รีวิว The Accountant 2 ภาคต่อที่สมศักดิ์ศรี! เมื่อพี่น้องจับมือกันเดือด

The Accountant 2

เรื่องย่อของภาพยนตร์ The Accountant 2 (อัจฉริยะคนบัญชีเพชฌฆาต 2) ครับ ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายไปแล้วในช่วงปี 2025 และเป็นการกลับมาสานต่อเรื่องราวจากภาคแรกที่แฟนๆ รอคอยกันมานาน

🎬 ข้อมูลภาพยนตร์

  • ชื่อเรื่อง The Accountant 2 (อัจฉริยะคนบัญชีเพชฌฆาต 2)
  • แนว แอ็กชัน / ระทึกขวัญ / อาชญากรรม
  • ผู้กำกับ Gavin O’Connor (จากภาคแรก)
  • นักแสดงนำ Ben Affleck, Jon Bernthal, J.K. Simmons, Cynthia Addai-Robinson, Daniella Pineda
The Accountant 2

📝 เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวในภาคนี้เกิดขึ้นหลายปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก เมื่อ เรย์ คิง (J.K. Simmons) อดีตผู้อำนวยการกรมสรรพากรที่เกษียณไปแล้ว ได้ถูกลอบสังหารอย่างปริศนา แต่ก่อนตายเขาได้ทิ้งข้อความสำคัญไว้บนแขนตัวเองว่า “Find the Accountant” (ตามหานักบัญชี)

ข้อความนี้ทำให้ แมรี่เบธ เมดิน่า (Cynthia Addai-Robinson) เจ้าหน้าที่รุ่นน้องที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ต้องออกตามหาตัว คริสเตียน วูลฟ์ (Ben Affleck) เพื่อขอความช่วยเหลือในการไขคดีฆาตกรรมนี้ การสืบสวนพาคริสเตียนกลับเข้าสู่โลกใต้ดินอีกครั้ง แต่ครั้งนี้งานยากเกินกว่าจะทำคนเดียว เขาจึงต้องหันไปขอความร่วมมือจากน้องชายแท้ๆ ที่ห่างเหินกันไปอย่าง แบรกซ์ (Jon Bernthal) ซึ่งเป็นนักฆ่าฝีมือพระกาฬ

สองพี่น้องต้องร่วมมือกัน (แบบกัดกันบ้าง) เพื่อเปิดโปงองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการฟอกเงิน โดยมีกุญแจสำคัญอยู่ที่หญิงสาวลึกลับชื่อ อานาอิส (Daniella Pineda) ที่อาจเป็นเหยื่อหรือเพชฌฆาตในเกมนี้

💬 รีวิว (Review)

จุดเด่น

  • เคมีพี่น้องคู่วูลฟ์ ไฮไลต์ที่สุดของภาคนี้คือการได้เห็น Ben Affleck และ Jon Bernthal มาจับคู่กันเต็มๆ ความสัมพันธ์แบบ “พี่น้องที่รักกันแต่แสดงออกไม่เป็น” สร้างสีสันและมุกตลกหน้าตาย (Deadpan humor) ได้ดีมาก ทำให้หนังดูสนุกและมีมิติมากกว่าแค่หนังยิงกัน
  • ฉากแอ็กชันที่ดุดัน สไตล์การต่อสู้ยังคงความดิบ เม่นยำ และรวดเร็วตามสไตล์ The Accountant โดยเฉพาะเมื่อมีแบรกซ์เข้ามาร่วมทีม ทำให้ฉากบู๊มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งการวางแผนแบบอัจฉริยะของพี่ และความบ้าระห่ำของน้อง
  • การขยายปมตัวละคร หนังให้พื้นที่กับประเด็นความแตกต่างทางระบบประสาท (Neurodiversity) ของคริสเตียนมากขึ้น และแสดงให้เห็นว่าเขามองโลกอย่างไร ซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของแฟรนไชส์นี้

จุดสังเกต

  • บทที่ซับซ้อนแต่หลวม พล็อตเรื่องพยายามผูกปมเรื่องการค้ามนุษย์และองค์กรลับซับซ้อน แต่การเล่าเรื่องบางช่วงดูรวบรัดและไม่สมเหตุสมผลเท่าภาคแรก (โดยเฉพาะฉากการแฮ็กข้อมูลที่ดูแฟนตาซีไปหน่อย)
  • โทนหนังที่เปลี่ยนไป ภาคนี้มีความเป็น “หนังคู่หู” (Buddy Cop) มากขึ้น ซึ่งอาจจะลดทอนความลึกลับและบรรยากาศตึงเครียดแบบภาคแรกลงไปบ้าง

ภาพรวม The Accountant 2 เป็นภาคต่อที่ทำออกมาเพื่อเซอร์วิสแฟนคลับภาคแรกโดยเฉพาะ แม้บทจะไม่ได้คมกริบเท่าเดิม แต่ความสนุกจากการได้เห็นพี่น้องวูลฟ์ร่วมมือกันถล่มเหล่าร้ายนั้นคุ้มค่าแก่การรับชมครับ เป็นหนังแอ็กชันที่ดูเพลินและบันเทิงได้ดี

นี่คือรีวิวฉบับเจาะลึก (Deep Dive Review) ของภาพยนตร์ The Accountant 2 ในสไตล์บทความวิจารณ์ภาพยนตร์ขนาดยาว ที่เน้นวิเคราะห์องค์ประกอบศิลป์ การแสดง และบทภาพยนตร์ มากกว่าการเล่าเรื่องย่อครับ

รีวิวเจาะลึก The Accountant 2 – เมื่อสมการเลือดถูกแก้ด้วย “ความเป็นพี่น้อง” (No Spoilers)

บทนำ การรอคอยของแฟนหนังสาย Tactical ASMR

หากย้อนกลับไปในปี 2016 ภาพยนตร์เรื่อง The Accountant เปรียบเสมือนม้ามืดที่เข้ามาเขย่าวงการหนังแอ็กชันทริลเลอร์ ด้วยพล็อตที่ฟังดูแปลกประหลาด—นักบัญชีที่เป็นอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ เป็นออทิสติก และเป็นนักฆ่าฝีมือพระกาฬ—ฟังดูเหมือนจะเป็นส่วนผสมที่ไม่น่าจะเข้ากันได้ แต่ผู้กำกับ Gavin O’Connor และ Ben Affleck กลับพิสูจน์ให้เห็นว่ามันคือความลงตัวที่ดิบ เถื่อน และเท่ระเบิด จนกลายเป็นหนังที่มีฐานแฟนคลับเฉพาะกลุ่ม (Cult Following) อย่างเหนียวแน่น

การกลับมาใน The Accountant 2 ในปี 2025 นี้ จึงไม่ใช่แค่การสร้างภาคต่อเพื่อโกยเงิน แต่เป็นการ “ขยายจักรวาล” ของตัวละคร คริสเตียน วูลฟ์ ให้กว้างขึ้น ลึกขึ้น และที่สำคัญคือ “มีความเป็นมนุษย์” มากขึ้น หลังจากที่ได้ชมจนจบเครดิต ผมกล้าพูดได้เลยว่า นี่คือตัวอย่างที่ดีของการทำภาคต่อที่เคารพต้นฉบับ แต่ก็กล้าที่จะฉีกขนบเดิมของตัวเองออกไป

ในบทความนี้ ผมจะพาทุกท่านไปสำรวจ 3 แกนหลักที่ขับเคลื่อนหนังเรื่องนี้ บทภาพยนตร์ที่เล่นกับความสัมพันธ์, งานภาพที่ยังคงความ ‘เนี้ยบ’, และการแสดงระดับมาสเตอร์คลาสของคู่พี่น้อง

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง จาก Solo สู่ Duo และปมดราม่าที่จับต้องได้

ในภาคแรก เสน่ห์ของหนังคือ “ความลึกลับ” เราไม่รู้ว่าคริสเตียนคือใคร เราค่อยๆ แกะรอยจิ๊กซอว์ไปพร้อมกับตัวละคร แต่ในภาค 2 โจทย์เปลี่ยนไปครับ ความลึกลับหายไปแล้วเพราะเรารู้จักเขาดี สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือ “พลวัตของความสัมพันธ์” (Relationship Dynamics)

ความสัมพันธ์พี่น้องคือหัวใจหลัก บทภาพยนตร์ในภาคนี้โฟกัสไปที่จุดที่แฟนๆ เรียกร้องมากที่สุด นั่นคือการโคจรมาพบกันและร่วมงานกันเต็มตัวของ คริสเตียน วูลฟ์ (Ben Affleck) และ แบรกซ์ (Jon Bernthal) น้องชายผู้บ้าดีเดือด หากเปรียบภาคแรกเป็นหนังฉายเดี่ยวที่เงียบขรึม ภาคสองคือหนังคู่หู (Buddy Movie) ที่มีความผิดฝาผิดตัวอย่างรุนแรง

บทเขียนให้สองตัวละครนี้เหมือน “หยินและหยาง” ที่สมบูรณ์แบบ คริสเตียนคือความนิ่ง ความเป็นระเบียบ และตรรกะที่ไร้ความรู้สึก ส่วนแบรกซ์คือความโกลาหล อารมณ์รุนแรง และสัญชาตญาณดิบ การเขียนบทให้สองคนนี้ต้องมาไขคดีร่วมกัน สร้างสถานการณ์ที่ทั้งตลกขบขัน (แบบตลกร้าย) และซาบซึ้งกินใจ บทสนทนาระหว่างสองพี่น้องไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่มันคือการบำบัดปมในอดีต (Trauma) ของครอบครัวที่แตกสลาย

พล็อตเรื่องที่ซับซ้อนขึ้นแต่เดาง่าย? ต้องยอมรับตามตรงว่า ในแง่ของ “ปมคดีอาชญากรรม” (The Mystery Case) ภาคนี้อาจจะดูดร็อปลงกว่าภาคแรกเล็กน้อย พล็อตเรื่องเกี่ยวกับการตามหาฆาตกรและการเปิดโปงองค์กรการเงินระดับโลกนั้น แม้จะมีความซับซ้อนในเชิงเทคนิคบัญชี (Forensic Accounting) แต่ในเชิงโครงสร้างหนังอาชญากรรม มันค่อนข้างเป็นเส้นตรง (Linear) ผู้ชมที่ดูหนังแนวสืบสวนบ่อยๆ อาจจะพอเดาทางออกว่าใครคือตัวบงการใหญ่ตั้งแต่กลางเรื่อง

แต่จุดที่มาชดเชยคือ “จังหวะการเล่าเรื่อง” (Pacing) ที่กระชับขึ้น หนังตัดส่วนของการปูพื้นฐานตัวละครออกไป ทำให้เรากระโดดเข้าสู่สถานการณ์ตึงเครียดได้เร็วขึ้น บทพยายามสอดแทรกประเด็นเรื่องศีลธรรมสีเทา (Grey Morality) ว่าการฆ่าคนเพื่อผดุงความยุติธรรมในแบบของคริสเตียนนั้น ยังเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หรือไม่ในโลกที่เปลี่ยนไป

อีกจุดที่น่าชื่นชมคือ การที่บทยังคงให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงภาวะ Asperger’s ของคริสเตียน ไม่ใช่แค่ใส่มาเป็น Gimmick แต่ใช้เป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหา ทั้งการสังเกตแพทเทิร์นตัวเลข หรือการจดจำรายละเอียดที่คนทั่วไปมองข้าม บททำให้เราเห็นว่า “ความแตกต่าง” ของเขาคือ “พลังวิเศษ” อย่างแท้จริง

2. งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ ความงดงามในความเงียบและความรุนแรง

ถ้าถามว่าเอกลักษณ์ของแฟรนไชส์ The Accountant คืออะไร คำตอบคือ “ความสะอาด” (Cleanliness) และในภาค 2 นี้ งานภาพก็ยังคงรักษามาตรฐานนั้นไว้อย่างดีเยี่ยม

Cinematography (การกำกับภาพ) โทนสีของหนังยังคงคุมโทนด้วยสีฟ้าหม่น เทา และขาว (Desaturated Colors) สะท้อนถึงโลกในมุมมองของคริสเตียนที่เย็นชาและเป็นระบบระเบียบ งานกล้องมีความนิ่ง มั่นคง ไม่ใช้ Shaky Cam หรือกล้องสั่นไหวจนเวียนหัวในฉากแอ็กชัน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ายกย่องมากในยุคที่หนังแอ็กชันส่วนใหญ่ชอบใช้การตัดต่อฉึบฉับเพื่อปกปิดคิวบู๊

ผู้กำกับภาพเลือกใช้เฟรมภาพที่สมมาตร (Symmetry) บ่อยครั้ง เพื่อสื่อถึงจิตใจที่ต้องการความสมบูรณ์แบบของตัวเอก แต่เมื่อตัวละครแบรกซ์เข้ามาในฉาก มุมกล้องจะเริ่มมีความเอียง หรือใช้แสงเงาที่ตัดกันรุนแรง (High Contrast) เพื่อสื่อถึงความไร้ระเบียบที่เข้ามาปะทะกับโลกของคริสเตียน

Action Choreography (การออกแบบคิวบู๊) นี่คือไฮไลต์ที่ต้องพูดถึง คิวบู๊ในภาคนี้ยกระดับจาก “Pencak Silat” (ปันจักสีลัต) ในภาคแรก ผสมผสานกับ Judo และ Tactical Shooting ที่ดุดันขึ้น

  • คริสเตียน สไตล์การต่อสู้ของเขายังคงเป็นแบบ “Efficiency over Flair” (เน้นประสิทธิภาพมากกว่าความสวยงาม) ทุกการเคลื่อนไหวมีวัตถุประสงค์เดียวคือ “หยุดคู่ต่อสู้ให้เร็วที่สุด” การยิงปืนยังคงเป็นแบบ Double Tap ที่แม่นยำเหมือนเครื่องจักร ฉากยิงปืนระยะไกล (Sniper) ยังคงทำออกมาได้ลุ้นระทึกและเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ
  • แบรกซ์ สไตล์ของแบรกซ์คือความดิบเถื่อน เขาใช้ร่างกายปะทะ ใช้สิ่งของรอบตัวเป็นอาวุธ สไตล์การต่อสู้ของเขาดูสกปรกกว่า (Brawler) แต่ทรงพลัง เมื่อสองสไตล์นี้มาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กัน มันเกิดเป็นภาพแอ็กชันที่มีเลเยอร์ มีจังหวะหนักเบาที่สอดรับกันอย่างน่าทึ่ง

Sound Design (การออกแบบเสียง) เสียงในหนังเรื่องนี้คือพระเอกอีกคน เสียงปืนใน The Accountant 2 ยังคงเป็นเสียงปืนที่ “สมจริงและน่ากลัว” ที่สุดเรื่องหนึ่งในฮอลลีวูด เสียงกระสุนกระทบเนื้อ เสียงปลอกกระสุนตกพื้น หรือแม้แต่เสียงปากกาขีดเขียนบนกระดานไวท์บอร์ด ถูกมิกซ์เสียงมาให้ชัดเจนและมีน้ำหนัก เพื่อให้คนดูสัมผัสถึงความไวต่อเสียง (Hypersensitivity) ของคริสเตียน

3. การแสดง เมื่อดวงตาเล่าเรื่องได้ดีกว่าคำพูด

มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีวิญญาณ นั่นคือ พลังดารา (Star Power) และทักษะการแสดง

Ben Affleck ในบท Christian Wolff ต้องยอมรับว่านี่คือหนึ่งในบทบาทที่ดีที่สุดในอาชีพการแสดงของ Ben Affleck (รองจาก Gone Girl และ The Way Back) การแสดงเป็นผู้ที่มีภาวะออทิสติกที่มีทักษะสูง (High-functioning Autism) เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ถ้าเล่นมากไปจะดูเป็นการล้อเลียน ถ้าเล่นน้อยไปก็จะดูเป็นแค่คนหน้านิ่ง

แต่ Ben Affleck ทำการบ้านมาดีมาก เขาถ่ายทอดผ่าน “ภาษากาย” (Micro-expressions) ได้อย่างยอดเยี่ยม การหลบสายตา (Lack of eye contact) การขยับนิ้วมือเมื่อเกิดความเครียด หรือการพยายามฝืนยิ้มเมื่อต้องเข้าสังคม ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติและไม่จงใจ สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือ “ดวงตา” ของเขา ที่ดูว่างเปล่าในยามปกติ แต่กลับลุกวาวด้วยความมุ่งมั่นเมื่อเห็นตัวเลขหรือเป้าหมาย เขาทำให้เราเชื่อว่าภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยนั้น มีพายุอารมณ์ที่หมุนวนอยู่ข้างใน

Jon Bernthal ในบท Brax ถ้า Ben คือน้ำแข็ง Jon คือไฟบรรลัยกัลป์ Jon Bernthal เกิดมาเพื่อบทนี้จริงๆ เขาขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัว พลังงานของเขาเหลือล้น (Charismatic Chaos) เขาสามารถเล่นบทนักฆ่าที่เหี้ยมโหดได้น่ากลัว แต่ในวินาทีถัดมา เขาก็สามารถทำหน้าตางอแงเหมือนเด็กน้อยที่เรียกร้องความสนใจจากพี่ชาย

เคมีระหว่างเขากับ Ben คือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลมกล่อม ฉากที่ทั้งสองคนนั่งคุยกันในรถ หรือฉากที่ทะเลาะกันเรื่องแผนการ เป็นช่วงเวลาที่หนังดูมีชีวิตชีวาที่สุด Jon ทำให้เราเห็นด้านที่เปราะบางของตัวละครแบรกซ์ ว่าจริงๆ แล้วเขาก็แค่เด็กผู้ชายที่น้อยใจพี่ชายที่ทิ้งเขาไป การแสดงของเขาทำให้ตัวละครนี้ไม่ใช่แค่ตัวประกอบขาลุย แต่เป็นตัวละครที่มีหัวใจ

J.K. Simmons และ Cynthia Addai-Robinson J.K. Simmons ในบท Ray King แม้จะมีบทบาทน้อยลง แต่ทุกฉากที่เขาออกมาคือคุณภาพ เขาคือสมอเรือที่ยึดโยงเรื่องราวในอดีตกับปัจจุบัน ส่วน Cynthia ในบท Medina ก็เติบโตขึ้นจากภาคแรก เธอดูแกร่งขึ้น ฉลาดขึ้น และก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นหลักในเกมนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ใช่แค่ลูกน้องที่คอยเดินตามคำสั่งอีกต่อไป

บทสรุป มากกว่าแค่หนังแอ็กชัน แต่มันคือเรื่องราวของครอบครัว

โดยสรุป The Accountant 2 ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ภาคต่อที่ดีควรทำ มันไม่ได้พยายามจะยิ่งใหญ่กว่าเดิมในแง่ของสเกลระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่มันพยายามจะ “ลึกซึ้ง” กว่าเดิมในแง่ของตัวละคร

หนังเรื่องนี้อาจจะมีจุดอ่อนบ้างในเรื่องของพล็อตสืบสวนที่อาจจะดูเบาบางลงเมื่อเทียบกับความเข้มข้นในภาคแรก และตัวร้ายหลักที่อาจจะดูขาดมิติไปบ้างเมื่อเทียบกับความโดดเด่นของคู่พี่น้อง แต่สิ่งเหล่านี้ถูกชดเชยด้วยเคมีของนักแสดงนำ งานภาพที่สวยงาม และฉากแอ็กชันที่ออกแบบมาอย่างประณีตบรรจง

สำหรับผม The Accountant 2 คือจดหมายรักถึงแฟนหนังภาคแรก และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า Ben Affleck ยังคงเป็นนักแสดงระดับแถวหน้าของวงการที่สามารถแบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าได้อย่างสบายๆ movieseries

คะแนนรีวิว

  • เนื้อเรื่อง 7.5/10 (สนุก ซึ้งเรื่องพี่น้อง แต่ปมสืบสวนเดาง่ายไปนิด)
  • การแสดง 9.5/10 (Ben และ Jon คือคู่หูแห่งปี)
  • งานภาพและเสียง 9/10 (Tactical, Clean, และเสียงปืนที่สะใจที่สุด)
  • ความคุ้มค่า 8.5/10

นี่คือหนังที่คุณไม่ควรพลาด โดยเฉพาะถ้าคุณหลงใหลในความเนี้ยบ ความเท่ และความสัมพันธ์ของลูกผู้ชายที่พูดน้อยแต่ต่อยหนัก มันคือความบันเทิงความยาว 2 ชั่วโมงที่คุ้มค่าตั๋วทุกบาททุกสตางค์ครับ.

รายชื่อนักแสดงหลักของภาพยนตร์ The Accountant 2 พร้อมประวัติและผลงานเด่นโดยย่อครับ

1. Ben Affleck (เบน แอฟเฟล็ก)

  • รับบท Christian Wolff (คริสเตียน วูลฟ์) – นักบัญชีอัจฉริยะที่มีทักษะการต่อสู้ระดับพระกาฬ
  • ประวัติย่อ นักแสดง ผู้กำกับ และนักเขียนบทชาวอเมริกันผู้มากความสามารถ เขาแจ้งเกิดจากบทบาทใน Good Will Hunting (1997) ซึ่งทำให้เขาได้รับรางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยมร่วมกับแมตต์ เดมอน ผลงานการแสดงที่โดดเด่นอื่นๆ ได้แก่ Gone Girl, Batman v Superman Dawn of Justice (รับบทแบทแมน) และผลงานกำกับที่คว้ารางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่าง Argo (2012)

2. Jon Bernthal (จอน เบิร์นธัล)

  • รับบท Braxton (แบรกซ์) – น้องชายของคริสเตียนที่เป็นนักฆ่ารับจ้าง
  • ประวัติย่อ นักแสดงสายบู๊ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจากบุคลิกที่ดิบเถื่อนและดุดัน เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากบท Shane Walsh ในซีรีส์ The Walking Dead และบท Frank Castle หรือ The Punisher ในซีรีส์จักรวาล Marvel ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ ได้แก่ The Wolf of Wall Street, Fury, Baby Driver และ Ford v Ferrari

3. J.K. Simmons (เจ.เค. ซิมมอนส์)

  • รับบท Ray King (เรย์ คิง) – อดีตผู้อำนวยการกรมสรรพากร (FinCEN) ผู้กุมความลับบางอย่าง
  • ประวัติย่อ นักแสดงรุ่นเก๋ามากฝีมือเจ้าของรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากเรื่อง Whiplash (2014) เขาเป็นที่รักของแฟนหนังทั่วโลกจากบท J. Jonah Jameson บรรณาธิการขี้โมโหในไตรภาค Spider-Man และยังมีผลงานที่น่าจดจำมากมายทั้งใน Juno, La La Land รวมถึงการพากย์เสียงในอนิเมชั่นเรื่อง Invincible

4. Cynthia Addai-Robinson (ซินเธีย แอดได-โรบินสัน)

  • รับบท Marybeth Medina (แมรี่เบธ เมดิน่า) – เจ้าหน้าที่สรรพากรที่เคยมารับช่วงต่อจากเรย์ คิง
  • ประวัติย่อ นักแสดงชาวอังกฤษ-อเมริกัน เริ่มมีชื่อเสียงจากบท Naevia ในซีรีส์นักรบโรมัน Spartacus นอกจากนี้เธอยังรับบทสำคัญอย่าง Amanda Waller ในซีรีส์ Arrow และบท Nadine Memphis ในซีรีส์ Shooter ผลงานล่าสุดที่โด่งดังคือการรับบทราชินี Tar-Míriel ในซีรีส์ฟอร์มยักษ์ The Lord of the Rings The Rings of Power

5. Daniella Pineda (แดเนียลลา พิเนด้า)

  • รับบท Anaïs (อานาอิส) – หญิงสาวลึกลับที่เป็นตัวแปรสำคัญในภารกิจครั้งใหม่
  • ประวัติย่อ นักแสดงหญิงเชื้อสายเม็กซิกัน-อเมริกัน เธอเริ่มเป็นที่รู้จักจากซีรีส์ The Originals ก่อนจะก้าวเข้าสู่หนังบล็อกบัสเตอร์ด้วยบท Zia Rodriguez ใน Jurassic World Fallen Kingdom และ Jurassic World Dominion นอกจากนี้เธอยังรับบท Faye Valentine ในซีรีส์ Cowboy Bebop ฉบับคนแสดงของ Netflix อีกด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *