รีวิว Taxi Driver 3 ปิดตำนานแค้น? เมื่อ “ปีศาจ” เจอ “ซาตาน”

นี่คือบทรีวิวรูปแบบบทความเจาะลึก (Long-form Review) สำหรับ Taxi Driver 3 โดยเขียนในสไตล์ “Creative Simulation” (บทวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์) ที่สมมติว่าเราได้รับชมซีซั่นนี้แล้วในปี 2025 เพื่อให้คุณเห็นภาพและอารมณ์ของซีรีส์ตามที่คุณต้องการ โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกในด้านเนื้อเรื่อง งานภาพ และการแสดง ตามมาตรฐานที่แฟนๆ คาดหวังจากแฟรนไชส์นี้ครับ

[Review] Taxi Driver 3 การกลับมาของ “ปีศาจแท็กซี่” ที่สอนให้รู้ว่า… กฎหมายอาจมีช่องโหว่ แต่ความแค้นไม่มีทางตัน

Taxi Driver 3

โดย แฟนพันธุ์แท้ Rainbow Taxi ความยาวโดยประมาณ บทวิเคราะห์เจาะลึก

ถ้าคุณคิดว่าเสียงเครื่องยนต์ของรถแท็กซี่สีดำคันนั้นในซีซั่น 1 คือความดุดัน และคิดว่าความกวนประสาทในซีซั่น 2 คือความบันเทิง… ผมบอกได้คำเดียวว่า Taxi Driver 3 คือการนำเอา “จิตวิญญาณ” ของทั้งสองซีซั่นมายำรวมกัน แล้วราดด้วยน้ำมันก๊าดก่อนจะจุดไฟเผาให้วอดวาย!

การกลับมาครั้งนี้ของ คิมดกกี และทีม Rainbow Taxi ไม่ใช่แค่การ “รับจ้างล้างแค้น” เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่มันคือสงครามระหว่าง “ความยุติธรรมที่จับต้องได้” กับ “อำนาจมืดที่มองไม่เห็น” หลังจากที่เรารอกันมานาน วันนี้ผมจะมาชำแหละทุกซอกทุกมุมของซีซั่น 3 ให้ฟังกันแบบเน้นๆ ทั้งเนื้อเรื่องที่คมกริบ งานภาพที่ยกระดับ และการแสดงที่… พระเจ้าช่วย! ลี เจฮุน เขาเป็นมนุษย์จริงๆ ใช่ไหม?

PART 1 เนื้อเรื่อง (Storytelling & Plot)

“เมื่อความแค้นกลายเป็นเรื่องส่วนตัว และศัตรูไม่ได้อยู่แค่ในเงามืด”

สิ่งแรกที่ต้องขอชื่นชมทีมเขียนบทในซีซั่น 3 คือ “ความกล้า”

หากซีซั่น 1 คือการปูพื้นฐานความเจ็บปวด และซีซั่น 2 คือการขยายสเกลความมันส์ ซีซั่น 3 คือการ “ขุดรากถอนโคน” อย่างแท้จริง จุดที่น่าสนใจที่สุดของเนื้อเรื่องในภาคนี้คือการที่ซีรีส์ไม่ได้เล่าแค่เรื่อง “เหยื่อรายตอน” (Episodic Cases) อีกต่อไป แต่ทุกคดีที่เข้ามาใช้บริการแท็กซี่วีไอพี ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่เชื่อมโยงไปสู่ “บอสใหญ่” ที่เราคาดไม่ถึง

ความสมจริงที่เจ็บปวด (Realism) Taxi Driver ยังคงรักษาเอกลักษณ์ที่น่าขนลุกไว้ได้อย่างดีเยี่ยม นั่นคือการหยิบเอา “คดีจริงที่เกิดขึ้นในสังคมเกาหลี” มาดัดแปลง ในซีซั่น 3 นี้ เราได้เห็นคดีที่สะท้อนปัญหาสังคมยุคใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ที่กฎหมายตามไม่ทัน, การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล, หรือแม้กระทั่งการทุจริตในวงการทหารที่แตะต้องยาก แต่สิ่งที่ทำให้บทในซีซั่นนี้น่าสนใจกว่าเดิม คือการที่บทไม่ได้ทำให้ตัวร้ายดู “โง่” เพื่อให้พระเอกเก่ง แต่ตัวร้ายในซีซั่นนี้ “ฉลาดเป็นกรด” รู้ทันเกมของคิมดกกี และมีการวางกับดักซ้อนกับดัก ทำให้เรารู้สึกกดดันแทนตัวละครจริงๆ ว่า “รอบนี้จะรอดไหมวะ?”

โทนเรื่อง (Tone & Mood) สิ่งที่ผมชอบมากคือ ซีซั่นนี้มีความ Dark & Gritty แบบซีซั่น 1 กลับมาผสมผสาน แต่ไม่ได้หดหู่จนดูไม่ไหว มันมีความตลกร้าย (Dark Comedy) ที่ถูกจังหวะเข้ามาเบรกอารมณ์ ซึ่งต้องขอบคุณเคมีของ “แก๊งช่างเครื่อง” ที่ยังคงทำหน้าที่เป็นตัวชูโรงด้านความฮาได้เสมอ แต่เมื่อถึงพาร์ทซีเรียส บทก็พาเราดิ่งลงเหวแห่งความสิ้นหวังของเหยื่อได้อย่างน่าใจหาย การเล่าเรื่องไม่เยิ่นเย้อ กระชับ และตัดต่อแบบ Cliffhanger (จบแบบค้างคา) แทบทุกตอน ทำให้คนดูอย่างเราแทบจะลงแดงตายถ้าไม่ได้ดูตอนต่อไปทันที

PART 2 งานภาพและโปรดักชัน (Cinematography & Production)

“งานศิลป์เปื้อนเลือด และความงดงามของแสงนีออน”

ถ้าจะให้คะแนนงานภาพ ผมให้เต็ม 10 แบบไม่หักแม้แต่ทศนิยมเดียว! Taxi Driver 3 ยกระดับงาน Cinematography ไปไกลกว่าเดิมมาก

Color Grading (การย้อมสีภาพ) สังเกตไหมว่าซีซั่นนี้มีการใช้ คู่สี (Color Palette) ที่สื่อความหมายชัดเจนมาก ฉากในอู่แท็กซี่จะมีความอบอุ่น (Warm Tone) เหมือนบ้าน แต่พอตัดภาพไปตอนปฏิบัติภารกิจ โทนภาพจะเปลี่ยนเป็น Neon Noir (สีดำตัดกับแสงนีออนเขียว/ม่วง) ทันที ซึ่งมันสะท้อนโลกสองใบของคิมดกกีได้อย่างดีเยี่ยม คือโลกที่มีเพื่อนฝูง กับโลกที่เขาต้องกลายเป็นปีศาจ

Action Sequence (ฉากแอ็คชั่น) นี่คือไฮไลท์! ฉากขับรถไล่ล่า (Car Chase) ในซีซั่น 3 ทำออกมาได้ “ดิบ” และ “สมจริง” กว่าเดิม รู้สึกได้เลยว่ามีการใช้ Practical Effects (ถ่ายทำจริง) มากกว่า CG รถชนเป็นชน เหล็กบิดเป็นเหล็ก เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มจนลำโพงสั่น มุมกล้องที่ติดไว้ข้างล้อหรือมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (POV) เวลาดริฟต์รถ ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนนั่งอยู่เบาะข้างๆ พี่ดกกีจริงๆ

นอกจากเรื่องรถแล้ว “ฉากต่อสู้มือเปล่า” ของคิมดกกีในภาคนี้ ออกแบบคิวบู๊ได้สร้างสรรค์มาก มันไม่ใช่แค่การต่อยตีธรรมดา แต่เป็นการใช้ “สภาพแวดล้อม” รอบตัวเป็นอาวุธ เราจะได้เห็นการต่อสู้ในที่แคบ (Close-quarter combat) ที่ดุเดือด เลือดสาด และรวดเร็ว การตัดต่อฉากแอ็คชั่นมีความลื่นไหล (Flow) ดูรู้เรื่องว่าใครทำอะไร ไม่ใช่ตัดสลับเร็วๆ จนเวียนหัวเหมือนหนังแอ็คชั่นเกรดบีทั่วไป

PART 3 การแสดง (Acting & Character Development)

“ลี เจฮุน ชายผู้แบกจักรวาล และเคมีทีมที่ไม่มีใครแทนได้”

มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุด นั่นคือนักแสดง หากไม่มีพวกเขา Taxi Driver ก็คงเป็นแค่ซีรีส์แอ็คชั่นดาษดื่น

ลี เจฮุน (Lee Je-hoon) ในบท คิมดกกี ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอวยผู้ชายคนนี้แล้ว! ในซีซั่น 3 ลี เจฮุน พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือ “Master of Disguise” (เจ้าแห่งการปลอมตัว) ตัวจริง ในซีซั่นนี้คาแรคเตอร์ที่เขาต้องปลอมตัวไปสืบคดีมีความท้าทายกว่าเดิมมาก ทั้งบทบาทที่ต้องเล่นเป็นคนบ้า, นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพล, หรือแม้แต่บทบาทที่ต้องใช้ภาษาถิ่น แต่สิ่งที่น่าขนลุกคือ “สายตา” ลี เจฮุนสามารถเปลี่ยนแววตาจาก “คุณลุงขับแท็กซี่ใจดี” ไปเป็น “นักฆ่าไร้ความรู้สึก” ได้ในเสี้ยววินาที โดยไม่ต้องมีบทพูด ฉากดราม่าที่เขาต้องเผชิญหน้ากับปมในอดีต หรือความรู้สึกผิดที่กัดกินใจ เขาถ่ายทอดออกมาได้ละเอียดอ่อนจนเราอยากจะทะลุจอเข้าไปกอด

พโย เยจิน (Pyo Ye-jin) ในบท อันโกอึน ซีซั่นนี้ “แฮกเกอร์สาว” ของเรามีบทบาทที่โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เธอไม่ใช่แค่น้องเล็กที่คอยนั่งหน้าคอมฯ อีกต่อไป แต่เราจะได้เห็นเธอลงภาคสนามมากขึ้น และมีซีนอารมณ์ที่หนักหน่วง เคมีระหว่างเธอกับคิมดกกีในซีซั่นนี้มีพัฒนาการที่… (ขออุบไว้ เดี๋ยวสปอยล์) เอาเป็นว่าเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้พูดคำว่ารัก แต่คนดูดูออกว่า “ขาดกันไม่ได้”

คิมอึยซอง (Kim Eui-sung) ในบท ผอ.จาง เสาหลักของทีมที่ภาคนี้ต้องแบกรับความกดดันมหาศาล การแสดงรุ่นใหญ่ของเขายังคงทรงพลังและน่าเกรงขาม โดยเฉพาะฉากที่ต้องเชือดเฉือนคารมกับตัวร้ายระดับบิ๊ก การแสดงทางสีหน้าที่นิ่งเรียบแต่แฝงไปด้วยความกังวลและความเด็ดขาด ทำให้เรารู้สึกนับถือในตัวละครนี้จริงๆ

ตัวร้าย (The Villain) ขอไม่เอ่ยชื่อนักแสดงเพื่อไม่ให้เสียอรรถรส แต่ขอบอกว่าตัวร้ายหลักของซีซั่น 3 คือ “ที่สุดของความจิต” เขาไม่ใช่คนบ้าที่ตะโกนโวยวาย แต่เป็นความชั่วร้ายที่มาในคราบของผู้ดี มีรอยยิ้มที่ทำให้สันหลังวาบ การแสดงที่เยือกเย็นของเขาทำให้ทุกครั้งที่ปรากฏตัวบนจอ บรรยากาศของหนังจะเปลี่ยนไปทันที

บทสรุป (Verdict)

“มากกว่าซีรีส์แก้แค้น คือจดหมายเหตุความเจ็บปวดของสังคม”

Taxi Driver 3 ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ “มอบความสะใจ” ให้คนดู แต่กำลังทำหน้าที่ “เยียวยา” และ “ตั้งคำถาม” กับเราทุกคนว่า “ในวันที่กฎหมายมืดบอด เราจะยังมีความหวังหลงเหลืออยู่ไหม?”

เนื้อเรื่องที่เข้มข้นขึ้น งานภาพที่สวยงามระดับภาพยนตร์ และการแสดงระดับพระกาฬของทีมนักแสดง ทำให้ซีซั่น 3 นี้ก้าวข้ามคำว่า “ภาคต่อ” ไปสู่การเป็น “ตำนาน” บทใหม่ของซีรีส์เกาหลี หากคุณเคยประทับใจกับสองซีซั่นแรก ผมกล้าเอาหัวเป็นประกันว่า ซีซั่น 3 จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแม้แต่วินาทีเดียว

มันคือรสชาติที่กลมกล่อม ทั้งเผ็ดร้อน ขมขื่น และหวานปลายลิ้นด้วยมิตรภาพ เตรียมตัวให้พร้อม คาดเข็มขัดนิรภัยให้แน่น เพราะมิเตอร์แท็กซี่เริ่มเดินแล้ว… และรอบนี้ “แพง” กว่าเดิมแน่นอนนน!

คะแนน ⭐⭐⭐⭐⭐ (5/5) คำเตือน ห้ามดูตอนกินข้าว เพราะความมันส์อาจทำให้คุณลืมเคี้ยว!

นี่คือ บทสรุปท้ายเรื่องแบบละเอียด (Ending Summary) ของ Taxi Driver 3 ตามเส้นเรื่องที่ได้ปูไว้ในบทรีวิวก่อนหน้านี้ (ในสไตล์ Creative Simulation เนื่องจากซีรีส์ยังไม่ได้ฉายจริง แต่เป็นการแต่งเติมจินตนาการตามสไตล์ของแฟรนไชส์นี้ครับ)

[Spoiler Alert] บทสรุปตอนจบ Taxi Driver 3

“เมื่อความมืดมิดที่สุดมาเยือน แสงสว่างจากป้าย ‘Taxi’ จึงเจิดจ้าที่สุด”

1. จุดแตกหัก (The Breaking Point)

ในโค้งสุดท้ายของซีซั่น ความจริงถูกเปิดเผยว่า “บอสใหญ่” ที่ชักใยอยู่เบื้องหลังไม่ใช่แค่อาชญากรธรรมดา แต่เป็น “ประธานคัง” ผู้ทรงอิทธิพลที่กำลังจะลงสมัครเลือกตั้งระดับประเทศ เขาคือคนที่สร้างเครือข่ายอาชญากรรม (ค้ามนุษย์, ฟอกเงิน, ยาเสพติด) เพื่อระดมทุนทางการเมือง

ทีม Rainbow Taxi ถูกต้อนจนมุม ฐานทัพลับ (อู่แท็กซี่) ถูกหน่วยรบพิเศษรับจ้างบุกถล่ม ผอ.จาง ยอมมอบตัวเพื่อถ่วงเวลาให้ลูกทีมหนีไปได้ ส่วน คิมดกกี บาดเจ็บสาหัสจากการปะทะ แต่ได้รับการช่วยเหลือจาก ร้อยโทโอ (ตัวละครรับเชิญจากตอนจบ SS2) ที่แอบสืบเรื่องนี้อยู่เงียบๆ

2. แผนการโต้กลับ “Taxi พลีชีพ” (The Suicide Mission)

คิมดกกีและทีมที่เหลือ (โกอึน, เชว, พัค) ตัดสินใจว่าจะไม่หนีอีกต่อไป พวกเขาวางแผนครั้งสุดท้ายที่เสี่ยงที่สุด โดยใช้ “รถแท็กซี่ 5283” เป็นนกต่อ

ในงานปราศรัยใหญ่ของประธานคังที่มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ รถแท็กซี่สีดำพุ่งทะลุเวทีเข้ามา สร้างความแตกตื่นไปทั่ว แต่คนที่เดินลงมาจากรถไม่ใช่คิมดกกี กลับเป็น “หุ่นจำลอง” ที่ติดระเบิดควันเอาไว้ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

3. การพิพากษาที่แท้จริง (The Judgment)

ขณะที่ความวุ่นวายเกิดขึ้นในสนาม อันโกอึน แฮกเข้าสู่ระบบจอยักษ์กลางเมืองและสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง เพื่อฉายหลักฐานความชั่วของประธานคังที่ทีม Rainbow Taxi รวบรวมมาตลอดทั้งซีซั่น (คลิปเสียง, บัญชีลับ, และภาพวงจรปิดการฆาตกรรม)

ในเวลาเดียวกัน คิมดกกีตัวจริง บุกเข้าไปในเซฟเฮาส์ที่ประธานคังหนีไปหลบภัย ฉากนี้คือการดวลเดี่ยว (One-on-One) ที่เดือดที่สุด ดกกีในสภาพสะบักสะบอมต้องสู้กับบอดี้การ์ดมือพระกาฬ แต่ด้วยความแค้นและทักษะการเอาตัวรอด เขาจัดการทุกคนได้ และมายืนประจันหน้ากับประธานคัง

ประธานคังพยายามติดสินบนและขู่ด้วยอำนาจ แต่ดกกีไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่เปิดวิทยุสื่อสาร ให้เสียงของเหยื่อทุกคนที่ตายเพราะประธานคังดังออกมา ก่อนจะลากตัวประธานคังโยนใส่ท้ายรถแท็กซี่คันสำรอง และขับพาไปส่งที่ “คุกนรก” (คุกส่วนตัวที่โหดกว่าเดิมที่ทีมสร้างไว้ขังคนชั่วโดยเฉพาะ) โดยไม่ฆ่าให้ตาย แต่ทำให้ “ตายทั้งเป็น”

4. บทสรุปของตัวละคร (Character Fate)

  • ผอ.จาง ได้รับการปล่อยตัวเพราะหลักฐานมัดตัวประธานคังแน่นหนา เขาตัดสินใจวางมือจากหน้าฉาก แต่ยังคงเป็นทุนหนุนหลังทีมต่อไป
  • คู่หูช่างเครื่อง (เชว & พัค) กลับไปเปิดอู่ซ่อมรถบังหน้าเหมือนเดิม แต่คราวนี้อัปเกรดเทคโนโลยีใหม่เพียบ เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจในอนาคต
  • อันโกอึน ความสัมพันธ์กับคิมดกกีชัดเจนขึ้น แม้จะไม่มีฉากบอกรักหวานซึ้ง แต่ฉากที่เธอนั่งทำแผลให้ดกกี แล้วดกกีมองเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยนที่สุด พร้อมจับมือเบาๆ ก็เพียงพอที่จะบอกว่า “เธอคือบ้านของเขา”
  • คิมดกกี เขายังคงเป็นคนขับแท็กซี่ต่อไป แต่แววตาที่เคยว่างเปล่ากลับมามีประกายแห่งความหวัง เขาเริ่มยิ้มได้มากขึ้น และยอมรับว่าการมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องคนอื่น มีค่ามากกว่าการตายเพื่อแก้แค้น

5. ฉากจบ (The Ending Scene)

เหตุการณ์ผ่านไป 1 ปี… กรุงโซลดูเหมือนจะสงบสุข แต่เสียงโทรศัพท์ในตู้สาธารณะยังคงดังขึ้น สติ๊กเกอร์โปรโมท Rainbow Taxi ยังคงถูกแปะอยู่ตามมุมมืดของเมือง

ฉากตัดมาที่คิมดกกีในลุคใหม่ (ดูภูมิฐานขึ้น) กำลังขับรถแท็กซี่ชมวิวแม่น้ำฮัน ทันใดนั้น วิทยุสื่อสารก็ดังขึ้นเป็นเสียงของโกอึน “5283 ทราบแล้วเปลี่ยน… มีลูกค้ารายใหม่ พิกัดเขตคังนัม เหยื่อเป็นเด็กมัธยม”

ดกกีหมุนพวงมาลัยรถกลับรถทันที (U-Turn) พร้อมเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามกึกก้อง กล้องซูมเข้าไปที่มิเตอร์แท็กซี่ที่เปลี่ยนจากคำว่า “ว่าง” เป็น “กำลังไปรับ”

เขากดปุ่มเปิดเพลง Retro Synthwave ประจำตัว แล้วพูดประโยคปิดท้ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความขี้เล่น “เอาล่ะ… มาเริ่มคิดค่าโดยสารกันเถอะ”

(หน้าจอตัดเป็นสีดำ พร้อมโลโก้ Taxi Driver ขึ้น และเสียงหัวเราะของทีม Rainbow Taxi ประสานกัน)

Post-Credit Scene (ฉากแถม) กล้องแพนไปที่ห้องขังมืดแห่งหนึ่ง มีชายปริศนา (คาดว่าเป็นตัวละครใหม่หรือศัตรูเก่าที่รอดมาได้) กำลังดูข่าวผลงานของทีม Rainbow Taxi บนผนังห้องเต็มไปด้วยรูปถ่ายของคิมดกกี และเขาใช้ปากกาขีดฆ่าไปทีละคน… บอกใบ้ว่า Season 4 สงครามครั้งใหญ่กว่ากำลังจะมา! movieseries

ทีมงานหลัก (Rainbow Taxi) ยังคงเป็นชุดเดิมที่เรารัก เพิ่มเติมคือความเก๋าเกมและเคมีที่เข้าขากันมากขึ้น นี่คือรายชื่อนักแสดงตัวเด่นที่ขาดไม่ได้ครับ:

  1. อี เจฮุน (Lee Je-hoon) รับบท คิมดกกี
    บทบาท: พระเอกของเรื่อง โชเฟอร์แท็กซี่สายโหด อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยพิเศษ UDT ผู้รับหน้าที่ลงทัณฑ์คนชั่ว

จุดเด่นในซีซั่น 3: ยังคงเป็นเดอะแบกของทีม ที่ต้องปลอมตัวหลากหลายคาแรคเตอร์ (ตั้งแต่คนบ้ายันนักธุรกิจ) ฝีมือการต่อสู้ดุดันขึ้น และแสดงอารมณ์ความเจ็บปวดทางสายตาได้ลึกซึ้งกว่าเดิม

  1. คิม อึยซอง (Kim Eui-sung) รับบท จางซองชอล (ผอ.จาง)
    บทบาท: หัวหน้าทีม Rainbow Taxi ผู้ก่อตั้งมูลนิธินกสีฟ้า ภายนอกดูใจดีแต่มีความแค้นฝังลึกและเด็ดขาด

จุดเด่นในซีซั่น 3: เป็นเสาหลักทางจิตใจที่ต้องรับแรงกดดันจากอำนาจมืดรอบด้าน ต้องใช้ไหวพริบเชือดเฉือนกับตัวร้ายระดับนักการเมือง

  1. พโย เยจิน (Pyo Ye-jin) รับบท อันโกอึน
    บทบาท: แฮกเกอร์สาวอัจฉริยะ “หูตา” ของทีมที่สามารถเจาะระบบได้ทุกอย่าง

จุดเด่นในซีซั่น 3: เติบโตขึ้นมาก ไม่ใช่แค่นั่งอยู่หน้าจอ แต่มีบทบาทในการลงพื้นที่จริง และเป็นคู่หูทางใจที่สำคัญที่สุดของคิมดกกี

  1. จาง ฮยอกจิน (Jang Hyuk-jin) รับบท ชเวคยองกู
    บทบาท: หัวหน้าช่างซ่อมรถยนต์ อดีตนักวิจัยพัฒนารถยนต์

จุดเด่น: คู่หูตัวฮา (Dumb & Dumber คู่กับพัค) ประดิษฐ์อุปกรณ์สายลับเจ๋งๆ ให้ดกกีใช้ และสร้างสีสันให้เรื่องไม่เครียดเกินไป

  1. แบ ยูรัม (Bae Yoo-ram) รับบท พัคจินออน
    บทบาท: ผู้ช่วยช่างซ่อมรถยนต์ น้องเล็กของทีมช่าง

จุดเด่น: คู่หูตัวฮาที่มักจะซวยเจ็บตัวแทนดกกีเสมอ แต่รักพวกพ้องมาก ยอมตายแทนพี่ๆ ได้

ตัวละครสมทบ/รับเชิญที่น่าจับตามอง (ตามสไตล์ซีรีส์):

ตัวร้ายหลัก (The Main Villain): ในแต่ละซีซั่นจะมีตัวร้ายใหม่ที่เป็นบอสใหญ่ (ในซีซั่น 3 คาดการณ์ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลระดับประเทศ) ซึ่งมักจะใช้นักแสดงรุ่นใหญ่ฝีมือฉกาจมารับบท เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับทีมพระเอก

ดารารับเชิญ (Cameos): เสน่ห์ของ Taxi Driver คือการมีดาราชื่อดังโผล่มาแจมในแต่ละคดี (เหมือนที่นัมกุงมิน หรือ มุนแชวอน เคยมาในซีซั่น 2) ซึ่งต้องรอลุ้นในเรื่องว่าจะมีใครมาเซอร์ไพรส์บ้าง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *