หนังที่มีชื่อภาษาไทยว่า “Fall for Me” (หรือชื่อไทยใน Netflix อาจใช้ทับศัพท์) ซึ่งเป็นภาพยนตร์แนว Romantic Thriller สัญชาติเยอรมัน ที่เพิ่งลง Netflix ไปเมื่อช่วงปลายปี 2025 (ตามเวลาในเนื้อหาค้นหา)
นี่คือรีวิวและเรื่องย่อฉบับเข้าใจง่ายครับ
รีวิวหนัง Fall for Me (Netflix)
แนว ระทึกขวัญ / โรแมนติก / ดราม่าสืบสวน
นักแสดงนำ Svenja Jung (Lilli), Theo Trebs (Tom), Victor Meutelet (Manu)
ดูได้ที่ Netflix

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวของ “ลิลลี่” (Lilli) หญิงสาวผู้ตรวจสอบบัญชีที่เดินทางไปเยี่ยม “วาเลเรีย” (Valeria) น้องสาวของเธอที่เกาะมายอร์ก้า (Mallorca) ประเทศสเปน แต่เมื่อไปถึง เธอกลับพบเรื่องเซอร์ไพรส์ว่าน้องสาวกำลังจะแต่งงานกับหนุ่มหล่อชาวฝรั่งเศสชื่อ “มานู” (Manu) และวางแผนจะขายมรดกที่ดินของครอบครัวเพื่อเอาเงินไปลงทุนทำธุรกิจ B&B ด้วยกัน
ลิลลี่รู้สึกไม่ไว้วางใจมานูตั้งแต่แรกเห็น เธอสังเกตเห็นพิรุธหลายอย่างและเชื่อว่าเขาอาจจะเป็นพวก “สิบแปดมงกุฎ” (Scammer) ที่มาหลอกผู้หญิง ในระหว่างที่พยายามสืบความจริง ลิลลี่ได้บังเอิญเจอกับ “ทอม” (Tom) ผู้จัดการไนต์คลับที่มีเสน่ห์ดึงดูด ทั้งสองเริ่มมีความสัมพันธ์กัน แต่เรื่องราวกลับซับซ้อนขึ้นเมื่อลิลลี่พบว่า ทอม เองก็อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายต้มตุ๋นนี้ด้วยเช่นกัน
เป็นการชิงไหวชิงพริบระหว่างพี่สาวที่พยายามปกป้องน้อง กับแก๊งต้มตุ๋นที่ใช้ความรักเป็นเครื่องมือ
รีวิวความรู้สึกหลังดู (Review)
จุดเด่น (Pros)
- บรรยากาศดีมาก หนังถ่ายทำที่เกาะมายอร์ก้า ภาพสวย วิวทะเลและเมืองตากอากาศทำให้ดูแล้วเจริญตามาก
- พล็อตเรื่องทันสมัย หยิบเอาประเด็น “Romance Scam” (การหลอกให้รักแล้วโอนเงิน หรือหลอกเอาทรัพย์สิน) ซึ่งคล้ายกับสารคดีดังอย่าง The Tinder Swindler มาทำเป็นหนัง ทำให้คนดูอินได้ง่ายเพราะเป็นภัยใกล้ตัว
- นักแสดงหน้าตาดี ทีมนักแสดงหลักมีเสน่ห์ดึงดูดตามสไตล์หนังรักระทึกขวัญยุโรป
จุดสังเกต (Cons)
- การดำเนินเรื่อง ช่วงกลางเรื่องอาจจะดูเนือยๆ ไปบ้าง ไม่ได้ตื่นเต้นระทึกขวัญจนนั่งไม่ติดเก้าอี้เหมือนที่คาดหวังจากหน้าหนัง
- ความสมเหตุสมผล การตัดสินใจของตัวละครบางตัวอาจจะดูขัดใจคนดูไปบ้าง โดยเฉพาะเรื่องความรักที่ดูเกิดขึ้นเร็วเกินไปในสถานการณ์ที่ควรจะระแวงกัน
- ฉากระทึกขวัญ แม้จะแปะป้ายว่าเป็น Thriller แต่ความระทึกไม่ได้กดดันมากนัก เน้นไปที่ดราม่าความสัมพันธ์มากกว่า
นี่คือรีวิวเจาะลึกแบบ Long-form (บทความขนาดยาว) สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Fall for Me โดยเน้นการวิเคราะห์ในเชิงภาพยนตร์ ศิลปะการเล่าเรื่อง และการแสดง โดยข้ามส่วนของเรื่องย่อไปตามที่คุณต้องการครับ
Review Fall for Me – ภายใต้แสงแดดของมายอร์ก้า คือเงาของคำลวงและความถวิลหาที่อันตราย

หากเราจะพูดถึงภาพยนตร์ระทึกขวัญ-โรแมนติก (Romantic Thriller) ในยุคปัจจุบัน โจทย์ที่ยากที่สุดของผู้กำกับคือการทำอย่างไรให้เส้นแบ่งระหว่าง “ความรักที่หอมหวาน” กับ “ความหลอกลวงที่น่าสะพรึง” นั้นเบลอจนผู้ชมแยกไม่ออก Fall for Me คือภาพยนตร์ที่พยายามจะเล่นกับเส้นด้ายบางๆ เส้นนั้น โดยใช้ฉากหลังเป็นเกาะสวรรค์อย่างมายอร์ก้า เพื่อตบตาผู้ชมว่านี่อาจเป็นเพียงหนังรักพักร้อนทั่วไป ก่อนจะค่อยๆ ลอกคราบออกมาให้เห็นเนื้อในที่เป็นเกมจิตวิทยา
ในบทวิจารณ์นี้ เราจะไม่พูดถึงว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร (เพราะคุณทราบเรื่องย่อแล้ว) แต่เราจะดำดิ่งลงไปใน “วิธีการ” ที่หนังใช้สื่อสาร ทั้งผ่านบทภาพยนตร์ ภาษาภาพ และการแสดง ว่าทำไมมันถึงเป็นหนังที่น่าหยิบมาถกเถียงกันในเชิงศิลปะภาพยนตร์
1. การเล่าเรื่องและบทภาพยนตร์ (Storytelling & Script Analysis) จังหวะวอลซ์บนทุ่งระเบิด
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในด้านการเล่าเรื่องของ Fall for Me คือการเลือกใช้จังหวะการเล่าเรื่องแบบ “Slow Burn” หรือการค่อยๆ จุดไฟเผาความรู้สึกคนดูทีละน้อย แทนที่จะโครมครามด้วยฉากไล่ล่าตั้งแต่ต้นเรื่อง หนังเลือกที่จะเปิดด้วยความเงียบสงบและความสวยงาม ซึ่งเป็นกลลวงชั้นดี
การเล่นกับความระแวง (Paranoia as a Narrative Tool) บทภาพยนตร์ฉลาดมากในการวางสถานะของตัวเอกอย่าง “ลิลลี่” ให้เป็นตัวแทนของผู้ชม ลิลลี่ไม่ได้เป็นแค่พี่สาวที่หวงน้อง แต่เธอคือตัวแทนของ “ความมีเหตุผล” (Logic) ที่ถูกโยนเข้าไปในดินแดนแห่ง “อารมณ์” (Emotion) บทหนังเขียนให้ลิลลี่ต้องต่อสู้กับสิ่งที่เรียกว่า Gaslighting หรือการปั่นหัวให้สงสัยในความเชื่อของตัวเอง ตลอดทั้งเรื่องบทจะคอยโยนคำถามใส่คนดูว่า “หรือลิลลี่คิดมากไปเอง?” “หรือผู้ชายคนนี้ดีจริงๆ?” การเขียนบทแบบนี้ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัด (ในทางที่ดี) เพราะเราไม่สามารถปักใจเชื่อฝั่งไหนได้ 100% จนกว่าจะถึงจุด Climax
ความร่วมสมัยของประเด็น (Modern Relevance) ในยุคที่สารคดีอย่าง The Tinder Swindler โด่งดัง บทของ Fall for Me หยิบจับความกลัวร่วมสมัย (Collective Fear) ของคนยุคดิจิทัลมาเล่น นั่นคือความกลัวว่า “คนที่เรารู้จักผ่านหน้าจอ หรือคนที่ดูสมบูรณ์แบบเกินไป อาจไม่มีตัวตนอยู่จริง” หนังไม่ได้นำเสนอแค่การหลอกเอาเงิน แต่เป็นการ “Scamming the Heart” หรือการต้มตุ๋นความรู้สึก ซึ่งบทหนังขยี้จุดนี้ได้เจ็บแสบ โดยเฉพาะไดอะล็อกที่ตัวละครใช้พูดคุยกัน มันเต็มไปด้วยความหมายแฝง (Subtext) ทุกคำชมมีนัยยะซ่อนเร้น ทุกรอยยิ้มมีความหมายอื่นซ่อนอยู่
อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของบทก็ยังมีให้เห็นบ้างในช่วงกลางเรื่อง (Midpoint) ที่จังหวะของหนังดูจะวนเวียนอยู่กับการจับผิดและการแก้ต่างที่ซ้ำซากไปนิด ทำให้กราฟความตื่นเต้นดร็อปลงไปบ้าง ก่อนจะมากู้คืนได้ในช่วงท้าย แต่โดยรวมแล้วถือว่าบทมีความแข็งแรงในแง่ของการสร้าง “บรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจ”
2. งานภาพและสุนทรียะ (Cinematography & Visual Language) สวรรค์อาบยาพิษ
ถ้าบทภาพยนตร์คือกระดูกสันหลัง งานภาพของ Fall for Me ก็คือผิวหนังที่สวยงามแต่ซ่อนพิษร้ายไว้ การกำกับภาพในเรื่องนี้ถือเป็น “พระเอก” ตัวจริงที่ช่วยยกระดับหนังเกรดระทึกขวัญทั่วไปให้ดูมีความเป็นศิลปะ (Cinematic Art) มากขึ้น
แสงแดดที่โหดร้าย (The Cruelty of Sunlight) ปกติแล้วหนังระทึกขวัญมักจะใช้ความมืด ฝน หรือบรรยากาศทึมๆ เพื่อสร้างความกลัว แต่ Fall for Me เลือกใช้เทคนิค “Daylight Horror” หรือความสยองขวัญภายใต้แสงแดดจ้า งานภาพถ่ายทอดความสวยงามของเกาะมายอร์ก้าออกมาได้เหมือนนิตยสารท่องเที่ยว ทะเลสีฟ้าคราม บ้านพักตากอากาศสีขาวตัดกับแดดสีทอง แต่สิ่งที่ทีมภาพทำได้ยอดเยี่ยมคือการจัดองค์ประกอบภาพ (Framing) ที่ทำให้ความสวยงามนั้นดู “เวิ้งว้าง” และ “โดดเดี่ยว”
- การใช้ Wide Shot หลายครั้งที่กล้องจับภาพตัวละครยืนอยู่ท่ามกลางวิวทิวทัศน์ที่กว้างใหญ่ แต่มันกลับไม่ให้ความรู้สึกอิสระ มันกลับให้ความรู้สึกว่าตัวละครนั้นเล็กจ้อยและไม่มีทางหนี
- Color Grading หนังใช้โทนสีอุ่น (Warm Tone) ที่ดูเผินๆ เหมือนจะอบอุ่นและโรแมนติก แต่เมื่อเรื่องราวดำเนินไป สีส้มและสีเหลืองของภาพกลับเริ่มสื่อถึงความร้อนรน ความแห้งแล้ง และอันตรายที่มองไม่เห็น มันคือการใช้จิตวิทยาสีที่ขัดแย้งกับสถานการณ์ (Juxtaposition) ได้อย่างน่าสนใจ
การใช้พื้นที่จำกัด (Claustrophobic in Open Space) แม้จะถ่ายทำในสถานที่เปิดโล่ง แต่ผู้กำกับภาพเลือกใช้มุมกล้องที่สร้างความรู้สึกอึดอัด (Claustrophobia) เช่น การถ่ายผ่านกรอบประตู การถ่ายเงาสะท้อนในกระจก หรือการ Close-up ใบหน้าตัวละครในระยะประชิดมากๆ (Extreme Close-up) เพื่อให้เห็นแววตาที่ลุกลี้ลุกลน เทคนิคนี้ช่วยบอกคนดูว่า แม้ตัวละครจะอยู่บนเกาะที่สวยงาม แต่ในใจของพวกเขากำลังถูกบีบคั้นและไม่มีที่ยืน

3. การแสดงและการสร้างตัวละคร (Acting & Characterization) หน้ากากที่แนบเนียน
หนังแนวนี้จะรอดหรือร่วง ขึ้นอยู่กับเคมีและการแสดงของนักแสดงหลัก เพราะถ้าคนดู “ไม่เชื่อ” ว่าตัวร้ายมีเสน่ห์ หรือ “ไม่เชื่อ” ว่านางเอกฉลาดแต่พลาดท่า หนังจะพังทันที ซึ่งโชคดีที่ Fall for Me ทำการบ้านมาดีในการแคสติ้ง
Svenja Jung ในบท “ลิลลี่” (The Skeptic) Svenja Jung แบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าย่างมั่นคง การแสดงของเธอไม่ใช่การเล่นใหญ่รัชดาลัย แต่เป็นการแสดงแบบ Internalized Acting หรือการเก็บอารมณ์ไว้ข้างใน เธอต้องแสดงเป็นคนที่ “รู้ทัน” แต่พูดไม่ได้ และต้องแสดงความขัดแย้งในใจระหว่างสัญชาตญาณความระแวงกับความต้องการที่จะมีความรัก ฉากที่น่าประทับใจคือฉากที่เธอต้องร่วมโต๊ะอาหารกับคนที่เธอสงสัย สายตาของเธอที่มองฝ่ายตรงข้ามมันเต็มไปด้วยการวิเคราะห์ จับผิด แต่ปากยังต้องยิ้มแย้ม การแยกประสาทสัมผัสในการแสดงของเธอทำได้ยอดเยี่ยม ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยและลุ้นไปกับเธอในทุกวินาที
Victor Meutelet ในบท “มานู” (The Charmer) นี่คือโจทย์หินที่สุด เพราะเขาต้องเล่นให้คนดูรักและเกลียดในเวลาเดียวกัน Victor มอบการแสดงที่มีเสน่ห์เหลือล้น (Charismatic) เขาใช้รอยยิ้มเป็นอาวุธ หน้าตาที่ดูใสซื่อและแววตาที่ดูจริงใจของเขาทำให้สิ่งที่เขาพูดดูน่าเชื่อถือไปหมด สิ่งที่น่ากลัวในการแสดงของเขาคือ “ความนิ่ง” เขาไม่ได้เล่นเป็นตัวร้ายที่ดูโรคจิต แต่เขาเล่นเป็น “นักธุรกิจความรัก” ที่เยือกเย็น เขาทำให้เราเห็นว่าสำหรับตัวละครนี้ การหลอกลวงไม่ใช่อาชญากรรม แต่มันคือ “งาน” ชิ้นหนึ่ง การแสดงระดับ Micro-expression ของเขาในช่วงที่ถูกต้อนให้จนมุมนั้นทำได้ละเอียดมาก แค่การกระตุกของมุมปากหรือแววตาที่แข็งกร้าวขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก็เพียงพอที่จะทำให้คนดูขนลุก
เคมีระหว่างตัวละคร (Chemistry) ความสัมพันธ์สามเส้าในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องรักใคร่แบบปกติ แต่มันคือ Power Dynamic หรือการช่วงชิงอำนาจ ลิลลี่กับมานูเปรียบเสมือนนักล่าสองคนที่จ้องตากัน คนหนึ่งล่าความจริง อีกคนล่าผลประโยชน์ ฉากที่ทั้งสองประจันหน้ากันจึงมีความเข้มข้นยิ่งกว่าฉากเลิฟซีนเสียอีก พลังงานที่ส่งหากันมันคือความตึงเครียดที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
ในขณะที่ตัวละครสมทบอย่าง “ทอม” ก็เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแปร (Variable) ที่ทำให้สมการความขัดแย้งนี้ซับซ้อนขึ้น นักแสดงถ่ายทอดความลึกลับและความดิบเถื่อนออกมาได้ดี ซึ่งตัดกับความเนี้ยบของมานู ทำให้ลิลลี่ (และคนดู) ยิ่งสับสนว่าตกลงแล้วใครคือภัยคุกคามที่แท้จริง
4. องค์ประกอบศิลป์และดนตรีประกอบ (Art Direction & Score)
อีกสิ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Costume Design เสื้อผ้าในเรื่องนี้ไม่ได้ใส่แค่ให้สวย แต่มันเล่าเรื่อง
- ลิลลี่ มักจะใส่ชุดที่มีโครงสร้างชัดเจน ดูเป็นทางการ หรือสีโทนเย็น สะท้อนความเป็นคนเจ้าระเบียบและมีกำแพงในใจ
- มานู จะใส่เสื้อผ้าลินิน สีขาว สีครีม ที่ดูผ่อนคลาย พริ้วไหว สื่อถึงความลื่นไหล จับต้องยาก และพร้อมจะเปลี่ยนสีไปตามสถานการณ์
ดนตรีประกอบ (Score) ดนตรีในเรื่องนี้ทำหน้าที่เหมือน “คลื่นใต้น้ำ” มันไม่ใช่ดนตรีประกอบที่โฉ่งฉ่างแบบหนังแอคชั่น แต่เป็นดนตรีแนว Ambient ที่มีความกดดันต่ำๆ (Low-frequency Hum) เสียงเครื่องสายที่ถูกบิดให้เพี้ยนนิดๆ (Dissonance) ในฉากโรแมนติก ช่วยย้ำเตือนคนดูตลอดเวลาว่า “อย่าเพิ่งไว้ใจสิ่งที่เห็น” มันสร้างความรู้สึกไม่สบายใจ (Unease) ได้อย่างทรงพลัง แม้ในฉากที่ภาพบนจอกำลังสวีทหวานแหววก็ตาม
5. บทสรุป กระจกสะท้อนความสัมพันธ์ยุคดิจิทัล
Fall for Me อาจไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มีจังหวะที่ยืดเยื้อและบางการกระทำของตัวละครที่อาจดูขัดใจคนดูสาย Logic ไปบ้าง แต่ถ้ามองในฐานะงานศิลปะภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มันคือผลงานที่ “Craft” (ประณีต) ในรายละเอียด
มันคือหนังที่ใช้ความงามฉาบหน้าความเน่าเฟะได้อย่างแนบเนียน การแสดงของทีมนักแสดงนำช่วยยกระดับบทหนังให้ดูมีมิติและความลึกซึ้งทางอารมณ์ มากกว่าจะเป็นแค่หนังจับโจรทั่วไป
สิ่งที่หนังเรื่องนี้ทิ้งไว้ให้คนดูหลังจบ ไม่ใช่แค่ความสะใจที่ได้รู้ความจริง แต่เป็นคำถามที่ดังก้องในใจว่า… ในโลกที่เราสามารถสร้างตัวตนใหม่ได้ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคนที่นอนข้างๆ หรือคนที่เรากำลังมอบหัวใจให้ คือตัวจริงของเขา หรือเป็นเพียงภาพสะท้อนที่เราอยากจะเห็นกันแน่?
ระดับความน่าดู หากคุณเสพงานภาพสวยๆ ชอบการแสดงที่ใช้สายตาเชือดเฉือน และชอบหนังที่เล่นกับจิตวิทยาความสัมพันธ์มากกว่าฉากบู๊ล้างผลาญ Fall for Me คือไวน์รสเลิศที่มีรสขมติดปลายลิ้นที่คุณควรลิ้มลองสักครั้งบน Netflix
นักแสดงหลักจากเรื่อง Fall for Me (2025) พร้อมประวัติโดยย่อและผลงานเด่นที่อาจจะทำให้คุณร้อง “อ๋อ” ครับ

1. Svenja Jung (รับบท Lilli)
- บทบาทในเรื่อง พี่สาวผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้มีความระแวดระวังตัวสูง แต่ต้องมาพัวพันกับความรักอันตราย
- ประวัติย่อ นักแสดงชาวเยอรมันดาวรุ่งที่มักได้รับบทบาทหญิงแกร่งหรือตัวละครที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์ เธอเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากบทบาทในซีรีส์วัยรุ่นและดราม่าหนักๆ หน้าตาที่เป็นเอกลักษณ์ (สวยแบบดุๆ แต่มีเสน่ห์) ทำให้เธอเป็นที่จดจำได้ง่าย
- ผลงานที่คุณอาจเคยเห็น
- The Empress (Netflix) รับบท Louise (คนดูทั่วโลกจำเธอได้จากเรื่องนี้)
- Dark (Netflix) ซีรีส์ไซไฟขึ้นหิ้งของเยอรมัน
- Fly รับบทนำเป็นนักเต้นที่มีปมในใจ (เรื่องนี้โชว์ทักษะการแสดงและการใช้ร่างกายดีมาก)
2. Theo Trebs (รับบท Tom)
- บทบาทในเรื่อง ผู้จัดการไนต์คลับสุดหล่อ ลึกลับ มีเสน่ห์แบบแบดบอยที่ทำให้ลิลลี่หวั่นไหว
- ประวัติย่อ ธีโอเข้าวงการมาตั้งแต่วัยรุ่น เขาเป็นนักแสดงที่มีฝีมือการแสดงแบบ “น้อยแต่มาก” (Subtle Acting) มักได้รับบทที่ดูภายนอกนิ่งๆ แต่ข้างในเก็บซ่อนอะไรบางอย่างไว้ ซึ่งเหมาะมากกับบททอมในเรื่องนี้
- ผลงานที่คุณอาจเคยเห็น
- The White Ribbon (2009) ภาพยนตร์รางวัลปาล์มทองคำ (Palm d’Or) เขาเล่นเรื่องนี้ตั้งแต่เด็ก
- Lessons of a Dream (2011) หนังฟีลกู๊ดเกี่ยวกับฟุตบอลที่โด่งดังมากในเยอรมัน
- Dark (Netflix) เขาก็เป็นหนึ่งในนักแสดงสมทบในจักรวาล Dark เช่นกัน
3. Victor Meutelet (รับบท Manu)
- บทบาทในเรื่อง คู่หมั้นชาวฝรั่งเศสของน้องสาว หล่อ รวย (ดูเหมือนจะ) และพูดจาหวานหู
- ประวัติย่อ นักแสดงหนุ่มชาวฝรั่งเศสที่มีใบหน้าหล่อเหลาแบบพิมพ์นิยม เขาถนัดบทหนุ่มเจ้าเสน่ห์ที่ทำให้สาวๆ หลงรัก (และบางทีก็อกหัก) การข้ามมาเล่นหนังเยอรมันเรื่องนี้ถือเป็นการขยายฐานแฟนคลับอินเตอร์ของเขา
- ผลงานที่คุณอาจเคยเห็น
- Emily in Paris (Netflix) รับบท Timothée (น้องชายของ Camille ที่เคยจูบกับ Emily) บทนี้แจ้งเกิดให้เขาในหมู่คนดู Netflix ทั่วโลก
- The Bonfire of Destiny ซีรีส์พีเรียดฝรั่งเศสชื่อดัง
4. Tijan Marei (รับบท Valeria)
- บทบาทในเรื่อง น้องสาวของลิลลี่ มองโลกในแง่ดี (จนเกือบจะซื่อ) และคลั่งรัก
- ประวัติย่อ นักแสดงสาวชาวเยอรมันเชื้อสายตูนิเซีย เธอมีแววตาที่สดใสและดูเปราะบาง ซึ่งเหมาะมากกับบทที่ต้องการความน่าทะนุถนอม หรือบทเหยื่อในหนังสยองขวัญ
- ผลงานที่คุณอาจเคยเห็น
- My Zoe (2019) ภาพยนตร์ดราม่าไซไฟ
- Six Minutes to Midnight หนังสายลับย้อนยุคที่แสดงร่วมกับดาราระดับโลก
5. Thomas Kretschmann (รับบท Nick)
- บทบาทในเรื่อง นายหน้าค้าที่ดิน หรือผู้มีอิทธิพลที่มีส่วนสำคัญในแผนการ (บทรองแต่สำคัญ)
- ประวัติย่อ คนนี้คือ “ตัวพ่อ” ระดับ Hollywood ของจริง เป็นนักแสดงเยอรมันที่ดังที่สุดคนหนึ่งในระดับโลก มักได้รับบทนายทหารเยอรมัน หรือตัวร้ายที่มีบารมี การมีเขาอยู่ในเรื่องช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับหนังได้มาก
- ผลงานที่คุณอาจเคยเห็น
- The Pianist รับบทนายทหารเยอรมันใจดีที่ช่วยพระเอก
- Avengers Age of Ultron รับบท Baron Strucker (ผู้นำกลุ่ม Hydra)
- King Kong (2005) รับบทกัปตันเรือ
เกร็ดน่าสนใจ การที่หนังเลือก Svenja Jung และ Theo Trebs มาเจอกัน ถือเป็นการ “รียูเนียน” เล็กๆ ของนักแสดงรุ่นใหม่ฝีมือดีจากเยอรมัน (คล้ายๆ กับการจับดาราวัยรุ่นแถวหน้าของไทยมาเจอกัน) ทำให้เคมีดูเข้าขาและทันกันมากครับ movieseries