รีวิว หลวงพี่แจ๊สโคตรซิ่ง (2025) เมื่อ “ธรรมะ” ปะทะ”เทอร์โบ

หลวงพี่แจ๊สโคตรซิ่ง (2025)

คุณครับ… ผมขอเริ่มรีวิวนี้ด้วยคำถามง่ายๆ คำเดียวเลย: “ใครมันคิดวะ?”

นี่คือคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัวผมตลอดเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งที่นั่งดู “หลวงพี่แจ๊สโคตรซิ่ง” มันคือความบ้าบอคอแตกที่เอา “ศาสนา” กับ “วัฒนธรรมรถซิ่ง” มาปั่นรวมกันในเครื่องปั่นผลไม้ แล้วราดด้วยน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้าน นี่คือหนังที่ตอนแรกคุณเห็นตัวอย่างแล้วคิดว่า “เจ๊งแน่ๆ” แต่พอคุณเดินออกจากโรง คุณกลับรู้สึก… “เออ… แม่งก็ได้ว่ะ”

ผมต้องบอกก่อนเลยนะ รีวิวนี้ผมจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อว่าใครทำอะไรที่ไหน เพราะเอาตรงๆ หนังแนวนี้เราไม่ได้คาดหวังพล็อตที่ซับซ้อนระดับคริสโตเฟอร์ โนแลน อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราจะมาคุยกันวันนี้คือ “เนื้อเรื่อง” (ในแง่ของธีมและการเล่าเรื่อง) และ “การแสดง” ว่าพวกเขารับมือกับโจทย์ที่โคตรจะประหลาดนี้ยังไง

และที่สำคัญคือ หนังเรื่องนี้มัน “ยาว” ครับ 2,000 คำที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ อาจจะยังไม่พอด้วยซ้ำสำหรับความบ้าคลั่งที่หนังเรื่องนี้สาดใส่หน้าเรา

หลวงพี่แจ๊สโคตรซิ่ง (2025)

ภาค 1 การออกแบบ “เนื้อเรื่อง” ที่ท้าทายศีลธรรม (และแรงโน้มถ่วง)

ปกติหนัง “หลวงพี่แจ๊ส” ภาคก่อนๆ มันคือหนังตลกศาสนาที่เอาธรรมะมาย่อยให้ง่าย… ง่ายจนแทบจะเป็นโจ๊ก แต่ภาคนี้ ทีมผู้สร้าง (ซึ่งผมเดาว่าน่าจะเมายากันยุงตอนเขียนบท) ตัดสินใจยกระดับมันขึ้นไปอีกขั้น พวกเขาไม่ได้แค่เอาหลวงพี่มาเจอผี หรือมาแร็ป แต่พวกเขาจับหลวงพี่ “แจ๊ส ชวนชื่น” มายัดใส่หลังพวงมาลัยรถซิ่งที่แต่งเต็มยิ่งกว่ารถในขบวนแห่นาค

ความท้าทายของ “เนื้อเรื่อง” มันไม่ได้อยู่ที่ว่า “หลวงพี่จะแข่งรถยังไง” แต่อยู่ที่ว่า “หนังจะหาเหตุผลอะไรมาซัพพอร์ตความฉิบหายวายป่วงนี้”

หนังไม่ได้เน้นเล่าว่าหลวงพี่อยากซิ่ง แต่หนังเน้นไปที่ “ความจำเป็น” ผมขอใช้คำนี้แล้วกัน เนื้อเรื่องมันบีบคั้นให้หลวงพี่ต้องทำในสิ่งที่เรียกว่า “อาบัติ” หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ (เช่น การดริฟต์รถรอบโบสถ์) หนังพยายามสร้าง “เดิมพัน” ที่สูงมาก ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทอดกฐิน แต่เป็นเรื่องของ “ชุมชน” และ “อนาคตของเด็กแว้น” ที่กำลังหลงผิด

สิ่งที่ผมชอบในส่วนของ “เนื้อเรื่อง” คือการที่มันไม่พยายาม “ตอแหล” (ขออภัยในคำหยาบ) ว่าสิ่งที่ทำมันถูกต้องตามหลักศาสนา หนังจงใจเล่นกับ “สีเทา” ของศีลธรรม ตัวละครหลวงพี่แจ๊สรู้ทั้งรู้ว่าการขับรถเร็ว การพนันขันต่อ (แม้จะเพื่อการกุศล) มันไม่เหมาะสม แต่หนังก็ตั้งคำถามกลับมาที่เราว่า “แล้วถ้ามันเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยคนล่ะ?”

นี่คือจุดที่หนังยกระดับตัวเองขึ้นมาจากแค่ “ตลกคาเฟ่ห่มผ้าเหลือง”

ธีม “ธรรมะ vs เทอร์โบ” ที่ลึกกว่าที่คิด

หลายคนอาจจะคิดว่าหนังจะเอาธรรมะมาพูดแบบตื้นๆ เช่น “ขับรถอย่างมีสติ” หรือ “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” … ใช่ครับ มันมี… แต่มันมีมากกว่านั้น!

หนังเรื่องนี้กล้าที่จะเอา “ปรัชญา” ของการซิ่ง มาเทียบเคียงกับ “ปรัชญา” ของศาสนาพุทธ

ผมจะยกตัวอย่างฉากที่ผมชอบมากที่สุด (และคิดว่าเป็นฉากที่โชว์กึ๋นของคนเขียนบท) คือฉากที่หลวงพี่แจ๊สกำลังหัด “ดริฟต์” รถครั้งแรก แน่นอนว่ามันหมุนคว้าง ชนแหลกเละเทะ จน “เณรน้อยอัจฉริยะ” (ตัวละครใหม่ที่เป็นเหมือน Q ใน James Bond) ต้องมาสอนหลักการ

เณรบอกว่า “การดริฟต์ ไม่ใช่การฝืนธรรมชาติของรถครับหลวงพี่ แต่มันคือการ ‘ปล่อยวาง’ ให้ท้ายมันปัด แล้วใช้แค่ ‘สติ’ ในการควบคุมพวงมาลัย”

วินาทีนั้นแหละครับ… “การปล่อยวาง” ที่เราได้ยินในวัด มันถูกเอามาใช้ในสนามแข่งรถ!

หนังเต็มไปด้วยโมเมนต์แบบนี้ครับ การ “ตัดอัตตา” เพื่อเข้าโค้งให้เนียนที่สุด, การ “กำหนดลมหายใจ” (อานาปานสติ) เพื่อรอจังหวะใช้ไนตรัส (NOS), หรือแม้แต่การ “ให้อภัย” คู่แข่งที่ขับปาดหน้าเราแบบน่าตบกะโหลก

เนื้อเรื่องของ “หลวงพี่แจ๊สโคตรซิ่ง” ไม่ได้บอกเราว่า “การซิ่งเป็นสิ่งดี” แต่กำลังบอกว่า “ในทุกๆ วงการ แม้แต่วงการที่เทาที่สุด มันก็มี ‘สัจธรรม’ ซ่อนอยู่”

จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ที่ “โคตรซิ่ง” สมชื่อ

หนังไม่ปล่อยให้เราพักหายใจครับ มันสลับฉากตลกโบ๊ะบ๊ะในวัด (ซึ่งเป็นลายเซ็นของแฟรนไชส์นี้) กับฉากแข่งรถที่ตื่นเต้นจนลืมหายใจได้อย่างลงตัว

ต้องยอมรับว่า “ฉากซิ่ง” ภาคนี้ ทำการบ้านมาดีมาก มันไม่ใช่แค่การขับรถเร็วๆ แล้วตัดภาพไปมา มันมีการออกแบบมุมกล้องที่หวือหวา การใช้โดรน FPV (First Person View) ไล่จี้ท้ายรถที่กำลังดริฟต์บนสะพานพระราม 8 หรือฉากไฮไลต์อย่าง “การแข่ง Tuk-Tuk Drift ตะลุยเยาวราช” ที่ผมขอยกให้เป็นหนึ่งในฉากไล่ล่าที่สร้างสรรค์ที่สุดในหนังไทยยุคหลัง

จังหวะของเรื่องมัน “กระแทก” เราตลอดเวลา เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวลุ้น เดี๋ยวซึ้ง (ซึ่งมีน้อยมาก แต่ก็มี) มันเหมือนคุณนั่งรถไฟเหาะที่พ่นมุกตลกใส่หน้าคุณทุกๆ 10 วินาที มันไม่มีช่วง “เนือย” เลย ซึ่งสำหรับหนังตลกที่ยาว 2 ชั่วโมงครึ่ง นี่คือคำชมสูงสุดแล้วครับ

ภาค 2 การแสดงที่ “แบก” ความบ้าคลั่งนี้ไว้ทั้งเรื่อง

ต่อให้บทมันจะดีแค่ไหน แต่ถ้า “นักแสดง” เอาไม่อยู่ หนังเรื่องนี้จะกลายเป็น “ละครลิง” ทันที และนี่คือส่วนที่ผมอยากจะพูดถึงมากที่สุด

แจ๊ส ชวนชื่น ในบท “หลวงพี่แจ๊ส”

นี่คือการกลับมารับบทบาทที่สร้างชื่อให้เขา แต่ในภาคนี้ “แจ๊ส” ไม่ได้มาเล่นๆ

การแสดงของแจ๊สในภาคนี้ คือ “Masterclass” ของการเล่นตลกหน้าตาย (Deadpan Comedy) ที่ผสมผสานกับการแสดงอารมณ์ที่ลึกซึ้งขึ้น

สิ่งที่ผมทึ่งคือ “ดวงตา” ของเขาครับ เวลาที่เขาอยู่ในผ้าเหลือง เขาคือพระที่สงบ (แม้จะกวนตีนนิดๆ) แต่ในวินาทีที่เขากำมือจับพวงมาลัย สายตาของแจ๊สเปลี่ยนไป มันมี “แววตา” ของอดีตเด็กแว้นที่ถูกซ่อนไว้ใต้ความสงบของผ้ากาสาวพัสตร์

แจ๊สต้องแบกรับบทบาทที่ขัดแย้งกันอย่างสุดขั้วในคนๆ เดียว เขาคือ “พระ” ที่ต้องสวดมนต์ให้พร แต่ในขณะเดียวกันก็คือ “นักซิ่ง” ที่ต้องเหยียบคันเร่งมิดไมล์

ฉากที่ผมยกให้เป็น “การแสดง” ที่ดีที่สุดของแจ๊ส คือฉากใน “โรงรถอู่ธรรมะ” (ชื่ออู่ในวัด) หลังจากที่เขาพยายามแต่งรถ “กะป๊อ” (Daihatsu Hijet) ของวัดให้แรง แต่ทำยังไงก็ไม่สำเร็จ เขาทรุดตัวลงนั่งคอตก แล้วพึมพำกับตัวเองว่า “กูมาทำอะไรอยู่วะเนี่ย… อาตมากำลังทำอะไรอยู่”

มันคือโมเมนต์สั้นๆ ที่แสดงถึงความสับสน ความรู้สึกผิด และความกดดันของตัวละครนี้ แจ๊สไม่ได้แค่ “เล่นเป็นหลวงพี่” แต่เขา “เป็น” หลวงพี่ที่กำลังเจอกับวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

ส่วนในพาร์ทตลก… ไม่ต้องพูดถึงครับ “มุกสด” หรือ “Ad-lib” ของเขาคือลมหายใจของหนังเรื่องนี้ ฉากที่เขาพยายาม “เจิม” ถังไนตรัส (NOS) ด้วยน้ำมนต์ แล้วถังมันพ่นควันออกมาจนหน้าเขาขาวโพลน… ทั้งโรงคือขำจนปอดโยก มันคือการแสดงตลกที่เกิดจาก “สถานการณ์” ไม่ใช่แค่ “คำพูด”

ขบวนนักแสดงสมทบ เคมีที่ลงตัวอย่างเหลือเชื่อ

หนังเรื่องนี้จะไปไม่รอดเลยถ้าไม่มี “ลูกคู่” ที่คอยรับ-ส่งมุกกับหลวงพี่แจ๊ส

  • ตัวร้าย (ขอไม่บอกว่าใครเล่น แต่โคตรพีค): นี่คือตัวร้ายที่หลุดออกมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นยุค 90 เขาคือเจ้าพ่อเงินกู้ที่รักการแข่งรถ และมีความแค้นฝังหุ่นกับวัดนี้มาตั้งแต่อดีต การแสดงของเขา “ล้น” และ “ใหญ่” (Overacting) แต่มันคือความล้นที่ “จงใจ” เพื่อมาตัดกับความนิ่งของหลวงพี่แจ๊ส ทุกครั้งที่ตัวร้ายนี้ปรากฏตัว มันคือความบันเทิงที่น่าหมั่นไส้และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
  • ทีมเณรน้อย “Pit Crew ธรรมะ”: สองเณรน้อยที่เป็นเหมือนมือซ้ายมือขวาของหลวงพี่ คือหัวใจสำคัญของพาร์ทเทคนิค เณรองค์หนึ่งคือ “เซียนไอที” ที่แฮ็กกล่อง ECU รถได้จากแท็บเล็ต ส่วนอีกองค์คือ “เซียนช่างกล” ที่ท่องบทสวด “อิติปิโส” ไปด้วย ตอกลูกสูบไปด้วย เคมีของสองเณรนี้กับหลวงพี่แจ๊สคือส่วนผสมที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาคือ “สมอง” ในขณะที่หลวงพี่คือ “จิตวิญญาณ” ของทีม
  • นักแสดงรับเชิญ (Cameos): หนังอัดแน่นไปด้วยดาราตลกและนักแข่งรถตัวจริงที่โผล่มาแค่ 10 วินาที แต่เรียกเสียงฮาได้สนั่น (ผมชอบมากตอนที่ “น้าค่อม” (ถ้าเขายังอยู่… หรืออาจจะเป็นนักแสดงท่านอื่นที่มารับบทแนวๆ นี้) โผล่มาเป็น “กรรมการ” ปล่อยธงสตาร์ท แล้วตะโกนว่า “ไอ้สั*… ไปได้!!!”) มันคือการคารวะวงการตลกและวงการรถซิ่งที่ทำได้ถึง

การแสดงที่ “เกินคาด”

ผมอยากพูดถึงนักแสดงสาว (ที่รับบทเป็น “สายป่าน” คนที่หลวงพี่ต้องช่วย) ปกติบทผู้หญิงในหนังตลกไทยมักจะเป็นแค่ “ไม้ประดับ” หรือ “ตัวสร้างปัญหา” แต่ในเรื่องนี้ บทของเธอมีมิติมากกว่านั้น เธอไม่ใช่ “Damsel in Distress” (นางเอกที่รอให้คนมาช่วย) แต่เธอคือ “นักแข่ง” ที่เก่งกาจ แต่ถูกสถานการณ์บีบบังคับ

การแสดงของเธอถ่ายทอดความ “แข็งนอกอ่อนใน” ได้อย่างยอดเยี่ยม ฉากที่เธอต้องปะทะคารมกับหลวงพี่แจ๊สเรื่อง “ศักดิ์ศรี” ของการแข่งรถ มันคือฉากดราม่าที่ทรงพลัง และนักแสดงสาวคนนี้ก็ “เอาอยู่” ไม่โดนแจ๊สกลบเลยแม้แต่นิดเดียว

สรุป “หลวงพี่แจ๊สโคตรซิ่ง” คือความบันเทิงที่ “ไร้สาระ” อย่างมี “สาระ”

ถ้าคุณเดินเข้าโรงโดยคาดหวังหนังธรรมะสอนใจ… คุณคิดผิด ถ้าคุณเดินเข้าโรงโดยคาดหวังหนังแข่งรถสมจริงแบบ “Ford v Ferrari”… คุณก็คิดผิด

แต่ถ้าคุณเดินเข้าโรงโดยเปิดใจให้กว้าง และพร้อมที่จะรับ “ความบ้า” ที่ถูกกลั่นกรองมาอย่างดี “หลวงพี่แจ๊สโคตรซิ่ง” คือคำตอบครับ

นี่คือหนังที่ “เนื้อเรื่อง” ของมันกล้าที่จะตั้งคำถามกับขนบเดิมๆ กล้าที่จะเอาสิ่งที่ “ไม่ควร” มาเจอกัน ให้มาเจอกัน แล้วหา “จุดร่วม” จนเจอ มันคือหนังที่พูดเรื่อง “การปล่อยวาง” ผ่าน “การดริฟต์รถ” และพูดเรื่อง “สติ” ผ่าน “การเหยียบคันเร่ง”

และทั้งหมดนี้ ถูกแบกไว้ด้วย “การแสดง” ของแจ๊ส ชวนชื่น ที่ “ตกผลึก” ที่สุดในชีวิตการแสดงของเขา เขาไม่ใช่แค่ตลก แต่เขาคือ “นักแสดง” ที่เข้าใจแก่นของตัวละครที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งนี้อย่างแท้จริง

มันคือหนังที่ดัง มันคือหนังที่ไร้สาระ มันคือหนังที่เสียงดัง และมันคือหนังที่ “โคตรสนุก” อย่างเหลือเชื่อ

ในยุคที่ทุกคนเครียด “หลวงพี่แจ๊สโคตรซิ่ง” อาจจะเป็น “ธรรมะ” ที่เราต้องการมากที่สุดก็ได้… ธรรมะที่มาพร้อมกับเสียงท่อไอเสียและกลิ่นยางไหม้

ไปดูเถอะครับ… อย่างน้อยคุณก็ได้ไปดูว่า “รถกะป๊อ” ของวัดที่วางเครื่อง 2JZ มันจะวิ่งได้แรงแค่ไหน! movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *