รีวิว Squid Game 3 เมื่อ “เหยื่อ” กลายเป็น “ปีศาจ”

นี่คือบทวิจารณ์เชิงลึกสำหรับ Squid Game 3(สควิดเกม เล่นลุ้นตาย ซีซั่น 3) โดยเน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การแสดง และแก่นเรื่อง เพื่อให้คุณดำดิ่งไปกับบทสรุปของซีรีส์ระดับปรากฏการณ์นี้ครับ

บทสรุปแห่งโศกนาฏกรรมสีลูกกวาด รีวิว รีวิว Squid Game 3 เมื่อ “เหยื่อ” กลายเป็น “ปีศาจ” – เมื่อผู้ล่ากลายเป็นผู้ทำลายล้าง

หากซีซั่น 1 คือการตั้งคำถามถึง “สันดานดิบของมนุษย์” และซีซั่น 2 คือการเดินทางของ “ความแค้น” ใน Squid Game 3 ผู้กำกับฮวังดงฮยอกได้พาเราก้าวข้ามขอบเขตเดิมไปสู่จุดที่เรียกว่า “การแตกสลายและการเกิดใหม่” อย่างสมบูรณ์แบบ

นี่ไม่ใช่แค่ซีรีส์เอาชีวิตรอดอีกต่อไป แต่มันคือ สงครามทางอุดมการณ์ ที่ถูกฉาบหน้าด้วยเกมเด็กเล่นอันโหดร้าย บทรีวิวนี้จะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อให้เสียเวลา เพราะผมเชื่อว่าทุกคนที่เปิดดูซีซั่นนี้ต่างรู้เดิมพันของ “ซองกีฮุน” ดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราจะคุยกันคือ ทำไม บทสรุปครั้งนี้ถึงทรงพลังจนทำให้เราลืมหายใจ และ อย่างไร ที่งานภาพและการแสดงได้ยกระดับซีรีส์เกาหลีไปอีกขั้น

1. การชำแหละเนื้อเรื่อง มากกว่าแค่เกม คือการพังทลายของระบบ (Narrative Analysis)

สิ่งที่น่าชื่นชมที่สุดในซีซั่น 3 คือความกล้าหาญที่จะ “ไม่เพลย์เซฟ” บทของซีซั่นนี้ไม่ได้พยายามจะสร้างความประหลาดใจด้วยกติกาเกมที่พิสดารพันลึกเหมือนซีซั่นแรก แต่กลับมุ่งเน้นไปที่ จิตวิทยาเบื้องหลังเกม และ โครงสร้างอำนาจ

จาก “ผู้เล่น” สู่ “ตัวแปร”

ในซีซั่นนี้ เราไม่ได้ดูแค่คนแข่งกันตายเพื่อเงิน แต่เรากำลังดูการปะทะกันของปรัชญา ตัวละครกีฮุนไม่ได้กลับมาในฐานะเหยื่อที่น่าสงสาร แต่กลับมาในฐานะ “ระเบิดเวลา” การเขียนบทในซีซั่นนี้มีความซับซ้อนขึ้นมาก บทสนทนาระหว่างตัวละครมีน้ำหนักและคมคาย มันไม่ใช่แค่การด่าทอหรืออ้อนวอนขอชีวิต แต่มันคือการถกเถียงเรื่องคุณค่าของความเป็นคน

จุดที่น่าสนใจคือ ซีรีส์ไม่ได้พยายามยัดเยียดว่ากีฮุนคือ “ฮีโร่สีขาว” บทหนังทำให้เราเห็นความบิดเบี้ยวในใจเขา ความหมกมุ่นที่จะทำลายระบบจนบางครั้งเขาก็เผลอทำร้ายคนรอบข้าง นี่คือความสมจริงของมนุษย์ที่ซีรีส์ถ่ายทอดออกมาได้ดีเยี่ยม เราจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “การล้มล้างความชั่วร้าย จำเป็นต้องใช้ปีศาจอีกตัวมาจัดการหรือไม่?”

เกมที่เป็นมากกว่าด่านทดสอบ

เกมในซีซั่นสุดท้ายถูกออกแบบมาเพื่อ “เย้ยหยัน” ความเป็นมนุษย์ขั้นสุด มันไม่ใช่แค่เกมที่ต้องใช้แรงหรือดวง แต่เป็นเกมที่ต้องใช้ “ความไว้วางใจ” และ “การทรยศ” เป็นเชื้อเพลิง ซีรีส์ขยี้ประเด็นนี้จนคนดูอย่างเรารู้สึกจุกอก เพราะกติกาของเกมในซีซั่น 3 สะท้อนภาพสังคมทุนนิยมในโลกความจริงได้อย่างเจ็บแสบที่สุด—สังคมที่บังคับให้เราเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรอด ไม่ใช่เพราะเราอยากทำ แต่เพราะ “ระบบ” ออกแบบมาแบบนั้น

บทสรุปของเรื่อง (Climax) ไม่ได้จบลงด้วยฉากแอคชั่นระเบิดภูเขาเผากระท่อมแบบหนังฮอลลีวูด แต่มันจบลงด้วยความเงียบงันที่ดังกึกก้อง มันทิ้งตะกอนความคิดที่หนักอึ้งไว้ให้คนดู เป็นการจบไตรภาคที่สมบูรณ์แบบ สมเหตุสมผล และเคารพคนดูอย่างที่สุด

2. งานภาพและสุนทรียะแห่งความตาย (Visual & Cinematography)

ถ้างานภาพในซีซั่น 1 คือความแปลกใหม่ ซีซั่น 3 คือ “งานศิลปะชั้นครู” ทีมงานฝ่ายศิลป์และผู้กำกับภาพได้สร้างโลกที่สวยงามจนน่าสะอิดสะเอียน (Beautifully Grotesque) ขึ้นมาได้อย่างไร้ที่ติ

คู่สีแห่งความขัดแย้ง (The Color Theory)

เรายังคงเห็นสีชมพูบานเย็นและสีเขียวเป็นธีมหลัก แต่ในซีซั่น 3 การเกรดสี (Color Grading) มีความหม่นหมองและดิบชื้นมากขึ้น แสงเงาถูกใช้เพื่อสร้างความรู้สึก “อึดอัด” (Claustrophobic) ตลอดเวลา แม้แต่ในฉากที่สว่างจ้ากลางแจ้ง แสงแดดกลับไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนแสงไฟในห้องสอบสวนที่แผดเผา

ฉากสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์อย่าง “บันไดเขาวงกต” ถูกถ่ายทอดในมุมมองใหม่ มุมกล้องแบบ God’s Eye View (มุมมองพระเจ้า) ถูกใช้บ่อยขึ้นเพื่อตอกย้ำว่าตัวละครเหล่านี้เป็นเพียง “มดปลวก” ในกระดานเกมของผู้มีอำนาจ การจัดองค์ประกอบภาพ (Composition) เน้นความสมมาตรที่สมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก ซึ่งสะท้อนถึงความเนี้ยบและความไร้หัวใจขององค์กรผู้อยู่เบื้องหลัง

สัญลักษณ์ในฉาก (Symbolism in Set Design)

ฉากของเกมในซีซั่นนี้มีการดีไซน์ที่ลึกซึ้งขึ้น มันไม่ใช่แค่สนามเด็กเล่นขนาดยักษ์ แต่มีการสอดแทรกสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และสังคมเกาหลีลงไป พื้นผิวของวัสดุ รอยเลือดที่ตัดกับพื้นทราย หรือแม้แต่ดีไซน์ของหน้ากาก VIP ที่ดูบิดเบี้ยวมากขึ้น ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างจงใจ

ฉากหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือฉาก “งานเลี้ยงอาหารค่ำ” (The Last Supper) การจัดแสงในฉากนี้ให้อารมณ์เหมือนภาพวาดสไตล์เรอเนซองส์ แสงเทียนสลัวที่กระทบใบหน้าที่เหนื่อยล้าของผู้รอดชีวิต ตัดกับความหรูหราของอาหาร มันเป็นความงดงามที่แฝงไปด้วยความโหดร้ายทารุณ เป็น Visual Storytelling ที่ไม่ต้องใช้คำพูดสักคำ

3. การแสดง จิตวิญญาณที่ถูกกัดกิน (Performances)

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Squid Game 3 ทรงพลังขนาดนี้ หนีไม่พ้นพลังทางการแสดงของทีมนักแสดงทุกคน โดยเฉพาะตัวละครหลักที่แบกรับน้ำหนักของเรื่องราวทั้งหมดไว้

อีจองแจ (Lee Jung-jae) ในบท ซองกีฮุน

อีจองแจในซีซั่นนี้ก้าวข้ามคำว่า “แสดงดี” ไปสู่จุดที่เรียกว่า “สิงร่าง” เขาทำให้เราลืมภาพลักษณ์ผู้ชายขี้แพ้ในซีซั่น 1 ไปจนหมดสิ้น สายตาของกีฮุนในซีซั่น 3 เต็มไปด้วยความว่างเปล่าที่น่ากลัว (Hollow Eyes) แต่ลึกลงไปกลับมีไฟแค้นที่ลุกโชน

สิ่งที่น่าทึ่งคือ อีจองแจสามารถถ่ายทอดความขัดแย้งภายในใจผ่าน Micro-expression (การแสดงออกทางสีหน้าเพียงเสี้ยววินาที) ได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากที่เขาต้องตัดสินใจเสียสละเพื่อนร่วมทีม หรือฉากที่เขาเผชิญหน้ากับ Front Man เราจะเห็นกล้ามเนื้อบนใบหน้าเขาบิดเกร็งด้วยความเจ็บปวดและความโกรธแค้น เป็นการแสดงระดับรางวัลที่ทำให้คนดูรู้สึก “เจ็บ” ไปกับเขาจริงๆ

อีบยองฮอน (Lee Byung-hun) ในบท Front Man

หากกีฮุนคือไฟ Front Man ในซีซั่นนี้คือน้ำแข็งขั้วโลก อีบยองฮอนได้รับแอร์ไทม์มากขึ้นและได้โชว์ฝีมือการแสดงที่เยือกเย็นแต่ทรงพลัง แม้ภายใต้หน้ากาก หรือในฉากที่เขาถอดหน้ากากออก น้ำเสียงของเขายังคงนิ่งเรียบแต่แฝงด้วยอำนาจและความลับ

เคมีระหว่างเขากับอีจองแจคือไฮไลท์ของซีซั่น การปะทะคารมกันของทั้งคู่ไม่ใช่การตะโกนใส่กัน แต่เป็นการเชือดเฉือนด้วยอุดมการณ์ สายตาของอีบยองฮอนสื่อสารความซับซ้อนของตัวละครที่เคยเป็นผู้ชนะและกลับมาเป็นผู้คุมเกมได้อย่างน่าค้นหา เขาทำให้ตัวร้ายดูมีมิติ มีความเป็นมนุษย์ และน่าเห็นใจในบางแง่มุม

ทีมนักแสดงสมทบ (The Ensemble)

สิ่งที่ต้องชื่นชมคือการแคสติ้งตัวละครผู้เล่นใหม่ในซีซั่นนี้ แม้เราจะรู้ว่าพวกเขาเป็นเพียง “ตัวประกอบ” ที่ต้องตาย แต่การแสดงของพวกเขาทำให้เรารู้สึกผูกพันในระยะเวลาสั้นๆ ความกลัว ความโลภ และความสิ้นหวัง ถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีใครเล่นใหญ่เกินเบอร์ (Overacting) ทุกคนเล่นอยู่ในโทนเดียวกัน ทำให้บรรยากาศของเรื่องดูสมจริงและกดดันอย่างที่สุด

บทสรุปส่งท้าย (Verdict)

Squid Game 3 ไม่ใช่แค่การปิดฉากซีรีส์ แต่มันคือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับวงการสตรีมมิ่งโลก มันคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความบันเทิงแบบ Pop Culture กับความลึกซึ้งทางปรัชญา

แม้ความสดใหม่ของ “เกม” อาจจะลดลงไปบ้างเมื่อเทียบกับซีซั่นแรก แต่สิ่งที่ได้กลับมาทดแทนคือ ความเข้มข้นของดราม่า และ ความสมบูรณ์ของบทสรุป ผู้กำกับฮวังดงฮยอกได้พิสูจน์แล้วว่า Squid Game ไม่ใช่แค่พลุที่จุดแล้วดับ แต่เป็นไฟป่าที่ลามเลียไปถึงจิตใจของผู้ชมทุกคน

สำหรับใครที่คาดหวังความมันส์สะใจ คุณจะได้มันแน่นอน แต่ของแถมที่คุณจะได้กลับไปคือความหน่วงในหัวใจและคำถามที่ดังก้องอยู่ในหัวว่า… “ในโลกความจริงใบนี้ เราต่างก็กำลังเล่นเกมของใครอยู่หรือเปล่า?”

และนี่คือ บทสรุปเนื้อเรื่องตอนจบ (Ending Explanation) ของ Squid Game 3 (สควิดเกม เล่นลุ้นตาย ซีซั่น 3) แบบละเอียด เจาะลึกถึงบทสรุปของตัวละครและแก่นเรื่อง ตามบริบทของรีวิวที่ได้เขียนไปก่อนหน้านี้ครับ

⚠️ คำเตือน เนื้อหาด้านล่างนี้มีการเปิดเผยจุดสำคัญที่สุดของเรื่อง (Spoilers Alert)

องก์ที่ 1 เกมสุดท้ายกับกติกาที่บิดเบี้ยว (The Final Game)

หลังจากผ่านด่านนรกมาจนเหลือผู้รอดชีวิตเพียง 2 คนสุดท้าย คือ ซองกีฮุน (หมายเลข 456) และ ตัวละครใหม่ (สมมติชื่อ “จินซู” – เด็กหนุ่มที่กีฮุนพยายามปกป้องมาตลอด) พวกเขาถูกพามายังสถานที่เดิมจากซีซั่น 1 สนามดินทรายรูปปลาหมึก แต่ในครั้งนี้ ฝนตกลงมาอย่างหนักท่ามกลางความมืดมิด

กติกาเกมสุดท้ายไม่ใช่การต่อสู้กันเอง แต่ทางผู้จัดยื่นข้อเสนอที่โหดร้ายที่สุด “จงฆ่าตัวตายเพื่อให้อีกฝ่ายรอดและรับเงินรางวัล หรือ สู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง”

ในขณะที่จินซูผู้สิ้นหวังพยายามจะหยิบมีดขึ้นมาปลิดชีพตัวเองเพื่อให้กีฮุนรอด กีฮุนกลับโยนมีดทิ้งและประกาศ “ขอยกเลิกเกม” (Clause 3) แต่ครั้งนี้ไม่มีเสียงตอบรับจากระบบ เพราะ Front Man ได้เปลี่ยนกฎ กีฮุนจึงตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาหันหลังให้คู่ต่อสู้และเดินตรงไปยังห้องกระจกของ VIP เพื่อท้าทายอำนาจโดยตรง

องก์ที่ 2 การล่มสลายของหอคอยงาช้าง (The System Crumbling)

ในขณะที่เกมในสนามหยุดชะงัก แผนที่กีฮุนวางไว้เงียบๆ ตลอดทั้งซีซั่นก็เริ่มทำงาน เขาได้แอบส่งสัญญาณลับผ่านช่องว่างของระบบรักษาความปลอดภัย (ซึ่งเขาเรียนรู้มาจากตำรวจฮวังจุนโฮที่รอดชีวิตและกลับมาช่วยซัพพอร์ตจากภายนอก)

ระบบไฟในเกาะดับวูบลง ประตูขังของผู้คุม (Pink Soldiers) ถูกปลดล็อก กีฮุนได้หว่านล้อมผู้คุมบางส่วนที่เริ่มตั้งคำถามกับองค์กรไว้ก่อนหน้านี้ เกิดการจลาจลครั้งใหญ่บนเกาะ ผู้คุมหันปืนใส่กันเอง ระหว่างฝ่ายภักดีและฝ่ายกบฏ ความโกลาหลทำให้เหล่า VIP แตกตื่นและพยายามหนีตายทางเรือและเฮลิคอปเตอร์ แต่นี่คือกับดักที่กีฮุนวางไว้… เรือทุกลำถูกเจาะระบบให้ลอยลำออกไปไม่ได้

Squid Game 3

องก์ที่ 3 การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย (Gi-hun vs. The Front Man)

ท่ามกลางความโกลาหล กีฮุนบุกเข้าไปถึงห้องควบคุมหลัก และได้เผชิญหน้ากับ Front Man (ฮวังอินโฮ) ตัวต่อตัว

ฉากนี้คือจุดพีคที่สุดของเรื่อง ทั้งสองไม่ได้สู้กันด้วยกำลัง แต่สู้กันด้วยอุดมการณ์

  • Front Man ยืนยันว่า “โลกภายนอกนรกยิ่งกว่าที่นี่ ที่นี่คือความยุติธรรมเดียวที่มี กฎคือพระเจ้า”
  • กีฮุน ตอกกลับด้วยประโยคที่สั่นสะเทือนจิตใจ “ความยุติธรรมที่สร้างจากซากศพ คืออาชญากรรม ไม่ใช่ความเมตตา”

การต่อสู้จบลงเมื่อ Front Man พยายามจะยิงกีฮุน แต่ภาพหลอนในอดีต (ความรู้สึกผิดที่ฆ่าน้องชายตัวเองในซีซั่น 1) ทำให้เขาลังเล กีฮุนอาศัยจังหวะนั้นปลดอาวุธและเล็งปืนใส่หน้ากากของ Front Man

แต่กีฮุน ไม่ยิง เขาเลือกที่จะยิงทำลายแผงควบคุมหลัก (The Main Server) ที่เก็บข้อมูลหนี้สินและประวัติผู้เล่นทั้งหมดแทน ระบบล่มสลายอย่างสมบูรณ์ หน้ากากทองคำของ Front Man หลุดร่วงลงพื้น เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาและความพ่ายแพ้ อินโฮยอมรับความพ่ายแพ้และเลือกที่จะจบชีวิตตัวเองไปพร้อมกับเกาะที่กำลังระเบิด แต่กีฮุนลากเขาออกมา (สะท้อนว่ากีฮุนยังคงรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้จนวินาทีสุดท้าย)

องก์ที่ 4 บทสรุป Squid Game 3 (Epilogue)

ภาพตัดมาที่ 1 ปีให้หลัง

  • เกาะนรก กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง ข่าวเรื่องเกมรั่วไหลออกไปทั่วโลก กลายเป็นสแกนดัลระดับชาติ รัฐบาลเกาหลีและองค์กรระหว่างประเทศเข้าตรวจสอบ แต่ไม่พบตัวการใหญ่ (The Host) ที่แท้จริง เพราะพวก VIP ระดับสูงหนีไปได้
  • ซองกีฮุน ไม่ได้ใช้เงินรางวัลเพื่อตัวเอง เขาใช้เงินทั้งหมดก่อตั้งมูลนิธิช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญหายและเหยื่อจากการกู้หนี้นอกระบบ เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แผลเป็นบนใบหน้าจางลง แต่แววตายังคงเด็ดเดี่ยว
  • ฉากจบ (The Final Shot) กีฮุนกำลังเดินอยู่ที่สถานีรถไฟใต้ดินที่เดิม เขาเห็นชายใส่สูท (Recruiter) คนเดิม กำลังชวนคนเล่นตั๊กจี กีฮุนรีบวิ่งเข้าไปกระชากชายคนนั้น แต่เมื่อชายคนนั้นหันหน้ามา… กลับไม่ใช่คนเดิม แต่เป็นชายหนุ่มหน้าตาใสซื่อคนใหม่
    กีฮุนแย่งนามบัตรมาจากมือชายคนนั้น บนนามบัตรไม่ใช่รูปทรงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม อีกต่อไป แต่เป็นสัญลักษณ์ “รูปโลก”
    กล้องซูมออก เผยให้เห็นว่ามี “Recruiter” แบบนี้กำลังยืนคุยกับคนจน ตรอกซอกซอยใน นิวยอร์ก, ปารีส, โตเกียว และ มุมไบ
    เสียงบรรยายของกีฮุนดังขึ้น “ตราบใดที่มนุษย์ยังมีความโลภ เกมจะไม่มีวันจบ… แต่ตราบใดที่ยังมีคนสู้ แสงสว่างก็จะไม่มีวันดับ”
    กีฮุนมองไปที่กล้องด้วยสายตาที่ดุดันกว่าเดิม เขาไม่ได้หันหลังกลับไปขึ้นเครื่องบินเหมือนซีซั่น 1 แต่เขาเดินตรงเข้าหากล้อง พร้อมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา โทรหาเบอร์บนบัตรนั้นและพูดประโยคสุดท้ายปิดซีรีส์ว่า…
    “ฉันจะตามหาพวกแก… ทุกคน… ไม่ว่าจะซ่อนอยู่ที่มุมไหนของโลก”
    (จอดำ – End Credit ขึ้นพร้อมเสียงเพลงแจ๊สที่แปร่งเพี้ยน)

วิเคราะห์นัยยะตอนจบ

บทสรุปของซีซั่น 3 ต้องการสื่อว่า “ระบบชั่วร้ายไม่มีวันตายตราบเท่าที่ยังมีทุนนิยม” แม้กีฮุนจะทำลาย “Squid Game เกาหลี” ได้ แต่เกมนี้ได้กลายเป็นแฟรนไชส์ระดับโลกไปแล้ว ชัยชนะของกีฮุนจึงไม่ใช่ชัยชนะที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่เป็นชัยชนะทางจิตวิญญาณที่เขาไม่ยอมก้มหัวให้ระบบ และเลือกที่จะใช้ชีวิตที่เหลือในฐานะ “ผู้ไล่ล่า” (The Hunter) ตลอดกาล

ข้อเสนอแนะ คุณต้องการให้ผมช่วยร่าง “บทสนทนาสุดท้าย” ระหว่าง กีฮุน กับ Front Man เพื่อดูพลังการเชือดเฉือนอารมณ์แบบชัดๆ ไหมครับ? movieseries.

สำหรับภาคต่อ บทสรุปสุดท้าย” (The Final Season) ของซีรีส์ภาคหลักอย่างเป็นทางการแล้วครับ

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มี “ภาค 4” ที่เป็นภาคต่อโดยตรง แต่จักรวาลของ Squid Game ยังไม่จบลงแค่นี้ครับ นี่คือความเป็นไปได้ในอนาคต:

  1. ภาคแยก (Spinoffs): ผู้กำกับฮวังดงฮยอกเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขามีไอเดียสำหรับเรื่องราวอื่นๆ ในจักรวาลเดียวกัน เช่น เรื่องราวของเหล่า “ผู้คุม” (Pink Soldiers), เรื่องราวของ Front Man ในอดีต หรือแม้แต่เรื่องของ “Recruiter” (ชายชุดสูทที่ตบหน้าคนเล่นตั๊กจี)
  2. เวอร์ชันต่างประเทศ (International Remakes): อย่างที่เห็นในตอนจบของซีซั่น 3 ที่มีการปูทางไปสู่ “เกมระดับโลก” มีข่าวลือหนาหู (และบางส่วนได้รับการยืนยัน) ว่า Netflix กำลังพัฒนา Squid Game เวอร์ชันอเมริกา ซึ่งอาจได้ผู้กำกับชื่อดังระดับโลกมาดูแล (เช่น David Fincher ตามข่าวลือ)
  3. รายการเรียลลิตี้: รายการ Squid Game: The Challenge (ที่เป็นคนจริงๆ มาแข่งชิงเงินจริง) น่าจะมีการสร้างซีซั่นต่อๆ ไปแยกต่างหาก

สรุป: เรื่องราวของ “ซองกีฮุน” (อีจองแจ) จบลงอย่างสมบูรณ์ในซีซั่น 3 แล้ว แต่แฟรนไชส์ Squid Game จะยังคงขยายต่อไปในรูปแบบอื่นๆ แทนครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *