชนะลิโป้ และเทพสูงสุด ซูส เอาชนะอดัมไปได้แบบเฉียดฉิว ทำให้คะแนนรวมอยู่ที่ เทพเจ้า 2 0 มนุษย์ ความหวังที่จะรอดพ้นจากการสูญพันธุ์ริบหรี่จนแทบมองไม่เห็น และความกดดันทั้งหมดตกมาอยู่ที่คู่ที่ 3
จุดตัดสินของซีซั่น 1 มหาสมุทร vs ผู้แพ้ คู่ต่อสู้ในรอบที่ 3 คือ โพไซดอน (เทพเจ้าแห่งสมุทร) ผู้ที่สมบูรณ์แบบและหยิ่งผยองที่สุดในหมู่เทพ ปะทะกับ ซาซากิ โคจิโร่ นักดาบชาวญี่ปุ่นผู้ได้รับฉายาว่า “ผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” (เพราะตอนมีชีวิตเขาไม่เคยชนะใครเลย แต่เขาเรียนรู้จากความพ่ายแพ้เสมอ)
การต่อสู้ดำเนินไปโดยที่โพไซดอนเป็นฝ่ายรุกไล่อย่างหนักด้วยความเร็วและพลังที่เหนือกว่า ส่วนซาซากิทำได้เพียงแค่ป้องกันและหลบหลีกโดยใช้ทักษะ “มโนสัมผัสหมื่นวิถี” (จำลองการต่อสู้ในหัวล่วงหน้า) ซึ่งในหัวของซาซากิ เขาถูกโพไซดอนฆ่าตายนับหมื่นครั้งไม่ว่าจะขยับไปทางไหน
จุดเปลี่ยนแห่งประวัติศาสตร์ ในวินาทีที่ดาบของซาซากิหักสะบั้น (เหมือนกับลิโป้ในรอบแรก) และทุกคนคิดว่าจบเห่แล้ว แต่ด้วยเจตจำนงของเหล่านักดาบในอดีตและแรงใจจากวัลคิรี ฮริสต์ (ที่มีสองบุคลิก ทำให้ดาบแยกออกเป็นสองเล่ม) ซาซากิได้วิวัฒนาการตัวเองก้าวข้ามขีดจำกัด
เขาผสานวิชาดาบของคู่ต่อสู้ทุกคนที่เขาเคยแพ้ในอดีต เข้ากับเพลงดาบของตนเอง กลายเป็น “นิเท็น กันริว” และเริ่มอ่านการเคลื่อนไหวของโพไซดอนได้ขาด ในที่สุด ดาบของซาซากิก็ฟันแขนทั้งสองข้างของโพไซดอนขาด และฟันร่างของเทพสมุทรจนแหลกเป็นรูปกากบาท (X) ดับลมหายใจเทพเจ้าผู้สมบูรณ์แบบลงได้สำเร็จ
ผลลัพธ์หลังการต่อสู้
- ผู้ชนะ ซาซากิ โคจิโร่ (ฝั่งมนุษย์)
- คะแนนปัจจุบัน เทพเจ้า 2 1 มนุษย์
ชัยชนะครั้งนี้มีความหมายมากกว่าแค่ 1 คะแนน เพราะมันคือ “ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์สังหารเทพเจ้าได้” ความเงียบงันเข้าปกคลุมฝั่งอัฒจันทร์ของเทพเจ้า ความเชื่อที่ว่า “เทพเจ้าเป็นอมตะและไม่มีวันแพ้” ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่ฝั่งมนุษย์ส่งเสียงเฮลั่นด้วยความปิติและน้ำตา
บทส่งท้าย (Cliffhanger) ซีซั่น 1 จบลงด้วยบรรยากาศที่เปลี่ยนไป ฝั่งเทพเจ้าเริ่มตระหนักแล้วว่ามนุษย์ไม่ใช่หมูในอวย และเริ่มมีความโกรธแค้นจริงจัง ซูสยอมรับว่าต้องเอาจริงในการคัดเลือกตัวแทน
ในฉากสุดท้าย บรุนฮิลด์ (วัลคิรีพี่คนโต) กำลังเตรียมการสำหรับรอบที่ 4 โดยเธอกล่าวว่า ในเมื่อเทพเจ้าโกรธแค้นและต้องการล้างแค้น เราจึงต้องส่งสิ่งที่ “ชั่วร้าย” ยิ่งกว่าไปรับมือ เพื่อสู้กับเทพผู้รักความยุติธรรมที่สุด
ภาพตัดไปที่การเปิดตัวตัวแทนฝ่ายมนุษย์คนต่อไป ชายผู้จิบชาท่ามกลางเงามืดในลอนดอน… ฆาตกรต่อเนื่องที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ “แจ็ค เดอะ ริปเปอร์” (Jack the Ripper) ซึ่งจะขึ้นสังเวียนต่อสู้กับวีรบุรุษแห่งสวรรค์ “เฮอร์คิวลีส” (Hercules) ในซีซั่นต่อไป…
สรุปสั้นๆ ซีซั่น 1 จบลงที่มนุษย์ตีไข่แตกได้สำเร็จ ไล่ตามมาเป็น 2-1 สร้างความหวังใหม่ และทิ้งท้ายด้วยการปูบทไปสู่คู่ต่อสู้ที่ดุเดือดและขัดแย้งทางศีลธรรมที่สุดในคู่ต่อไปครับ movieseries