เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง London Calling (2025) ครับ
ข้อมูลเบื้องต้น
- ชื่อเรื่อง London Calling
- ปีที่ฉาย 2025
- แนว แอ็กชัน / คอมเมดี้ / คู่หูต่างขั้ว (Buddy Comedy)
- ผู้กำกับ Allan Ungar (จากเรื่อง Bandit)
- นักแสดงนำ Josh Duhamel, Jeremy Ray Taylor, Rick Hoffman, Aidan Gillen

เรื่องย่อ (Synopsis)
เรื่องราวของ Tommy Ward (รับบทโดย Josh Duhamel) นักฆ่ามือปืนรุ่นเก๋าฝีมือตกที่กำลังเผชิญวิกฤตวัยกลางคน แถมสายตายังเริ่มพร่ามัวจนทำงานพลาด เขาบังเอิญไปฆ่าญาติของ Freddy Darby (Aidan Gillen) เจ้าพ่อมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในลอนดอน ทำให้เขาต้องหนีหัวซุกหัวซุนข้ามทวีปมากบดานอยู่ที่ลอสแอนเจลิส ทิ้งลูกชายของเขาไว้ที่อังกฤษ
หนึ่งปีต่อมา Tommy ต้องการกลับไปหาลูกชายที่ลอนดอนใจจะขาด แต่การจะกลับไปได้อย่างปลอดภัย เขาต้องทำข้อตกลงกับ Benson (Rick Hoffman) หัวหน้าแก๊งอาชญากรใน LA ข้อเสนอคือ Tommy จะได้รับตั๋วกลับบ้านและเส้นทางที่ปลอดภัย แลกกับการที่เขาต้องรับหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับ Julian (Jeremy Ray Taylor) ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ Benson
ปัญหาก็คือ Julian เป็นเด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ห่างไกลจากคำว่า “นักเลง” อย่างสิ้นเชิง เขาเป็นเด็กเนิร์ดที่ชอบเล่นเกมและแต่งตัวคอสเพลย์ (LARPing) หน้าที่ของ Tommy คือต้องฝึกให้ Julian “เป็นลูกผู้ชาย” และเข้มแข็งขึ้นเพื่อสืบทอดแก๊ง โดย Tommy จำใจต้องกระเตง Julian ไปทำภารกิจฆ่าด้วย กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความวายป่วงเมื่อนักฆ่ามือตกต้องมาจับคู่กับเด็กเนิร์ดโลกสวย เพื่อเอาตัวรอดจากศัตรูที่ตามล่าและสอนบทเรียนชีวิตให้กันและกัน
รีวิว (Review)
ความรู้สึกหลังดู (ภาพรวม) London Calling เป็นหนังแอ็กชันคอมเมดี้สูตรสำเร็จที่ดูง่ายและบันเทิงกว่าที่คิด แม้พล็อตเรื่องจะเดาทางได้ง่ายตามสไตล์หนังคู่หูต่างขั้ว (The Odd Couple) แต่เคมีระหว่างนักแสดงนำและความฮาที่ใส่มาถูกจังหวะทำให้หนังเรื่องนี้มีเสน่ห์เฉพาะตัว
จุดเด่น
- เคมีนักแสดง Josh Duhamel ในบทนักฆ่าขี้หงุดหงิดที่สายตาไม่ดี กับ Jeremy Ray Taylor (จาก IT) ในบทเด็กเนิร์ด เข้าขากันได้ดีมาก จังหวะรับส่งมุกดูเป็นธรรมชาติ ความสัมพันธ์แบบพ่อลูกจำเป็น (Surrogate father-son) ของทั้งคู่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังดูอบอุ่น
- มุกตลก หนังเล่นกับความคาดหวังได้ดี โดยเฉพาะมุกสังขารร่วงโรยของพระเอก (เช่น ยิงผิดเพราะสายตายาว) และการเอาโลกอาชญากรรมโหดๆ มาชนกับโลกแฟนตาซีไร้เดียงสาของเด็กติดเกม
- ฉากแอ็กชัน แม้จะเป็นหนังเน้นฮา แต่ฉากบู๊ก็ทำออกมาได้มาตรฐาน สนุกและลุ้นพอสมควร
จุดด้อย
- พล็อตเรื่องสูตรสำเร็จ ใครที่ดูหนังแนว “มือเก๋าต้องมาฝึกมือใหม่” บ่อยๆ จะเดาทุกอย่างได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่มีจุดหักมุมที่เซอร์ไพรส์มากนัก
- ตัวร้าย ตัวร้ายหลักอย่าง Aidan Gillen (Littlefinger จาก GoT) แม้จะแสดงดีตามมาตรฐาน แต่บทอาจจะดูการ์ตูนและมิติเดียวไปหน่อย
สรุป
London Calling (2025) ไม่ใช่หนังแอ็กชันที่เครียดขึงขัง แต่เป็นหนัง “Feel Good Action” ที่เหมาะกับการดูเพื่อความบันเทิง ดูเพลินๆ ได้เสียงหัวเราะ และมีความอบอุ่นเรื่องความสัมพันธ์พ่อลูกแทรกอยู่ หากคุณชอบหนังแนว The Hitman’s Bodyguard หรือหนังคู่หูยุค 90s เรื่องนี้ถือว่าตอบโจทย์ครับ
นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกในสไตล์ “คุยหนังหลังดูจบ” ที่เน้นวิเคราะห์องค์ประกอบภาพยนตร์ การแสดง และงานสร้าง ของ London Calling (2025) โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อซ้ำ แต่จะพาทุกท่านดำดิ่งลงไปในรายละเอียดว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงน่าสนใจครับ
[Deep Review] London Calling (2025) เมื่อ “นักฆ่าวัยทอง” ต้องมาเลี้ยง “เด็กเนิร์ด” – เหล้าเก่าในขวดใหม่ที่รสชาตินุ่มลึกกว่าที่คิด
สวัสดีครับคอหนังทุกท่าน วันนี้เราจะมาคุยกันยาวๆ ถึงหนังแอ็กชันคอมเมดี้ที่เพิ่งผ่านตาไปอย่าง London Calling ครับ บอกตามตรงว่าตอนเห็นโปสเตอร์กับตัวอย่างแวบแรก ผมมีความรู้สึกว่า “เอาอีกแล้วเหรอ?” พล็อตสูตรสำเร็จแบบคู่หูต่างขั้ว (Odd Couple) ที่เอาคนเก๋าเกมมาจับคู่กับเด็กไก่อ่อนเพื่อทำภารกิจบางอย่าง เราเห็นกันมาเป็นร้อยเรื่องแล้วตั้งแต่ยุค 80s จนถึงปัจจุบัน แต่เชื่อไหมครับว่า พอได้เข้าไปนั่งดูจนจบ End Credits ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
มันไม่ใช่แค่หนังแอ็กชันดาดๆ ที่ทำออกมาขายความมันส์ชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันคือการปรุงรสชาติของ “สูตรสำเร็จ” ให้ออกมากลมกล่อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในรีวิวฉบับนี้ ผมขออนุญาตไม่พูดถึงเรื่องย่อซ้ำซาก แต่จะขอเจาะลึกไปทีละประเด็น ทั้งบทหนัง การแสดง งานภาพ และทำไมผมถึงมองว่านี่คือหนึ่งในหนัง “Feel Good Action” ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในช่วงต้นปี 2025 ครับ
1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความฉลาดในการเล่นกับ “สังขาร” และ “ช่องว่างระหว่างวัย”
จุดที่ผมชื่นชมที่สุดใน London Calling คือความ “รู้ตัว” (Self-Awareness) ของบทหนังครับ คนเขียนบทฉลาดมากที่ไม่ได้พยายามปั้นให้ตัวเอกอย่าง Tommy Ward (Josh Duhamel) เป็นนักฆ่าไร้เทียมทานแบบ John Wick ที่ยิงร้อยนัดเข้าเป้าทั้งร้อย หรือเก่งเวอร์วังแบบ Ethan Hunt แต่หนังเลือกที่จะใส่ความเป็นมนุษย์ (Humanity) ลงไปในตัวละครนักฆ่าอย่างเต็มเปี่ยม
ความตลกที่มาจากความเจ็บปวด (Comedy from Vulnerability) หนังเล่นประเด็น “วิกฤตวัยกลางคน” (Midlife Crisis) ได้อย่างเจ็บแสบและฮามาก เราเห็นนักฆ่าที่ต้องใส่แว่นสายตายาวเวลาจะเล็งปืน เราเห็นอาการปวดหลัง อาการเหนื่อยหอบ หรือความหงุดหงิดเวลาเทคโนโลยีไม่เป็นใจ สิ่งเหล่านี้มันทำให้หนังมีเสน่ห์ครับ มันทำให้คนดูอย่างเรารู้สึก “เชื่อมโยง” กับตัวละครได้ง่ายขึ้น เราไม่ได้กำลังดูซูเปอร์ฮีโร่ แต่เรากำลังดู “คุณลุง” คนหนึ่งที่พยายามทำงานของเขาให้สำเร็จเพื่อจะได้กลับบ้านไปหาลูก
การปะทะกันของสองโลก (Clash of Worlds) อีกจุดที่บททำได้ดีคือการสร้างไดนามิก (Dynamic) ระหว่าง Tommy กับ Julian (Jeremy Ray Taylor) ครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องของคนแก่กับเด็ก แต่เป็นการปะทะกันของ “โลกอนาล็อกที่เปื้อนเลือด” กับ “โลกดิจิทัลที่เปื้อนจินตนาการ” Julian ไม่ใช่แค่เด็กอ่อนแอที่รอให้พระเอกไปช่วย แต่เขาเป็นตัวแทนของเด็ก Gen Z (หรือ Gen Alpha) ที่มองโลกในมุมที่ต่างออกไป การที่หนังให้ Julian เป็นเด็กเนิร์ดที่ชอบ LARPing (การแต่งคอสเพลย์สวมบทบาท) มันเป็นการเปรียบเทียบที่น่าสนใจมากครับ เพราะในขณะที่ Tommy ฆ่าคนจริงๆ เพื่อความอยู่รอด Julian กลับ “เล่น” เป็นนักรบในโลกสมมติ เมื่อสองสิ่งนี้มาเจอกัน มันเกิดเคมีที่น่าสนใจ บทสนทนาที่เสียดสีกันระหว่าง “การฆ่าคนจริงๆ” กับ “การตีบอสในเกม” มันสะท้อนมุมมองที่แตกต่างและสร้างเสียงหัวเราะได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพยายามยัดเยียดมุกตลกโปกฮาเข้ามา

2. การแสดงและเคมีนักแสดง หัวใจสำคัญที่แบกหนังทั้งเรื่อง
ถ้าบทหนังคือกระดูกสันหลัง การแสดงในเรื่องนี้ก็คือ “หัวใจ” ที่สูบฉีดเลือดให้หนังมีชีวิตครับ ผมกล้าพูดเลยว่าถ้าไม่ได้แคสติ้งชุดนี้ London Calling อาจจะเป็นแค่หนังเกรด B ธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง
Josh Duhamel การกลับมาที่สมศักดิ์ศรี เราเห็น Josh Duhamel เล่นหนังมาหลายแนว ทั้ง Rom-Com, Action, หรือดราม่า แต่ในเรื่องนี้ เขามีเสน่ห์แบบ “Rugged Charm” (เสน่ห์แบบดิบๆ เซอร์ๆ) ที่พุ่งพล่านมากครับ เขาถ่ายทอดแววตาของคนที่ “เหนื่อยกับชีวิต” ได้อย่างยอดเยี่ยม สายตาของ Tommy ในเรื่องไม่ใช่สายตาของนักล่าผู้กระหายเลือด แต่เป็นสายตาของพนักงานออฟฟิศที่อยากจะตอกบัตรเลิกงานแล้วกลับบ้านไปนอนดูทีวี การแสดงออกทางสีหน้าเวลาที่เขาต้องรับมือกับความงี่เง่าของ Julian มันดูจริงมาก มันมีความเอ็นดูปนรำคาญ ซึ่งเป็นจุดที่ยากนะครับ ถ้าเล่นเยอะไปจะดูเกลียดเด็ก แต่ถ้าน้อยไปก็จะดูไม่อิน Josh รักษาสมดุลตรงนี้ได้พอดีเป๊ะ ทำให้เราเชื่อว่าลึกๆ แล้วเขาเริ่มแคร์เด็กคนนี้เหมือนลูกจริงๆ
Jeremy Ray Taylor มากกว่าแค่ตัวตลก น้อง Jeremy (ที่หลายคนจำได้จาก IT) พัฒนาฝีมือไปไกลมากครับ บท Julian ถ้าเล่นไม่ดีจะกลายเป็นตัวละครที่น่ารำคาญ (Annoying Sidekick) ได้ง่ายมาก แต่ Jeremy ทำให้ Julian ดูมีความ “น่ากอด” เขาทำให้คนดูเข้าใจว่า ภายใต้ความเนิร์ดและความอ่อนแอ มันคือความเหงาของเด็กที่พ่อไม่เคยเข้าใจ และพยายามหาพื้นที่ยืนในโลกของตัวเอง ฉากดราม่าเล็กๆ ระหว่างเขากับ Josh ในช่วงกลางเรื่อง เป็นซีนที่ผมชอบมาก มันไม่มีการฟูมฟาย แต่มันคือความเงียบที่สื่อสารกันระหว่างผู้ชายสองวัยที่ต่างก็มีปมในใจ Jeremy ส่งอารมณ์ทางสายตาได้ดีจนเราอดเอาใจช่วยไม่ได้
Aidan Gillen ตัวร้ายที่เรารักที่จะเกลียด คงไม่ต้องพูดเยอะสำหรับ Aidan Gillen (Littlefinger จาก Game of Thrones) การแสดงของเขาคือมาตรฐานระดับสูงอยู่แล้ว แม้บทตัวร้ายในเรื่องนี้จะดูเป็นสูตรสำเร็จ (มาเฟียอังกฤษผู้ดีแต่โหด) แต่ Aidan ใส่จริตจะก้านและความจิตลงไปทำให้ทุกซีนที่เขาออกมาดูน่าเกรงขามและน่าหมั่นไส้ไปพร้อมๆ กัน น้ำเสียงสำเนียงอังกฤษที่นุ่มนวลแต่เชือดเฉือนของเขา คือสิ่งที่ยกระดับความตึงเครียดของหนังได้ดีเยี่ยม
3. งานภาพและโปรดักชัน (Cinematography & Production Design)
แม้จะเป็นหนังที่เน้นความฮาและแอ็กชัน แต่ผมสังเกตเห็นความพิถีพิถันในงานด้านภาพของผู้กำกับ Allan Ungar อย่างชัดเจนครับ
การใช้สีเล่าเรื่อง (Color Grading) หนังแบ่งโทนสีชัดเจนมากระหว่างสองโลเคชั่นหลัก
- London ภาพจะออกโทนเย็น สีเทาๆ ฟ้าๆ หม่นๆ (Desaturated) สะท้อนถึงความตึงเครียด อดีตที่มืดมน และความอันตรายที่ Tommy ทิ้งไว้ข้างหลัง
- Los Angeles ภาพตัดมาเป็นโทนอุ่น สีส้มทอง แสงแดดจ้า (Saturated) ซึ่งสะท้อนถึงความหวังใหม่ แต่ในขณะเดียวกัน แสงแดดที่จ้าเกินไปก็สะท้อนถึงความ “ปลอมเปลือก” ของวงการมายาใน LA ที่ Tommy ต้องมาเผชิญ การตัดสลับและเปลี่ยนแปลงโทนสีนี้ช่วยคุมอารมณ์คนดูได้ดี โดยที่เราไม่รู้ตัว ทำให้หนังไม่ดูแบนราบจนเกินไป
ฉากแอ็กชัน (Action Sequence) ต้องชมว่าผู้กำกับ Allan Ungar เข้าใจธรรมชาติของหนังแอ็กชันยุคใหม่ เขาไม่ได้ใช้เทคนิค Shaky Cam (กล้องสั่น) จนดูไม่รู้เรื่องแบบหนังบางเรื่อง การถ่ายทำฉากต่อสู้ค่อนข้างนิ่ง (Steady) และเน้นให้เห็นท่วงท่าชัดเจน สิ่งที่น่าสนใจคือ การออกแบบคิวบู๊ (Choreography) ที่สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ พระเอกไม่ได้ต่อสู้สวยงามแบบกังฟู แต่สู้แบบ “มวยวัดผสมยุทธวิธี” (Tactical Brawler) เน้นความรุนแรง รวดเร็ว และใช้สิ่งของรอบตัว และที่สำคัญ คือมีการใส่ “ความผิดพลาด” ลงไปในคิวบู๊ด้วย เช่น ต่อยแล้วเจ็บมือเอง หรือกระโดดแล้วเข่าทรุด ซึ่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละครับที่ทำให้ฉากแอ็กชันดู “สมจริง” และ “สนุก” ขึ้นเป็นกอง มันทำให้เรารู้สึกลุ้นว่า “เฮ้ย ลุงจะรอดไหมเนี่ย” แทนที่จะมั่นใจว่าพระเอกต้องชนะใสๆ

4. ประเด็นสาระที่ซ่อนอยู่ ความเป็นพ่อและการส่งต่อ (Fatherhood & Legacy)
ภายใต้ฉากยิงกันสนั่นและการขับรถไล่ล่า สิ่งที่ London Calling ต้องการสื่อจริงๆ คือเรื่องของ “ความเป็นพ่อ” (Fatherhood) ครับ เรามี Tommy ที่ทิ้งลูกตัวเองมา และพยายามชดเชยความผิดนั้นผ่านการดูแล Julian เรามีพ่อของ Julian (Benson) ที่เป็นมาเฟียขาใหญ่ แต่ไม่รู้วิธีคุยกับลูกตัวเอง และพยายามยัดเยียดความเป็นชายในแบบของตัวเองให้ลูก หนังกำลังตั้งคำถามว่า “ความเป็นลูกผู้ชาย” หรือ “ความเข้มแข็ง” ที่แท้จริงคืออะไร? Tommy สอน Julian ให้ยิงปืนและต่อสู้ แต่ในทางกลับกัน Julian ก็สอน Tommy เรื่องความอ่อนโยน และการยอมรับตัวตนของคนอื่น บทสรุปของหนังจึงไม่ใช่แค่การที่เด็กเนิร์ดกลายเป็นนักฆ่า หรือนักฆ่ากลายเป็นคนดี แต่มันคือการที่ทั้งสองฝ่ายเรียนรู้ที่จะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็น และเติบโตไปพร้อมๆ กัน
5. สรุปภาพรวม ทำไมคุณควรดู London Calling (2025)?
ถ้าจะให้ผมสรุปสั้นๆ ว่า London Calling เป็นหนังแบบไหน ผมขอเรียกว่ามันเป็น “Comfort Food ของคอหนังแอ็กชัน” ครับ มันเหมือนข้าวผัดกะเพราไข่ดาวร้านประจำ ที่เรารู้อยู่แล้วว่ารสชาติจะเป็นยังไง แต่มันอร่อย มันอิ่ม และมันทำให้เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้กิน
หนังเรื่องนี้ไม่ได้พยายามจะคว้ารางวัลออสการ์ ไม่ได้พยายามจะทำลายสถิติ Box Office ด้วย CGI อลังการพันล้าน แต่มันทำหน้าที่ของ “ภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- มันตลกในจังหวะที่ควรตลก
- มันซึ้งในจังหวะที่ควรซึ้ง
- และมันตื่นเต้นในจังหวะที่ควรตื่นเต้น
จุดสังเกต แน่นอนว่าหนังยังมีจุดอ่อนบ้าง เช่น พล็อตบางช่วงที่เดาง่ายเกินไป หรือตัวละครประกอบบางตัวที่ดูไร้มิติ แต่เมื่อเทียบกับความบันเทิงที่ได้รับ ผมถือว่าเป็นจุดบกพร่องที่มองข้ามได้ครับ
คำแนะนำสุดท้าย ถ้าคุณกำลังมองหาหนังไว้ดูคลายเครียดในวันหยุด หรืออยากพาพ่อไปดูหนังที่ท่านน่าจะอิน (เพราะตัวเอกวัยใกล้เคียงกัน) หรือแม้แต่จะไปเดทกับแฟนที่ชอบหนังดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน London Calling คือตัวเลือกที่ผมเชียร์สุดใจครับ รับรองว่าเดินออกจากโรงมา คุณจะมีรอยยิ้มเปื้อนหน้า และอาจจะเผลอรักตัวละครคู่หูคู่นี้โดยไม่รู้ตัว
นี่คือหนังที่พิสูจน์ว่า “พล็อตเก่า” ถ้าอยู่ในมือของ “คนเล่าเรื่องที่เก่ง” และ “นักแสดงที่ใช่” มันก็ยังทรงพลังและสร้างความประทับใจได้เสมอครับ

คะแนนความชอบส่วนตัว 8/10 (ตัดคะแนนความจำเจของบท แต่บวกเพิ่มให้เคมีนักแสดงและความฮาครับ)
นักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง London Calling (2025) พร้อมประวัติย่อและผลงานเด่นของแต่ละท่านครับ
1. Josh Duhamel (จอร์ช ดูฮาเมล)
รับบท Tommy Ward — นักฆ่ามือเก๋าที่กำลังประสบวิกฤตวัยกลางคน
- ประวัติย่อ จอร์ช ดูฮาเมล เป็นนักแสดงและนายแบบชาวอเมริกัน เริ่มต้นอาชีพจากการเป็นนายแบบก่อนจะเข้าสู่วงการบันเทิง เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากบทบาทผู้พัน William Lennox ในแฟรนไชส์ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ Transformers ของ Michael Bay นอกจากนี้เขายังโดดเด่นในบทพระเอกหนังรักโรแมนติกและคอมเมดี้ ด้วยบุคลิกที่ดูอบอุ่นแต่ก็มีความเท่แบบผู้ชายลุยๆ ทำให้เขามักได้รับบทที่ผสมผสานระหว่างแอ็กชันและความตลกอยู่เสมอ
- ผลงานเด่น
- Transformers (1-3 และ The Last Knight)
- Safe Haven (หนังสั้นรักโรแมนติก คู่กับ Julianne Hough)
- Shotgun Wedding (เล่นคู่กับ Jennifer Lopez)
- Bandit (ภาพยนตร์อาชญากรรมที่เขาได้รับคำชมอย่างมาก ร่วมงานกับผู้กำกับ Allan Ungar คนเดียวกับเรื่องนี้)
2. Jeremy Ray Taylor (เจเรมี เรย์ เทย์เลอร์)
รับบท Julian — ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเจ้าพ่อมาเฟีย แต่มีนิสัยเป็นเด็กเนิร์ดรักสงบ
- ประวัติย่อ เจเรมี เป็นนักแสดงรุ่นใหม่ที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากบทบาท Ben Hanscom (เด็กอ้วนขี้อายแต่ฉลาด) ในภาพยนตร์สยองขวัญระดับตำนานเรื่อง IT (2017) และ IT Chapter Two เขาได้รับการยกย่องว่ามีฝีมือการแสดงที่เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะบทเด็กที่ดูไม่มีพิษมีภัยและมีความใสซื่อ ทำให้คนดูตกหลุมรักตัวละครของเขาได้ง่าย
- ผลงานเด่น
- IT และ IT Chapter Two
- Goosebumps 2 Haunted Halloween
- Senior Year (ภาพยนตร์คอมเมดี้ทาง Netflix)
3. Aidan Gillen (ไอแดน กิลเลน)
รับบท Freddy Darby — เจ้าพ่อมาเฟียลอนดอนผู้โหดเหี้ยม คู่ปรับตัวฉกาจของพระเอก
- ประวัติย่อ นักแสดงชาวไอริชฝีมือฉกาจ ผู้มักจะถูกจดจำในบทบาทของตัวละครที่มีความซับซ้อน เจ้าเล่ห์ หรือตัวร้ายที่มีเสน่ห์ บทบาทที่สร้างชื่อเสียงให้เขาโด่งดังไปทั่วโลกคือ Petyr ‘Littlefinger’ Baelish จอมวางแผนผู้เลือดเย็นในซีรีส์มหากาพย์ Game of Thrones การแสดงของเขามักจะมีเอกลักษณ์ที่น้ำเสียงและการใช้สายตาที่ยากจะคาดเดา
- ผลงานเด่น
- Game of Thrones (รับบท Littlefinger)
- Peaky Blinders (รับบท Aberama Gold)
- The Maze Runner The Scorch Trials & The Death Cure (รับบท Janson)
- Bohemian Rhapsody (รับบท John Reid ผู้จัดการวง Queen)
4. Rick Hoffman (ริค ฮอฟฟ์แมน)
รับบท Benson — หัวหน้าแก๊งอาชญากรในอเมริกา ผู้เป็นพ่อของ Julian
- ประวัติย่อ ริค ฮอฟฟ์แมน เป็นนักแสดงคาแรคเตอร์ที่มีเอกลักษณ์สูงมาก เขามักจะได้รับบทคนที่ดูแปลกๆ ขี้โวยวาย หรือคนที่มีความเข้มงวดแต่ลึกๆ แล้วตลก เขาโด่งดังเป็นพลุแตกจากบท Louis Litt ทนายความฝีมือดีแต่ขี้น้อยใจในซีรีส์ยอดฮิตเรื่อง Suits ซึ่งเป็นบทบาทที่ทำให้เขาเป็นที่รักของแฟนซีรีส์ทั่วโลก
- ผลงานเด่น
- Suits (รับบท Louis Litt นานถึง 9 ซีซั่น)
- Hostel
- Billions (ซีรีส์ดราม่าการเงิน)
การรวมตัวของนักแสดงชุดนี้ถือเป็นการผสมผสานที่ลงตัวมากครับ ระหว่างความเท่ของ Josh Duhamel, ความน่าเอ็นดูของ Jeremy Ray Taylor, ความน่าเกรงขามของ Aidan Gillen และความฮาแบบหน้าตายของ Rick Hoffman ทำให้ London Calling มีสีสันของตัวละครที่หลากหลายและน่าติดตามครับ movieseries