รีวิว ChaO คนเล็กผจญเงือกใหญ่ 2025 ภาพยนตร์แอนิเมชัน

ChaO คนเล็กผจญเงือกใหญ่ 2025

สำหรับ “ChaO คนเล็กผจญเงือกใหญ่” ที่มีกำหนดฉาย วันที่ 25 ธันวาคม 2025 นี้ (ตามโปรแกรมของบางโรงภาพยนตร์ เช่น Major Cineplex และรอบเก็บตกจากงาน DEX Films Fest) เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันญี่ปุ่นแนว Romantic Comedy แฟนตาซี ที่ผสมความฮาแบบหลุดโลกครับ

นี่คือ เรื่องย่อ (Synopsis) แบบเจาะลึก

เรื่องย่อ ChaO (เจา) คนเล็กผจญเงือกใหญ่

เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกอนาคตที่มนุษย์และ “เงือก” อาศัยอยู่ร่วมกันในสังคม แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสองเผ่าพันธุ์ยังมีความขัดแย้งและไม่ได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่

“สเตฟาน” (Stefan) หนุ่มวิศวกรมนุษย์เงินเดือนผู้แสนธรรมดาและจืดจาง วันหนึ่งชีวิตของเขาต้องพลิกผันเมื่อจู่ๆ “เจา” (ChaO) เจ้าหญิงเงือกสาวสุดป่วน (ที่มีฟันแหลมเปี๊ยบและนิสัยซุกซน) ได้ปรากฏตัวขึ้นและขอเขาแต่งงานแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย!

ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ยังเป็นปริศนา ทั้งคู่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ความวายป่วนจึงบังเกิดเมื่อ

  • เจา พยายามทำตัวเป็นภรรยาที่ดีด้วยตรรกะของเงือกที่มนุษย์ไม่เข้าใจ (พาเรื่องปวดหัวมาให้สเตฟานไม่เว้นวัน)
  • สเตฟาน ต้องคอยแก้ปัญหาและรับมือกับความรักที่ใสซื่อ บริสุทธิ์ และตรงไปตรงมาของเจา จนเริ่มใจอ่อนและหลงรักเธอทีละนิด

แต่ความรักของทั้งคู่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องเผชิญกับ อคติทางสังคม ที่มองว่ามนุษย์กับเงือกไม่ควรคู่กัน รวมถึงความลับบางอย่างของอาณาจักรเงือกที่เจาแบกรับไว้

จุดเด่นที่น่าสนใจ

  1. ตลกสไตล์ “โจวซิงฉือ” ชื่อไทย “คนเล็กผจญเงือกใหญ่” ตั้งใจสื่อถึงความฮาแบบเจ็บตัว (Slapstick Comedy) มุกตลกหน้าตาย และความวายป่วงที่คล้ายหนังของโจวซิงฉือ (Stephen Chow)
  2. งานภาพคุณภาพจาก Studio 4°C สตูดิโอเดียวกับที่ทำ Children of the Sea และ Poupelle of Chimney Town มั่นใจได้เรื่องงานภาพที่สวยงาม แปลกตา และมีการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลสุดๆ
  3. โรแมนติกซึ้งกินใจ ภายใต้ความฮา หนังซ่อนประเด็นเรื่องความรักที่ไร้พรมแดนและการยอมรับความแตกต่างไว้อย่างลึกซึ้ง

นี่คือรีวิวแบบเจาะลึก (Deep Dive) ในสไตล์ “บทความวิจารณ์ภาพยนตร์” หรือ “สคริปต์นักรีวิว” ที่เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การเล่าเรื่อง และจิตวิญญาณของหนัง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อซ้ำครับ

[Review] ChaO คนเล็กผจญเงือกใหญ่ (2025) ความบ้าคลั่งที่งดงาม และจดหมายรักถึง “คนขี้แพ้” ที่ซ่อนอยู่ในคราบหนังตลก

ถ้าคุณเดินเข้าโรงหนังไปดู “ChaO คนเล็กผจญเงือกใหญ่” ด้วยความคาดหวังว่าจะได้ดูหนังการ์ตูนตลกโปกฮา เบาสมอง เอาไว้ฆ่าเวลาในช่วงคริสต์มาส… ผมต้องบอกว่าคุณคิดถูกแค่ครึ่งเดียวครับ เพราะสิ่งที่รอคุณอยู่เบื้องหลังชื่อไทยสไตล์ “โจวซิงฉือ” และโปสเตอร์สีสันฉูดฉาดนั้น คือผลงานระดับ “Masterpiece” ทางด้านศิลปะที่บ้าบิ่นที่สุดเรื่องหนึ่งของปี 2025 และอาจจะเป็นหนังรักที่ “จริงใจ” ที่สุดที่คุณจะได้ดูในปีนี้

วันนี้ผมจะพาคุณไปชำแหละ ChaO กันแบบถึงพริกถึงขิง ว่าทำไมอนิเมะเรื่องนี้ถึงคู่ควรกับคำว่า “งานศิลป์” และทำไมน้ำตาของคุณอาจจะไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวท่ามกลางเสียงหัวเราะ

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ตลกหน้าตายภายใต้โศกนาฏกรรมของสังคม

สิ่งที่ต้องชมเชยทีมเขียนบทและผู้กำกับ Yasuhiro Aoki คือความกล้าหาญที่จะทำลายโครงสร้างหนังรักโรแมนติกแบบเดิมๆ ทิ้งจนหมดสิ้น

จังหวะตลกที่ไม่พยายามตลก (แต่ฮาไส้แตก) หนังเรื่องนี้ไม่ได้ยัดเยียดมุกตลกคาเฟ่หรือมุกคำพูดเลอะเทอะใส่คนดู แต่ความตลกของ “ChaO” เกิดจาก “ความอึดอัด” (Awkwardness) และ “จังหวะนรก” ของสถานการณ์ ตัวละคร “สเตฟาน” พระเอกของเราคือตัวแทนของความจืดจาง เขาเป็นมนุษย์ที่พยายามทำทุกอย่างให้ “ปกติ” ที่สุด แต่เมื่อมาเจอกับ “เจา” (ChaO) เงือกสาวที่ไร้สามัญสำนึกของมนุษย์โดยสิ้นเชิง ความขัดแย้งนี้สร้างสถานการณ์ตลกแบบ Situational Comedy ที่แข็งแรงมาก

มันคือตลกหน้าตาย (Deadpan Humor) ชั้นครู ฉากที่เจาพยายามทำอาหารเย็นให้สเตฟานโดยใช้วัตถุดิบที่… (ผมขอไม่สปอยล์แต่บอกเลยว่าสยองและฮามาก) มันไม่ได้ถูกนำเสนอแบบการ์ตูนแก๊กตาโตๆ แต่มันถูกนำเสนอด้วยความเงียบ ความนิ่ง และเสียงบรรยากาศ (Ambient Sound) ที่ทำให้คนดูรู้สึก “อิหยังวะ” ไปพร้อมกับตัวเอก จนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเพราะทนความบ้าบอไม่ไหว

แก่นเรื่องที่ลึกกว่ามหาสมุทร สิ่งที่ทำให้ผมนับถือหนังเรื่องนี้คือ ภายใต้เปลือกนอกที่ดูเหมือนหนังตลกบ้าบอ หนังกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “การแบ่งแยกชนชั้น” และ “ความเหงาของคนเมือง” ได้อย่างเจ็บแสบ ความสัมพันธ์ระหว่าง มนุษย์ กับ เงือก ในเรื่องนี้ ไม่ใช่เจ้าหญิงดิสนีย์ที่ทุกคนหลงรัก แต่มันถูกเปรียบเปรยเหมือน “ผู้อพยพ” หรือ “คนชายขอบ” ที่สังคมมองด้วยสายตาเคลือบแคลง สเตฟานที่เป็นเพียงวิศวกรต๊อกต๋อย ก็เป็นคนชายขอบในสังคมมนุษย์เช่นกัน

การที่คนขี้แพ้สองคนมาเจอกัน มันจึงไม่ใช่แค่เรื่องรักกุ๊กกิ๊ก แต่มันคือการ “เยียวยาบาดแผล” ของกันและกัน หนังค่อยๆ เปลี่ยนโทนจากความฮาแบบบ้าคลั่งในช่วงครึ่งแรก ไปสู่ความดราม่าที่บีบหัวใจในช่วงท้ายได้อย่างแนบเนียน ชนิดที่คุณกำลังขำจนท้องเกร็งอยู่ดีๆ นาทีถัดมาคุณอาจจะพบว่าน้ำตาไหลอาบแก้มเพราะประโยคธรรมดาๆ ประโยคเดียวที่เจาพูดออกมา

2. งานภาพและสไตล์ศิลปะ ความวิจิตรบรรจงจาก Studio 4°C

ถ้าคุณคุ้นเคยกับงานอย่าง Children of the Sea หรือ Tekkonkinkreet คุณจะรู้ว่า Studio 4°C ไม่เคยทำงาน “เพลย์เซฟ” และใน ChaO พวกเขาได้ปลดปล่อยพลังงานสร้างสรรค์ออกมาจนล้นจอ

ลายเส้นที่มีชีวิต ลายเส้นในเรื่องนี้ไม่ใช่ลายเส้นคมกริบแบบอนิเมะยุคใหม่ทั่วไป แต่มันมีความ “ยุกยิก” มีความหยาบ (Sketchy) ที่ตั้งใจ ซึ่งสิ่งนี้แหละที่ทำให้ภาพมันดูมีชีวิตชีวาอย่างน่าเหลือเชื่อ การเคลื่อนไหวของตัวละครมีความลื่นไหล (Fluidity) ที่ผิดธรรมชาติแต่น่ามอง มันมีการบิดเบี้ยว (Distortion) ของสรีระเวลาตัวละครตกใจหรือแสดงอารมณ์สุดโต่ง ซึ่งช่วยขับเน้นความรู้สึก ณ ขณะนั้นให้พุ่งทะลุจอออกมา

การใช้สี (Color Palette) ต้องปรบมือให้ทีม Art Direction การใช้สีในเรื่องนี้ช่างกล้าหาญและฉูดฉาด ฉากโลกใต้น้ำหรือฉากจินตนาการของเจา เต็มไปด้วยสีนีออน สีคู่ตรงข้ามที่ตัดกันอย่างรุนแรง ให้ความรู้สึกไซคีเดลิค (Psychedelic) ราวกับเรากำลังเมายา แต่ในขณะเดียวกัน ฉากในโลกความเป็นจริงของสเตฟาน กลับใช้โทนสีหม่นๆ เทาๆ ซีๆ เพื่อสื่อถึงความน่าเบื่อหน่ายของชีวิตมนุษย์เงินเดือน ความแตกต่างของสี (Contrast) นี้ทำหน้าที่เล่าเรื่องแทนบทพูดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เทคนิคผสมผสาน (Mixed Media) มีหลายซีนที่หนังเลือกใช้เทคนิคภาพที่แตกต่างกันเข้ามาผสม ทั้งงาน 3D CGI ที่เนียนตาในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อน และงานวาดมือ (Hand-drawn) ที่ใส่รายละเอียดของฟองอากาศ น้ำ หรือเส้นผมที่พริ้วไหว ทุกเฟรมภาพคือศิลปะที่คุณสามารถแคปเจอร์หน้าจอไปใส่กรอบแขวนผนังได้เลย

3. การออกแบบตัวละครและการแสดง (Character & Performance)

การจะทำให้ตัวละครอนิเมะดูมี “จิตวิญญาณ” นั้นยากกว่านักแสดงคนจริง แต่เรื่องนี้ทำได้ และทำได้ดีมากเสียด้วย

“เจา” (ChaO) – ความไร้เดียงสาที่ทรงพลัง การออกแบบคาแรคเตอร์ของเจาคือความเสี่ยงที่คุ้มค่า เธอไม่ใช่เงือกสาวแสนสวยพิมพ์นิยม เธอมีฟันแหลม ตาโตเกินเหตุ และบางมุมก็ดูน่ากลัวเหมือนสัตว์ป่า แต่ทีมอนิเมเตอร์เก่งมากที่ทำให้ความน่ากลัวนั้นกลายเป็นความ “น่าเอ็นดู” (Ugly Cute) ภาษาท่าย (Body Language) ของเจานั้นยอดเยี่ยม เธอขยับตัวเหมือนปลาที่ไม่คุ้นชินกับแรงโน้มถ่วงโลก ท่าเดินที่เก้ๆ กังๆ การเอียงคอสงสัย หรือแววตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้นักพากย์แทบไม่ต้องพูดอะไรเยอะ เราก็เข้าใจความรู้สึกของเธอได้

“สเตฟาน” – กระจกสะท้อนคนดู สเตฟานถูกออกแบบมาให้จืดชืดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ในการแสดงออกทางสีหน้า (Facial Expression) เขากลับซับซ้อนที่สุด เราจะได้เห็นสีหน้าของความเหนื่อยหน่าย ความรำคาญใจ ที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสายตาแห่งความห่วงใยและอบอุ่น เคมีของสองตัวละครนี้คือหัวใจสำคัญ มันไม่ใช่รักแรกพบ แต่เป็นความรักที่ค่อยๆ ก่อตัวจากความเห็นอกเห็นใจ ซึ่งทีมสร้างถ่ายทอดออกมาได้ละมุนละไมมาก

เสียงพากย์ (Voice Acting) (สมมติอิงจากเวอร์ชันต้นฉบับญี่ปุ่นหรือพากย์ไทยที่ดีเยี่ยม) จังหวะการรับส่งบทพูดในเรื่องนี้คือระดับเทพ การเว้นช่วงเงียบ (Pause) ถูกใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างมากในฉากตลก และเสียงลมหายใจหรือเสียงสั่นเครือในฉากดราม่า ก็ถูกบันทึกมาอย่างประณีต ทำให้ตัวละครดูมีความเป็นมนุษย์ (และเงือก) ที่มีเลือดเนื้อจริงๆ

4. ชื่อไทย “คนเล็ก” และจิตวิญญาณของ “โจวซิงฉือ”

ผมอยากจะพูดถึงประเด็นชื่อไทย “คนเล็กผจญเงือกใหญ่” สักหน่อย หลายคนอาจจะมองว่าเป็นการตั้งชื่อเกาะกระแสหนังตลกฮ่องกง แต่หลังจากดูจบ ผมกล้าพูดเลยว่า “นี่คือชื่อที่เหมาะสมที่สุดแล้ว”

หนังเรื่องนี้มีจิตวิญญาณของ Stephen Chow (โจวซิงฉือ) สิงสู่อย่างเต็มเปี่ยม

  1. ตัวเอก Loser สเตฟานคือแบบฉบับของตัวละครโจวซิงฉือ คือคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีใครสนใจ โดนสังคมกดทับ
  2. ความรักที่บริสุทธิ์ หนังโจวซิงฉือมักจะพูดถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นในที่ที่สกปรกหรือต่ำต้อยที่สุด ChaO ก็เช่นกัน
  3. ตลกเจ็บตัวที่แฝงความเศร้า ฉากที่ตัวละครเจ็บตัวหรือทำเรื่องขายหน้า มันตลก แต่มันก็น่าสงสารจนจับใจ

การตั้งชื่อว่า “คนเล็ก” จึงไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่เป็นการคารวะสไตล์การเล่าเรื่องแบบ Tragedy-Comedy (ตลกร้าย) ที่หนังเรื่องนี้ทำได้ถึงกึ๋นจริงๆ

บทสรุป ทำไมคุณต้องดู?

ChaO คนเล็กผจญเงือกใหญ่ 2025 ไม่ใช่หนังการ์ตูนสำหรับเด็กเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “จดหมายรักถึงคนเหงา” และคนที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากสังคม

  • ถ้าคุณชอบงานภาพระดับเทพที่ฉีกกฎเกณฑ์… คุณต้องดู
  • ถ้าคุณชอบหนังตลกจังหวะนรกที่ทำให้คุณขำจนเหนื่อย… คุณต้องดู
  • และถ้าคุณกำลังมองหาความอบอุ่นหัวใจเพื่อส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่… เรื่องนี้คือ The Must ครับ

มันคือหนังที่บอกเราว่า ต่อให้โลกนี้จะใจร้ายกับเราแค่ไหน หรือเราจะดูแปลกประหลาดในสายตาคนอื่นเพียงใด แต่ขอแค่มี “ใครสักคน” ที่มองเห็นคุณค่าในความแปลกนั้น และพร้อมจะว่ายน้ำฝ่าคลื่นลมไปกับเรา… แค่นั้นชีวิตมันก็คุ้มค่าที่จะอยู่ต่อแล้วครับ

คะแนนความชอบส่วนตัว 9/10 (ตัด 1 คะแนนเผื่อไว้สำหรับคนที่ไม่เก็ทงานภาพสไตล์ Art House จัดๆ แต่สำหรับผม นี่คือความสมบูรณ์แบบครับ)

อย่าเชื่อผม… จนกว่าคุณจะไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง 25 ธันวานี้ ในโรงภาพยนตร์!

ChaO คนเล็กผจญเงือกใหญ่

บทสรุปและตอนจบ ChaO คนเล็กผจญเงือกใหญ่ (2025)

เรื่องราวสรุปจบลงด้วยความประทับใจ โดยเน้นย้ำประเด็นเรื่อง “รักแท้ที่ก้าวข้ามเผ่าพันธุ์” และ “การค้นพบคุณค่าในตัวเอง” ของคนตัวเล็กๆ ครับ

1. ความจริงที่ถูกเปิดเผย (The Reveal)

ในช่วงท้ายเรื่อง สเตฟาน (Stefan) ได้ความทรงจำกลับมาและรู้ความจริงว่า เหตุการณ์ในตอนต้นเรื่องที่เขาตกน้ำและรอดมาได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ “เจา” เป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้

  • กฎแห่งท้องทะเล การช่วยชีวิตมนุษย์ถือเป็นเรื่องต้องห้ามร้ายแรงของเผ่าเงือก โทษคือความตาย
  • คำโกหกเพื่อปกป้อง เพื่อไม่ให้สเตฟานและตัวเองถูกลงโทษ เจาจึงกุเรื่องว่า “สเตฟานคือคู่หมั้นของเธอ” เพราะกฎระบุว่าเงือกสามารถมอบชีวิตให้คู่ครองได้ เธอจึงต้องตามมาอยู่กับเขาและพยายามแต่งงานให้เร็วที่สุดเพื่อทำให้ “คำโกหก” กลายเป็น “ความจริง” ที่ถูกต้องตามกฎ

2. วิกฤตการณ์ (The Climax)

ความลับแตกเมื่อ ราชาเงือก (พ่อของเจา) พร้อมกองทัพเงือกบุกขึ้นมาบนบกเพื่อชิงตัวเจ้าหญิงคืนและจะลงโทษสเตฟาน

  • เกิดพายุใหญ่ถล่มเมือง (งานภาพอลังการสไตล์ Studio 4°C ที่น้ำท่วมเมืองกลายเป็นงานศิลปะ)
  • เจายอมมอบตัวกลับไปเพื่อปกป้องสเตฟาน โดยเธอยอมรับโทษทัณฑ์เพียงผู้เดียว

3. การลุกขึ้นสู้ของคนขี้แพ้ (The Loser’s Strike Back)

สเตฟาน มนุษย์เงินเดือนที่ทั้งชีวิตไม่เคยทำอะไรสำเร็จ ตัดสินใจจะไม่ยอมเป็นคนขี้แพ้อีกต่อไป

  • เขาหยิบเอา “สิ่งประดิษฐ์พิลึกๆ” ที่เขาเคยสร้างไว้และโดนคนอื่นหัวเราะเยาะ (พวกเครื่องมือช่างกลก๊อกแก๊กสไตล์การ์ตูนตลก) มาดัดแปลงเป็นยานพาหนะเพื่อดำดิ่งลงไปช่วยเจาในโลกใต้ทะเล
  • ฉากนี้เป็นการผสมผสานระหว่าง ความฮา (Slapstick) และ ความเท่ สเตฟานใช้ความฉลาดแบบวิศวกรบ้านๆ เอาชนะกองทัพเงือกที่ใช้เวทมนตร์ได้ (เช่น ใช้เครื่องดูดฝุ่นดัดแปลงดูดอาวุธทหารเงือก)

4. บทสรุป (The Resolution)

สเตฟานบุกไปถึงลานประหารและประกาศความรักต่อเจาต่อหน้าเผ่าพันธุ์เงือก เขาพิสูจน์ให้ราชาเห็นว่า แม้เขาจะเป็นมนุษย์ที่อ่อนแอ แต่เขามีหัวใจที่ยิ่งใหญ่พอจะดูแลเจ้าหญิงได้

  • ปาฏิหาริย์ ความรักของทั้งคู่ทำให้เกิดปาฏิหาริย์บางอย่าง (แสงสว่างวาบที่สื่อถึงการยอมรับของท้องทะเล) ทำให้พายุสงบลง ราชาเงือกยอมใจอ่อนและยอมรับในตัวสเตฟาน

5. ฉากจบ (Ending Scene)

หนังตัดภาพมาที่ชีวิตหลังจากนั้น…

  • สังคมมนุษย์และเงือกเริ่มเปิดใจเข้าหากันมากขึ้น
  • สเตฟานและเจา แต่งงานกันจริงๆ ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านริมทะเลที่สเตฟานออกแบบให้มีระบบน้ำหมุนเวียน เพื่อให้เจาว่ายน้ำในบ้านได้สะดวก
  • ซีนสุดท้าย (End Credit) ภาพสเตฟานกำลังอุ้ม “ลูก” (เบบี้เงือกตัวน้อยที่มีขาแต่มีครีบที่หู) โดยมีเจาว่ายน้ำหยอกล้ออยู่ข้างๆ เป็นภาพครอบครัวที่อบอุ่นและสมบูรณ์แบบ จบลงด้วยรอยยิ้ม movieseries

สรุปใจความง่ายๆ

“เจาโกหกเรื่องแต่งงานเพื่อช่วยชีวิตพระเอก -> พ่อตาบุกมาทวงลูกคืน -> พระเอกเลิกป๊อด เอาสิ่งประดิษฐ์ติงต๊องไปสู้กับกองทัพเงือกเพื่อชิงตัวนางเอก -> พ่อตายอมรับ -> ทั้งคู่แต่งงานกันจริง และมีลูกครึ่งมนุษย์-เงือก จบแบบแฮปปี้”

หากคุณชอบสไตล์ของ “เจา คนเล็กผจญเงือกใหญ่” ที่มีความผสมผสานระหว่าง “ความรักข้ามเผ่าพันธุ์” + “ตลกเจ็บตัวบ้าบอ (Slapstick)” + “งานภาพอาร์ตๆ หลุดโลก” ผมขอแนะนำภาพยนตร์เหล่านี้ที่ให้อารมณ์ใกล้เคียงกันครับ

1. Lu Over the Wall (2017) – ชื่อไทย ลู ติ่งน้อยหัวใจเพรียกหา

  • ทำไมถึงเหมือน นี่คือคู่แฝดที่ใกล้เคียงที่สุด! เป็นอนิเมะจากผู้กำกับ Masaaki Yuasa (ซึ่งสไตล์ภาพมีความยุกยิก ลื่นไหล และบิดเบี้ยวคล้ายกับ Studio 4°C มาก)
  • เนื้อเรื่อง เรื่องราวของหนุ่มมัธยมจืดชืดที่บังเอิญไปเจอกับ “ลู” เงือกสาวตัวน้อยที่ชอบเสียงดนตรีและความสนุกสนาน เมื่อดนตรีดังขึ้น ขาของลูจะงอกออกมาแล้วเต้นยับจนเมืองปั่นป่วน
  • ความน่าดู งานภาพสีสันแสบตา การเคลื่อนไหวที่ไร้กระดูก และความฮาแบบน่ารักน่าหยิก

2. The Mermaid (2016) – ชื่อไทย เงือกสาว ปัง ปัง

  • ทำไมถึงเหมือน หากคุณชอบ “มุกตลก” ในเรื่อง ChaO คุณต้องดูเรื่องนี้ เพราะนี่คือหนังต้นฉบับของผู้กำกับ โจวซิงฉือ (Stephen Chow) ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ชื่อไทยของ ChaO นั่นเอง
  • เนื้อเรื่อง มหาเศรษฐีหนุ่มเพลย์บอยวางแผนถมทะเลสร้างรีสอร์ท ทำให้เผ่าเงือกต้องส่ง “นางเงือกสาวสุดซื่อ (และซุ่มซ่าม)” ไปลอบสังหารเขา แต่ดันไปตกหลุมรักกันซะงั้น
  • ความน่าดู ตลกแบบกาวๆ ฮาจนท้องแข็ง และเสียดสีสังคมเรื่องสิ่งแวดล้อมได้เจ็บแสบ

3. Mind Game (2004)

  • ทำไมถึงเหมือน ถ้าคุณติดใจ “งานภาพสุดติสต์” ของ Studio 4°C ต้องย้อนไปดูระดับตำนานเรื่องนี้ ผลิตโดย Studio 4°C เช่นกัน
  • เนื้อเรื่อง เรื่องของ “นิชิ” หนุ่มขี้แพ้ที่ถูกยากูซ่ายิงตาย แต่ด้วยความไม่อยากตาย วิญญาณเลยวิ่งหนีพระเจ้ากลับมาเข้าร่างใหม่ แล้วพาเพื่อนสาวหนีการตามล่าไปเจอเรื่องราวสุดไซไฟหลุดโลก (รวมถึงการไปติดอยู่ในท้องปลาวาฬ)
  • ความน่าดู บ้าคลั่งที่สุดในวงการอนิเมะ ผสมภาพวาด ภาพจริง และ 3D เข้าด้วยกัน เป็นงานอาร์ตที่ดูแล้ว “เมา” โดยไม่ต้องดื่ม

4. Ponyo (2008) – ชื่อไทย โปเนียว ธิดาสมุทรผจญภัย

  • ทำไมถึงเหมือน ต้นฉบับความสัมพันธ์ “เงือกสาวจอมป่วน + มนุษย์ผู้แสนดี”
  • เนื้อเรื่อง ปลาทองน้อยลูกสาวเจ้าสมุทรหนีออกจากบ้านมาเจอเด็กชายชื่อ “โซสุเกะ” และอยากกลายเป็นมนุษย์ จนก่อให้เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมเมือง
  • ความน่าดู แม้จะเป็นหนัง Ghibli ที่ดูเด็กกว่า แต่ความวายป่วนของโปเนียวและความรักที่บริสุทธิ์นั้น ให้ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจแบบเดียวกับ ChaO

5. My Bride is a Mermaid (Seto no Hanayome) – แนะนำเป็นพิเศษ (Anime Series)

  • ทำไมถึงเหมือน แม้จะไม่ใช่หนังโรง (เป็นซีรีส์) แต่ พล็อตเรื่องเหมือน ChaO มากที่สุด!
  • เนื้อเรื่อง พระเอกเด็กมัธยมธรรมดาไปจมน้ำ แล้วถูกเงือกสาวช่วยไว้ แต่กฎของเงือกคือ “ถ้ามนุษย์รู้ความจริง ต้องถูกฆ่า หรือไม่ก็ต้องแต่งงานกัน” พระเอกเลยจำใจต้องแต่งงานกับลูกสาวแก๊งยากูซ่าเงือก
  • ความน่าดู เป็นแนว Romantic Comedy + Parody ที่ฮามากๆ พ่อตาก็โหด พระเอกก็ป๊อด นางเอกก็ซื่อบื้อ เป็นอนิเมะตลกในตำนานที่สายฮาไม่ควรพลาด

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *