[Review] Ice Road Vengeance 2025 “พ่อ” กลับมาแล้ว!

สวัสดีครับ นี่คือการวิเคราะห์และวิจารณ์ “เหยียบระห่ำ ฝ่านรกเยือกแข็ง แค้นมิดไมล์” (Ice Road Vengeance) ประจำปี 2025 ที่คุณรอคอย

ต้องบอกกันตามตรง เมื่อเราได้ยินชื่อ เลียม นีสัน กลับมารับบท ไมค์ แมคแคน อีกครั้งในภาคต่อของ The Ice Road (2021) คำถามแรกในใจไม่ใช่ “หนังจะดีไหม” แต่เป็น “ครั้งนี้เขาจะขับรถบรรทุกฝ่าอะไรอีก?”

คำตอบที่ได้จาก Ice Road Vengeance นั้น ทั้งน่าประหลาดใจและน่าเหนื่อยใจในเวลาเดียวกัน หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การกลับมาของราชาหนังแอ็กชันรุ่นใหญ่ (Geriatric Action) ที่เราคุ้นเคย แต่เป็นการยกระดับสเกลของ “นรกเยือกแข็ง” จากที่ราบน้ำแข็งของแคนาดา สู่หลังคาโลกที่เนปาล และเปลี่ยนโหมดจาก “ภารกิจกู้ภัย” ไปสู่ “ภารกิจล้างแค้น” ที่ดิบและดุดันกว่าเดิมอย่างชัดเจน

นี่คือการวิเคราะห์เจาะลึกในทุกมิติ ทั้งเนื้อเรื่อง (หรือสิ่งที่พยายามจะเป็น), งานภาพที่ทั้งสวยงามและน่าหวาดเสียว และการแสดงที่ “แบก” หนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าที่เหนื่อยล้าของชายวัย 70 กว่า

🏔️ ภาคหนึ่ง: การเล่าเรื่อง (The Narrative) – เมื่อ “การขับรถ” ไม่ใช่แค่การส่งของ

สิ่งที่ต้องชมก่อนเลยคือ ทีมผู้สร้างรู้ตัวดีว่าจุดแข็งของภาคแรก (ที่หลายคนมองว่าเป็น B-Movie เกรดดี) คืออะไร นั่นคือ “ความตึงเครียดจากสถานการณ์บีบคั้น” ไม่ใช่ “บทที่ซับซ้อน”

Ice Road Vengeance ไม่ได้พยายามจะเป็นหนังชิงออสการ์ มันรู้ดีว่าคนดูซื้อตั๋วมาเพื่ออะไร

การขยี้ปม “ความแค้น” (The Vengeance)

หนังเรื่องนี้ฉลาดที่ “ไม่เน้นเรื่องย่อ” อย่างที่คุณว่า เพราะพล็อตเรื่องจริงๆ นั้นบางเฉียบเหมือนน้ำแข็งที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ แต่สิ่งที่หนัง “เน้น” คืออารมณ์ครับ

ภาคนี้ ไมค์ แมคแคน ไม่ใช่คนขับรถบรรทุกที่รับจ็อบเสี่ยงตายเพื่อเงินอีกต่อไป แต่เขาคือชายที่สูญเสียน้องชาย (เกอร์ตี) จากเหตุการณ์ในภาคแรก จิตใจของเขาพังทลาย และความรู้สึกผิดคือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนเขา

หนังเปิดเรื่องด้วยการแสดงให้เห็นว่าไมค์พยายามใช้ชีวิตปกติ แต่ทำไม่ได้ “เสียง” ของเกอร์ตี และ “ภาพ” ของน้ำแข็งที่แตกสลาย ยังคงหลอกหลอนเขา จนกระทั่งเขาพบเบาะแสว่า “อุบัติเหตุ” ในภาคแรก อาจไม่ใช่แค่อุบัติเหตุ แต่เป็นการ “ฆาตกรรม” ที่วางแผนไว้โดยกลุ่มทุนพลังงานที่สูญเสียผลประโยชน์

นี่คือจุดที่หนัง “เหยียบคันเร่ง” ทันที

Ice Road Vengeance ไม่เสียเวลาปูเรื่องนาน มันโยนไมค์จากอเมริกาเหนือไปยังเทือกเขาหิมาลัยในเนปาลอย่างรวดเร็ว (ด้วยเหตุผลที่อาจจะฟังดู “แถ” ไปบ้าง แต่เราก็ยอมๆ มันไป) เพื่อตามล่าคนที่อยู่เบื้องหลัง

โครงสร้างการเล่าเรื่อง: การเดินทาง 3 องก์ บนเส้นทางมรณะ

สิ่งที่น่าสนใจคือการออกแบบการเล่าเรื่อง หนังไม่ได้เล่าแบบ “สืบสวนสอบสวน” ที่ค่อยๆ คลายปม แต่เล่าแบบ “เกมไล่ล่า” (Cat and Mouse) บนถนนที่อันตรายที่สุดในโลก

  • องก์ที่ 1: การจุดไฟแค้น – แนะนำไมค์ในภาวะซึมเศร้า การค้นพบความจริง และการตัดสินใจเดินทางสู่เนปาล
  • องก์ที่ 2: นรกบนดิน (หรือบนฟ้า) – นี่คือหัวใจของหนังเกือบ 70% ของเรื่อง คือการขับรถบรรทุก (อีกแล้ว!) แต่คราวนี้ไม่ใช่บน “ทะเลสาบน้ำแข็ง” แต่เป็นบน “ถนนบนขอบหน้าผา” (Cliffside Roads) ที่สูงเสียดฟ้าของเนปาล
  • องก์ที่ 3: การสะสาง – การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายที่ไม่ได้จบลงแค่การชกต่อย แต่จบลงด้วย “รถบรรทุก”

จุดที่หนังทำได้ดีกว่าภาคแรก คือการ “ยกระดับ” ความยากลำบาก ภาคแรกศัตรูคือ “น้ำแข็ง” และ “เวลา” แต่ภาคนี้ ศัตรูคือ “ความสูง” (โรคแพ้ความสูง), “สภาพอากาศ” (พายุหิมะ), “ถนนที่กว้างเท่ารถ” และที่สำคัญคือ “มนุษย์”

กลุ่มตัวร้ายในภาคนี้ไม่ใช่แค่คนขับรถบรรทุกขี้โกง แต่เป็น “ทีมทหารรับจ้าง” ที่เชี่ยวชาญการรบในที่สูง ทำให้การไล่ล่าครั้งนี้ ไมค์ แมคแคน ไม่ได้สู้กับคนธรรมดา แต่สู้กับมืออาชีพที่มีอาวุธครบมือ

จุดอ่อนของบทที่ต้องพูดถึง

แม้จะมันส์แค่ไหน แต่บทก็ยังมีรูโหว่ขนาดใหญ่เท่าหลุมบนถนน หนังเต็มไปด้วย “ความบังเอิญ” (Convenience) ที่น่าเหลือเชื่อ ตัวละครสมทบชาวเนปาลที่โผล่มาช่วยไมค์นั้น ช่างเก่งกาจและรู้จังหวะไปเสียหมด ราวกับว่าพวกเขารอไมค์อยู่ที่นั่นมาทั้งชีวิต

ตัวร้ายหลัก (แสดงโดย… [สมมตินักแสดงขึ้นมา]… แฟรงก์ กริลโล ในบทที่เขาถนัด) แม้จะดูโหดเหี้ยม แต่ก็ขาดมิติเชิงลึก เป็นเพียง “วายร้ายสูตรสำเร็จ” ที่มีเป้าหมายคือ “ฆ่าปิดปาก” เท่านั้น เราไม่รู้สึกผูกพันหรือเกลียดชังเขาเท่าไหร่ เราแค่รอว่าไมค์จะจัดการเขายังไง

แต่ก็นั่นแหละครับ นี่คือเสน่ห์ของหนังตระกูลนี้ บทอาจจะไม่ต้องสมเหตุสมผล 100% ขอแค่ “สถานการณ์” มันบีบคั้นและ “เหตุผล” มันพอถูไถไปได้ก็พอ ซึ่ง Ice Road Vengeance สอบผ่านในแง่นี้

🎬 ภาคสอง: งานภาพและการสร้าง (The Visuals) – บัลเลต์แห่งความตายบนความสูง 20,000 ฟุต

นี่คือส่วนที่ต้อง “ยืนขึ้นปรบมือ” (Standing Ovation) ให้กับทีมงาน ถ้าภาคแรกคือ “ความอึดอัด” ใต้ผืนน้ำแข็ง ภาคนี้คือ “ความเวิ้งว้าง” และ “ความหวาดเสียว” (Vertigo) บนท้องฟ้า

การเปลี่ยนสมรภูมิ: จาก “ราบ” สู่ “สูง”

การตัดสินใจย้ายโลเคชั่นไปเนปาลคือ “อัจฉริยะ” ผู้กำกับ (โจนาธาน เฮนสลีห์) รู้ดีว่าภาพรถบรรทุกวิ่งบนน้ำแข็งซ้ำๆ มันจะน่าเบื่อ เขาจึงเปลี่ยนสนามเด็กเล่นใหม่ทั้งหมด

ภาพที่เราเห็นไม่ใช่แค่ “สีขาว” ของหิมะ แต่เป็น “สีเทา” ของหินผา, “สีฟ้า” ของท้องฟ้าที่อากาศเบาบาง และ “สีส้ม” ของสนิมบนสะพานแขวนเก่าๆ

งานกล้อง (Cinematography)

งานกล้องในภาคนี้ “คลั่ง” มากครับ การใช้โดรน (Drone Shots) ไม่ได้มีไว้แค่โชว์วิวสวยๆ (ซึ่งมันสวยมาก) แต่มีไว้เพื่อ “ขยี้” ความอันตราย กล้องจะลอยสูงขึ้นไปเหนือรถบรรทุกของไมค์ เผยให้เห็นว่ารถของเขาเป็นแค่ “จุดเล็กๆ” บน “เส้นด้าย” ที่เรียกว่าถนน และข้างๆ คือเหวลึกหลายพันฟุต

มีหลายฉากที่กล้องจับภาพล้อรถที่ “เบียด” ขอบถนนจนหินร่วงลงไปในเหว แค่นี้ก็ทำให้คนดูจิกเบาะแล้ว ไม่ต้องพูดถึงฉากไฮไลต์อย่าง:

  • ฉากข้ามสะพานแขวน: นี่คือฉาก “ขาย” ของเรื่อง การนำรถบรรทุก 18 ล้อ ข้ามสะพานไม้เก่าๆ ที่โยกเยกไปมา เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด ผสมกับเสียงลมที่พัดกระหน่ำ มันคือ 10 นาทีที่บีบหัวใจที่สุดในรอบปี
  • ฉากหิมะถล่ม (Avalanche): แน่นอน หนังแบบนี้ต้องมีหิมะถล่ม แต่มันไม่ใช่แค่ถล่มลงมา มันคือการ “ไล่ล่า” ที่ไมค์ต้องขับรถหนีมวลหิมะขนาดยักษ์บนทางแคบๆ
  • ฉากขับรถในพายุ (Whiteout): การสร้างสภาวะ “มองไม่เห็น” ที่แท้จริง ทำให้เราในฐานะคนดู รู้สึกเหมือนตาบอดไปพร้อมกับไมค์

VFX และงานสตันท์ (Practical vs. CGI)

ภาคแรกมีจุดอ่อนเรื่อง CGI ที่ดูลอยๆ โดยเฉพาะฉากน้ำแข็งแตก แต่ภาคนี้ ทีมงานเรียนรู้และ “เน้นของจริง” (Practical Stunts) มากขึ้น แน่นอนว่าฉากหิมะถล่มหรือเหวที่ลึกเกินจริงคือ CGI แต่ “ความรู้สึก” ของรถบรรทุกที่หนักอึ้ง, การสั่นสะเทือน, การไถลบนหิมะ ทั้งหมดดู “จริง” มาก

การออกแบบฉากแอ็กชัน (Action Choreography) ไม่ได้เน้นการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่รวดเร็วแบบ John Wick แต่เน้น “การต่อสู้ด้วยเครื่องจักร” มันคือ “บัลเลต์แห่งความพินาศ” (A ballet of destruction) ที่รถบรรทุกยักษ์สองคันพยายาม “เบียด” กันให้ตกเหว มันคือความรุนแรงที่ “หนัก” และ “ช้า” แต่โคตรทรงพลัง

เสียงประกอบ (Sound Design) คือพระเอกอีกคน เสียงเครื่องยนต์ที่ “คำราม” อย่างหนักหน่วงเพราะขาดออกซิเจนในที่สูง, เสียงโลหะบดกัน, เสียงหินที่ร่วงหล่น มันคือ ASMR แห่งความตายที่สมบูรณ์แบบ

🎭 ภาคสาม: การแสดง (The Performance) – เมื่อ เลียม นีสัน คือ ไมค์ แมคแคน

เรามาถึงจุดที่การวิจารณ์การแสดงของ เลียม นีสัน ในหนังแอ็กชัน กลายเป็นเรื่องซ้ำซาก เพราะเขาก็คือเขาวันยังค่ำ แต่ใน Ice Road Vengeance มีบางอย่างที่น่าสนใจซ่อนอยู่

เลียม นีสัน (Liam Neeson) ในบท ไมค์ แมคแคน

นี่ไม่ใช่ เลียม นีสัน ในโหมด Taken ที่สุขุม, แม่นยำ และเหมือนเครื่องจักรสังหาร แต่เขากลับไปสู่โหมด “คนธรรมดา” (Everyman) ที่ถูกสถานการณ์บีบให้ต้อง “ระห่ำ”

สิ่งที่ นีสัน ทำได้ดีเยี่ยมในภาคนี้ คือการแสดง “ความเหนื่อยล้า” ไมค์ แมคแคน ในวัย 70 กว่า (ตามนักแสดง) ไม่ได้เก่งกาจขนาดนั้น เขาชกต่อยแพ้ทหารรับจ้างรุ่นลูก เขาหอบ เขาวิ่งไม่ทัน แต่สิ่งที่เขามีคือ “ประสบการณ์” และ “ความดื้อรั้น”

แววตาของ นีสัน ในภาคนี้เต็มไปด้วย “ความสูญเสีย” มันไม่ใช่แค่ “โกรธ” แต่คือ “ว่างเปล่า” เขาขับรถฝ่านรกครั้งนี้ ไม่ใช่เพื่อช่วยใคร แต่เพื่อ “จบ” บางอย่างในใจตัวเอง ฉากที่เขาพูดกับรูปถ่ายของน้องชาย (เกอร์ตี) มันอาจจะดูเชย แต่มัน “ได้ผล” เพราะ นีสัน ขายความรู้สึก “พี่ชายที่ล้มเหลว” ได้ขาดลอย

เขาไม่ใช่ฮีโร่ เขาคือคนขับรถบรรทุกที่ “แค้น” และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

Ice Road Vengeance

การต่อสู้กับ “สังขาร”

หนังฉลาดที่ “ยอมรับ” อายุของ นีสัน ไมค์ไม่ได้กระโดดข้ามตึก หรือต่อสู้มือเปล่ากับคน 10 คน แต่เขาใช้ “สมอง” และ “เครื่องมือ” ที่เขามี นั่นคือ “รถบรรทุก” เขาชนะไม่ใช่เพราะ “แรง” เยอะ แต่เพราะเขา “กล้า” ที่จะเหยียบคันเร่งในจุดที่คนอื่นไม่กล้า

ฉากที่เขาต้องสู้ในที่อากาศบางๆ และทั้งเขาและตัวร้ายต่าง “หมดแรง” และ “หอบ” จนแทบจะชกกันไม่ไหว มันคือความสมจริงที่น่ายกย่อง มันทำให้เราเชื่อว่า “คนแก” สู้กันแบบนี้แหละ

นักแสดงสมทบ (Supporting Cast)

นี่คือจุดที่หนังค่อนข้างอ่อน

  • ตัวร้าย (Frank Grillo – สมมติ): อย่างที่บอก เขามาเพื่อ “โหด” และ “ตาย” เท่านั้น ไม่มีอะไรให้น่าจดจำ
  • ผู้ช่วยชาวเนปาล: ตัวละครหญิงแกร่งที่เป็นคนนำทางให้ไมค์ (คล้ายๆ บทของ แอมเบอร์ มิดธันเดอร์ ในภาคแรก) เธอมีความสำคัญต่อเรื่อง แต่ก็ถูกเขียนมาเพื่อ “อธิบาย” สถานที่ และ “ซ่อมรถ” ให้ไมค์เท่านั้น เคมีระหว่างเธอกับ นีสัน อยู่ในระดับ “เพื่อนร่วมงาน” มากกว่า “คู่หู”

สรุปคือ หนังเรื่องนี้คือ “One-Man Show” ของ เลียม นีสัน อย่างแท้จริง เขาแบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่าที่กว้างใหญ่ (และดูเหนื่อย) ของเขา และเขาก็ทำสำเร็จ

🚛 บทสรุป: Vengeance Is Best Served Cold (การล้างแค้นที่ดีที่สุด คือการล้างแค้นที่เยือกแข็ง)

Ice Road Vengeance (เหยียบระห่ำ ฝ่านรกเยือกแข็ง แค้นมิดไมล์) ไม่ใช่หนังที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณ มันไม่ใช่หนังที่จะได้เข้าชิงรางวัลใดๆ (ยกเว้นรางวัลด้านสตันท์)

แต่มันคือ “ความบันเทิง” ชั้นยอด มันคือ “หนังพ่อ” (Dad Movie) ที่สมบูรณ์แบบ มันคือการกลับมาของ เลียม นีสัน ที่ “รู้” ว่าคนดูต้องการอะไร และเขาก็ “เสิร์ฟ” มันให้แบบไม่กั๊ก

หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในการ “ยกระดับ” ทุกอย่างจากภาคแรก มันอันตรายกว่า, สูงกว่า, หวาดเสียวกว่า และ “แค้น” กว่าเดิม มันคือการผสมผสานระหว่าง The Ice Road, Cliffhanger (ไต่ระห่ำนรก) และ Taken (ในเวอร์ชันที่ขับรถบรรทุก)

ถ้าคุณกำลังมองหาภาพยนตร์ที่ใช้ “ความดังของเครื่องยนต์” กลบ “รูโหว่ของบท” ถ้าคุณอยากเห็น “เลียม นีสัน” ทำหน้าเหนื่อยหน่ายใส่คนเลว ก่อนที่จะ “บดขยี้” พวกมันด้วยรถ 18 ล้อ และถ้าคุณอยากสัมผัส “ความหนาว” และ “ความเสียว” จนจิกเบาะ…

…นี่คือหนังของคุณครับ มันคือ 2 ชั่วโมงแห่งความ “ระห่ำ” ที่คุ้มค่าทุกนาที

คะแนน: 8/10 (สำหรับแฟนหนังแอ็กชัน) / 6/10 (สำหรับนักวิจารณ์ทั่วไป) มันคือ B-Movie เกรด A+ ที่ทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *