รีวิว The Elixir 2025 ฉีกกฎหนังซอมบี้ด้วยไสยศาสตร์และสมุนไพร

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง The Elixir (หรือชื่อไทยบน Netflix คือ The Elixir ยาอมฤต) หนังซอมบี้สัญชาติอินโดนีเซียที่เพิ่งเข้าฉายและเป็นกระแสในช่วงปลายปี 2025 ครับ

ข้อมูลทั่วไป (Overview)

  • ชื่อเรื่อง The Elixir (ชื่อเดิม Abadi Nan Jaya)
  • ประเภท สยองขวัญ / ซอมบี้ / ระทึกขวัญ
  • ผู้กำกับ Kimo Stamboel (เจ้าพ่อหนังโหดจากอินโดนีเซีย ผู้กำกับ Sewu Dino และ Queen of Black Magic)
  • ช่องทางรับชม Netflix
  • ความยาว ประมาณ 1 ชั่วโมง 58 นาที

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเกิดขึ้นในหมู่บ้านห่างไกลในอินโดนีเซีย “ซาดิมิน” เจ้าของธุรกิจยาสมุนไพรโบราณ (Jamu) ที่เคยรุ่งเรืองกำลังตกที่นั่งลำบาก ธุรกิจกำลังจะเจ๊งและเขาต้องการกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา ด้วยความทะเยอทะยาน ซาดิมินจึงแอบทดลองปรุง “ยาอมฤต” สูตรลับที่เชื่อว่าจะช่วยชะลอวัยและคืนความหนุ่มสาวได้

ผลลัพธ์แรกดูเหมือนจะเป็นปาฏิหาริย์ ยาทำให้เขากลับมาแข็งแรงเหมือนหนุ่มๆ อีกครั้ง แต่ความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะผลข้างเคียงของยามันเลวร้ายกว่าที่คิด ผู้ที่ได้รับยาเข้าไปเริ่มเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ร่างกายบิดเบี้ยว และกลายสภาพเป็นซอมบี้กระหายเลือดที่วิ่งเร็วและดุร้าย

หายนะเริ่มบานปลายเมื่อลูกสาวของซาดิมินอย่าง “เคเนส” เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านพร้อมครอบครัว ท่ามกลางความขัดแย้งในครอบครัวและการแย่งชิงอำนาจบริหารธุรกิจ พวกเขาต้องเปลี่ยนจากการทะเลาะกันเองมาเป็นการ “หนีตาย” จากฝูงซอมบี้ที่เกิดจากคนในหมู่บ้านและพนักงานโรงงานสมุนไพรของพ่อตัวเอง

รีวิวความรู้สึกหลังดู (Review)

จุดเด่น (Pros)

  1. เอกลักษณ์ความโหดสไตล์ Kimo Stamboel หากคุณเคยดูงานเก่าๆ ของผู้กำกับคนนี้ จะรู้ว่าเขาไม่ประนีประนอมเรื่องความแหวะ ฉากการกลายร่าง ฉากกัดฉีกเนื้อ หรือเอฟเฟกต์เลือดสาด (Gore) ทำออกมาได้ดิบและถึงใจคอหนังสยองขวัญมาก
  2. บรรยากาศท้องถิ่นที่แปลกใหม่ การหยิบเอาวัฒนธรรม “ยาสมุนไพร” (Jamu) ของอินโดนีเซียมาเป็นต้นเหตุของซอมบี้ ถือเป็นไอเดียที่ฉลาดและสร้างความแตกต่างจากซอมบี้ไวรัสวิทยาศาสตร์แบบฮอลลีวูด บรรยากาศหมู่บ้านกลางป่าช่วยเพิ่มความอึดอัดและไร้ทางหนีได้ดี
  3. ซอมบี้ดุและเร็ว ซอมบี้ในเรื่องนี้ไม่ใช่พวกเดินช้า แต่เป็นสายวิ่ง (Runner) ที่มีความบ้าคลั่งสูง ทำให้ฉากไล่ล่ามีความตื่นเต้นและลุ้นระทึกตลอดเวลา

จุดสังเกต (Cons)

  1. การตัดสินใจของตัวละคร (Classic Dumb Decisions) นี่คือจุดอ่อนใหญ่สุดของเรื่อง ตัวละครมักทำอะไรที่ชวนหงุดหงิดและขัดใจคนดู เช่น การบีบแตรเรียกซอมบี้, การยืนมองเฉยๆ แทนที่จะหนี หรือการทะเลาะกันในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่น่าเบื่อของหนังแนวนี้
  2. บทดราม่าครอบครัวเบาหวิว แม้หนังจะพยายามปูเรื่องความขัดแย้งระหว่างพ่อ-ลูก หรือแม่เลี้ยง-ลูกเลี้ยง แต่ปมเหล่านี้ถูกเล่าแบบผิวเผิน ทำให้ฉากดราม่าในช่วงท้ายไม่ค่อยทำงานกับอารมณ์คนดูเท่าที่ควร (ถ้าเทียบกับ Train to Busan อันนั้นทำพาร์ทอารมณ์ได้ดีกว่ามาก)
  3. ความยาวหนัง หนังยาวเกือบ 2 ชั่วโมง ซึ่งบางช่วงรู้สึกยืดเยื้อเกินความจำเป็น โดยเฉพาะช่วงกลางเรื่อง

สรุป (Verdict)

The Elixir เป็นหนังซอมบี้ที่ “ดูเอาสนุก” ได้ดีสำหรับคนที่โหยหาความโหดเลือดสาดและฉากแอ็กชันหนีตายแบบลุ้นๆ งานโปรดักชันดีมาตรฐาน Netflix อินโดนีเซีย แต่ถ้าคุณเป็นสายเสพเนื้อเรื่องที่สมเหตุสมผล หรือคาดหวังความลึกซึ้งของตัวละคร คุณอาจจะรู้สึกหงุดหงิดกับการกระทำของตัวละครในเรื่องได้

เหมาะกับใคร แฟนหนังซอมบี้สายวิ่ง, คนชอบหนังโหดเลือดสาด (Gore), และคนที่ติดตามผลงานหนังผีอินโดนีเซีย

คำเตือน มีฉากแหวะและความรุนแรงสูง ไม่เหมาะสำหรับคนขวัญอ่อนหรือทานข้าวไประหว่างดูครับ

นี่คือรีวิวเจาะลึกภาพยนตร์เรื่อง The Elixir (ยาอมฤต) ในรูปแบบบทความวิจารณ์ขนาดยาว เน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ ความรู้สึกหลังรับชม และการชำแหละงานสร้าง โดยข้ามส่วนเรื่องย่อทั่วไป เพื่อให้คุณได้อ่านบทวิเคราะห์ที่เข้มข้นในสไตล์ “คุยกันภาษาหนัง” ครับ

รีวิวเจาะลึก The Elixir (ยาอมฤต) – เมื่อความโลภในภูมิปัญญาโบราณ กลายเป็นหายนะเลือดสาดที่ไม่มีใครอยากกลืนลงคอ

หากเราจะพูดถึงวงการภาพยนตร์สยองขวัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เวลานี้ คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธความร้อนแรงของ “อินโดนีเซีย” ได้อีกแล้ว พวกเขาก้าวข้ามจากการทำหนังผีตุ้งแช่เกรด B มาสู่การเป็นผู้นำด้านความสยองขวัญที่ดิบ เถื่อน และมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง และเมื่อชื่อของผู้กำกับ Kimo Stamboel (หนึ่งในคู่หู The Mo Brothers ที่เคยฝากผลงานระห่ำโลกอย่าง Headshot หรือความหลอนอย่าง Sewu Dino) มาปรากฏอยู่บนเครดิตของหนังซอมบี้เรื่องใหม่อย่าง The Elixir ความคาดหวังของคนดูย่อมพุ่งสูงทะลุเพดาน

หลังจากที่ผมนั่งดูจนจบเครดิต ความรู้สึกมันเหมือนเพิ่งผ่านสมรภูมิรบที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและเศษเนื้อ แม้ตัวหนังจะไม่ได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่สิ่งที่ Kimo มอบให้เราคือ “ประสบการณ์ทางกายภาพ” ที่ชวนคลื่นไส้และสะใจในเวลาเดียวกัน วันนี้ผมจะพาคุณไปชำแหละหนังเรื่องนี้กันทีละส่วน ตั้งแต่บทภาพยนตร์ งานภาพ ไปจนถึงการแสดง ว่าทำไมมันถึงเป็นหนังที่คนรักความสยองขวัญไม่ควรพลาด แต่ในขณะเดียวกันก็อาจจะทำให้คนดูสายตรรกะต้องกุมขมับ

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง ไอเดียตั้งต้นระดับเพชร กับการเจียระไนที่ยังไม่สุดทาง

สิ่งที่ต้องขอชื่นชมเป็นอันดับแรกคือ “วัตถุดิบตั้งต้น” ของเรื่องนี้ครับ การที่หนังเลือกหยิบเอาวัฒนธรรม “จามู” (Jamu) หรือยาสมุนไพรพื้นบ้านของอินโดนีเซียมาเป็นจุดกำเนิดของหายนะซอมบี้ ถือเป็นการฉีกขนบหนังซอมบี้โลกตะวันตกที่มักจะวนเวียนอยู่กับไวรัสในห้องทดลอง หรือเชื้อโรคจากอวกาศ

การใช้ “สมุนไพร” และ “ความเชื่อโบราณ” มาผูกโยงกับความสยองขวัญ มันสร้างบรรยากาศที่จับต้องได้และน่าขนลุกกว่าเทคโนโลยีล้ำสมัย เพราะมันเล่นกับสิ่งที่คนท้องถิ่นคุ้นเคย—ความเชื่อที่ว่าธรรมชาติให้คุณ แต่ถ้าเราไปบิดเบือนธรรมชาติด้วยความโลภ (ในที่นี้คือการอยากเป็นอมตะ หรืออยากรวยทางลัด) ธรรมชาติก็จะเอาคืนอย่างสาสม

ความย้อนแย้งที่น่าสนใจ บทหนังพยายามนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในครอบครัว โดยใช้ตัวละคร “พ่อ” ที่เป็นเจ้าของธุรกิจยาตกอับ เป็นตัวแทนของคนรุ่นเก่าที่ยึดติดกับศักดิ์ศรีและอำนาจ กับ “ลูกสาว” ที่เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มองเห็นความผิดปกติ ตรงนี้หนังทำหน้าที่สะท้อนสังคมปิตาธิปไตย (Patriarchy) ในครอบครัวเอเชียได้ค่อนข้างชัดเจน ความดื้อรั้นของพ่อไม่ใช่แค่ความดื้อของคนแก่ แต่มันคือต้นตอของหายนะทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเรื่อง

จุดบอดใหญ่ ตรรกะวินาศสันตะโร อย่างไรก็ตาม แม้คอนเซปต์จะดีแค่ไหน แต่สิ่งที่ฉุดรั้งคะแนนของหนังลงมาอย่างน่าใจหายคือ “การตัดสินใจของตัวละคร” ครับ

พูดกันตามตรงในฐานะคนดูหนังซอมบี้มาเป็นร้อยเรื่อง ผมเข้าใจดีว่าตัวละครในหนังแนวนี้ต้องมีความตระหนกตกใจ แต่ใน The Elixir ระดับความ “อิหยังวะ” ของตัวละครมันพุ่งไปแตะจุดที่คนดูเริ่มหงุดหงิดมากกว่าจะเอาใจช่วย เราจะได้เห็นฉากคลาสสิกที่น่าเบื่อหน่าย เช่น

The Elixir 2025
  • การยืนจ้องซอมบี้ที่กำลังกลายร่างอยู่นานสองนาน แทนที่จะวิ่งหนี
  • การตะโกนเรียกชื่อคนที่กลายเป็นศพเดินได้ไปแล้ว ทั้งที่เห็นอยู่ตำตาว่ามันกำลังกินไส้คนอื่นอยู่
  • การตัดสินใจแยกทางกันเดินในเวลาที่ควรจะรวมกลุ่มกันมากที่สุด
  • หรือแม้กระทั่งการทะเลาะกันเรื่องมรดก เรื่องความน้อยใจ ในขณะที่มีฝูงซอมบี้ทุบประตูอยู่ข้างหลัง

สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ความลื่นไหล” ของบทสะดุดลง แทนที่เราจะได้ลุ้นระทึกไปกับการเอาตัวรอด เรากลับต้องมานั่งด่าตัวละครในใจว่า “ทำไมไม่ทำอย่างนั้น!” “ทำไมไม่ทำอย่างนี้!” ซึ่งมันลดทอนความน่าเชื่อถือของสถานการณ์ลงไปอย่างมาก ถ้าบทสามารถเกลี่ยให้ตัวละครมีความฉลาดในการเอาตัวรอดมากกว่านี้สักนิด หนังเรื่องนี้จะยกระดับไปเทียบชั้น Train to Busan ได้ไม่ยากเลย เพราะโครงสร้างดราม่ามันเอื้ออยู่แล้ว

2. งานภาพและงานสร้าง (Cinematography & Production Design) ความงามที่ฉาบด้วยเลือด

ถ้าบทภาพยนตร์คือจุดอ่อน งานภาพคือกองหน้าระดับพระกาฬ ที่แบกหนังเรื่องนี้ไว้อย่างแท้จริงครับ

บรรยากาศ (Atmosphere) Kimo Stamboel รู้วิธีการใช้ “พื้นที่” ให้เป็นประโยชน์ เรื่องราวเกิดขึ้นในหมู่บ้านห่างไกลที่รายล้อมด้วยป่าทึบ งานภาพสามารถถ่ายทอดความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ออกมาได้ดีเยี่ยม การใช้โทนสีเขียวหม่นของป่า ตัดกับสีแดงสดของเลือด สร้างคู่สีที่ดูแล้วทั้งสวยงามและน่าสะอิดสะเอียน ความชื้นแฉะของบรรยากาศ (Humidity) แทบจะทะลุออกมานอกจอ คุณจะรู้สึกเหนียวตัวและอึดอัดตามตัวละครไปตลอดทั้งเรื่อง

การออกแบบซอมบี้ (Creature Design) และเอฟเฟกต์พิเศษ (VFX/SFX) นี่คือไฮไลท์ที่ต้องปรบมือให้ดังๆ ครับ ซอมบี้ใน The Elixir ไม่ใช่ซอมบี้หน้าเทาๆ เดินโซเซแบบ The Walking Dead ยุคแรก แต่เป็นซอมบี้สไตล์ “Body Horror” ที่เน้นความบิดเบี้ยวของร่างกาย

เนื่องจากต้นเหตุคือการกินสมุนไพรผิดสำแดง อาการกลายร่างจึงเริ่มจากข้างในออกมาข้างนอก เราจะได้เห็นฉากที่ผิวหนังปูดโปน กระดูกหักผิดรูป กรามค้าง หรือการสำรอกของเสียออกมา งานเมคอัพเอฟเฟกต์ (Practical Effects) ทำออกมาได้สมจริงจนน่าขนลุก เสียงกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ เสียงฉีกขาดของเนื้อเยื่อ ถูกมิกซ์เสียงมาได้อย่างยอดเยี่ยม

ความโหด (Gore) ของเรื่องนี้อยู่ในระดับ Hardcore ใครที่จิตอ่อนอาจจะต้องปิดตาดู เพราะผู้กำกับไม่ประนีประนอมเลย ฉากการกัดกิน การใช้อาวุธบ้านๆ ทุบหัว หรือการชำแหละร่างกาย ถูกนำเสนอแบบตรงไปตรงมา ไม่มีการหลบมุมกล้อง เลือดในเรื่องนี้ไม่ได้มาเป็นหยดๆ แต่มาเป็นถังๆ สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนไปทั่วฉาก ซึ่งเป็นลายเซ็นของผู้กำกับคนนี้ที่แฟนเดนตายชื่นชอบ

มุมกล้อง (Camera Work) มีการใช้มุมกล้องแบบ Handheld ในฉากไล่ล่าที่ช่วยเพิ่มความโกลาหลและความสมจริง ทำให้เรารู้สึกเหมือนวิ่งหนีตายไปพร้อมกับตัวละคร แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีช็อตสวยๆ ที่แสดงให้เห็นความเวิ้งว้างของสถานที่ เพื่อตอกย้ำว่า “ไม่มีทางหนี” ให้เห็นอยู่เป็นระยะ

The Elixir 2025

3. การแสดง (Acting) ความทุ่มเทภายใต้บทที่จำกัด

ในส่วนของนักแสดง ต้องยอมรับว่าพวกเขาทำหน้าที่ได้ดีที่สุดเท่าที่บทจะเอื้ออำนวยครับ

  • บทบาทของ “พ่อ” (ซาดิมิน) นักแสดงถ่ายทอดความทะเยอทะยานที่เจือปนไปด้วยความสิ้นหวังได้ดี สายตาของเขาในช่วงแรกที่มองเห็นความสำเร็จจากยามันดูมีความหวังอย่างบ้าคลั่ง และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวเมื่อสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมากลับมาทำร้ายตัวเอง เขาทำให้เราเชื่อได้ว่า นี่คือชายแก่ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองกลายเป็นคนล้มเหลว แม้การกระทำนั้นจะเห็นแก่ตัวแค่ไหนก็ตาม
  • บทบาทของ “ลูกสาว” (เคเนส) ถือเป็นเดอะแบกของเรื่องในแง่ของอารมณ์ เธอต้องรับบทหนักทั้งทางกาย (วิ่งหนี, ต่อสู้) และทางใจ (ความผิดหวังในตัวพ่อ) แม้ว่าในบางจังหวะบทจะส่งให้เธอทำอะไรแปลกๆ แต่สีหน้าและแววตาของความตื่นตระหนกนั้นดูสมจริงมาก เธอไม่ใช่ฮีโร่หญิงแกร่งเกินเบอร์ แต่เป็นคนธรรมดาที่กลัวตาย ซึ่งจุดนี้ทำให้คนดูเข้าถึงได้ง่าย
  • บทบาทสมทบ นักแสดงที่เป็นชาวบ้านหรือลูกจ้างในโรงงานสมุนไพร แม้จะบทน้อยแต่เล่นได้ถึงอารมณ์ โดยเฉพาะพวกที่ต้องรับบทเป็นผู้ติดเชื้อช่วงแรก (Phase 1) การแสดงอาการชักเกร็ง หรือความทรมานก่อนกลายร่าง ทำได้น่าเชื่อถือจนน่าสงสาร

สิ่งที่น่าเสียดายคือ เคมีระหว่างตัวละครในครอบครัวยังดูไม่แน่นแฟ้นพอ ทำให้ฉากดราม่าร้องไห้เสียใจในช่วงท้ายเรื่อง ยังไม่สามารถ “ขยี้” หัวใจคนดูได้เท่าที่ควร เราอาจจะรู้สึกสงสาร แต่ยังไม่ถึงขั้นน้ำตาซึม ซึ่งถ้าบทปูพื้นหลังความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งกว่านี้ การแสดงของพวกเขาจะมีพลังทำลายล้างสูงมาก

บทสรุปและการให้คะแนน

The Elixir เปรียบเสมือนยาที่ “ขมแต่สะใจ” มันไม่ใช่หนังซอมบี้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด บทหนังยังมีรอยรั่วขนาดใหญ่ในเรื่องตรรกะและการตัดสินใจของตัวละครที่ชวนหงุดหงิด แต่ถ้าคุณมองข้ามเรื่องเหล่านั้นไป แล้วโฟกัสที่ “รสชาติของความสยอง” หนังเรื่องนี้ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม

มันคือหนังที่ตอบโจทย์คนที่โหยหาความดิบ ความเถื่อน และงานสร้างที่ประณีตในแง่ของวิชวลเอฟเฟกต์ มันแสดงให้เห็นว่าหนังสยองขวัญจากอินโดนีเซียมีมาตรฐานการผลิตที่ก้าวไกลไปสู่ระดับสากลแล้ว

จุดเด่น

  • งานเมคอัพและเอฟเฟกต์เลือดสาดระดับ Top-tier ดูสมจริงและน่าสะอิดสะเอียน
  • คอนเซปต์ “ซอมบี้สมุนไพร” ที่แปลกใหม่และมีกลิ่นอายท้องถิ่น
  • การถ่ายภาพและบรรยากาศที่สร้างความอึดอัดได้ดีเยี่ยม
  • จังหวะการตุ้งแช่ (Jump Scare) ที่ไม่พร่ำเพรื่อ แต่มาทีไรก็ได้ผล

จุดด้อย

  • การตัดสินใจของตัวละครที่ขาดเหตุผลรองรับอย่างรุนแรง (Dumb decisions)
  • ดราม่าครอบครัวที่ยังไปไม่สุดทาง
  • ช่วงกลางเรื่องที่แอบยืดเยื้อไปนิดหน่อย

คะแนน

  • เนื้อเรื่อง 6/10
  • งานภาพ/โปรดักชัน 9/10
  • การแสดง 7.5/10
  • ความสะใจ/ความโหด 10/10

ภาพรวม 7.5 / 10

คำแนะนำสุดท้าย ถ้าคุณจะดู The Elixir ให้ถอดสมองส่วนตรรกะวางไว้ข้างตัว แล้วเตรียมทิชชู่ไว้ซับเหงื่อ (หรือซับน้ำลายความอยากอาเจียน) เตรียมขนมขบเคี้ยวให้พร้อม (แต่ระวังกินไม่ลง) แล้วปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความบ้าคลั่งบนจอ นี่คือหนังที่ออกแบบมาเพื่อให้คุณกรีดร้องและลุ้นระทึก ไม่ใช่หนังที่จะมานั่งวิเคราะห์ปรัชญาชีวิตครับ

นี่คือรายชื่อนักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง The Elixir (Abadi Nan Jaya) พร้อมประวัติโดยย่อและบทบาทที่ได้รับครับ ทีมแคสติ้งเรื่องนี้ถือว่ารวมเอานักแสดงระดับ “A-List” ของอินโดนีเซียมาไว้ด้วยกันอย่างน่าสนใจ

1. Donny Damara (รับบท ซาดิมิน)

  • บทบาทในเรื่อง “ซาดิมิน” เจ้าของธุรกิจยาสมุนไพร “Wani Waras” ผู้ทะเยอทะยานและเป็นต้นเหตุของหายนะซอมบี้ เขาพยายามคิดค้นยาอมฤตเพื่อกู้ชื่อเสียง แต่กลับกลายเป็นสร้างเชื้อนรกขึ้นมา
  • ประวัติโดยย่อ
    • นักแสดงรุ่นใหญ่ระดับตำนานของอินโดนีเซีย เข้าวงการตั้งแต่ยุค 80s
    • เคยคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวที Asian Film Awards จากเรื่อง Lovely Man (2011) ซึ่งเขาได้รับคำชมอย่างมากจากการรับบทสาวประเภทสอง
    • เป็นนักแสดงที่ขึ้นชื่อเรื่องการแสดงดราม่าที่ลึกซึ้งและน่าเชื่อถือ การมารับบทในหนังซอมบี้ครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายใหม่ในวัยเก๋าของเขา

2. Mikha Tambayong (รับบท เคเนส)

  • บทบาทในเรื่อง “เคเนส” ลูกสาวของซาดิมิน เธอมีความขัดแย้งกับพ่อเรื่องการบริหารงานและเรื่องครอบครัว (พ่อแต่งงานใหม่กับเพื่อนสนิทเธอ) เธอคือตัวละครหญิงแกร่งที่ต้องจับปืนสู้กับซอมบี้เพื่อปกป้องลูกและสามี
  • ประวัติโดยย่อ
    • นักร้อง นางแบบ และนักแสดงชื่อดัง แจ้งเกิดจากละครวัยรุ่น Kepompong
    • ปัจจุบันกลายเป็น “ลูกรัก” ของผู้กำกับ Kimo Stamboel เพราะเคยร่วมงานกันมาแล้วในหนังสยองขวัญสุดฮิต Sewu Dino (2023) ซึ่งเธอรับบทนำเช่นกัน
    • เธอจบการศึกษาระดับปริญญาโทจาก Harvard Business School (หลักสูตรผู้บริหาร) ถือเป็นดาราที่มีภาพลักษณ์ฉลาดและทันสมัย

3. Eva Celia (รับบท คาริน่า)

  • บทบาทในเรื่อง “คาริน่า” ภรรยาใหม่รุ่นลูกของซาดิมิน ซึ่งในอดีตเคยเป็นเพื่อนสนิทกับเคเนส (ลูกสาวซาดิมิน) ความสัมพันธ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้เป็นปมดราม่าหลักของเรื่องก่อนที่ซอมบี้จะบุก
  • ประวัติโดยย่อ
    • ลูกสาวของซูเปอร์สตาร์อินโดนีเซีย Sophia Latjuba และนักดนตรีแจ๊ส Indra Lesmana
    • เธอเป็นทั้งนักร้องและนักแสดงที่มีสไตล์ชัดเจน เคยพากย์เสียงตัวเอกใน Raya and the Last Dragon (เวอร์ชันอินโดนีเซีย) และแสดงในหนังแอ็กชันพีเรียด Pendekar Tongkat Emas
    • เธอเลือกรับงานแสดงไม่บ่อย แต่เมื่อรับแล้วมักเป็นงานที่มีคุณภาพเสมอ

4. Marthino Lio (รับบท แบมบาง / บัง)

  • บทบาทในเรื่อง ลูกชายคนโตของซาดิมิน พี่ชายของเคเนส ที่ดูเหมือนจะเป็นคนไม่เอาไหนและขี้ขลาดในช่วงแรก แต่สถานการณ์บีบให้เขาต้องลุกขึ้นสู้
  • ประวัติโดยย่อ
    • นักแสดงสายฝีมือที่กำลังมาแรงมาก คว้ารางวัล Citra Award (ออสการ์ของอินโดฯ) สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเรื่อง Vengeance Is Mine, All Others Pay Cash (2021)
    • เขาถนัดบทที่ต้องใช้ร่างกายและบทบู๊ดิบๆ ซึ่งเหมาะมากกับหนังของผู้กำกับ Kimo Stamboel

5. Dimas Anggara (รับบท รูดี้)

  • บทบาทในเรื่อง สามีของเคเนส ชายหนุ่มจิตใจดีที่พยายามประคับประคองความสัมพันธ์ในครอบครัวภรรยา และต้องปกป้องลูกชาย (ไรฮาน) จากฝูงซอมบี้
  • ประวัติโดยย่อ
    • พระเอกขวัญใจสาวๆ ที่โด่งดังมาจากหนังรักโรแมนติกอย่าง London Love Story และ Magic Hour
    • ระยะหลังเขาเริ่มฉีกแนวมารับเล่นหนังสยองขวัญและระทึกขวัญมากขึ้น การมารับบทพ่อที่ต้องปกป้องครอบครัวในเรื่องนี้ช่วยลบภาพจำพระเอกหนังรักหวานแหววออกไปได้ดี

6. Kiki Narendra (รับบท อาริส)

  • บทบาทในเรื่อง คนสนิท/คนขับรถของซาดิมิน ผู้รู้เห็นเหตุการณ์การทดลองยา
  • ประวัติโดยย่อ
    • นักแสดงสมทบจอมขโมยซีนที่คอหนังสยองขวัญอินโดนีเซียต้องคุ้นหน้า เขาปรากฏตัวในหนังดังเกือบทุกเรื่อง เช่น KKN di Desa Penari, Pengabdi Setan 2 (Satan’s Slaves 2), และ Perempuan Tanah Jahanam (Impetigore) เรียกว่าเห็นหน้าเขาเมื่อไหร่ เตรียมเจอผีหรือเรื่องสยองได้เลย

เกร็ดน่าสนใจ ทีมนักแสดงชุดนี้ส่วนใหญ่เคยผ่านงานหนังระดับรางวัลหรือหนังทำเงินสูงสุดของประเทศมาแล้ว การมารวมตัวกันในหนังซอมบี้เรื่องนี้จึงถือเป็น “Big Project” ของ Netflix Indonesia ในปี 2025 ครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *