รีวิว The Price of Confession (2025) ดีจริงหรือแค่กระแส

รีวิวและเรื่องย่อของซีรีส์ The Price of Confession (2025) หรือชื่อไทย “คำสารภาพล้างเลือด” ครับ

⚠️ ข้อควรรู้ก่อนดู เรื่องนี้เป็น ซีรีส์ (Series) ความยาวประมาณ 12 ตอน (ไม่ใช่ภาพยนตร์จบในตอนเดียว) ฉายทาง Netflix เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ครับ

🎬 ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อเรื่อง The Price of Confession (คำสารภาพล้างเลือด)
  • แนว ระทึกขวัญ / ลึกลับ / จิตวิทยา / กฎหมาย
  • ผู้กำกับ อีจองฮโย (จาก Crash Landing on You, Doona!)
  • นักแสดงนำ
    • จอนโดยอน รับบทเป็น อันยุนซู (ครูสอนศิลปะที่ถูกใส่ร้าย)
    • คิมโกอึน รับบทเป็น โมอึน (นักโทษลึกลับ ฉายา “แม่มด”)
    • พัคแฮซู รับบทเป็น แบคดงฮุน (อัยการที่กัดไม่ปล่อย)

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อชีวิตที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายของ อันยุนซู (จอนโดยอน) ครูสอนศิลปะและแม่ลูกหนึ่ง ต้องพังทลายลงในชั่วข้ามคืน เมื่อสามีของเธอถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมในสตูดิโอ แม้เธอจะยืนกรานความบริสุทธิ์ แต่หลักฐานแวดล้อมและแรงกดดันจากอัยการ แบคดงฮุน (พัคแฮซู) ทำให้เธอตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งและถูกส่งเข้าเรือนจำ

ในคุกที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ยุนซูได้พบกับ โมอึน (คิมโกอึน) นักโทษหญิงลึกลับที่ใครๆ ต่างหวาดกลัวและเรียกเธอว่า “แม่มด” เพราะความสามารถในการอ่านใจคนและพฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้

โมอึนยื่นข้อเสนอสุดอันตรายให้กับยุนซูว่า “ฉันจะสารภาพผิดว่าเป็นคนฆ่าสามีเธอเอง เพื่อให้เธอพ้นผิด… แต่มีข้อแลกเปลี่ยนคือ เธอต้องไปฆ่าคนคนหนึ่งให้ฉันเมื่อเธอออกไปข้างนอก”

ยุนซูที่ไม่มีทางเลือกต้องตัดสินใจรับข้อเสนอนี้ นำไปสู่เกมจิตวิทยาและการสืบสวนที่เดิมพันด้วยอิสรภาพและศีลธรรม เมื่อความจริงค่อยๆ ถูกเปิดเผยว่าใครคือฆาตกรตัวจริง และ “ราคา” ของคำสารภาพนั้น อาจต้องจ่ายด้วยเลือด

⭐ รีวิว (Review)

1. พลังการแสดงระดับแม่เหล็ก (10/10) จุดแข็งที่สุดของเรื่องนี้คือการปะทะบทบาทระหว่าง จอนโดยอน และ คิมโกอึน

  • จอนโดยอน ถ่ายทอดความเจ็บปวด ความสับสน และความสิ้นหวังของผู้หญิงธรรมดาที่ถูกบีบให้ต้องร้ายออกมาได้สมจริงมาก
  • คิมโกอึน ในบท “แม่มด” คือ MVP ของเรื่อง เธอเล่นได้นิ่ง ลึกลับ น่าขนลุก แต่ก็มีเสน่ห์จนละสายตาไม่ได้ เคมีของทั้งคู่เวลาเข้าฉากด้วยกันคือความตึงเครียดที่น่าดูที่สุด

2. บรรยากาศและการเดินเรื่อง

  • ช่วงต้น (ตอน 1-4) ทำได้ระทึกและน่าติดตามมาก ปูประเด็นเรื่องการถูกใส่ร้ายและบรรยากาศในคุกได้กดดัน
  • ช่วงกลาง-ท้าย มีบางช่วงที่บทอาจจะยืดเยื้อไปบ้าง (ตามสไตล์ซีรีส์ 12 ตอนที่พยายามขยายปม) การสืบสวนบางจุดดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ และตัวละครอัยการ (พัคแฮซู) บางครั้งก็ดูจ้องจับผิดจนน่ารำคาญไปนิด
  • งานภาพ โทนภาพสวย หม่น และสะท้อนอารมณ์ตัวละครได้ดี โดยเฉพาะฉากในคุกและฉากที่เกี่ยวกับหิมะ

3. ประเด็นที่น่าสนใจ เรื่องนี้ไม่ได้ขายแค่ฉากฆาตกรรม แต่เล่นกับคำถามทางศีลธรรมว่า “คนดี” จะยอมทำ “เรื่องเลวร้าย” แค่ไหนเพื่อเอาชีวิตรอด และความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงสองคนที่เริ่มต้นด้วยผลประโยชน์ แต่ค่อยๆ พัฒนาเป็นความเข้าใจที่ลึกซึ้ง (Sismance แบบดาร์กๆ)

ควรดูไหม?

  • ดูเถอะ ถ้าคุณชอบซีรีส์แนวจิตวิทยาปั่นประสาท และอยากดูการแสดงระดับเทพของสองนางเอกตัวแม่ แค่ดูการแสดงก็คุ้มแล้ว
  • ข้ามได้ ถ้าคุณคาดหวังความสมจริงของกระบวนการยุติธรรมแบบเป๊ะๆ หรือไม่ชอบซีรีส์ที่ดำเนินเรื่องเน้นอารมณ์มากกว่าความรวดเร็วฉับไว

และนี่คือรีวิวเจาะลึกแบบ Long-form ของซีรีส์ “The Price of Confession” (2025) หรือ “คำสารภาพล้างเลือด” ที่เน้นการวิเคราะห์แก่นเรื่อง งานภาพ และพลังการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อแบบผิวเผินครับ

[Review] The Price of Confession (2025) เมื่อ “ความจริง” มีราคาที่ต้องจ่ายด้วยวิญญาณ และการแสดงระดับปรมาจารย์ที่ก้าวข้ามบทละคร

หากปี 2025 จะมีซีรีส์ระทึกขวัญสักเรื่องที่ถูกจารึกไว้ในฐานะ “เวทีประลองกำลังภายใน” ของนักแสดงหญิงระดับแม่เหล็กแห่งเกาหลี คงหนีไม่พ้น The Price of Confession ผลงานของผู้กำกับ อีจองฮโย (จาก Crash Landing on You) ที่ฉีกแนวจากโรแมนติกหวานซึ้งมาสู่โลกสีเทาหม่นของอาชญากรรมและจิตวิทยา

นี่ไม่ใช่ซีรีส์สืบสวนสอบสวนธรรมดาที่เน้นแค่ว่า “ใครคือฆาตกร” แต่มันคือการสำรวจหลุมดำในจิตใจมนุษย์ เมื่อผู้หญิงสองคนที่แตกสลายในรูปแบบที่ต่างกัน ต้องมาผูกพันกันด้วยพันธะสัญญาปีศาจ ซีรีส์ความยาว 12 ตอนเรื่องนี้มอบรสชาติที่ขมปร่าแต่งดงาม ผ่านองค์ประกอบศิลป์และการแสดงที่แบกรับความกดดันของบทไว้อย่างน่าอัศจรรย์

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความทะเยอทะยานที่มาพร้อมรอยร้าว

โครงสร้างที่ไม่ใช่แค่การสืบสวน แต่คือ “จิตวิทยาสังคม”

สิ่งที่ทำให้ The Price of Confession แตกต่างจากละครแนวล้างแค้นทั่วไป คือการที่มันไม่ได้เปิดเรื่องด้วยความแค้น แต่เปิดด้วย “ความเปราะบาง” ของระบบยุติธรรมและอคติทางสังคม

ตัวละคร อันยุนซู (จอนโดยอน) ถูกวางให้เป็นตัวแทนของ “เหยื่อที่สมบูรณ์แบบ” ในสายตาสังคม—ครูสอนศิลปะผู้อ่อนโยน แม่ และภรรยา แต่เมื่อสามีถูกฆ่าตาย ความเป็นเหยื่อของเธอกลับถูกบิดเบือนด้วยหลักฐานแวดล้อมและสายตาจับผิดของอัยการ แบคดงฮุน (พัคแฮซู) ซีรีส์นำเสนอประเด็นที่น่าสนใจมากว่า “ความจริงไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณทำหรือไม่ทำ แต่อยู่ที่ว่าเรื่องราวของคุณน่าเชื่อถือแค่ไหนในสายตาคนอื่น”

ในขณะที่ โมอึน (คิมโกอึน) คือตัวแทนของ “ความชั่วร้ายที่สังคมยัดเยียด” เธอถูกตราหน้าว่าเป็นแม่มด เป็นไซโคพาท เพียงเพราะเธอมีบุคลิกที่อ่านยากและไม่ยอมจำนนต่อกฎเกณฑ์ การจับคู่ของสองตัวละครนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเพื่อนร่วมคุก แต่คือการปะทะกันของ “คนที่พยายามพิสูจน์ความดี” กับ “คนที่เลิกสนโลกไปแล้ว”

ความสัมพันธ์แบบ Sismance ที่เคลือบยาพิษ

จุดแข็งที่สุดของการเล่าเรื่องคือพลวัตความสัมพันธ์ระหว่างยุนซูและโมอึน มันไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบพี่สาวน้องสาวที่อบอุ่นแบบ Thelma & Louise แต่มันคือความสัมพันธ์แบบ Symbiotic Parasitism (ปรสิตที่พึ่งพากัน) ช่วงแรกเราจะเห็นความหวาดระแวง ยุนซูมองโมอึนเป็นปีศาจที่ยื่นแอปเปิ้ลพิษให้ (ข้อเสนอรับผิดแทนแลกกับการฆ่าคน) แต่เมื่อเรื่องดำเนินไป คนดูจะค่อยๆ ซึมซับว่า ภายใต้ความเย็นชานั้น โมอึนคือคนเดียวที่มองเห็น “ความจริง” ในตัวยุนซู ในขณะที่โลกภายนอก (ทนาย, ตำรวจ, สื่อ) มองเห็นแค่เปลือก

อย่างไรก็ตาม บทก็มีจุดอ่อนที่ปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงกลางเรื่อง (Episode 5-8) ที่จังหวะการเล่าเรื่องเริ่มหย่อนยาน การขยายปมสืบสวนออกไปหลายทิศทางจนเกินความจำเป็น และการตัดสินใจของตัวละครบางตัว (โดยเฉพาะฝั่งตำรวจและอัยการ) ที่ดูไร้เหตุผลในบางครั้งเพื่อเอื้อให้พล็อตดำเนินต่อไปได้ ทำให้ความสมจริงของเรื่องลดทอนลงไปบ้าง หากซีรีส์กระชับลงเหลือ 8-10 ตอน ความเข้มข้นน่าจะพีคจนปรอทแตก

2. งานภาพและสุนทรียศาสตร์ (Cinematography & Visuals) ความงามในความหดหู่

ผู้กำกับอีจองฮโยพิสูจน์ว่าเขาสามารถทำแนว Thriller ได้อย่างมีชั้นเชิง งานภาพในเรื่องนี้ไม่ได้มืดทึมจนมองไม่เห็นรายละเอียดแบบหนังระทึกขวัญเกรด B แต่กลับมีการใช้ Color Grading และ Composition ที่สื่อความหมายลึกซึ้ง

  • สัญญะของ “พื้นที่” (Space) สังเกตได้ว่าฉากในคุกจะมีความคับแคบ อึดอัด ใช้โทนสีฟ้าอมเทาที่ดูเย็นยะเยือก สะท้อนถึงความสิ้นหวัง แต่เมื่อตัวละครออกมาสู่โลกภายนอก ภาพกลับไม่ได้ดูสดใสขึ้น แต่ใช้โทนสีเหลืองตุ่นๆ หรือสีซีเปียจางๆ ซึ่งให้ความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” และ “หลอกลวง” ราวกับจะบอกว่า อิสรภาพภายนอกนั้นน่ากลัวกว่ากรงขังเสียอีก
  • การใช้แสงและเงา (Chiaroscuro) โดยเฉพาะในฉากห้องสอบสวนหรือห้องขังเดี่ยว แสงมักจะตกกระทบเพียงเสี้ยวหน้าของตัวละคร เพื่อเน้นย้ำถึง “ความจริงครึ่งเดียว” หรือด้านมืดที่ซ่อนอยู่ นี่เทคนิคที่ช่วยส่งเสริมการแสดงของนักแสดงอย่างมาก เพราะมันทำให้เราต้องจ้องมองไปที่ดวงตาของพวกเขา
  • ภาษาของกล้อง (Camera Movement) ผู้กำกับเลือกใช้มุมกล้อง Close-up เยอะมาก (Extreme Close-up) เพื่อจับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้า อาการสั่นของริมฝีปาก หรือแววตาที่วูบไหว ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับซีรีส์ที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ภายใน (Internal Conflict) มากกว่าฉากแอ็คชั่น

อีกจุดที่น่าชื่นชมคือ Art Direction ของฉากฆาตกรรมและสตูดิโอศิลปะ ที่จัดวางองค์ประกอบได้สวยงามราวกับภาพวาดนิ่ง (Still Life) ที่เปื้อนเลือด มันสร้างความขัดแย้ง (Contrast) ระหว่างศิลปะกับความรุนแรง ซึ่งเป็นธีมหลักของตัวเอกที่เป็นครูสอนศิลปะ

3. การแสดง (Performances) หัวใจและวิญญาณของเรื่อง

หากบทคือกระดูก งานภาพคือผิวหนัง การแสดง ของเรื่องนี้ก็คือเลือดเนื้อที่ทำให้ซีรีส์มีชีวิตชีวา และนี่คือส่วนที่น่าประทับใจที่สุดจนต้องขอเขียนถึงอย่างละเอียด

จอนโดยอน (Jeon Do-yeon)  ความเจ็บปวดที่จับต้องได้

จอนโดยอนในบท อันยุนซู ไม่ได้เล่นใหญ่ไฟกะพริบ แต่เธอเล่นด้วย “ความละเอียดระดับไมครอน” เธอทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าเป็นผู้หญิงธรรมดาที่โลกถล่มทลายลงตรงหน้า

  • พัฒนาการตัวละคร เราจะได้เห็นเธอตั้งแต่เป็นผู้หญิงนุ่มนิ่ม ขี้กลัว จนค่อยๆ ถูกความอยุติธรรมกัดกิน เปลี่ยนเป็นความด้านชา และระเบิดออกมาเป็นความบ้าคลั่งที่เงียบงัน การแสดงของเธอทำให้คนดูรู้สึก “เหนื่อย” และ “เจ็บ” ไปพร้อมกับเธอ
  • ซีนจดจำ ฉากที่เธอต้องกลั้นเสียงร้องไห้ในคุก หรือฉากที่เธอต้องตัดสินใจทำเรื่องเลวร้ายเพื่อแลกกับอิสรภาพ แววตาของจอนโดยอนสามารถสื่อสารความขัดแย้งระหว่าง “ศีลธรรม” และ “สัญชาตญาณการเอาตัวรอด” ได้โดยไม่ต้องพูดสักคำ

คิมโกอึน (Kim Go-eun)  แม่มดผู้เปราะบาง

นี่คือหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตการแสดงของคิมโกอึน เธอสลัดภาพนางเอกสดใสทิ้งไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียง โมอึน หญิงสาวลึกลับที่น่าขนลุก

  • Less is More คิมโกอึนเลือกดีไซน์ตัวละครนี้ให้ “นิ่ง” ที่สุด เธอแทบไม่กระพริบตา ไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้ามากนัก แต่ใช้ “น้ำเสียง” (Voice Projection) และ “จังหวะการพูด” ที่เนิบนาบแต่กดดัน เพื่อควบคุมสถานการณ์
  • เสน่ห์ที่อันตราย ความเก่งกาจของเธอคือการทำให้คนดูทั้งกลัวและหลงรักในเวลาเดียวกัน เราไม่รู้เลยว่าเธอคิดอะไรอยู่ (สมกับบทที่อ่านใจคนอื่นได้ แต่ไม่มีใครอ่านใจเธอได้) แต่ในแววตาที่ว่างเปล่านั้น บางครั้งเรากลับเห็นร่องรอยของเด็กสาวที่เรียกร้องความรัก
  • เคมีสาธารณะ เมื่อเธอเข้าฉากกับจอนโดยอน มันคือ Masterclass ของการแสดง ทั้งคู่รับส่งอารมณ์กันอย่างลื่นไหล คิมโกอึนเป็นเหมือนไฟเย็นที่เผาไหม้อย่างช้าๆ ในขณะที่จอนโดยอนเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่พร้อมจะปะทุ

พัคแฮซู (Park Hae-soo)  ความมุ่งมั่นที่น่ารำคาญ (ในทางที่ดี)

พัคแฮซู รับบทอัยการที่กัดไม่ปล่อยได้น่าหมั่นไส้มาก เขาเป็นตัวแทนของระบบที่เชื่อมั่นในตัวเองจนเกินเหตุ แม้บทของเขาอาจจะดูมิติเดียวกว่าสองสาว แต่พลังการแสดงของเขาก็ช่วยสร้างแรงกดดันให้เรื่องเดินหน้าไปได้ เขาทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่ปรากฏตัว ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในฐานะตัวขัดขวาง (Antagonist) ในมุมมองของตัวเอก

4. ข้อสังเกตและบทสรุป

สิ่งที่น่าเสียดาย

แม้การแสดงจะยอดเยี่ยม แต่ต้องยอมรับว่าช่วงท้ายของเรื่อง (Climax) อาจทำให้บางคนรู้สึกเสียงแตก (Polarized) การเฉลยปมฆาตกรตัวจริง (Plot Twist) อาจดู “บังเอิญ” หรือ “เล่นใหญ่” ไปนิดเมื่อเทียบกับความสมจริงที่ปูมาในช่วงแรก และแรงจูงใจของฆาตกรอาจดูเบาบางไปเมื่อเทียบกับผลกระทบที่เกิดขึ้น

บทสรุป

The Price of Confession คือซีรีส์ที่ “ขายการแสดง” อย่างแท้จริง มันอาจไม่ใช่ซีรีส์สืบสวนที่บทเป๊ะที่สุดแห่งปี แต่เป็นงานศิลปะที่พาเราไปสำรวจจิตใจมนุษย์ผ่านการแสดงระดับเทพของ จอนโดยอน และ คิมโกอึน

หากคุณมองหาความบันเทิงแบบ Action Thriller ที่ยิงกันสนั่น เรื่องนี้อาจไม่ใช่คำตอบ แต่ถ้าคุณชอบหนังอย่าง Gone Girl หรือซีรีส์อย่าง Mindhunter ที่เน้นบรรยากาศ จิตวิทยา และการเชือดเฉือนด้วยคำพูดและสายตา นี่คือ 12 ชั่วโมงที่คุณจะดำดิ่งจนถอนตัวไม่ขึ้น

คะแนนเนื้อหา 7.5/10 (บทมีความยืดเยื้อและช่องโหว่)

คะแนนการแสดง 10/10 (สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ)

คะแนนงานภาพ 9/10 (สร้างบรรยากาศได้ยอดเยี่ยม) movieseries

“คำสารภาพอาจทำให้เราพ้นผิด แต่ความจริงอาจขังเราไว้ตลอดกาล” นี่คือนิยามที่สั้นและตรงที่สุดสำหรับซีรีส์เรื่องนี้ครับ

ข้อมูลของทีมนักแสดงหลัก (Main Cast) จากซีรีส์ The Price of Confession (2025) หรือ คำสารภาพล้างเลือด ซึ่งถือเป็นการรวมตัวของนักแสดงระดับ “A-List” ของเกาหลีใต้ที่ฝีมือการแสดงจัดจ้านทุกคนครับ

the price of confession (2025) คําสารภาพล้างเลือด

1. จอนโดยอน (Jeon Do-yeon)

  • รับบทอันยุนซู (An Yun-su)
    • คาแรคเตอร์ ครูสอนศิลปะที่มีชีวิตเรียบง่ายและมีความสุขกับครอบครัว แต่ต้องสูญเสียทุกอย่างไปเมื่อตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมสามีตัวเอง เธอต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ท่ามกลางความกดดัน
  • ประวัติย่อ
    • เกิดปี 1973 (อายุ 50+ ปี)
    • ได้รับฉายาว่า “ราชินีเมืองคานส์” (Queen of Cannes) แห่งเกาหลี เพราะเธอเป็นนักแสดงหญิงเกาหลีคนแรกที่คว้ารางวัล “นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม” จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2007 จากเรื่อง Secret Sunshine
    • เธอขึ้นชื่อเรื่องการแสดงที่เข้าถึงบทบาทได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะบทดราม่าหนักๆ หรือบทที่ต้องใช้อารมณ์ซับซ้อน เป็นรุ่นใหญ่ที่นักแสดงรุ่นน้องต่างยกย่อง
  • ผลงานเด่นที่คนไทยคุ้นเคย
    • Crash Course in Romance (โรแมนซ์ฉบับเร่งรัด) – รับบท นัมแฮงซอน (ซีรีส์รอมคอมเรตติ้งดี)
    • Kill Boksoon (มหาประลัยคนเกราะเหล็ก) – รับบท กิลบกซุน (แม่บ้านที่เป็นนักฆ่า)
    • Lost – รับบท บูจอง

2. คิมโกอึน (Kim Go-eun)

  • รับบทโมอึน (Mo Eun)
    • คาแรคเตอร์ นักโทษหญิงลึกลับที่มีฉายาว่า “แม่มด” เธอมีบุคลิกต่อต้านสังคม อ่านใจคนเก่ง และเป็นตัวแปรสำคัญที่ยื่นมือเข้ามาช่วยยุนซู โดยมีจุดประสงค์แอบแฝง
  • ประวัติย่อ
    • เกิดปี 1991
    • แจ้งเกิดเปรี้ยงปร้างตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก A Muse (2012) ที่กวาดรางวัลหน้าใหม่ไปเพียบ คิมโกอึนเป็นนักแสดงที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว หน้าตาสวยเก๋แบบหมวยอินเตอร์ และเลือกรับบทที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับลุคนางเอกพิมพ์นิยม ล่าสุดเพิ่งสร้างปรากฏการณ์จากบท “ร่างทรง” ในหนัง Exhuma
  • ผลงานเด่นที่คนไทยคุ้นเคย
    • Goblin (ก็อบลิน คำสาปรักผู้พิทักษ์วิญญาณ) – รับบท จีอึนทัก (เจ้าสาวของก็อบลิน)
    • The King Eternal Monarch (จอมราชันบัลลังก์อมตะ) – รับบท ตำรวจสาวจองแทอึล
    • Little Women (สามพี่น้อง) – รับบท พี่คนโต โออินจู
    • Exhuma (ขุดมันขึ้นมา) – รับบท ฮวาริม (ธิดาเทพ/ร่างทรง)

3. พัคแฮซู (Park Hae-soo)

  • รับบทแบคดงฮุน (Baek Dong-hoon)
    • คาแรคเตอร์ อัยการหนุ่มผู้ยึดมั่นในหลักการและความถูกต้อง เขาเป็นคนกัดไม่ปล่อย และเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเองอย่างแรงกล้าในการตามล่าความจริง (แม้บางครั้งความจริงนั้นอาจจะโหดร้ายต่อยุนซูก็ตาม)
  • ประวัติย่อ
    • เกิดปี 1981
    • เริ่มต้นมาจากการเป็นนักแสดงละครเวที ก่อนจะก้าวเข้าสู่จอแก้วและโด่งดังเป็นพลุแตก เขาได้รับฉายาแซวๆ ว่าเป็น “ลูกรัก Netflix” เพราะผลงานดังๆ ของเขาส่วนใหญ่อยู่บน Netflix ทั้งนั้น ฝีมือการแสดงของเขาเน้นความดุดัน จริงจัง และมีน้ำเสียงที่ทรงพลัง
  • ผลงานเด่นที่คนไทยคุ้นเคย
    • Squid Game (สควิดเกม เล่นลุ้นตาย) – รับบท โจซังอู (ผู้เล่นหมายเลข 218)
    • Prison Playbook (ฟ้าพลิก ชีวิตยังต้องสู้) – รับบท คิมเจฮยอก (นักเบสบอลในคุก)
    • Money Heist Korea – Joint Economic Area – รับบท เบอร์ลิน
    • Narco-Saints (นักบุญนรโก) – รับบท ชเวชางโฮ

4. จินซอนกยู (Jin Sun-kyu)

  • รับบททนายความ จางจองซู
    • คาแรคเตอร์ ทนายความฝ่ายจำเลยที่พยายามช่วยเหลือยุนซู แม้จะเป็นทนายที่ดูซื่อๆ และไม่ได้มีอำนาจมากนัก แต่เขาก็พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุด
  • ผลงานเด่น Extreme Job (หนังตลกทำเงินสูงสุด), Through the Darkness, Revenant

เกร็ดเพิ่มเติม เดิมทีโปรเจกต์นี้เคยมีข่าววางตัว ซงฮเยคโย และ ฮันโซฮี ให้มารับบทนำ (จนเกิดกระแสคู่จิ้นข้ามรุ่น) แต่เนื่องจากความเห็นไม่ตรงกับทีมงาน ทั้งคู่จึงถอนตัวออกไป และได้ จอนโดยอน กับ คิมโกอึน มาเสียบแทน ซึ่งถือเป็นการแคสติ้งที่ “สมศักดิ์ศรี” และน่าดูไม่แพ้กันในแง่ของพลังการแสดงสายดราม่าครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *