ผมขอสรุปรีวิวและเรื่องย่อของเวอร์ชันต้นฉบับ (2015) ในมุมมองของการกลับมาดูใหม่ในปี 2025 ดังนี้ครับ
รีวิวและเรื่องย่อ Jupiter Ascending (ฉบับย้อนรอย 2025)
แนวหนัง ไซไฟ / แฟนตาซี / แอ็กชัน / ผจญภัยอวกาศ
ผู้กำกับ The Wachowskis (ผู้สร้าง The Matrix)
นักแสดงนำ Mila Kunis, Channing Tatum, Eddie Redmayne, Sean Bean

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวของ จูปิเตอร์ โจนส์ (Mila Kunis) หญิงสาวดวงตกที่เกิดใต้ดาวพฤหัสฯ แต่ชีวิตจริงกลับต้องทำงานเป็นพนักงานล้างห้องน้ำในชิคาโก เธอไม่เคยรู้เลยว่ารหัสพันธุกรรมของเธอนั้นตรงกับราชินีผู้ล่วงลับแห่งจักรวาล ซึ่งถือครองกรรมสิทธิ์เหนือดางดาวต่างๆ รวมถึง “โลก”
เมื่อ เบเลม (Eddie Redmayne) หนึ่งในทายาทราชวงศ์แห่งจักรวาล Abrasax ต้องการกำจัดเธอเพื่อยึดครองโลก เขาจึงส่งนักล่ามาสังหาร แต่จูปิเตอร์ได้รับการช่วยเหลือจาก เคน (Channing Tatum) ทหารดัดแปลงพันธุกรรม (ครึ่งคนครึ่งหมาป่า) ที่พาเธอหลบหนีและเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของเธอ จูปิเตอร์ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องโลกจากการถูก “เก็บเกี่ยว” (Harvest) เพื่อนำมนุษย์ไปสกัดเป็นเซรุ่มยาอายุวัฒนะสำหรับชนชั้นสูงในจักรวาล
บทวิจารณ์ (Review)
มุมมองในปี 2025 งานภาพยังล้ำสมัย แต่บทหนังยังคงเป็นข้อถกเถียง
จุดเด่น (Pros)
- งานภาพระดับมาสเตอร์พีซ (Visuals) แม้จะผ่านไป 10 ปี แต่งานออกแบบยานอวกาศ เครื่องแต่งกาย และฉากแอ็กชันบนสเก็ตต้านแรงโน้มถ่วง (Gravity Boots) ยังคงดูสวยงามและอลังการมาก สไตล์ภาพมีความวิจิตรตระการตาแบบ Space Opera ที่หาดูยากในหนังยุคปัจจุบัน
- การสร้างโลก (World Building) คอนเซปต์ของจักรวาลที่มองว่า “เวลา” คือสกุลเงินที่มีค่าที่สุด และโลกเป็นเพียงฟาร์มปศุสัตว์สำหรับผลิตยาอายุวัฒนะ เป็นไอเดียที่ลึกซึ้งและน่าขนลุกตามสไตล์พี่น้อง Wachowskis
- ดนตรีประกอบ ผลงานของ Michael Giacchino ยังคงส่งเสริมความยิ่งใหญ่ของหนังได้ดีเยี่ยม
จุดด้อย (Cons)
- บทภาพยนตร์ (Screenplay) ปัญหาหลักที่ทำให้หนังไม่ประสบความสำเร็จในตอนนั้นคือการเล่าเรื่องที่เร่งรีบ พยายามยัดรายละเอียดจักรวาลที่ซับซ้อนเข้ามาในเวลาจำกัด ทำให้คนดูตามไม่ทันและไม่อินกับตัวละคร
- เคมีพระนาง ความสัมพันธ์ระหว่างจูปิเตอร์และเคนดูแข็งทื่อและไม่น่าเชื่อถือเท่าที่ควร
- การแสดง การแสดงของ Eddie Redmayne ในบทตัวร้ายที่เน้นการกระซิบสลับกับการตะโกนเสียงหลง กลายเป็นที่วิจารณ์ (และถูกล้อเลียน) อย่างมากจนถึงปัจจุบัน
สรุปคะแนน (ในมุมมองปี 2025)
- 6.5/10 (สำหรับคนทั่วไป)
- 8/10 (สำหรับแฟนหนังไซไฟที่ชอบงานภาพสวยๆ และไอเดียแปลกใหม่ ไม่เน้นความสมเหตุสมผลของบท)
บทสรุป หากคุณมองหาหนังไซไฟที่มีงานภาพวิจิตรตระการตาและจินตนาการบรรเจิด Jupiter Ascending ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าหยิบมาดูซ้ำ แต่ต้องทำใจเรื่องบทที่อาจจะดูเบาหวิวและขาดความสมดุลครับ
ถัดไป คุณอยากให้ผมแนะนำหนังไซไฟเรื่องอื่นที่มีธีมคล้ายๆ กัน (Space Opera) แต่ได้รับคำวิจารณ์ที่ดีกว่าให้ไหมครับ?
ในสไตล์การเล่าเรื่องแบบนักวิจารณ์ภาพยนตร์ที่นั่งจับเข่าคุยกับคุณ ย้อนมองกลับไปที่ Jupiter Ascending (ศึกดวงดาวพิฆาตสะท้านจักรวาล) ในวาระครบรอบ 10 ปี (2015-2025) ว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงเป็น “ความล้มเหลวที่งดงามที่สุด” เรื่องหนึ่งในโลกภาพยนตร์ครับ

Jupiter Ascending (2015) เมื่อความทะเยอทะยานเสียดฟ้า แต่พาเราไปไม่ถึงดวงดาว
(บทวิเคราะห์ฉบับ Rewatch 2025)
สวัสดีครับเพื่อนนักดูหนังทุกท่าน วันนี้เราจะมาปัดฝุ่นหยิบเอาหนังไซไฟฟอร์มยักษ์จากปี 2015 ที่ชื่อว่า Jupiter Ascending กลับมาคุยกันใหม่อีกครั้งในปี 2025 นี้
ทำไมต้องพูดถึงตอนนี้? เพราะหลังจากผ่านไปหนึ่งทศวรรษ วงการภาพยนตร์เต็มไปด้วยหนังภาคต่อและแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโร่ที่เน้นสูตรสำเร็จ จนทำให้หลายคนเริ่มคิดถึง “ความกล้าบ้าบิ่น” ของพี่น้อง The Wachowskis (ผู้สร้าง The Matrix) ที่กล้าโยนเงินเกือบ 200 ล้านเหรียญลงไปเพื่อสร้างจักรวาลใหม่ที่ชื่อว่า Jupiter Ascending แม้ผลลัพธ์ในตอนนั้นจะถูกสับเละทั้งรายได้และคำวิจารณ์ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปด้วยสายตาของคนปี 2025 เราอาจจะเห็นอะไรที่ซ่อนอยู่มากกว่าแค่ความ “แป้ก” ครับ
วันนี้ผมจะไม่เล่าเรื่องย่อซ้ำ (เพราะเชื่อว่าหลายท่านคงทราบโครงเรื่องคร่าวๆ แล้วว่ามันคือซินเดอเรลล่าฉบับอวกาศ) แต่เราจะมาชำแหละกันทีละส่วน ทั้งเนื้อใน งานศิลป์ และการแสดง ให้เห็นกันชัดๆ ไปเลยครับ
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ไอเดียระดับจักรวาล ในบรรจุภัณฑ์ที่แตกร้าว
ถ้าเราปอกเปลือกความแฟนตาซีออก แก่นแท้ของ Jupiter Ascending คือการวิพากษ์วิจารณ์ “ระบอบทุนนิยมสุดโต่ง” (Hyper-Capitalism) ได้อย่างน่าขนลุกครับ
บทหนังนำเสนอคอนเซปต์ที่ฉลาดมาก คือการบอกว่า “เวลาคือทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในจักรวาล” (Time is the single most precious commodity) และจักรวาลนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยครอบครัวมหาเศรษฐี (ตระกูล Abrasax) ที่มองเห็น “ดวงดาว” เป็นเพียง “ที่ดิน” และมองเห็น “สิ่งมีชีวิต” เป็นเพียง “ปศุสัตว์” รอวันเก็บเกี่ยว เพื่อสกัดเอาเวลาชีวิตมาต่ออายุให้ตัวเอง
นี่คือพล็อตที่ล้ำลึกมากครับ มันน่าสนใจกว่า Star Wars ในแง่ของการเมืองเสียอีก เพราะมันไม่ได้สู้กับเผด็จการทหาร แต่สู้กับ “นายทุน” ที่เห็นมนุษย์เป็นแค่แบตเตอรี่ (คล้าย The Matrix แต่เปลี่ยนบริบท)
แต่ปัญหาคือ… การเล่าเรื่องครับ
ในปี 2025 ที่เราคุ้นเคยกับการเล่าเรื่องที่กระชับ หรือซีรีส์ที่ค่อยๆ ปูพื้นฐาน Jupiter Ascending สอบตกอย่างแรงในเรื่องของ “จังหวะ” (Pacing) หนังพยายามยัดรายละเอียดของจักรวาลที่มีประวัติศาสตร์เป็นล้านปี ระบบราชการอวกาศ ระบบทหาร กฎหมายการสืบทอดมรดก ทั้งหมดนี้อัดลงไปในหนังความยาว 2 ชั่วโมงนิดๆ
ผลที่ได้คือ “ความเละเทะ” ของบทครับ หนังกระโดดจากฉากหนึ่งไปอีกฉากหนึ่งโดยไม่ให้คนดูได้พักหายใจหรือทำความเข้าใจแรงจูงใจตัวละคร
- ความสัมพันธ์พระ-นาง นี่คือจุดที่พังที่สุด จูปิเตอร์ (Mila Kunis) หลงรัก เคน (Channing Tatum) เร็วมากจนน่าตกใจ แค่เขาช่วยชีวิตเธอ 2-3 ครั้ง เธอก็พร้อมจะทิ้งทุกอย่าง ทั้งที่เคมีของทั้งคู่ดูเข้ากันยากมาก บทสนทนาเรื่อง “ฉันชอบหมา” กลายเป็นประโยคที่เชยและชวนหัวเราะขมขื่นที่สุดบทหนึ่งในโลกไซไฟ
- นางเอกที่เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Protagonist) แม้จูปิเตอร์จะเป็นเจ้าของจักรวาล แต่ตลอดทั้งเรื่องเธอแทบไม่ได้ตัดสินใจอะไรเองเลย เธอถูกจับตัว -> พระเอกมาช่วย -> ถูกจับตัวอีก -> พระเอกมาช่วยอีก วนลูปแบบนี้จนจบเรื่อง ทำให้คนดูเอาใจช่วยไม่ลง เพราะเธอไม่มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ชัดเจน
ถึงกระนั้น ในปี 2025 ผมกลับรู้สึกชื่นชมความ “พยายาม” ของบทหนังเรื่องนี้ ที่กล้าเขียน Sci-Fi Original ที่ไม่ได้สร้างมาจากนิยายหรือการ์ตูนเรื่องไหน มันคือความทะเยอทะยานที่หาได้ยากยิ่งในยุคปัจจุบัน แม้มันจะเล่าเรื่องไม่เก่ง แต่มันก็เต็มไปด้วย “ไอเดีย” ที่น่าสนใจครับ
2. งานภาพและงานศิลป์ (Visuals) ความวิจิตรที่ไร้กาลเวลา
มาถึงส่วนที่ผมต้อง “อวยยศ” ให้แบบสุดตัว และเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คุณควรเปิดหนังเรื่องนี้ดูอีกครั้งในปี 2025
งานภาพของ Jupiter Ascending ไม่ใช่แค่ CGI ธรรมดา แต่มันคือ “Space Opera Baroque” หรือลิเกอวกาศที่หรูหราที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ทีมงานออกแบบศิลป์ทำงานกันหนักมากในการฉีกกรอบเดิมๆ ของยานอวกาศ

- สถาปัตยกรรมยานอวกาศ ลืมยานทรงตึกเหลี่ยมๆ หรือจานบินไปได้เลย ยานในเรื่องนี้ถูกออกแบบให้เหมือน “มหาวิหารลอยฟ้า” (Flying Cathedrals) มันมีความเป็นโกธิค มีลวดลายสลักเสลา วิจิตรตระการตา ราวกับยกเอาสถาปัตยกรรมยุคเรเนซองส์ไปลอยอยู่ในอวกาศ การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีสุดล้ำกับความงามแบบคลาสสิกนี้ ทำให้ภาพของหนังยังคงดู “สดใหม่” และไม่เก่าเลยแม้จะผ่านมา 10 ปี
- คอสตูมและแฟชั่น นี่คือหนังที่วงการแฟชั่นรักมาก ชุดแต่งงานของจูปิเตอร์ ชุดเกราะของทหาร หรือแม้แต่ชุดคลุมของราชวงศ์ Abrasax มันมีความเป็น Haute Couture สูงมาก รายละเอียดของผ้า เครื่องประดับผม การแต่งหน้า มันคือศิลปะชั้นสูงที่เคลื่อนไหวได้
- ฉากแอ็กชัน ฉากไล่ล่าในเมืองชิคาโก (Shadow Chase) ที่พระเอกใส่รองเท้าต้านแรงโน้มถ่วงสไลด์ไปตามตึก ยังคงเป็นหนึ่งในฉากแอ็กชันที่ออกแบบคิวบู๊และมุมกล้องได้ “บ้าพลัง” ที่สุด พี่น้อง Wachowskis ถ่ายทำในช่วงเวลาแสงสวยที่สุดของวัน (Magic Hour) ติดต่อกันหลายเดือนเพื่อให้ได้แสงจริงผสมกับ CGI ผลลัพธ์คือความลื่นไหลและความสวยงามที่หนังยุคปัจจุบันที่ถ่ายในโรงถ่ายเขียว (Green Screen) ทั้งเรื่องทำไม่ได้
ถ้าคุณดูเรื่องนี้บนจอ 4K ในปี 2025 คุณจะเห็นความใส่ใจในรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในทุกเฟรม ตั้งแต่ลวดลายบนผนังยานไปจนถึงดีไซน์ของปืน มันคืองานศิลป์ที่สวยจนเราเสียดายที่มันไปอยู่ในหนังที่บทไม่ส่งครับ
3. การแสดง ความล้น ความขาด และตำนาน “เสียงกระซิบ”
ในส่วนของการแสดง นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจมากครับ เพราะเรามีนักแสดงระดับออสการ์มารวมตัวกัน แต่ผลลัพธ์กลับออกมาในทิศทางที่… แปลกประหลาด
- Eddie Redmayne (รับบท Balem Abrasax) เราต้องพูดถึงเขาคนแรก เพราะการแสดงของเขาในเรื่องนี้กลายเป็นตำนาน (ในทางตลก) เอ็ดดี้เลือกดีไซน์ตัวร้ายนี้ให้ออกมาดูเปราะบางทางอารมณ์ เขาเลือกใช้เทคนิค “กระซิบ… แล้วตะโกน!” ในขณะที่ดูครั้งแรกเมื่อปี 2015 หลายคนอาจจะรำคาญ แต่พอกลับมาดูในปี 2025 ผมกลับรู้สึกว่าการแสดงของเขาคือสิ่งที่ทำให้หนังมีรสชาติ (Flavor) ครับ เขาเล่นใหญ่แบบ Campy เล่นใหญ่แบบละครเวที เหมือนเขารู้ว่าหนังเรื่องนี้มันคือลิเกอวกาศ เขาเลยใส่จริตจะก้านแบบนางพญาลงไปเต็มที่ กลายเป็นตัวร้ายที่น่าหมั่นไส้และน่าจดจำที่สุด แม้จะดู Overacting ไปไกลก็ตาม
- Mila Kunis (รับบท Jupiter Jones) น่าเสียดายที่เธอเป็นจุดอ่อนที่สุดในแง่การแสดง ไม่ใช่เพราะเธอเล่นไม่ดี แต่บทส่งให้เธอทำหน้า “งง” ตลอดทั้งเรื่อง มิล่าพยายามถ่ายทอดความซื่อและความธรรมดาของตัวละคร แต่ด้วยไดอะล็อกที่อ่อนและสถานการณ์ที่บังคับให้เธอต้องกรี๊ดและวิ่งหนี ทำให้เสน่ห์ของเธอ (ที่เราเคยเห็นใน Black Swan หรือ Friends with Benefits) หายไปจนหมดสิ้น เธอขาดพลังของ “ราชินี” ที่หนังพยายามจะบอกว่าเธอเป็น
- Channing Tatum (รับบท Caine Wise) แชนนิ่ง ทาทั่ม ทำหน้าที่ของเขาได้ดีที่สุดเท่าที่บทจะเอื้ออำนวยครับ เขาต้องเล่นเป็นมนุษย์ครึ่งหมาป่า (ที่มีหูแหลมและใส่ตาสโมกกี้อาย) ดูภายนอกอาจจะตลก แต่เขาใช้ร่างกายสื่อสารฉากแอ็กชันได้แข็งแรงและดุดันมาก น่าเสียดายที่เคมีโรแมนติกกับมิล่า คูนิส ไม่ทำงาน ทำให้พาร์ทความรักของเขาดูแห้งแล้ง แต่ในพาร์ทบอดี้การ์ด เขาคือคนที่แบกหนังไว้บนบ่าจริงๆ
- Sean Bean (รับบท Stinger) เขามาเพื่อทำหน้าที่ Sean Bean ครับ (คือเป็นตัวละครสมทบที่มีเกียรติ) การแสดงของเขาได้มาตรฐานและช่วยดึงกราฟความน่าเชื่อถือของหนังกลับมาได้บ้างในฉากที่เขาปรากฏตัว

บทสรุป มุมมองจากปี 2025
หากให้สรุปเป็นคำพูดสั้นๆ Jupiter Ascending คือ “งานศิลปะราคาแพงที่ประกอบผิดส่วน”
- ความน่าสนใจ 8.5/10 (สำหรับงานภาพและไอเดียตั้งต้น)
- การดำเนินเรื่อง 5/10 (สับสน เร่งรีบ และขาดน้ำหนัก)
แต่ถามว่าควรดูไหม? คำตอบคือ “ควรครับ”
ในยุค 2025 ที่ AI สามารถเขียนบทหนังสูตรสำเร็จได้ และหนังส่วนใหญ่เพลย์เซฟเพื่อเอาใจตลาด Jupiter Ascending คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของยุคสมัยที่ผู้กำกับกล้าที่จะ “บ้า” กล้าที่จะใส่จินตนาการดิบๆ ลงไปโดยไม่สนความสมจริง มันคือหนังที่คุณสามารถเปิดดูแค่ “ภาพ” โดยไม่ต้องสนเสียงพูดก็ยังคุ้มค่า หรือจะดูเพื่อศึกษาว่า “ทำไมไอเดียที่ดีถึงล้มเหลวในการเล่าเรื่อง” ก็เป็นบทเรียนชั้นครู
มันคือหนังแย่ที่คุณจะเกลียดไม่ลง และเผลอๆ คุณอาจจะหลงรักความ “เยอะ” ของมันโดยไม่รู้ตัวเหมือนผมก็ได้
สำหรับใครที่ชอบเสพงานวิชวลอาร์ต ชอบดีไซน์ยานอวกาศแปลกๆ หรือชอบดูหนังที่เป็น Cult Classic ให้โอกาส “Jupiter Ascending” อีกสักครั้งใน พ.ศ. นี้เถอะครับ บางทีคุณอาจจะเห็นความงามที่ซ่อนอยู่ใต้ความวุ่นวายนั้นก็ได้
จบการรีวิวครับ!
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปี 2015 (ปีที่หนังฉาย) เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตนักแสดงหลายคนในเรื่องนี้ บางคนกำลังพุ่งทะยานสู่จุดสูงสุด บางคนกำลังเปลี่ยนสายงาน เรามาดูกันครับว่าใครเป็นใคร และพวกเขานำอะไรมาสู่บทบาทในตำนานเรื่องนี้บ้าง
เจาะลึกทำเนียบนักแสดง Jupiter Ascending (ฉบับรำลึก 2025)
1. มิล่า คูนิส (Mila Kunis)
รับบท จูปิเตอร์ โจนส์ (Jupiter Jones) – หญิงสาวดวงตกผู้ทำอาชีพล้างห้องน้ำ ก่อนจะค้นพบว่าตนเองคือ “เจ้าของโลก”
- ประวัติโดยย่อและเส้นทางบันเทิง มิล่า คูนิส (เกิดปี 1983) เป็นนักแสดงเชื้อสายยูเครน-อเมริกัน ที่เข้าวงการมาตั้งแต่วัยเด็ก เธอแจ้งเกิดเต็มตัวจากซีรีส์ตลกในตำนานอย่าง That ’70s Show (บท Jackie Burkhart) ซึ่งทำให้เธอได้พบรักกับ Ashton Kutcher (แม้จะมาคบกันจริงๆ ในอีกหลายปีต่อมา)
ก่อนจะมารับบทจูปิเตอร์ มิล่าได้พิสูจน์ฝีมือการแสดงขั้นสูงในภาพยนตร์เรื่อง Black Swan (2010) ซึ่งเธอต้องลดน้ำหนักและฝึกบัลเลต์อย่างหนักจนได้รับคำชมล้นหลาม รวมถึงความสามารถด้านเสียงในการพากย์เป็น Meg Griffin ใน Family Guy ที่ยาวนานหลายปี - ทำไมต้องเป็นเธอในบทนี้? ผู้กำกับ Wachowskis ต้องการคนที่มีบุคลิก “ติดดิน” (Down-to-earth) แต่ซ่อนความงามที่แปลกตา (Exotic) เอาไว้ มิล่ามีดวงตากลมโตที่เป็นเอกลักษณ์และบุคลิกที่ดูห้าวๆ ไม่ใช่เจ้าหญิงจ๋า ทำให้เธอเหมาะกับบทจูปิเตอร์ที่ต้องเริ่มต้นจากการเป็นคนทำความสะอาดห้องน้ำ
- เกร็ดน่าสนใจ (มองจากปี 2025) หลังจบ Jupiter Ascending มิล่าหันไปเอาดีทางด้านหนังคอมเมดี้อย่าง Bad Moms ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก และผันตัวไปเป็นโปรดิวเซอร์ รวมถึงเป็นนักลงทุนด้าน Tech Startups ตัวยง บทจูปิเตอร์จึงถือเป็นบทแอ็กชันไซไฟฟอร์มยักษ์เรื่องท้ายๆ ที่เธอรับเล่นเต็มตัว
2. แชนนิ่ง ทาทั่ม (Channing Tatum)
รับบท เคน ไวส์ (Caine Wise) – ทหารรับจ้างดัดแปลงพันธุกรรม (Splice) ครึ่งคนครึ่งหมาป่าเผือก ผู้ทำหน้าที่ปกป้องจูปิเตอร์
- ประวัติโดยย่อและเส้นทางบันเทิง แชนนิ่ง ทาทั่ม (เกิดปี 1980) เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นแดนเซอร์และนายแบบ (ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของบทนี้) เขาโด่งดังเปรี้ยงปร้างจาก Step Up (2006) ที่โชว์ทักษะการเต้นระดับเทพ แต่สิ่งที่ทำให้เขายืนระยะในฮอลลีวูดได้คือการพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้มีดีแค่กล้าม เขาเล่นหนังตลกได้ฮามากใน 21 Jump Street และเล่นดราม่าหนักๆ ได้ใน Foxcatcher
- ความท้าทายในบทนี้ บท “เคน” ต้องใช้ทักษะทางกายภาพสูงมาก จุดเด่นคือรองเท้าต้านแรงโน้มถ่วง (Gravity Boots) ที่ต้องเคลื่อนไหวเหมือนเล่นสเก็ตน้ำแข็งบนอากาศ แชนนิ่งต้องใช้ทักษะการทรงตัวและการเต้นของเขามาช่วยในการถ่ายทำฉากสลิงที่ซับซ้อน รวมถึงต้องใส่ยางปลอมที่ปากเพื่อให้ขากรรไกรดูเหมือนสัตว์ป่า ซึ่งทำให้เขาพูดลำบากมากระหว่างถ่ายทำ
- เกร็ดน่าสนใจ (มองจากปี 2025) หลังจากปี 2015 แชนนิ่งสร้างอาณาจักร Magic Mike จนโด่งดังไปทั่วโลก และเริ่มหันมาทำงานเบื้องหลังและกำกับภาพยนตร์ (เช่นเรื่อง Dog) เขาเป็นนักแสดงที่ใช้ร่างกายเก่งที่สุดคนหนึ่งในยุคของเขา และบทเคนใน Jupiter Ascending ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความแข็งแกร่งนั้น
3. เอ็ดดี้ เรดเมย์น (Eddie Redmayne)
รับบท เบเลม อบราแซกซ์ (Balem Abrasax) – พี่คนโตแห่งตระกูล ผู้มีนิสัยวิปริต เจ้าอารมณ์ และเป็นตัวร้ายหลักของเรื่อง
- ประวัติโดยย่อและเส้นทางบันเทิง เอ็ดดี้ เรดเมย์น (เกิดปี 1982) นักแสดงชาวอังกฤษผู้เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ เขาจบจาก Eton College และ Trinity College, Cambridge (รุ่นเดียวกับเจ้าชายวิลเลียม) เขาเติบโตมาจากสายละครเวทีที่เน้นความเข้มข้นทางอารมณ์
- ยักษ์ใหญ่กับรางวัล นี่คือเรื่องตลกร้ายที่สุดเรื่องหนึ่งในวงการภาพยนตร์ ในปีเดียวกันที่เขาเล่นบท “เบเลม” (2015) เขาชนะรางวัล ออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม จากบท Stephen Hawking ในเรื่อง The Theory of Everything มันคือการแสดงให้เห็นถึงความสุดโต่งของนักแสดงคนหนึ่ง ที่สามารถเล่นบทดราม่าระดับโลก และบทตัวร้ายลิเกอวกาศที่น่าหมั่นไส้ที่สุดได้พร้อมๆ กัน
- สไตล์การแสดงในเรื่องนี้ เอ็ดดี้เลือกตีความบทเบเลมให้เป็นคนที่มีความเก็บกดทางอารมณ์ เขาใช้เทคนิค “เสียงกระซิบ” ที่แผ่วเบาเพื่อแสดงอำนาจ (ทำให้คนอื่นต้องเงี่ยหูฟัง) สลับกับการ “ตะโกน” อย่างเกรี้ยวกราดเมื่อไม่ได้ดั่งใจ แม้จะถูกวิจารณ์เยอะ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือคนที่ขโมยซีนที่สุดในเรื่อง
4. ฌอน บีน (Sean Bean)
รับบท สติงเกอร์ (Stinger Apini) – อดีตนายทหารเพื่อนร่วมรบของเคน ดัดแปลงพันธุกรรมมาจากผึ้ง
- ประวัติโดยย่อและเส้นทางบันเทิง ฌอน บีน (เกิดปี 1959) คือตำนานที่ยังมีลมหายใจ เขาโด่งดังจากบท Boromir ใน The Lord of the Rings และ Ned Stark ใน Game of Thrones เขามีภาพจำทางอินเทอร์เน็ต (Meme) ว่า “เล่นเรื่องไหนตายเรื่องนั้น”
- บทบาทในเรื่องนี้ ใน Jupiter Ascending ฌอน บีน รับบทเป็นเหมือนพ่อบุญธรรมและพี่เลี้ยงของพระเอก เขาเป็นตัวละครที่นำความน่าเชื่อถือ (Gravitas) มาสู่หนัง ช่วยเบรกความแฟนตาซีด้วยการแสดงที่ดูจริงจังและอบอุ่น และที่สำคัญ… (สปอยล์สำหรับคนยังไม่ดู) ในเรื่องนี้เขา “รอดชีวิต” ครับ! ซึ่งถือเป็นเรื่องหายากมากสำหรับบทของฌอน บีน
5. นักแสดงสมทบที่น่าจับตามอง
- ดักลาส บูธ (Douglas Booth) รับบท ไททัส อบราแซกซ์ น้องคนรองของตระกูลที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ดักลาส บูธ เป็นนักแสดงหนุ่มชาวอังกฤษที่มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปปั้น ซึ่งเหมาะมากกับบทชนชั้นสูงในอวกาศที่หมกมุ่นกับความงามและการชะลอวัย
- ทัพเพนซ์ มิดเดิลตัน (Tuppence Middleton) รับบท คาลิค อบราแซกซ์ น้องสาวคนสุดท้องที่ดูเหมือนเป็นมิตรแต่หวังผลประโยชน์ บทของเธอทำให้เราเห็นด้านที่น่ากลัวของการ “อาบน้ำยาอายุวัฒนะ” เพื่อคงความสาวตลอดกาล
บทสรุปทีมนักแสดง
เมื่อมองจากปี 2025 ทีมนักแสดงชุดนี้คือ “ดรีมทีม” ที่หาตัวจับยาก การที่หนังเรื่องหนึ่งจะรวมเอานักแสดงระดับออสการ์ (Eddie Redmayne), ซูเปอร์สตาร์ฝ่ายชาย (Channing Tatum), และขวัญใจมหาชนฝ่ายหญิง (Mila Kunis) มาอยู่ในเฟรมเดียวกันภายใต้งานวิชวลที่บ้าคลั่งขนาดนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วในปัจจุบัน movieseries