รีวิว A Writer’s Odyssey 2 (2025) จอมยุทธ์ทะลุภพ 2

เรื่องย่อของภาพยนตร์ A Writer’s Odyssey 2 (จอมยุทธ์ทะลุภพ 2) ซึ่งเข้าฉายในช่วงปลายปี 2025 ครับ

ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อเรื่อง A Writer’s Odyssey 2 (Assassin in Red 2 / 刺杀小说家2)
  • ผู้กำกับ ลู่หยาง (Lu Yang) – ผู้กำกับคนเดิมจากภาคแรก
  • นักแสดงนำ ตงจื่อเจี้ยน (Dong Zijian), เหลยเจียอิน (Lei Jiayin), เติ้งเชา (Deng Chao), ติงเฉิงซิน (Ding Chengxin)
A Writer’s Odyssey 2 (2025)

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวสานต่อจากภาคแรก หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้ระยะหนึ่ง “ลู่คงเหวิน” (รับบทโดย ตงจื่อเจี้ยน) นักเขียนนิยายหนุ่มต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตครั้งใหม่ เมื่อเขาตกหลุมพรางของแรงยั่วยวนบางอย่างที่ไม่อาจต้านทานได้ ส่งผลให้ทั้งตัวเขาในโลกความจริงและตัวละครในโลกนิยายต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่

ในภาคนี้ ศัตรูเก่าอย่าง “จอมมารผมแดง” (Redmane) ที่ควรจะจบสิ้นไปแล้ว กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาในรูปแบบใหม่ (รับบทโดย เติ้งเชา) และพยายามล่อลวงให้ลู่คงเหวินเปลี่ยนตอนจบของนิยายจากธรรมะชนะอธรรม ให้กลายเป็นเรื่องราวแห่งความสิ้นหวัง ลู่คงเหวินต้องร่วมมือกับ “กวนหนิง” (รับบทโดย เหลยเจียอิน) และตัวละครในนิยายของเขา เพื่อต่อสู้กับด้านมืดในจิตใจตนเองและกอบกู้ทั้งสองโลกก่อนที่เส้นแบ่งระหว่างความจริงกับจินตนาการจะพังทลายลงอย่างสมบูรณ์

รีวิว (Review)

คะแนนโดยรวมจากนักวิจารณ์ต่างประเทศ ประมาณ 7/10

จุดเด่น (Pros)

  • งานภาพและ CG อลังการขึ้น หากใครประทับใจงานวิชวลเอฟเฟกต์จากภาคแรก ภาคนี้ยกระดับขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะการออกแบบเมืองในโลกแฟนตาซีและการต่อสู้ที่มีความเป็น “สุนทรียะแบบตะวันออก” (Oriental Aesthetics) อย่างชัดเจน
  • ปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ภาคแรกเน้นเรื่องความรักของพ่อที่มีต่อลูก แต่ภาคนี้ขยับไปสำรวจ “ความหมายของการมีชีวิตอยู่” และ “จิตวิญญาณของผู้สร้างสรรค์งานศิลปะ” (The struggle of creation) ทำให้เนื้อหาดูเป็นผู้ใหญ่และซับซ้อนขึ้น
  • การแสดง ตงจื่อเจี้ยน รับบทหนักในการแสดงอารมณ์ความสับสนและด้านมืดของจิตใจได้ดีมาก ในขณะที่ตัวละครใหม่อย่างเติ้งเชา ก็เข้ามาเพิ่มสีสันและความน่าเกรงขามให้กับเรื่อง

จุดสังเกต (Cons)

  • บทมีความซับซ้อนและสับสน เนื่องจากหนังพยายามเล่นประเด็น Meta (โลกความจริงซ้อนโลกนิยาย) มากขึ้น ทำให้บางช่วงการเล่าเรื่องดูสะเปะสะปะและเข้าใจยาก โดยเฉพาะในครึ่งหลังของเรื่องที่มีการตัดสลับไปมาจนคนดูอาจหลุดโฟกัสได้
  • จังหวะการดำเนินเรื่อง (Pacing) ช่วงกลางเรื่องอาจจะดูยืดเยื้อเล็กน้อยเมื่อเทียบกับฉากแอ็กชันในช่วงท้าย

สรุป A Writer’s Odyssey 2 เป็นภาคต่อที่สมศักดิ์ศรีในแง่ของงานสร้างและจินตนาการ ใครที่ชอบหนังแนวแฟนตาซีจีนที่มีงานภาพสวยแปลกตาและพล็อตเรื่องที่ต้องขบคิดตาม น่าจะถูกใจเรื่องนี้ครับ แม้บทอาจจะไม่คมเท่าภาคแรก แต่ความอลังการนั้นจัดเต็มแน่นอน

นี่คือบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่อง A Writer’s Odyssey 2 (2025) ในรูปแบบบทวิเคราะห์เจาะลึก เน้นความรู้สึกหลังดู งานภาพ และการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อซ้ำครับ

Review A Writer’s Odyssey 2 – เมื่อ “จินตนาการ” กลายเป็นดาบสองคมที่กรีดแทงผู้สร้าง

หากภาคแรกคือการแนะนำให้เรารู้จักกับคอนเซปต์สุดล้ำที่ว่า “สิ่งที่เขียนในนิยาย ส่งผลต่อโลกความเป็นจริง” ภาคสองนี้ ผู้กำกับ ลู่หยาง (Lu Yang) ไม่ได้ทำแค่ขยายสเกลของจักรวาลนั้นให้ใหญ่ขึ้น แต่เขากำลังพาเราดำดิ่งลงไปสำรวจ “ก้นบึ้งของจิตใจคนทำงานศิลปะ” ที่มืดหม่น บิดเบี้ยว และงดงามอย่างน่าประหลาด

นี่ไม่ใช่หนังแอ็กชันแฟนตาซีดาดๆ ที่ขายแค่ CG ตูมตาม แต่มันคือจดหมายรัก (และจดหมายลาตาย) ของนักเขียน ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านภาษาภาพยนตร์ที่ฉูดฉาดที่สุดเรื่องหนึ่งของปี 2025

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความซับซ้อนที่เดิมพันด้วย “จิตวิญญาณ”

ถ้าภาคแรกคือการต่อสู้เพื่อ “ความหวัง” (การตามหาลูกสาว) ภาคนี้คือการต่อสู้เพื่อ “ตัวตน”

บทหนังในภาคนี้กล้าหาญมากที่ลดทอนความแมส (Mass) ลง แล้วหันไปเล่นกับปรัชญาว่าด้วย “The Death of the Author” หรือความตายของผู้ประพันธ์ ในเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งขึ้น เราไม่ได้เห็นแค่ ลู่คงเหวิน (พระเอก) เขียนนิยายเพื่อสู้กับตัวร้ายอีกต่อไป แต่เรากำลังเห็นเขาสู้กับ “ด้านมืดในใจตัวเอง”

หนังตั้งคำถามที่น่าสนใจมากว่า เมื่อตัวละครในนิยายเริ่มมีเจตจำนงของตัวเอง นักเขียนยังคงเป็นพระเจ้าอยู่หรือไม่?

ความน่าสนใจคือการที่บทหนังเล่นกับเส้นแบ่งระหว่างความจริงกับจินตนาการที่พร่าเลือนจนคนดูแทบแยกไม่ออก ในช่วงครึ่งแรกบททำหน้าที่ปูพรมความตึงเครียดทางจิตวิทยาได้ดีเยี่ยม เราจะรู้สึกอึดอัดไปพร้อมกับตัวเอกที่แยกไม่ออกว่าเสียงที่ได้ยินคือเสียงในหัว หรือเสียงจากโลกแฟนตาซี การเล่าเรื่องแบบ Non-linear ในบางจุดอาจทำให้คนดูทั่วไปรู้สึกสับสนบ้าง แต่สำหรับคอหนังที่ชอบการขบคิด มันคือความท้าทายที่หอมหวาน

อย่างไรก็ตาม จุดสังเกตของบทในภาคนี้คือความทะเยอทะยานที่มากเกินไป พยายามใส่ Sub-plot ของตัวละครใหม่ๆ เข้ามาเยอะจนบางครั้งแย่งซีนเส้นเรื่องหลัก ทำให้ความผูกพันทางอารมณ์ที่ควรจะพีคในตอนท้าย กลับดูลดทอนพลังลงไปนิดหน่อยเมื่อเทียบกับภาคแรกที่มีแกนเรื่องพ่อ-ลูกที่แข็งแรงมาก

2. งานภาพและสุนทรียะ (Visuals & Aesthetics) งานศิลป์ระดับ Masterpiece

ต้องยอมรับว่า “งานภาพ” คือพระเอกตัวจริงของหนังเรื่องนี้ ทีมงาน Visual Effects จากจีนได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขาก้าวข้ามมาตรฐานเดิมๆ ไปไกลมาก

  • โลกแฟนตาซี (The Alternate World) ภาคนี้มีการออกแบบเมืองและสภาพแวดล้อมที่ผสมผสานระหว่าง “Cyberpunk” และ “Traditional Wuxia” (กำลังภายในดั้งเดิม) ได้อย่างลงตัวจนน่าขนลุก เราจะได้เห็นสถาปัตยกรรมจีนโบราณที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันสีพิษและแสงไฟนีออนที่ดูผิดที่ผิดทาง แต่มันกลับสร้างบรรยากาศที่ดูขลังและอันตราย
  • การออกแบบตัวละคร (Creature Design) หากคุณประทับใจยักษ์ตาเดียวหรือนักรบเกราะแดงในภาคแรก ภาคนี้คุณจะทึ่งกับ “กองทัพปีศาจ” ชุดใหม่ที่มีดีไซน์เชิงนามธรรมมากขึ้น ศัตรูในภาคนี้ไม่ได้ดูเป็นแค่สัตว์ประหลาด แต่ดูเหมือนงานศิลปะที่บิดเบี้ยว (Grotesque Art) การเคลื่อนไหวของ CG มีน้ำหนัก สัมผัสได้ถึงแรงกระแทก ความหนืด และความเจ็บปวดจริง
  • การใช้สี (Color Grading) ลู่หยางยังคงใช้คู่สีที่ตัดกันอย่างรุนแรง (แดง-น้ำเงิน, ส้ม-เขียว) เพื่อสื่อถึงอารมณ์ที่แปรปรวนของตัวละคร ฉากต่อสู้กลางสายฝนเลือด (Blood Rain) คือซีนที่สวยงามราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่เคลื่อนไหวได้ มันคือความโหดร้ายที่ถูกฉาบด้วยความงดงามทางศิลปะ

3. การแสดง (Acting Performance) การแบกรับความบ้าคลั่ง

  • ตงจื่อเจี้ยน (Dong Zijian) ในบท ลู่คงเหวิน / จอมยุทธ์น้อย ในภาคนี้ ตงจื่อเจี้ยน ต้องรับบทที่หนักหนากว่าเดิมมาก เขาต้องเล่นเป็นคนที่มีภาวะ PTSD จากเหตุการณ์ภาคแรก ทั้งดูเปราะบาง สับสน และใกล้จะสติแตก ในขณะเดียวกันเมื่อตัดสลับไปเป็น “จอมยุทธ์น้อย” ในโลกนิยาย เขากลับต้องแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่ไร้เดียงสา การแสดงของเขาทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่า คนเขียนกับตัวละครคือคนคนเดียวกันที่อยู่คนละด้านของเหรียญ สายตาของเขาในช่วงที่ต้องตัดสินใจเขียนตอนจบ คือไฮไลท์ทางการแสดงที่ทำให้คนดูต้องกลั้นหายใจ
  • เหลยเจียอิน (Lei Jiayin) ในบท กวนหนิง แม้ภาคนี้บทบาทของเขาจะถูกลดทอนลงมาเป็นผู้สนับสนุน (Supporter) มากขึ้น แต่ทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว เขาคือ “สมอเรือ” ที่ยึดเหนี่ยวคนดูไว้กับความจริง ท่ามกลางความบ้าคลั่งของพล็อตเรื่อง ความเป็นพ่อที่ผ่านโลกมามากของเขาช่วยเบรกอารมณ์หนังไม่ให้ล่องลอยจนเกินไป เคมีระหว่างเขากับตงจื่อเจี้ยนยังคงแข็งแรงและน่าประทับใจ
  • เติ้งเชา (Deng Chao) และ ติงเฉิงซิน (Ding Chengxin) การเข้ามาของนักแสดงชุดใหม่ช่วยเติมเต็มมิติของเรื่องราวได้ดี โดยเฉพาะเติ้งเชาที่สลัดภาพจำเดิมๆ มารับบทที่มีความลึกลับและน่าเกรงขาม การแสดงของเขาเล่นน้อยแต่ได้มาก ใช้สายตาและน้ำเสียงข่มขวัญคู่ต่อสู้ได้อย่างอยู่หมัด

บทสรุปและความรู้สึกหลังดู

A Writer’s Odyssey 2 ไม่ใช่หนังที่ดูเพื่อความบันเทิงแบบ “ถอดสมอง” แต่มันคือหนังที่เรียกร้องการมีส่วนร่วมจากคนดู ให้ช่วยประกอบชิ้นส่วนความจริงที่กระจัดกระจาย

มันคือหนังที่พูดถึง “อำนาจของวรรณกรรม” ได้อย่างทรงพลังที่สุดเรื่องหนึ่ง มันบอกเราว่า บางครั้งคนเราก็เขียนเรื่องราวเพื่อหนีจากความจริง แต่สุดท้ายความจริงก็จะไล่ล่าเราผ่านเรื่องราวที่เราเขียนนั่นแหละ

ถึงแม้จะมีจุดแผลเรื่องความเยิ่นเย้อและการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนเกินความจำเป็นไปบ้าง แต่เมื่อแลกกับประสบการณ์ทางสายตาที่แปลกใหม่ งานโปรดักชั่นที่ประณีตทุกกระเบียดนิ้ว และแก่นเรื่องที่กระแทกใจคนมีความฝัน หนังเรื่องนี้จึงคุ้มค่าทุกนาทีที่เสียไป

คะแนนความน่าสนใจ

  • เนื้อเรื่อง 8/10 (ลึกซึ้ง แต่ต้องตั้งใจดูมาก)
  • งานภาพ 10/10 (ไม่มีข้อกังขา นี่คือ Top Tier ของเอเชีย)
  • การแสดง 9/10 (ตงจื่อเจี้ยน มอบการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิต)

คำนิยามสั้นๆ “สวยงาม บ้าคลั่ง และเจ็บปวด… นี่คืองานศิลปะที่ปลอมตัวมาเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์”

ประวัติย่อและบทบาทของนักแสดงหลักในภาพยนตร์ A Writer’s Odyssey 2 (2025) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของนักแสดงยอดฝีมือชุดเดิมและซูเปอร์สตาร์หน้าใหม่ที่เข้ามาเสริมทัพครับ

1. ตงจื่อเจี้ยน (Dong Zijian | 董子健)

รับบท ลู่คงเหวิน (Lu Kongwen) – นักเขียนนิยายหนุ่มผู้กุมชะตาของโลกแฟนตาซี และ จอมยุทธ์น้อย (ในโลกนิยาย)

  • ประวัติย่อ ตงจื่อเจี้ยน (เกิดปี 1993) เป็นหนึ่งในนักแสดงรุ่นใหม่ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในจีน เขาไม่ใช่ดาราที่ขายหน้าตาพิมพ์นิยม แต่โดดเด่นด้วยทักษะการแสดงที่เป็นธรรมชาติและลึกซึ้ง เขาแจ้งเกิดจากภาพยนตร์เรื่อง Young Style (2013) ซึ่งทำให้เขาได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลม้าทองคำ (Golden Horse Awards) ตั้งแต่อายุยังน้อย
  • ผลงานเด่น Mountains May Depart (2015), Ash Is Purest White (2018), Big River (ซีรีส์)
  • สไตล์การแสดง มีความ “Less is More” เล่นน้อยแต่สื่ออารมณ์ทางสายตาได้ดีเยี่ยม เหมาะกับบทดราม่าที่ต้องแบกรับความกดดันทางจิตใจ

2. เหลยเจียอิน (Lei Jiayin | 雷佳音)

รับบท กวนหนิง (Guan Ning) – พ่อผู้ยอมทำทุกอย่างเพื่อลูกสาว และ นักรบเกราะแดง (ในโลกนิยาย)

  • ประวัติย่อ เหลยเจียอิน (เกิดปี 1983) หรือที่แฟนๆ เรียกกันเล่นๆ ว่า “พี่หัวโต” (Big Head) เป็นนักแสดงระดับ A-List ที่มหาชนรักมากที่สุดคนหนึ่งในจีน เขาเริ่มจากการเป็นนักแสดงละครเวที ก่อนจะโด่งดังเป็นพลุแตกจากความสามารถในการเล่นได้ทุกบทบาท ตั้งแต่ตลกหน้าตายไปจนถึงดราม่าเรียกน้ำตา
  • ผลงานเด่น The Longest Day in Chang’an (ฉางอันสิบสองชั่วโมง), Full River Red (2023), YOLO (2024)
  • สไตล์การแสดง มีเสน่ห์แบบ “คนธรรมดาที่จับต้องได้” (Relatable) การแสดงของเขามักจะมีความจริงใจ ดิบ และแข็งแกร่ง ทำให้คนดูเอาใจช่วยได้ง่าย

3. เติ้งเชา (Deng Chao | 邓超)

รับบท ตัวร้ายหลัก / จอมมารคนใหม่ (บทบาทสำคัญที่เพิ่มเข้ามาในภาค 2)

  • ประวัติย่อ เติ้งเชา (เกิดปี 1979) คือซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าของวงการบันเทิงจีน เป็นทั้งนักแสดง ผู้กำกับ และพิธีกรรายการดังอย่าง Running Man China เขาเป็นนักแสดงที่มีความสามารถรอบด้าน (Versatile) อย่างเหลือเชื่อ สามารถเล่นบทตลกคาเฟ่ได้พอๆ กับบทจักรพรรดิผู้เหี้ยมโหด
  • ผลงานเด่น The Mermaid (เงือกสาว ปัง ปัง), Shadow (จอมคนเงา), The Dead End
  • สไตล์การแสดง พลังการแสดงล้นเหลือ (High Energy) เขาสามารถเปลี่ยนบุคลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ในเรื่องเดียว การมารับบทร้ายในเรื่องนี้ถือเป็นไฮไลท์ที่ใช้ทักษะการแสดงอันน่าเกรงขามของเขาอย่างเต็มที่

4. ติงเฉิงซิน (Ding Chengxin | 丁程鑫)

รับบท ตัวละครลึกลับ (Key Character ฝั่งวัยรุ่นที่เป็นกุญแจสำคัญของภาคนี้)

  • ประวัติย่อ ติงเฉิงซิน (เกิดปี 2002) เป็นสมาชิกวงบอยแบนด์ชื่อดัง TNT (Teens in Times) ที่ผันตัวมาเป็นนักแสดง เขาได้รับการจับตามองอย่างมากในฐานะ “คลื่นลูกใหม่” โดยเฉพาะหลังจากโชว์ฝีมือในรายการ Actors Please Take Your Place 2 ซึ่งเขาได้รับคำชมจากผู้กำกับชั้นครูหลายคน
  • ผลงานเด่น Painted Skin (เวอร์ชันรายการทีวี), Stay With Me (2023)
  • สไตล์การแสดง มีความสดใหม่และหน้าตาที่ดูไร้เดียงสาแต่แฝงความดื้อรั้น เหมาะกับบทที่ต้องใช้เสน่ห์แบบวัยรุ่นและการต่อสู้ที่ว่องไว

เกร็ดเพิ่มเติม เคมีระหว่าง ตงจื่อเจี้ยน และ เหลยเจียอิน จากภาคแรกถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้หนังประสบความสำเร็จ และในภาคนี้ การได้รุ่นใหญ่อย่าง เติ้งเชา มาปะทะฝีมือ ยิ่งทำให้พาร์ทการแสดง (Acting Part) ของหนังมีความดุเดือดและเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *