เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง Sinners (ซินเนอร์ส) หรือในชื่อไทยที่มีการพูดถึงกันว่า “ซินเนอร์ส คืนผีล้อม” (ตามบริบทสื่อออนไลน์บางแห่ง) ซึ่งเป็นผลงานที่น่าจับตามองที่สุดเรื่องหนึ่งของปี 2025 ครับ
ข้อมูลทั่วไป (Movie Info)
- ชื่อเรื่อง Sinners (ซินเนอร์ส)
- ปีที่ฉาย 2025
- ผู้กำกับ ไรอัน คูเกลอร์ (Ryan Coogler) – จาก Black Panther และ Creed
- นักแสดงนำ ไมเคิล บี. จอร์แดน (Michael B. Jordan) ในบทฝาแฝด, เฮลีย์ สไตน์เฟลด์ (Hailee Steinfeld), เดลรอย ลินโด (Delroy Lindo), แจ็ค โอคอนเนลล์ (Jack O’Connell)
- แนว สยองขวัญ / ระทึกขวัญ / ดราม่า / เหนือธรรมชาติ (Supernatural Horror)
- ความยาว ประมาณ 2 ชั่วโมง 18 นาที

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงปี 1930 ยุค Jim Crow ของอเมริกา ในบรรยากาศทางตอนใต้ที่มีการเหยียดสีผิวอย่างรุนแรง “สโมค” (Smoke) และ “สแต็ค” (Stack) พี่น้องฝาแฝด (รับบทโดย ไมเคิล บี. จอร์แดน ทั้งสองบท) ตัดสินใจทิ้งอดีตอันเลวร้ายจากการทำงานให้แก๊งมาเฟียในชิคาโก และเดินทางกลับมายังบ้านเกิดในรัฐมิสซิสซิปปีเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่
ทั้งคู่พกเงินก้อนใหญ่กลับมาพร้อมความหวังที่จะเปิดร้านเหล้าและดนตรี (Juke Joint) เพื่อเป็นพื้นที่ความสุขให้กับชุมชนคนผิวดำ แต่การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด นอกจากพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับความเกลียดชังทางเชื้อชาติจากกลุ่มคนขาวและกลุ่ม KKK ในพื้นที่แล้ว พวกเขายังพบว่าบ้านเกิดแห่งนี้กำลังถูกครอบงำด้วย “ความชั่วร้ายที่น่ากลัวกว่ามนุษย์”
เมื่อตะวันตกดิน สิ่งลึกลับในเงามืดเริ่มออกล่า แวมไพร์ในเวอร์ชันนี้ไม่ใช่ผู้ดีตระกูลสูงศักดิ์ แต่เป็นปีศาจกระหายเลือดที่แฝงตัวอยู่กับความเชื่อท้องถิ่นและไสยศาสตร์ (Hoodoo) ทำให้สองพี่น้องและชาวเมืองต้องจับอาวุธขึ้นสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากค่ำคืนนรกแตก
รีวิวและความรู้สึกหลังดู (Review)
1. การแสดงขั้นเทพของ Michael B. Jordan ไฮไลต์สำคัญคือการที่ ไมเคิล บี. จอร์แดน ต้องเล่นเป็นฝาแฝดที่มีบุคลิกต่างกันอย่างสิ้นเชิง “สโมค” เป็นคนนิ่ง สุขุม และดุดัน ในขณะที่ “สแต็ค” จะมีความเจ้าสำราญและอ่อนไหวกว่า เทคนิคการถ่ายทำและการแสดงทำให้เราเชื่อสนิทใจว่านี่คือคนสองคนจริงๆ เคมีพี่น้องดูสมจริงและทรงพลังมาก
2. บรรยากาศ “Southern Gothic” ที่กดดันและน่ากลัว ไรอัน คูเกลอร์ ฉีกแนวจากหนังฮีโร่มาทำหนังสยองขวัญได้อย่างยอดเยี่ยม บรรยากาศในหนังเต็มไปด้วยฝุ่น ความร้อน และความมืดมิดของชนบทอเมริกา ยิ่งผสมกับดนตรีแนว Blues และ Gospel ยิ่งทำให้หนังมีเสน่ห์แบบหลอนๆ แวมไพร์ในเรื่องนี้ถูกดีไซน์ให้น่ากลัว ดิบเถื่อน และรวดเร็ว ไม่ใช่แวมไพร์โรแมนติกแบบที่เราคุ้นเคยในยุคหลัง
3. ประเด็นสังคมที่สอดแทรกอย่างแนบเนียน หนังไม่ได้ขายแค่ความสยอง แต่ยังสะท้อนความเจ็บปวดของคนผิวดำในยุคนั้น การที่ตัวละครต้องหนีจาก “ปีศาจในคราบมนุษย์” (การเหยียดเชื้อชาติ) มาเจอกับ “ปีศาจจริงๆ” เป็นการเปรียบเปรยที่เจ็บแสบ ทำให้คนดูเอาใจช่วยตัวละครอย่างหนัก
4. จุดสังเกต (ข้อด้อย)
- การดำเนินเรื่อง ช่วงแรกของหนัง (Act 1) อาจจะดำเนินเรื่องค่อนข้างช้า เพราะต้องปูพื้นฐานตัวละครและบริบทสังคมก่อนที่ความสยองจะเริ่มจัดเต็มในช่วงครึ่งหลัง
- ตอนจบ บทสรุปของหนังอาจจะทำให้เสียงแตกได้ (Divisive ending) เพราะมีความทะเยอทะยานและทิ้งปมบางอย่างไว้ให้ตีความ

สรุป (Verdict)
Sinners คือหนังสยองขวัญที่มีสไตล์จัดจ้านและ “เท่” มากๆ เป็นการผสมผสานระหว่างตำนานแวมไพร์เข้ากับประวัติศาสตร์อเมริกาได้อย่างลงตัว ใครที่เบื่อหนังผีตุ้งแช่เดิมๆ และอยากดูหนังที่เน้นบรรยากาศ การแสดง และความระทึกขวัญแบบดิบๆ เรื่องนี้คือคำตอบครับ
นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกจัดเต็มในสไตล์บทความขนาดยาว (Long-form Review) สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Sinners (ซินเนอร์ส) หรือในชื่อไทย “ซินเนอร์ส คืนผีล้อม” (2025) โดยเน้นการวิเคราะห์เนื้อหา งานภาพ และการแสดง แบบไม่เน้นเล่าเรื่องย่อซ้ำซากครับ
[รีวิวเจาะลึก] Sinners (2025) เมื่อ “ปีศาจ” ในคราบมนุษย์ น่ากลัวน้อยกว่าสิ่งที่รออยู่ในเงามืด

ถ้าจะให้พูดถึงหนังที่สร้างแรงสั่นสะเทือนที่สุดในปี 2025 คงหนีไม่พ้น “Sinners” ผลงานการกลับมาจับคู่กันอีกครั้งของคู่บุญแห่งฮอลลีวูดอย่าง ไรอัน คูเกลอร์ (Ryan Coogler) และ ไมเคิล บี. จอร์แดน (Michael B. Jordan) นี่ไม่ใช่แค่หนังระทึกขวัญดาดๆ แต่มันคือการประกาศศักดาว่า “หนังสยองขวัญ” สามารถเป็นงานศิลปะชั้นครูที่สะท้อนสังคมได้อย่างเจ็บแสบ เลือดเย็น และงดงามในเวลาเดียวกัน
หลังจากที่ผมได้ดูจบ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือคำว่า “ทะเยอทะยาน” หนังเรื่องนี้กล้าที่จะฉีกขนบหนังแวมไพร์ที่เราคุ้นเคย ทิ้งภาพจำของแวมไพร์ผู้ดีในปราสาทหรู แล้วพาเราดำดิ่งสู่ความดิบเถื่อนของอเมริกาตอนใต้ในยุค Jim Crow ยุคที่ความตายหาได้ง่ายพอกับฝุ่นผง วันนี้ผมจะพาไปชำแหละทุกองค์ประกอบว่าทำไม Sinners ถึงเป็นว่าที่หนังคลาสสิกเรื่องใหม่
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความกลัวที่ซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์
จุดแข็งที่สุดของ Sinners ไม่ใช่ฉากตุ้งแช่ (Jump Scare) แต่คือ “บรรยากาศของความไม่ปลอดภัย” ที่คูเกลอร์สร้างขึ้นตั้งแต่เฟรมแรก บทหนังฉลาดมากในการเล่นกับคอนเซปต์ของ “ความกลัว 2 ระดับ”
ระดับแรกคือ ความกลัวที่จับต้องได้จริงทางประวัติศาสตร์ การเซตฉากอยู่ในยุค 1930s รัฐมิสซิสซิปปี หนังทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดกับบรรยากาศของการเหยียดสีผิว (Racism) ได้อย่างทรงพลัง โดยไม่ต้องยัดเยียดบทพูดเทศนา เราเห็นความหวาดระแวงในแววตาของตัวละคร “สโมค” และ “สแต็ค” (ฝาแฝดตัวเอก) เวลาที่ต้องเดินผ่านย่านคนขาว หรือเวลาที่ตำรวจท้องถิ่นจอดรถมอง ความกดดันนี้ทำหน้าที่เป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ
ระดับที่สองคือ ความกลัวเหนือธรรมชาติ บทหนังค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจากดราม่าอาชญากรรม มาสู่หนังสยองขวัญแบบ Creature Feature ได้อย่างแนบเนียน สิ่งที่น่าชื่นชมคือการตีความ “แวมไพร์” ใหม่ ในเรื่องนี้แวมไพร์ไม่ใช่ปีศาจที่มาจากการกัดคอเล่นๆ แต่มันผูกโยงกับเรื่องบาปกรรม (Sins) ไสยศาสตร์ท้องถิ่น (Hoodoo) และคำสาปแช่งที่ฝังรากลึกในแผ่นดิน บทหนังตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า “ใครกันแน่คือคนบาป? ปีศาจที่ฆ่าตามสัญชาตญาณ หรือมนุษย์ที่ฆ่ากันเองด้วยความเกลียดชัง?”
การดำเนินเรื่องในช่วงแรกอาจจะดูเนิบนาบสำหรับคนที่คาดหวังฉากแอ็กชันสาดกระสุนทันที แต่มันคือความเนิบที่ “คุกรุ่น” บทสนทนาระหว่างพี่น้องฝาแฝดเต็มไปด้วยชั้นเชิง มันมีการปูพื้นหลังความสัมพันธ์ที่แตกหัก ความรู้สึกผิด และความพยายามไถ่บาป ซึ่งสิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้ตอนท้ายเรื่อง—เมื่อนรกแตก—คนดูอย่างเราถึงกับนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะเราผูกพันกับตัวละครไปแล้ว เราไม่ได้แค่ลุ้นให้พวกเขารอด แต่เราเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงเลือกที่จะสู้แบบนั้น
2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ ความงดงามในความมืดมิด (Southern Gothic Aesthetic)
ต้องลุกขึ้นปรบมือให้ทีมกำกับภาพจริงๆ ครับ งานภาพของ Sinners คือมาสเตอร์พีซของความ “Dreadful” หรือความสวยงามที่ชวนขนลุก
การใช้แสงและเงา (Lighting & Shadows) หนังเรื่องนี้ใช้ความมืดเป็นอาวุธ เนื่องจากศัตรูในเรื่องจะปรากฏตัวในเวลากลางคืน ผู้กำกับภาพเลือกใช้แสงแบบ Low-key Lighting ที่ขับเน้นเงาให้ดำสนิท ตัดกับแสงตะเกียงน้ำมันหรือแสงจันทร์ที่สาดลงมากระทบผิวตัวละคร เทคนิคนี้ทำให้คนดูต้องเพ่งมองเข้าไปในความมืดหลังฉากตลอดเวลา เราจะเกิดอาการระแวงว่า “ตรงมุมมืดนั้นมีอะไรขยับหรือเปล่า?” ซึ่งเป็นเทคนิคที่คลาสสิกแต่ได้ผลชะงัด
โทนสี (Color Grading) โทนสีของหนังแบ่งแยกชัดเจนระหว่างกลางวันและกลางคืน ช่วงกลางวันภาพจะถูกย้อมด้วยสีเหลืองตุ่นๆ ของฝุ่นดิน สีน้ำตาลไหม้ และสีเขียวหม่นของหนองน้ำ ให้ความรู้สึกร้อน รก และแห้งแล้ง เหมือนกับชีวิตที่ไร้ทางออกของตัวละคร แต่พอตกกลางคืน หนังเปลี่ยนไปใช้โทนสีน้ำเงินเข้ม ดำ และแดงเลือดหมู บรรยากาศเปลี่ยนจากความร้อนระอุเป็นความเย็นยะเยือกที่บาดลึก
การออกแบบงานสร้าง (Production Design) ฉากบ้านไม้เก่าๆ ฉากร้านเหล้า Juke Joint หรือแม้แต่ฉากโบสถ์ไม้ ถูกออกแบบมาให้ดูทรุดโทรมและมีประวัติศาสตร์ ทุกรอยขีดข่วนบนผนัง ทุกคราบเลือดที่แห้งกรัง มันเล่าเรื่องราวในตัวมันเอง โดยเฉพาะฉากไคลแม็กซ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางพายุฝุ่นและการปิดล้อม มันคือความโกลาหลที่ถูกจัดวางองค์ประกอบภาพมาอย่างประณีตราวกับภาพวาดสไตล์ Baroque ที่เปื้อนเลือด
3. การแสดง การปล่อยของระดับปรากฏการณ์ของ Michael B. Jordan
ถ้าปีนี้ ไมเคิล บี. จอร์แดน ไม่มีชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่ ผมจะถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ การรับบทฝาแฝด “สโมค” (Smoke) และ “สแต็ค” (Stack) คือข้อพิสูจน์ว่าเขาก้าวข้ามจากการเป็นดาราหนังบล็อกบัสเตอร์ มาเป็นนักแสดงขายฝีมือเต็มตัวแล้ว
ความยากของการเล่นเป็นฝาแฝด เราเคยเห็นนักแสดงเล่นเป็นฝาแฝดมาหลายเรื่อง แต่สิ่งที่จอร์แดนทำใน Sinners คือการสร้าง “มนุษย์สองคน” ที่มีจิตวิญญาณต่างกันอย่างสิ้นเชิง
- สโมค เป็นตัวละครที่แบกโลกไว้ทั้งใบ สายตาของเขาแข็งกร้าว นิ่งลึก การขยับตัวจะเชื่องช้าแต่มั่นคง น้ำเสียงต่ำและหนักแน่น เขาคือตัวแทนของสัญชาตญาณการเอาตัวรอดและความเจ็บปวด
- สแต็ค ในทางกลับกัน คือตัวละครที่ใช้ชีวิตด้วยความหวังและความสนุกสนาน ท่าทางยียวน การเดินที่ดูผ่อนคลายกว่า และแววตาที่เป็นประกายเจ้าชู้
สิ่งที่น่าทึ่งคือ ฉากที่ทั้งสองคนต้องเข้าฉากด้วยกัน เราลืมไปเลยว่านี่คือนักแสดงคนเดียวกัน เคมีระหว่างพี่น้องมันดูเรียลมาก บทสนทนาที่เชือดเฉือนกันทางอารมณ์ การมองตากัน มันรับส่งกันได้อย่างลื่นไหล เทคนิค CGI ในการซ้อนภาพทำได้เนียนตาจนไร้ที่ติ แต่สิ่งที่เหนือกว่า CGI คือการแสดงสีหน้า (Micro-expressions) ของจอร์แดนที่แยกคาแรคเตอร์ได้ชัดเจนขนาดนี้

นักแสดงสมทบที่เติมเต็ม ต้องขอพูดถึง เฮลีย์ สไตน์เฟลด์ (Hailee Steinfeld) และ แจ็ค โอคอนเนลล์ (Jack O’Connell) ที่แม้บทจะไม่ได้เด่นเท่าจอร์แดน แต่พวกเขาคือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้โลกของ Sinners สมบูรณ์ โอคอนเนลล์ในบทตัวร้าย (หรือกึ่งร้าย) ที่เป็นตัวแทนอำนาจของคนขาวในยุคนั้น เล่นได้น่าหมั่นไส้และน่ากลัวแบบจิตๆ จนเราอยากจะเชียร์ให้แวมไพร์ลากไปกินเสียให้รู้แล้วรู้รอด ส่วน เดลรอย ลินโด (Delroy Lindo) ในบทผู้อาวุโส ก็ทำหน้าที่เป็นเสาหลักทางอารมณ์ของเรื่องได้อย่างน่าเกรงขาม
4. บทสรุป มากกว่าหนังสยองขวัญ คือบันทึกความเจ็บปวดที่งดงาม
Sinners ไม่ใช่หนังที่ดูจบแล้วจบกัน แต่มันจะทิ้งตะกอนบางอย่างไว้ในใจคุณ มันคือการสำรวจ “บาป” ในใจมนุษย์ผ่านเลนส์ของหนังสยองขวัญเหนือธรรมชาติ
ช่วงสุดท้ายของหนัง (Third Act) คือการระเบิดอารมณ์ที่บ้าคลั่ง มันไม่ใช่แค่การสู้กับผีดิบ แต่มันคือการสู้เพื่อยืนยันการมีตัวตนของตัวละคร การต่อสู้เพื่อปกป้องบ้าน และการไถ่บาปในอดีต ฉากแอ็กชันมีความดิบ โหด และสมจริงตามสไตล์ Ryan Coogler (นึกถึงความหนักหน่วงแบบ Creed ผสมกับความหลอน) เสียงปืนลูกซองที่ดังก้อง เสียงกรีดร้อง และเสียงฉีกกระชากเนื้อหนัง ถูกมิกซ์เสียงมาให้เร้าใจจนหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ข้อสังเกตเล็กน้อย สำหรับบางคน ช่วงกลางเรื่องอาจจะรู้สึกว่าหนังแอบใส่ประเด็นดราม่าครอบครัวเข้ามาเยอะจนเกือบจะลืมความน่ากลัวของแวมไพร์ไปบ้าง และตอนจบของเรื่องอาจจะเป็นแบบ “ปลายเปิด” (Open-ended) ที่ทิ้งให้คนดูไปถกเถียงกันต่อ ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าเป็นเสน่ห์ แต่สำหรับคนที่ชอบบทสรุปแบบเคลียร์คัท 100% อาจจะรู้สึกขัดใจเล็กน้อย
คำตัดสิน ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ให้มากกว่าความบันเทิง หนังที่มีงานภาพระดับเทพ บทภาพยนตร์ที่คมคาย และการแสดงระดับมาสเตอร์พีซของ Michael B. Jordan “Sinners” คือภาพยนตร์ที่คุณห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง มันคือการยกระดับหนังแนวแวมไพร์ให้กลับมาน่าเกรงขามและศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง
นี่ไม่ใช่แค่หนังผี… แต่มันคือ “บทกวีแห่งเลือดและน้ำตา” ของผู้ถูกกดขี่ ที่ลุกขึ้นมาทวงคืนวิญญาณของตัวเอง
คะแนนความชอบส่วนตัว 9/10 (ตัดคะแนนเล็กน้อยตรงเพซซิ่งช่วงกลางเรื่อง แต่โดยรวมคือหนังคุณภาพระดับ A-List)
หวังว่ารีวิวนี้จะช่วยประกอบการตัดสินใจ (หรือเพิ่มอรรถรสหลังดู) ได้นะครับ ถ้าชอบสไตล์การเขียนแบบนี้ หรืออยากให้เจาะลึกฉากไหนเป็นพิเศษ บอกกันได้เลยครับ!
นักแสดงหลักของภาพยนตร์เรื่อง Sinners (2025) พร้อมประวัติโดยย่อและผลงานเด่นที่ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จัก ซึ่งเป็นการรวมตัวของนักแสดงระดับ “ยอดฝีมือ” ที่น่าจับตามองมากครับ
1. ไมเคิล บี. จอร์แดน (Michael B. Jordan)
- รับบท ฝาแฝด Smoke (สโมค) และ Stack (สแต็ค)
- ประวัติย่อ ซูเปอร์สตาร์แถวหน้าของฮอลลีวูดและเป็น “นักแสดงคู่บุญ” ของผู้กำกับไรอัน คูเกลอร์ (ร่วมงานกันมาตั้งแต่ Fruitvale Station). จอร์แดนโดดเด่นด้วยการแสดงที่ใช้พลังงานสูงและร่างกายที่แข็งแกร่ง เขามักได้รับบทที่ต้องแสดงอารมณ์ซับซ้อนภายใต้ท่าทีที่ดุดัน ในเรื่อง Sinners ถือเป็นความท้าทายสูงสุดในอาชีพของเขาเพราะต้องเล่นเป็นสองคาแรคเตอร์ที่นิสัยต่างกันสุดขั้ว
- ผลงานเด่น
- Black Panther (รับบท Killmonger ตัวร้ายที่มีมิติที่สุดคนหนึ่งของ Marvel)
- Creed I-III (รับบท Adonis Creed นักมวยลูกชายของ Apollo Creed)
- Fruitvale Station
2. เฮลีย์ สไตน์เฟลด์ (Hailee Steinfeld)
- รับบท (ยังไม่เปิดเผยชื่อตัวละครอย่างเป็นทางการ แต่เป็นบทนำฝ่ายหญิงที่มีความสำคัญ)
- ประวัติย่อ นักแสดงหญิงและนักร้องมากความสามารถ เธอแจ้งเกิดตั้งแต่อายุยังน้อยด้วยการเข้าชิงรางวัลออสการ์จากเรื่อง True Grit (2010) ในวัยเพียง 14 ปี เฮลีย์ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นธรรมชาติและเสน่ห์ที่ล้นเหลือ สามารถเล่นได้ทั้งบทดราม่าหนักๆ และบทแอ็กชันคอเมดี้
- ผลงานเด่น
- Hawkeye (ซีรีส์ Marvel รับบท Kate Bishop)
- Bumblebee (ภาพยนตร์แฟรนไชส์ Transformers)
- Spider-Man Into the Spider-Verse (ให้เสียง Gwen Stacy)
- Pitch Perfect 2 & 3
3. แจ็ค โอคอนเนลล์ (Jack O’Connell)
- รับบท ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการปะทะกับพระเอก (คาดว่าเป็นตัวแทนอำนาจฝ่ายตรงข้าม)
- ประวัติย่อ นักแสดงชาวอังกฤษที่มีสไตล์การแสดงแบบ “ดิบ เถื่อน และระเบิดอารมณ์” (Raw & Intense) เขามักได้รับบทตัวละครที่ต้องดิ้นรนหรือมีความซับซ้อนทางจิตใจ เป็นนักแสดงสายขายฝีมือที่มักได้รับคำชมจากนักวิจารณ์เสมอ
- ผลงานเด่น
- Unbroken (ภาพยนตร์สงครามที่กำกับโดย Angelina Jolie)
- ’71 (หนังทหารเอาตัวรอดสุดระทึก)
- Godless (มินิซีรีส์คาวบอยทาง Netflix)
4. เดลรอย ลินโด (Delroy Lindo)
- รับบท ผู้อาวุโสหรือผู้มีอิทธิพลในชุมชน (บทสมทบที่ทรงพลัง)
- ประวัติย่อ นักแสดงรุ่นใหญ่ลายครามที่อยู่ในวงการมานานกว่า 4 ทศวรรษ โดดเด่นด้วยเสียงที่ทุ้มลึกและการแสดงที่น่าเกรงขาม เขากลับมาเฉิดฉายและได้รับคำชมล้นหลามอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจากการร่วมงานกับผู้กำกับ Spike Lee
- ผลงานเด่น
- Da 5 Bloods (ได้รับคำชมขั้นสูงสุดจนเกือบได้เข้าชิงออสการ์)
- Malcolm X
- The Good Fight (ซีรีส์กฎหมาย)
5. วุนมี โมซากู (Wunmi Mosaku)
- รับบท (บทสมทบสำคัญ)
- ประวัติย่อ นักแสดงหญิงชาวไนจีเรีย-อังกฤษ ที่กำลังมาแรงในสายหนังระทึกขวัญและไซไฟ เธอมีความสามารถในการเล่นบทที่ดูลึกลับและน่าค้นหา
- ผลงานเด่น
- Lovecraft Country (ซีรีส์สยองขวัญช่อง HBO)
- Loki (ซีรีส์ Marvel รับบท B-15)
- His House (หนังสยองขวัญทาง Netflix ที่ได้รับคำชมสูงมาก)
ภาพรวมนักแสดง การแคสติ้งชุดนี้มีความน่าสนใจตรงที่ เป็นการรวมตัวของ “Michael B. Jordan” ที่เป็นสายพลังดารา (Star Power) เข้ากับกลุ่มนักแสดงสายขายฝีมือ (Character Actors) อย่าง Jack O’Connell และ Delroy Lindo ซึ่งรับประกันได้ว่าฉากปะทะอารมณ์ใน Sinners จะดุเดือดไม่แพ้ฉากแอ็กชันแน่นอนครับ movieseries