เรื่องย่อของภาพยนตร์สยองขวัญอินโดนีเซียเรื่อง The Devil’s Bride (2025) หรือในชื่อต้นฉบับว่า Pengantin Setan (ชื่อไทยอย่างไม่เป็นทางการ ชู้จากนรก) ครับ
🎬 รีวิวหนัง The Devil’s Bride (2025) – ชู้จากนรก
แนว สยองขวัญ / ระทึกขวัญ / ดราม่าจิตวิทยา
ผู้กำกับ Azhar Kinoi Lubis
นักแสดงนำ Erika Carlina, Emir Mahira, Wavi Zihan

📝 เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวของ เอชา (Echa) และ อาเรียล (Ariel) คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันมานาน 3 ปี แต่ความสัมพันธ์เริ่มจืดจางและเกิดรอยร้าว เอชารู้สึกโดดเดี่ยวและถูกละเลยในโลกความเป็นจริง แต่ในยามค่ำคืน เธอได้พบกับความสุขสมหวังใน “ความฝัน”
ในฝันนั้น เธอได้พบกับชายหนุ่มรูปงามที่มอบความรักและความเอาใจใส่ให้เธออย่างที่สามีไม่เคยให้ โดยที่เธอไม่รู้เลยว่าชายในฝันคนนั้นแท้จริงแล้วคือ “จินดาซิม” (Jin Dasim) ปีศาจร้ายที่มีเจตนาทำลายชีวิตคู่และครอบครัว สิ่งที่เริ่มต้นจากความสุขในความฝัน เริ่มลุกลามออกมาสู่โลกความเป็นจริง เมื่อเอชาเริ่มถลำลึกและทำพันธสัญญาบางอย่างโดยไม่รู้ตัว ทำให้อาเรียลต้องพยายามหาทางช่วยภรรยาของเขาให้หลุดพ้นจากพันธนาการของปีศาจที่หมายปองจะเอาเธอไปเป็น “เจ้าสาว” ของมัน
💬 บทวิจารณ์ (Review)
1. พล็อตเรื่องที่เล่นกับ “จิตวิทยาคนเหงา”
จุดเด่นที่น่าสนใจของ The Devil’s Bride คือการหยิบเอาปัญหาชีวิตคู่ที่สมจริงมาเป็นแกนหลัก ความเหงาและความต้องการความรักของ “เอชา” เป็นจุดอ่อนที่ทำให้ปีศาจแทรกซึมเข้ามาได้ง่าย หนังไม่ได้ขายแค่ผีหลอกวิญญาณหลอน แต่สะท้อนให้เห็นว่า “ปีศาจที่น่ากลัวที่สุดอาจมาในรูปแบบของความสุขที่เราโหยหา” พล็อตเรื่องแบบ “ชู้รักในฝัน” นี้ทำให้คนดูเอาใจช่วยและเข้าใจแรงจูงใจของตัวละครได้ดี
2. บรรยากาศและความสยอง
หนังเรื่องนี้ทำได้ดีในแง่ของการสร้างบรรยากาศอึดอัด (Tension) ฉากในความฝันถูกทำออกมาให้ดูเย้ายวนแต่แฝงความอันตราย ขณะที่ฉากในโลกความจริงก็เต็มไปด้วยความหวาดระแวง ฉาก Jump Scare ยังคงมีตามสไตล์หนังผีอินโดนีเซียที่เน้นเสียงประกอบที่ดังและภาพที่น่ากลัว แต่อาจจะไม่ได้มีลูกเล่นใหม่ๆ มากนักสำหรับคอหนังสยองขวัญฮาร์ดคอร์

3. การแสดง
Erika Carlina ในบทเอชา แบกรับอารมณ์ของเรื่องได้ดีมาก เธอถ่ายทอดความสับสนระหว่างความสุขจอมปลอมในฝันกับความทุกข์ในความจริงได้อย่างน่าเชื่อถือ ส่วนเคมีกับนักแสดงนำชายก็ช่วยขับเน้นให้เห็นถึงความร้าวฉานในครอบครัวได้ชัดเจน
4. จุดที่น่าสังเกต
แม้พล็อตจะน่าสนใจ แต่การดำเนินเรื่องในช่วงกลางอาจจะดูยืดเยื้อเล็กน้อย และการคลี่คลายปมในช่วงท้าย (Climax) อาจจะดูเป็นสูตรสำเร็จของหนังปราบผีไปบ้าง ทั้งเรื่องพิธีกรรมและการต่อสู้กับปีศาจที่เดาทางได้
⭐ สรุปคะแนน 7/10
The Devil’s Bride เป็นหนังผีอินโดฯ ที่มีมาตรฐานการผลิตที่ดี พล็อตเรื่องแข็งแรงด้วยดราม่าชีวิตคู่ ผสมผสานกับตำนานความเชื่อเรื่อง “จิน” (Djinn) ได้อย่างลงตัว ใครที่ชอบหนังแนวไสยศาสตร์ที่มีกลิ่นอายดราม่าดาร์กๆ น่าจะถูกใจเรื่องนี้ครับ
เหมาะสำหรับ คนที่ชอบหนังผีเอเชีย, หนังแนวไสยศาสตร์/ความเชื่อ, และคนที่ชอบพล็อตเรื่องเกี่ยวกับอาถรรพ์ในครอบครัว
และนี่คือรีวิวแบบเจาะลึก จัดเต็มสำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Devil’s Bride (2025) หรือ Pengantin Setan ในรูปแบบบทวิจารณ์เชิงวิเคราะห์กึ่งเล่าเรื่อง (Spoken Style) ที่เน้นความรู้สึก การตีความ และรายละเอียดของงานสร้าง เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็นมากกว่าหนังผีดาษดื่น และทำไมมันถึงน่าพูดถึงครับ
🎬 รีวิวเจาะลึก The Devil’s Bride (2025) – เมื่อความเหงา น่ากลัวกว่าผี และ “ชู้รัก” ที่ดีที่สุด… คือปีศาจ

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาคุยกันแบบลงลึกถึงหนังผีอินโดนีเซียที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในปีนี้ นั่นคือ The Devil’s Bride หรือในชื่อไทยที่เราเข้าใจกันว่า “เจ้าสาวปีศาจ” (หรือ Pengantin Setan) ถ้าคุณคิดว่านี่จะเป็นหนังผีตุ้งแช่ วิ่งหนีผีลงโอ่งแบบเดิมๆ ผมอยากให้คุณลบภาพนั้นทิ้งไปก่อน เพราะสิ่งที่ผู้กำกับ Azhar Kinoi Lubis พยายามนำเสนอในเรื่องนี้ มันคือการผสมผสานระหว่าง “ดราม่าจิตวิทยาของชีวิตคู่” เข้ากับ “ความสยองขวัญเชิงไสยศาสตร์” ได้อย่างเจ็บแสบและกัดกินใจคนดูเหลือเกิน
วันนี้ผมจะไม่เน้นเล่าเรื่องย่อซ้ำ (เพราะเราหาอ่านที่ไหนก็ได้) แต่ผมจะพาคุณไปชำแหละแก่นของหนัง งานภาพ และการแสดง ที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีความ “ขลัง” และน่าสนใจในระดับ 2,000 คำ (โดยประมาณ) กันครับ
1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง ปีศาจที่ชื่อว่า “ความเปราะบางในจิตใจ”
สิ่งแรกที่ผมต้องขอชื่นชมทีมเขียนบทคือ การที่เขาฉลาดเลือกวัตถุดิบ หนังไม่ได้เปิดเรื่องมาด้วยผีที่จ้องจะหลอก แต่เปิดด้วย “ความสัมพันธ์ที่กำลังพังทลาย” ของคู่สามีภรรยา เอชา (Echa) และ อาเรียล (Ariel)
เมื่อ “บ้าน” ไม่ใช่ “วิมาน”
หนังจับประเด็นเรื่อง “Jin Dasim” (จินดาซิม) ซึ่งตามความเชื่อท้องถิ่นและศาสนาอิสลาม คือปีศาจที่มีหน้าที่ทำลายสถาบันครอบครัว ยุยงให้สามีภรรยาแตกแยกกัน การหยิบเอาตำนานนี้มาเล่น มันทำให้หนังมีน้ำหนักของความจริง (Realism) รองรับอยู่
บทหนังเล่นกับความรู้สึกของคนดูได้เก่งมากในช่วงแรก มันทำให้เราตั้งคำถามตลอดเวลาว่า “สรุปแล้วสิ่งที่เอชาเจอ คือผีจริงๆ หรือเธอแค่ป่วย?” ความเหงาของเอชาถูกถ่ายทอดออกมาได้น่าสงสาร เธอโหยหาความรักจากสามีที่บ้างานและดูเหมือนจะหมดโปรโมชั่นกับเธอไปแล้ว ช่องว่างตรงนี้แหละครับที่เป็น “ประตู” ให้ปีศาจเดินเข้ามา
กับดักที่เรียกว่า “ความสุขในฝัน”
จุดที่ผมชอบที่สุดในเชิงบท คือการดีไซน์ให้ปีศาจไม่ได้มาในรูปแบบที่น่ากลัวตั้งแต่แรก แต่มันมาในรูปแบบของ “ชายในฝัน” (Dream Lover) หนังเล่นกับกิเลสและความโหยหาของมนุษย์ ปีศาจในเรื่องนี้ฉลาดมาก มันรู้ว่าเอชาขาดอะไร มันจึงเติมเต็มสิ่งนั้นให้ในความฝัน—ความอบอุ่น คำหวาน สัมผัสที่โหยหา บทหนังตรงนี้สะท้อนสัจธรรมที่น่ากลัวว่า “ปีศาจที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ตัวที่มีเขี้ยวโง้ง แต่คือตัวที่ให้ความสุขเราได้มากกว่าความจริง”
จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing)
แม้ว่าช่วงกลางเรื่องอาจจะมีจังหวะที่หนืดไปบ้าง (Slow Burn) ซึ่งเป็นสไตล์หนังอินโดฯ ยุคใหม่ที่ต้องการปูบรรยากาศ (Atmospheric Horror) มากกว่าจะสาด Jump Scare ใส่คนดูรัวๆ เหมือนยุคก่อน แต่ความหนืดนี้กลับเป็นข้อดี เพราะมันทำให้คนดูค่อยๆ ซึมซับความรู้สึก “อึดอัด” ของตัวละครเอชา เราจะรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในบ้านที่ไร้ทางออกไปพร้อมกับเธอ จนกระทั่งเมื่อความจริงเปิดเผยในช่วงท้าย กราฟของหนังก็พุ่งขึ้นจุดเดือดอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากดราม่าจิตวิทยา กลายเป็นหนังสยองขวัญเอาตัวรอดที่บีบหัวใจ
2. งานภาพและสุนทรียะแห่งความสยอง (Visuals & Cinematography)
ถ้าบทหนังคือกระดูกสันหลัง งานภาพของ The Devil’s Bride ก็คือผิวหนังที่ห่อหุ้มให้เรื่องราวนี้น่าขนลุกจับใจ งานภาพเรื่องนี้ไม่ได้เน้นความสวยงามแบบวิจิตรบรรจง แต่เน้นความ “ดิบและกดดัน”
การใช้แสงและเงา (Lighting & Shadow)
ทีมกำกับภาพเลือกใช้โทนสีที่ค่อนข้างทึม (Desaturated Colors) ในโลกแห่งความจริง บ้านของเอชาและอาเรียลดูเย็นชา อึมครึม เหมือนบ้านที่ไม่มีชีวิตชีวา การจัดแสงมักจะให้ตัวละครจมอยู่ในเงา เพื่อสื่อถึงความไม่ชัดเจนและความลับที่ซ่อนอยู่
แต่พอตัดสลับไปในฉาก “ความฝัน” โทนภาพจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย มีความฟุ้ง (Soft Focus) และดูอบอุ่นหลอกตา (Deceptive Warmth) การตัดกันของสองโทนนี้ช่วยแยกโลกสองใบออกจากกันอย่างชัดเจน และทำให้คนดูรู้สึก “ขนลุก” เมื่อความอบอุ่นในฝันเริ่มถูกความมืดเข้าครอบงำ
มุมกล้องที่สร้างความหวาดระแวง
มีหลายฉากที่กล้องเลือกใช้มุมมองแบบ Voyeuristic Shot หรือมุมมองเหมือนมีคนแอบดูผ่านช่องประตู ผ่านกระจก หรือจากมุมมืดของห้อง มันทำให้คนดูรู้สึกไม่ปลอดภัยตลอดเวลา เหมือนมีสายตาที่สาม (ซึ่งก็คือเจ้า จินดาซิม นั่นแหละ) คอยจับจ้องชีวิตคู่ของพวกเขาทุกฝีก้าว นอกจากนี้ การใช้เลนส์ภาพที่ทำให้พื้นที่ดูแคบลง (Claustrophobic) ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกที่ว่าเอชาไม่มีที่หนี แม้แต่ในบ้านของตัวเอง
เทคนิคพิเศษและการออกแบบปีศาจ (Visual Effects & Creature Design)
ต้องชมว่า CGI และ Practical Effects ของหนังอินโดนีเซียพัฒนาไปไกลมาก ในเรื่องนี้ การปรากฏตัวของร่างจริงปีศาจไม่ได้ดูเป็นการ์ตูน แต่มีความเป็น “กายภาพ” (Organic) ที่น่าขยะแขยง การแต่งหน้าเอฟเฟกต์ทำได้สมจริง โดยเฉพาะในฉากที่ต้องแสดงอาการของการถูกครอบงำ หรือฉากพิธีกรรมต่างๆ ความเลือดสาด (Gore) มีมาให้เห็นพอประมาณ ไม่ได้เยอะจนเลอะเทอะ แต่มาแต่ละทีคือ “ถึง” และ “เจ็บ”

3. การแสดง หัวใจสำคัญที่แบกหนังทั้งเรื่อง
ต้องยอมรับว่า ถ้าไม่ได้นักแสดงชุดนี้ The Devil’s Bride อาจจะเป็นแค่หนังผีเกรด B ทั่วไป แต่การแสดงคือสิ่งที่ยกระดับหนังเรื่องนี้ขึ้นมา
Erika Carlina รับบท “เอชา” (The Soul of the Movie)
นี่คือเวทีโชว์ของของ Erika อย่างแท้จริง เธอต้องแบกรับอารมณ์ที่ซับซ้อนมาก
- พาร์ทดราม่า เธอทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าเป็นภรรยาที่อมทุกข์ แววตาที่ว่างเปล่าเวลาสามีเดินผ่าน หรือความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่สื่อออกมาทางภาษากาย ทำได้ละเอียดอ่อนมาก
- พาร์ทสยองขวัญ เมื่อถึงจุดที่เธอเริ่มถูกคุกคาม หรือช่วงที่เธอหลงระเริงไปกับปีศาจ Erika เปลี่ยนโหมดได้อย่างน่ากลัว รอยยิ้มของเธอในบางฉากดูวิปริตจนเราไม่แน่ใจว่านี่คือเอชาคนเดิม หรือสิ่งที่อยู่ข้างในคือคนอื่น ฉากที่เธอต้องกรีดร้องหรือแสดงอาการคุ้มคลั่ง เธอใส่พลังงานออกมาจนคนดูเหนื่อยแทน เป็นการแสดงที่ใช้ร่างกายเปลืองมากและคุ้มค่าทุกนาทีที่เธออยู่บนจอ
Emir Mahira รับบท “อาเรียล” (The Skeptic Anchor)
Emir รับหน้าที่เป็นตัวแทนของคนดูและโลกแห่งความจริง บทของอาเรียลอาจจะดูน่ารำคาญในช่วงแรก (ตามสูตรสามีในหนังผีที่ไม่เคยเชื่อเมีย) แต่ Emir เล่นได้ดีในแง่ของ “พัฒนาการตัวละคร” จากผู้ชายที่เมินเฉย ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความสับสน ความกลัว และความรู้สึกผิดที่ดูแลภรรยาไม่ดีพอ เคมีระหว่างเขากับ Erika ไม่ใช่เคมีแบบคู่รักหวานแหวว แต่เป็นเคมีของ “คู่รักที่กำลังจะขาดจากกัน” ซึ่งทั้งคู่สื่อสารความอึดอัดตรงนี้ออกมาได้ดีมาก ทำให้ฉากปะทะอารมณ์ดูสมจริงเหมือนเรากำลังแอบฟังข้างบ้านทะเลาะกันจริงๆ

Wavi Zihan และนักแสดงสมทบ
ตัวละครสมทบในเรื่องนี้ไม่ได้มาแค่เป็นไม้ประดับ แต่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเรื่องราว โดยเฉพาะตัวละครที่มีความรู้เรื่องไสยศาสตร์ การแสดงของพวกเขาช่วยสร้างบรรยากาศความขลังและความน่าเชื่อถือให้กับพิธีกรรมต่างๆ ในเรื่อง ดูแล้วรู้สึกว่านี่คือวิถีชีวิตและความเชื่อจริงๆ ของคนอินโดนีเซีย ไม่ใช่แค่การแสดงละคร
4. องค์ประกอบศิลป์และเสียง (Sound Design & Production Design)
สิ่งสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือเรื่องของ “เสียง” หนังผีอินโดฯ ขึ้นชื่อเรื่องความดังของเสียงประกอบ และเรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่สิ่งที่ The Devil’s Bride ทำได้ดีกว่ามาตรฐานคือ “ความเงียบ”
ผู้กำกับรู้จักใช้ความเงียบให้เป็นประโยชน์ ในฉากที่ตัวละครอยู่คนเดียว เสียงบรรยากาศ (Ambience) เล็กๆ น้อยๆ เช่น เสียงลมพัด เสียงไม้ลั่น หรือเสียงน้ำหยด ถูกขยายให้ชัดขึ้น เพื่อสร้างความระแวง ก่อนจะตามมาด้วย Score ดนตรีที่กระแทกกระทั้นในช่วง Jumpscare ซึ่งแม้จะเป็นสูตรสำเร็จ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามัน “ได้ผล” ทุกครั้ง
นอกจากนี้ การออกแบบฉาก (Set Design) โดยเฉพาะในห้องนอนและพื้นที่ภายในบ้าน มีการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ที่สะท้อนสภาพจิตใจของตัวละคร ข้าวของที่เริ่มรก ความสกปรกที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามระดับการครอบงำของปีศาจ เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทีมงานใส่ใจ
5. บทสรุป ทำไมคุณต้องดู The Devil’s Bride?
สรุปแล้ว The Devil’s Bride (2025) ไม่ใช่แค่หนังผีที่ขายความน่ากลัวเพียงอย่างเดียว แต่มันคือ “Cautionary Tale” (นิทานสอนใจ) สำหรับคนที่มีคู่
- ในแง่ความบันเทิง มันตอบโจทย์คนชอบหนังผีสายบรรยากาศ มีฉากตุ้งแช่ให้ตกใจ มีฉากแหวะให้หวาดเสียว และมีเนื้อเรื่องที่ชวนติดตาม
- ในแง่ภาพยนตร์ งานสร้างมาตรฐานสูง การแสดงระดับท็อปฟอร์มของ Erika Carlina และการกำกับภาพที่สร้างอารมณ์ร่วมได้ดีเยี่ยม
- ในแง่ข้อคิด หนังกระแทกใจคนมีคู่ทุกคน ให้หันกลับมามองคนข้างกายว่า วันนี้เราละเลยเขาจนเปิดโอกาสให้ “ปีศาจ” (ไม่ว่าจะในรูปแบบสิ่งลี้ลับหรือมือที่สาม) เข้ามาแทรกกลางหรือเปล่า?
ถ้าคุณชอบหนังอย่าง Hereditary ที่เล่นกับปมครอบครัว หรือชอบหนังผีอินโดฯ อย่าง Sijjin และ Pengabdi Setan (Satan’s Slaves) ผมมั่นใจว่า The Devil’s Bride จะเป็นหนังที่คุณดูจบแล้วต้องเก็บเอาไปคุยต่อ และอาจจะทำให้คุณรีบกลับบ้านไปกอดคนรักของคุณให้แน่นขึ้น… ก่อนที่ใคร(หรือตัวอะไร) จะมาทำหน้าที่นั้นแทนคุณ
คะแนนรีวิวจากความรู้สึก 8/10 (หักเล็กน้อยเรื่องความยืดเยื้อช่วงกลาง แต่ชดเชยด้วยการแสดงที่ยอดเยี่ยม)
นี่คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดในปี 2025 ครับ!
สำหรับภาพยนตร์เรื่อง The Devil’s Bride (2025) หรือ Pengantin Setan นักแสดงหลักที่มารับบทบาทสำคัญในการถ่ายทอดเรื่องราวสยองขวัญแนวดราม่าจิตวิทยานี้ ล้วนเป็นนักแสดงที่มีฝีมือและกำลังเป็นที่จับตามองในวงการบันเทิงอินโดนีเซียครับ
นี่คือข้อมูลของนักแสดงนำและประวัติโดยย่อครับ
1. Erika Carlina (เอริกา คาร์ลินา)
รับบท เอชา (Echa) — ภรรยาผู้โหยหาความรักและความเอาใจใส่ จนตกเป็นเหยื่อของปีศาจในความฝัน
- ประวัติโดยย่อ Erika Carlina เป็นนักแสดง นางแบบ และอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังชาวอินโดนีเซีย เธอเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากบุคลิกที่มั่นใจและหน้าตาที่เก๋ไก๋ (Exotic look) เดิมทีเธอโด่งดังในโลกโซเชียลมีเดียก่อนจะก้าวเข้าสู่การแสดงอย่างเต็มตัว ในช่วงปีหลังๆ เธอได้รับฉายาว่าเป็น “Horror Queen” รุ่นใหม่ของอินโดนีเซีย เพราะเธอมักได้รับบทนำในหนังสยองขวัญที่ทำเงินถล่มทลาย การแสดงของเธอโดดเด่นในเรื่องการใช้สายตาและอารมณ์ที่รุนแรง ทั้งความเศร้าและความอาฆาต
- ผลงานเด่น
- Sosok Ketiga (2023) – หนังผีที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งเธอรับบทนำ
- Srimulat Hil yang Mustahal – หนังตลกที่พิสูจน์ฝีมือการแสดงของเธอในอีกมุมหนึ่ง
- Tulah 6/13 – หนังสยองขวัญแนวจิตวิทยา
2. Emir Mahira (อีเมียร์ มาฮิรา)
รับบท อาเรียล (Ariel) — สามีของเอชา ผู้บ้างานและละเลยความรู้สึกของภรรยา จนต้องมาเผชิญหน้ากับความสยองเพื่อทวงคืนภรรยา
- ประวัติโดยย่อ Emir Mahira เป็นนักแสดงที่มีฝีมือการแสดงระดับรางวัล เขาเข้าวงการมาตั้งแต่วัยเด็กและโด่งดังเป็นพลุแตกจากบทบาทนักฟุตบอลรุ่นจิ๋ว ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์อินโดนีเซีย (FFI) ตั้งแต่อายุยังน้อย หลังจากห่างหายไปพักใหญ่เพื่อไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ เขากลับมาสู่วงการอีกครั้งและรับบทที่โตขึ้น ซับซ้อนขึ้น Emir ขึ้นชื่อเรื่องการแสดงที่เป็นธรรมชาติและสามารถถ่ายทอดความรู้สึกกดดันภายในใจของตัวละครได้ดีเยี่ยม เหมาะกับบทสามีที่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดและความกลัวในเรื่องนี้
- ผลงานเด่น
- Garuda di Dadaku – หนังแจ้งเกิดในวัยเด็ก
- Dear David (2023) – ภาพยนตร์ Netflix Original ที่ได้รับคำชม
- Kalian Pantas Mati (2022) – หนังสยองขวัญรีเมคจากเกาหลีใต้
3. Wavi Zihan (วาวี ซีฮาน)
รับบท ซิสก้า (Siska) — ตัวละครที่มีส่วนสำคัญในการเชื่อมโยงเรื่องราวหรือเป็นตัวแปรสำคัญในเหตุการณ์ (บทบาทสมทบที่มีนัยสำคัญ)
- ประวัติโดยย่อ Wavi Zihan เป็นนักแสดงดาวรุ่งรุ่นใหม่ที่เริ่มมีผลงานให้เห็นผ่านตามากขึ้นในวงการภาพยนตร์และซีรีส์ของอินโดนีเซีย เธอมีความโดดเด่นที่ใบหน้าและลุคที่สามารถเล่นได้ทั้งบทร้ายลึกและบทใสซื่อ ในเรื่อง The Devil’s Bride ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ทำให้เธอได้โชว์ฝีมือประกบกับนักแสดงรุ่นพี่
- ผลงาน เริ่มมีบทบาทในซีรีส์และภาพยนตร์ดราม่า-สยองขวัญหลายเรื่องในช่วงปี 2023-2025
🎬 ผู้กำกับ Azhar Kinoi Lubis
แม้จะไม่ใช่นักแสดง แต่ต้องพูดถึงเขาคนนี้ เพราะ Azhar Kinoi Lubis คือผู้กำกับมือฉมังสายสยองขวัญ เขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหนังผีอินโดนีเซียยุคใหม่หลายเรื่อง เช่น Kafir Bersekutu dengan Setan (2018) และ Mangkujiwo (2020) สไตล์ของเขาคือการเน้นบรรยากาศที่น่าขนลุกมากกว่าแค่ความตกใจ ซึ่งส่งผลให้นักแสดงในเรื่องนี้ต้องเค้นอารมณ์กันอย่างหนักครับ movieseries