เรื่องย่อของภาพยนตร์แนวจิตวิทยา-ระทึกขวัญระดับตำนาน ผลงานของผู้กำกับ Martin Scorsese ที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงและพูดถึงจนถึงปัจจุบันครับ
Shutter Island (2010) – เกาะนรกซ่อนทมิฬ
แนว จิตวิทยา / ระทึกขวัญ / ลึกลับ (Neo-noir Psychological Thriller)
ผู้กำกับ Martin Scorsese
นักแสดงนำ Leonardo DiCaprio, Mark Ruffalo, Ben Kingsley

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1954 Teddy Daniels (รับบทโดย Leonardo DiCaprio) ตำรวจศาล (U.S. Marshal) และคู่หูคนใหม่ Chuck Aule (รับบทโดย Mark Ruffalo) เดินทางฝ่าพายุไปยัง “Shutter Island” ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลแอชคลิฟฟ์ (Ashecliffe Hospital) สถานบำบัดผู้ป่วยทางจิตที่เป็นอาชญากรคดีอุกฉกรรจ์
ภารกิจของพวกเขาคือการสืบหาตัว Rachel Solando คนไข้หญิงที่ก่อคดีฆ่าลูกของตัวเองทั้ง 3 คน ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับจากห้องขังที่ปิดตาย ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา
เมื่อการสืบสวนเริ่มขึ้น Teddy กลับพบพิรุธมากมาย ทั้งพฤติกรรมของคณะแพทย์ที่ไม่ให้ความร่วมมือ บรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจ และพายุลูกใหญ่ที่ตัดขาดการสื่อสารกับโลกภายนอก ในขณะเดียวกัน Teddy ก็ต้องต่อสู้กับภาพหลอนจากอดีตของตนเอง ทั้งเรื่องภรรยาที่เสียชีวิตในกองเพลิงและเหตุการณ์ในสงครามโลก ยิ่งสืบลึกเขาก็ยิ่งสงสัยว่า เกาะแห่งนี้อาจจะเป็นสถานที่ทดลองมนุษย์ที่ผิดกฎหมาย หรือแท้จริงแล้ว… สิ่งที่เขาเห็นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด?
รีวิวและการวิเคราะห์ (Review & Analysis)
1. บรรยากาศที่กดดันและงานภาพชั้นครู
Martin Scorsese สร้างบรรยากาศแบบฟิล์มนัวร์ (Film Noir) ได้อย่างยอดเยี่ยม ความมืดหม่น เสียงดนตรีประกอบที่เสียดแทงประสาท และเสียงพายุฝน ตลอดทั้งเรื่องคนดูจะรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” และหวาดระแวงไปพร้อมกับตัวเอก งานภาพมีการใช้แสงเงาและมุมกล้องเพื่อสื่อถึงความไม่มั่นคงทางจิตใจของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง
2. การแสดงระดับมาสเตอร์พีซของ Leonardo DiCaprio
บท Teddy Daniels เป็นบทที่ซับซ้อนมาก ต้องแสดงทั้งความเกรี้ยวกราด ความเปราะบาง และความสับสน Leonardo ถ่ายทอดความเจ็บปวดจากการสูญเสียและความตึงเครียดออกมาได้สมจริง จนคนดูรู้สึกเหนื่อยและหนักอึ้งไปกับเขา ส่วน Mark Ruffalo และ Ben Kingsley ก็ทำหน้าที่เป็นตัวละครสมทบที่เต็มไปด้วยปริศนาได้อย่างไร้ที่ติ
3. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง (Plot & Storytelling)
หนังดัดแปลงจากนิยายของ Dennis Lehane สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษคือ “รายละเอียดที่ซ่อนอยู่” หนังเรื่องนี้ถูกออกแบบมาให้ดูซ้ำ (Re-watch value สูงมาก)
- การดูรอบแรก คุณจะตื่นเต้นไปกับการสืบสวนและจุดหักมุม (Twist)
- การดูรอบสอง คุณจะเห็น “คำใบ้” (Clues) ที่ผู้กำกับวางไว้ตั้งแต่ฉากแรก ซึ่งจะเปลี่ยนมุมมองที่คุณมีต่อหนังไปอย่างสิ้นเชิง
4. ประเด็นทางจิตวิทยาและศีลธรรม
แก่นของเรื่องไม่ได้อยู่แค่การหาคนหาย แต่อยู่ที่การตั้งคำถามเกี่ยวกับความจริง (Reality) และกลไกการป้องกันตัวเอง (Defense Mechanism) ของมนุษย์เมื่อต้องเผชิญกับความเจ็บปวดที่รับไม่ไหว ประโยคเด็ดท้ายเรื่องที่ว่า
“Which would be worse – to live as a monster, or to die as a good man?” (อะไรจะแย่ไปกว่ากัน… การมีชีวิตอยู่อย่างปีศาจ หรือการตายอย่างคนดี) เป็นประโยคที่สรุปแก่นของหนังและทิ้งปมให้คนดูถกเถียงกันต่อได้ไม่รู้จบ

Shutter Island ไม่ใช่แค่หนังหักมุมธรรมดา แต่เป็นหนังที่เล่นกับจิตใจคนดูอย่างชาญฉลาด ทุกองค์ประกอบทั้งงานภาพ ดนตรี และการแสดง ถูกสร้างมาเพื่อหลอกล่อและเปิดเผยความจริงอันโหดร้ายในเวลาเดียวกัน
เหมาะสำหรับ คนชอบหนังแนวสืบสวนสอบสวน, จิตวิทยาหนักๆ, หนังที่ต้องใช้ความคิด และคนที่ชอบหนังหักมุมแบบ The Sixth Sense หรือ Memento
นี่คือบทรีวิวเจาะลึกแบบ “จัดเต็ม” สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Shutter Island โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกในด้านเนื้อหา งานภาพ และการแสดง แบบไม่เน้นเล่าเรื่องย่อซ้ำ แต่จะชำแหละองค์ประกอบศิลป์และจิตวิทยาที่ซ่อนอยู่ครับ
Shutter Island เมื่อความจริงคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด – บทวิเคราะห์เจาะลึก
หากจะพูดถึงภาพยนตร์ที่เปรียบเสมือน “เขาวงกต” ที่ขังผู้ชมไว้ในวังวนแห่งความสงสัย ความหวาดระแวง และความบีบคั้นทางอารมณ์ จนกลายเป็นผลงานระดับขึ้นหิ้ง (Masterpiece) ของโลกภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ-จิตวิทยา (Psychological Thriller) คงหนีไม่พ้น “Shutter Island” (เกาะนรกซ่อนทมิฬ) ผลงานการกำกับของปรมาจารย์ Martin Scorsese
หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังนักสืบตามหาคนหาย แต่มันคือโศกนาฏกรรมของมนุษย์ ที่ถูกเล่าผ่านภาษาภาพยนตร์ที่งดงามและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน วันนี้เราจะมาแกะรอยความยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้กันทีละส่วน ว่าทำไมมันถึงยังตราตรึงใจผู้ชมมานานกว่าทศวรรษ
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ศิลปะแห่งการหลอกลวง (Narrative & Storytelling)
ความชาญฉลาดที่สุดของ Shutter Island คือการที่หนังเรื่องนี้ “โกหกหน้าตาย” ใส่ผู้ชมตั้งแต่ไอร์แรกจนถึงวินาทีสุดท้าย และที่สำคัญคือ… เราเต็มใจที่จะเชื่อคำโกหกนั้น
บทบาทของ Unreliable Narrator (ผู้เล่าเรื่องที่เชื่อถือไม่ได้) หนังโยนเราลงไปในมุมมองของ Teddy Daniels (Leonardo DiCaprio) อย่างสมบูรณ์แบบ เราเห็นสิ่งที่เขาเห็น เรารู้สึกถึงสิ่งที่เขารู้สึก บทหนังออกแบบมาให้เรา “เข้าข้าง” Teddy โดยอัตโนมัติ เรามองว่าโรงพยาบาล Ashecliffe คือสถานที่ชั่วร้าย หมอ Cawley คือวายร้าย และพฤติกรรมแปลกๆ ของคนบนเกาะคือ “ทฤษฎีสมคบคิด”
แต่เมื่อมองย้อนกลับไป (โดยเฉพาะในการดูรอบที่สอง) บทหนังของ Laeta Kalogridis (ดัดแปลงจากนิยายของ Dennis Lehane) นั้นเต็มไปด้วยความซื่อสัตย์อย่างน่าประหลาด ผู้กำกับได้ทิ้ง “เศษขนมปัง” (Breadcrumbs) บอกใบ้ความจริงไว้ตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นท่าทางที่อึดอัดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเมื่อ Teddy ยื่นปืนให้, สายตาของพยาบาล, หรือแม้กระทั่งบทสนทนาที่ดูเหมือนปกติแต่แฝงความนัย
สัญลักษณ์ “น้ำ” และ “ไฟ” บทหนังใช้สัญลักษณ์ในการขับเคลื่อนอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้ง
- น้ำ ในเรื่องนี้ “น้ำ” คือตัวแทนของความจริงที่เจ็บปวด (Teddy เมาเรือ, พายุฝนที่โหมกระหน่ำ, ลูกๆ ของเขาที่จมน้ำ) ทุกครั้งที่มีน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง ตัวละครจะเผชิญกับความจริงที่เขาไม่อยากรับรู้
- ไฟ ในทางตรงกันข้าม “ไฟ” คือตัวแทนของภาพหลอนและความบ้าคลั่ง (ภาพภรรยาที่ตายในกองเพลิง, ชายตาบอดในความฝัน, แสงไฟจากไม้ขีดในถ้ำ) เมื่อใดที่มีไฟ Teddy จะจมดิ่งสู่โลกแห่งจินตนาการที่เขาสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง
การเล่าเรื่องจึงเป็นการต่อสู้กันระหว่าง “ความจริงที่แสนเจ็บปวด” กับ “เรื่องแต่งที่แสนสบายใจ” ซึ่งบทหนังทำหน้าที่ขยี้ปมนี้ได้อย่างเจ็บแสบ โดยไม่ได้ใช้แค่บทพูด แต่ใช้สถานการณ์กดดันตัวละครจนถึงขีดสุด
ความลึกซึ้งของประเด็นสงครามและความรุนแรง หนังไม่ได้หยุดแค่เรื่องคนบ้า แต่ยังสะท้อนบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (Post-Traumatic Stress Disorder – PTSD) ผ่านตัวละคร Teddy บทหนังตั้งคำถามถึงศีลธรรมของความรุนแรง ว่ามนุษย์เรามีความโหดร้ายฝังอยู่ใน DNA หรือไม่? และเส้นแบ่งระหว่าง “ทหารวีรบุรุษ” กับ “ฆาตกรเลือดเย็น” นั้นบางเบาเพียงใด การสอดแทรกภาพจำจากค่ายกักกัน Dachau เข้ามา ไม่ใช่แค่เพื่อความสยองขวัญ แต่เพื่อตอกย้ำว่า ความโหดร้ายในโลกความจริงนั้น น่ากลัวกว่าปีศาจตนใดในจินตนาการ
2. งานภาพและบรรยากาศ ความงามในความมืดมน (Visuals & Cinematography)
หากบทหนังคือกระดูกสันหลัง งานภาพของ Robert Richardson (ผู้กำกับภาพคู่บุญของ Scorsese) ก็คือเนื้อหนังและวิญญาณของเรื่องนี้ งานภาพใน Shutter Island ไม่ใช่แค่สวย แต่ทุกเฟรมถูกออกแบบมาเพื่อ “สร้างความอึดอัด” (Claustrophobia) ให้กับคนดู
การจัดแสงแบบ Film Noir ยุคใหม่ หนังหยิบยืมสไตล์ของฟิล์มนัวร์ยุค 40-50s มาใช้ได้อย่างจัดจ้าน การใช้แสงเงาที่ตัดกันอย่างรุนแรง (Chiaroscuro) ใบหน้าของตัวละครมักจะตกอยู่ในเงามืดครึ่งหนึ่งเสมอ ซึ่งสะท้อนถึง “ความลับ” และ “ด้านมืด” ในจิตใจที่ถูกซ่อนไว้ บรรยากาศของเกาะที่เต็มไปด้วยหมอกควัน กำแพงอิฐสูงตระหง่าน และทางเดินแคบๆ ในโรงพยาบาล ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกรงขังไปพร้อมกับตัวละคร

เทคนิคการถ่ายทำเพื่อบิดเบือนความจริง Scorsese ใช้มุมกล้องที่ผิดธรรมชาติเพื่อสื่อถึงความไม่มั่นคงทางจิต
- Continuity Error ที่จงใจ หากคุณสังเกตดีๆ ในฉากสอบปากคำคนไข้หญิง แก้วน้ำในมือของเธอจะ “หายไป” และ “โผล่กลับมา” ในจังหวะที่เธอกำลังดื่ม และตอนที่เธอดื่มเสร็จ มือที่วางแก้วกลับว่างเปล่า… นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดของการตัดต่อ (Blooper) แต่เป็นความตั้งใจของผู้กำกับที่จะบอกเราว่า “มุมมองของ Teddy เชื่อถือไม่ได้” สมองของเขากำลังลบและเติมแต่งรายละเอียดตามใจชอบ
- ฉากความฝัน (Dream Sequences) ฉากเหล่านี้คืองานศิลปะชั้นครู การใช้สีสันที่ฉูดฉาดเกินจริง (Saturated Colors) เช่น สีเหลืองทองของไฟ, สีแดงของเลือด, สีเขียวสดของสนามหญ้า ตัดกับโทนสีทึมๆ เทาๆ ของโลกความจริง ฉากที่ขี้เถ้าจากการเผากระดาษร่วงหล่นลงมาเหมือนหิมะ แล้วกลายเป็นประกายไฟ เป็นภาพที่สวยงามอย่างน่าขนลุกและติดตาผู้ชมไปตลอดกาล
สภาพอากาศในฐานะตัวละคร พายุ Hurricane ในเรื่องไม่ได้เป็นแค่ฉากหลัง แต่มันคือตัวแทนของสภาวะจิตใจที่กำลังพังทลายของ Teddy เสียงลมหวีดหวิว เสียงฝนที่ตกกระหน่ำเหมือนจะเจาะกะโหลก และคลื่นทะเลที่บ้าคลั่ง ทั้งหมดนี้ทำงานสอดประสานกันเพื่อสร้างความกดดัน (Tension) ที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดแตกหัก
3. พลังการแสดง มาสเตอร์คลาสแห่งอารมณ์ (The Acting)
สิ่งที่ทำให้ Shutter Island ยกระดับจากหนังระทึกขวัญที่ดี กลายเป็นหนังระดับตำนาน คือการแสดงของทีมนักแสดงที่ “เข้าถึงแก่น” และมอบวิญญาณให้กับตัวละครอย่างแท้จริง
Leonardo DiCaprio ในบท Teddy Daniels นี่คือหนึ่งในการแสดงที่ดีที่สุดในอาชีพของ Leonardo มันคือบทบาทที่เรียกร้องพลังงานมหาศาล เขาต้องแบกรับความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความเปราะบางไว้ตลอดเวลา
- ภาษากาย Leonardo ใช้ร่างกายสื่อสารความเครียดได้อย่างเหลือเชื่อ รอยย่นที่หว่างคิ้วที่ไม่เคยคลาย, อาการปวดไมเกรนที่ทำให้เขาต้องหรี่ตาและนวดขมับ, มือที่สั่นเทาเวลาจุดบุหรี่ ทั้งหมดนี้ทำให้เราเชื่อสนิทใจว่าผู้ชายคนนี้กำลังแบกโลกทั้งใบไว้
- สายตา ดวงตาของเขาเปลี่ยนจากความมุ่งมั่นของตำรวจศาลผู้ผดุงความยุติธรรม ไปสู่ความหวาดกลัวของเด็กน้อยที่หลงทาง และท้ายที่สุดคือความว่างเปล่าของคนที่สูญสิ้นทุกสิ่ง ในฉากที่เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริง (The Revelation) การแสดงออกทางสีหน้าของ Leonardo ที่ค่อยๆ แตกสลาย (Breakdown) คือช่วงเวลาที่บีบหัวใจที่สุด เขาทำให้เรารู้สึกสงสารและเห็นใจฆาตกร… ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก
Mark Ruffalo ในบท Chuck Aule ในขณะที่ Leonardo เล่นใหญ่ (Expressive) Mark Ruffalo กลับเลือกเล่นน้อย (Subtle) แต่ทรงพลัง บทบาทของเขาคือ “สมอเรือ” ที่คอยดึง Teddy ไว้
- ความยากของบท Mark ต้องเล่นเป็น “จิตแพทย์ที่แกล้งเป็นตำรวจ” ดังนั้นทุกการกระทำของเขาจึงมีความหมายแฝง ดูรอบแรกเราจะเห็นเขาเป็นคู่หูที่ซื่อสัตย์ แต่ดูรอบสองเราจะเห็นสายตาที่เป็นห่วง, ท่าทางที่เงอะงะตอนถอดปืน (เพราะเขาเป็นหมอ ไม่ใช่ตำรวจ), และการพยายามตะล่อมถามคำถามเพื่อประเมินอาการ Teddy การแสดงที่ซ้อนทับกันสองชั้น (Dual Layer Performance) แบบนี้ต้องใช้ทักษะขั้นสูง ซึ่ง Mark ทำออกมาได้อย่างแนบเนียน
Ben Kingsley ในบท Dr. Cawley Ben Kingsley มอบการแสดงที่เต็มไปด้วยความสง่างามและความน่าเกรงขาม น้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เด็ดขาด สายตาที่ดูเหมือนจะทะลุปรุโปร่ง เขาทำให้ตัวละครหมอ Cawley ดูเป็นคนที่ “เดาทางไม่ถูก” เราไม่รู้ว่าเขาคือหมอผู้เมตตาที่พยายามรักษาคนไข้ด้วยวิธีใหม่ หรือเป็นผู้คุมจอมบงการกันแน่ ความคลุมเครือ (Ambiguity) ที่เขาสร้างขึ้นคือหัวใจสำคัญที่ทำให้บรรยากาศของหนังดูไม่น่าไว้วางใจ
Michelle Williams ในบท Dolores แม้จะออกมาไม่กี่ฉาก แต่ทุกฉากที่เธอปรากฏตัวคือ “ฉากจำ” เธอต้องเล่นเป็นทั้งภรรยาที่แสนหวานในความทรงจำ และปีศาจในฝันร้าย การแสดงของเธอในฉากย้อนอดีตที่เป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมนั้น “หลอน” และ “เศร้า” จนทำให้เราเข้าใจถึงที่มาของความบ้าคลั่งในตัว Teddy ได้อย่างกระจ่างแจ้ง

บทสรุป ทำไม Shutter Island ถึงเป็นมากกว่าหนังหักมุม?
หลายคนอาจจดจำ Shutter Island ในฐานะ “หนังหักมุม” (Twist Ending Movie) แต่คุณค่าที่แท้จริงของมันไม่ได้อยู่ที่การเฉลยตอนจบ แต่อยู่ที่ “การเดินทาง” (The Journey) ของตัวละคร และคำถามเชิงปรัชญาที่ทิ้งไว้ให้เราขบคิด
ฉากสุดท้ายที่ Teddy (หรือ Andrew) พูดกับหมอ Sheehan ว่า
“Which would be worse – to live as a monster, or to die as a good man?” (อะไรจะแย่ไปกว่ากัน… การมีชีวิตอยู่อย่างปีศาจ หรือการตายอย่างคนดี)
ประโยคนี้เปลี่ยนหนังทั้งเรื่องจาก Thriller ให้กลายเป็น Tragedy (โศกนาฏกรรม) ที่งดงาม มันคือการเลือกของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ยอมรับความจริงได้แล้ว แต่เขาเลือกที่จะ “ไม่รับรู้มันต่อไป” เพราะความจริงนั้นเจ็บปวดเกินกว่าที่จะแบกรับไหว การเลือกที่จะเดินไปสู่การผ่าตัดสมอง (Lobotomy) จึงไม่ใช่การพ่ายแพ้ แต่เป็นการ “กาทำลายตัวเอง” (Self-Sacrifice) เพื่อให้เขาได้ตายไปพร้อมกับตัวตนของ Teddy Daniels ตำรวจน้ำดี ดีกว่าต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะ Andrew Laeddis ฆาตกรผู้ฆ่าภรรยาตัวเอง
Shutter Island จึงเป็นภาพยนตร์ที่สมบูรณ์แบบทั้งในแง่ศิลปะภาพยนตร์และการวิเคราะห์จิตใจมนุษย์ มันคือหนังที่สอนให้เรารู้ว่า บางครั้ง… จิตใจของมนุษย์ก็สร้างกลไกป้องกันตัวเองที่ซับซ้อนและน่ากลัวที่สุดขึ้นมา เพียงเพื่อจะหนีจากความรู้สึกผิดในใจตนเอง
หากคุณกำลังมองหาภาพยนตร์ที่ไม่ได้ให้แค่ความบันเทิง แต่ต้องการเสพงานศิลป์ที่กระแทกกระทั้นจิตวิญญาณ ท้าทายสติปัญญา และทิ้งตะกอนความคิดให้ตกผลึกหลังจากหน้าจอดับลง Shutter Island คือคำตอบที่คุณไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
นี่คือทำเนียบนักแสดงหลักจากภาพยนตร์ Shutter Island ครับ ภาพยนตร์เรื่องนี้รวบรวมเอานักแสดงระดับ “ยอดฝีมือ” (A-List) ของฮอลลีวูดมาประชันบทบาทกันอย่างดุเดือด ซึ่งแต่ละคนล้วนมีประวัติและผลงานที่น่าทึ่งดังนี้ครับ
1. Leonardo DiCaprio (ลีโอนาร์โด ดิแคพรีโอ)
- รับบท Teddy Daniels (ตำรวจศาลผู้มีความหลังฝังใจ)
- ประวัติโดยย่อ
- จุดเริ่มต้น เข้าวงการตั้งแต่เด็กและเริ่มฉายแววจากเรื่อง What’s Eating Gilbert Grape (1993) ซึ่งทำให้เขาเข้าชิงออสการ์ครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย
- จุดเปลี่ยน กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกจาก Titanic (1997) แต่แทนที่จะรับเล่นแต่หนังรักโรแมนติก เขากลับเลือกเส้นทางสาย “นักแสดงขายฝีมือ”
- ความสัมพันธ์กับผู้กำกับ เขาเปรียบเสมือน “ลูกรัก” หรือ “Muse” ของผู้กำกับ Martin Scorsese (ต่อจาก Robert De Niro) โดยร่วมงานกันในหนังดังหลายเรื่อง เช่น Gangs of New York, The Aviator, The Departed, The Wolf of Wall Street และ Killers of the Flower Moon
- รางวัล ในที่สุดก็คว้าออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมได้จากเรื่อง The Revenant (2015)
- ใน Shutter Island เขาต้องใช้ทักษะการแสดงที่ซับซ้อนมาก เพื่อถ่ายทอดความบ้าคลั่งและความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
2. Mark Ruffalo (มาร์ค รัฟฟาโล)
- รับบท Chuck Aule (คู่หูคนใหม่ของ Teddy ที่ดูสุขุมและเป็นมิตร)
- ประวัติโดยย่อ
- สไตล์การแสดง ขึ้นชื่อเรื่องการแสดงที่เป็นธรรมชาติ ดูอบอุ่น และเข้าถึงง่าย เขาเริ่มมีชื่อเสียงจากหนังอินดี้ฟอร์มดีอย่าง You Can Count on Me (2000)
- ผลงานเด่น คนทั่วโลกรู้จักเขาดีที่สุดในบทบาท Bruce Banner / The Hulk ในจักรวาล Marvel (MCU)
- สายดราม่า นอกจากบทฮีโร่ เขายังเป็นนักแสดงดราม่าตัวยง เคยเข้าชิงออสการ์ถึง 4 ครั้ง จากเรื่อง The Kids Are All Right, Foxcatcher, Spotlight และ Poor Things
- ใน Shutter Island บทบาทของเขาดูเหมือนจะเป็นตัวรอง แต่เป็นตัวละครที่สำคัญที่สุดในการสะท้อนความจริงและความห่วงใยที่มีต่อตัวเอก
3. Ben Kingsley (เบน คิงสลีย์)
- รับบท Dr. John Cawley (จิตแพทย์หัวหน้าโรงพยาบาลผู้น่าเกรงขาม)
- ประวัติโดยย่อ
- ตำนาน นักแสดงชาวอังกฤษรุ่นเก๋า ผู้ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น “เซอร์” (Sir Ben Kingsley)
- มาสเตอร์พีซ แจ้งเกิดและคว้าออสการ์นำชายทันทีจากบท “มหาตมะ คานธี” ในเรื่อง Gandhi (1982) ซึ่งเป็นการแสดงระดับตำนานที่โลกไม่ลืม
- ความหลากหลาย เขารับบทได้หลากหลายมาก ตั้งแต่วายร้ายสุดโหดใน Sexy Beast, เจ้าของร้านของเล่นใน Hugo ไปจนถึง The Mandarin ใน Iron Man 3
- ใน Shutter Island การแสดงของเขามีพลังที่กดดันและลึกลับ ทำให้คนดูเดาไม่ออกว่าเขาคือ “หมอผู้เมตตา” หรือ “ผู้คุมจอมบงการ”
4. Michelle Williams (มิเชลล์ วิลเลียมส์)
- รับบท Dolores Chanal (ภรรยาผู้ล่วงลับที่ตามหลอกหลอนในความทรงจำ)
- ประวัติโดยย่อ
- จุดเริ่มต้น เริ่มต้นจากซีรีส์วัยรุ่น Dawson’s Creek ก่อนจะผันตัวมาเป็นนักแสดงสายรางวัล
- ฝีมือ เธอขึ้นชื่อเรื่องการรับบทที่ “บีบคั้นอารมณ์” และมีความโศกเศร้า ผลงานเด่นคือ Brokeback Mountain (เล่นคู่กับ Heath Ledger สามีในชีวิตจริง ณ ตอนนั้น), Blue Valentine และ Manchester by the Sea
- ใน Shutter Island แม้เวลาบนจอจะไม่มาก แต่ทุกฉากที่เธอออกมาสร้างความสะพรึงและโศกเศร้า เป็นกุญแจสำคัญที่ไขปริศนาจิตใจของ Teddy
5. Max von Sydow (แม็กซ์ วอน ไซโดว)
- รับบท Dr. Jeremiah Naehring (จิตแพทย์อาวุโสชาวเยอรมันที่มีบุคลิกน่าสงสัย)
- ประวัติโดยย่อ
- ตำนานผู้ล่วงลับ (เสียชีวิตปี 2020) เป็นนักแสดงชาวสวีเดนระดับตำนาน คู่บุญของผู้กำกับ Ingmar Bergman
- ผลงานไอคอน คนทั่วโลกจดจำเขาได้จากบทบาทบาทหลวงในหนังสยองขวัญคลาสสิก The Exorcist (1973)
- ยุคใหม่ คนรุ่นใหม่อาจจำเขาได้ในบท Three-Eyed Raven ในซีรีส์ Game of Thrones หรือ Lor San Tekka ใน Star Wars The Force Awakens
- ใน Shutter Island เขาใช้บุคลิกที่นิ่งขรึมและประวัติความเป็นชาวเยอรมันในการสร้างบรรยากาศความไม่น่าไว้วางใจ (เชื่อมโยงกับปมนาซีของพระเอก)
ทีมนักแสดงชุดนี้ถือเป็น “Dream Team” ในยุคนั้นเลยครับ เพราะทุกคนคือนักแสดงสายดราม่าที่เก่งกาจในการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึก ทำให้หนังเรื่องนี้มีความลึกและสมจริงในทุกมิติครับ movieseries