รีวิว บันทึก หนานจิง ( Dead to Rights ) 2026 เมื่อเลนส์กล้องบันทึกความโหดร้าย

เรื่องย่อของภาพยนตร์เรื่อง “บันทึก หนานจิง” ซึ่งมีกำหนดเข้าฉายในไทยวันนี้ (8 มกราคม 2026) พอดีครับ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ (ชื่อภาษาอังกฤษ Dead to Rights หรือชื่อจีน Nanjing Zhaoxiang Guan) เป็นภาพยนตร์ดราม่าสงครามฟอร์มยักษ์ที่นำแสดงโดยดาราชั้นนำอย่าง หลิวฮาวหราน (Liu Haoran) ซึ่งพลิกบทบาทมารับเล่นหนังสงครามที่เครียดและจริงจัง

🎬 ข้อมูลทั่วไป

  • ชื่อเรื่อง บันทึก หนานจิง (Dead to Rights)
  • แนว ดราม่า / ประวัติศาสตร์ / สงคราม
  • ผู้กำกับ เซินอ่าว (Shen Ao)
  • นักแสดงนำ หลิวฮาวหราน, หวังฉวนจวิ่น, เกาเย่
  • ความยาว ประมาณ 135-137 นาที
  • วันที่เข้าฉายในไทย 8 มกราคม 2026
Dead to Rights

📝 เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงปี 1937 ท่ามกลางเหตุการณ์ความขัดแย้งที่รุนแรงและโหดร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์เอเชีย นั่นคือ “การสังหารหมู่ที่หนานจิง”

ตัวหนังเล่าผ่านสายตาของ สวี่หลิวฉาง (รับบทโดย หลิวฮาวหราน) พนักงานไปรษณีย์หนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด เขาตัดสินใจปลอมตัวเป็น “ช่างภาพ” ให้กับกองทัพญี่ปุ่น เพื่อใช้สถานะนี้เป็นเกราะกำบังในการเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ

ภายใต้ฉากหน้าที่ดูเหมือนผู้ให้ความร่วมมือ สวี่หลิวฉางต้องแบกรับความกดดันมหาศาล เขาใช้โอกาสนี้ในการแอบซ่อนตัวผู้ลี้ภัยและชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ไม่ให้ถูกจับกุม แต่ภารกิจที่สำคัญยิ่งกว่าคือการ “บันทึกภาพ” ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นจริง เพื่อเก็บรวบรวมเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ให้ความจริงถูกลบเลือน โดยต้องแลกมาด้วยการเดิมพันด้วยชีวิตของเขาเองในทุกวินาทีที่ลั่นชัตเตอร์

⭐ รีวิวและความน่าสนใจ (Review & Analysis)

1. การแสดงของ “หลิวฮาวหราน”

สำหรับแฟนคลับที่คุ้นเคยกับหลิวฮาวหรานจากบทบาทหนุ่มฉลาดขี้เล่น (เช่นใน Detective Chinatown) เรื่องนี้ถือเป็น Masterpiece ในการเปลี่ยนภาพลักษณ์ ของเขา ตัวละครต้องแสดงออกถึงความหวาดกลัว ความกดดัน และความกล้าหาญที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่ต้องฝืนยิ้มให้ศัตรู สายตาของเขาในเรื่องนี้จะเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดของยุคสมัยได้เป็นอย่างดี

2. มุมมองผ่านเลนส์กล้อง (Cinematography & Narrative)

จุดเด่นของเรื่องนี้คือการใช้ “กล้องถ่ายรูป” เป็นเครื่องมือเล่าเรื่อง หนังน่าจะเล่นกับ Contrast (ความขัดแย้ง) ระหว่างภาพที่กองทัพญี่ปุ่นต้องการให้ถ่าย (ภาพโฆษณาชวนเชื่อ) กับภาพความจริงที่ตัวเอกแอบถ่าย (ความโหดร้าย) การเล่าเรื่องแบบนี้ทำให้คนดูรู้สึกบีบคั้นหัวใจและลุ้นระทึกไปกับการซ่อนหลักฐาน มากกว่าแค่การสู้รบด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว

3. ความสมจริงและความหดหู่ (Atmosphere)

เนื่องจากสร้างจากเค้าโครงประวัติศาสตร์จริง (Nanjing Massacre) บรรยากาศของหนังจะมีความดิบ เถื่อน และบีบคั้นอารมณ์สูง งานโปรดักชั่นน่าจะเน้นสีโทนทึบ ฝุ่นควัน และซากปรักหักพัง เพื่อสะท้อนความสิ้นหวังของเมืองที่กำลังล่มสลาย

4. ประเด็นศีลธรรม (Moral Dilemma)

หนังตั้งคำถามที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเอาตัวรอด เราจะยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรมเพื่อรักษาชีวิต หรือจะยอมเสี่ยงตายเพื่อรักษาความจริง? ตัวเอกไม่ได้เป็นทหารที่เก่งกาจ แต่เป็นคนตัวเล็กๆ ที่ใช้ทักษะเท่าที่มีในการต่อสู้ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้คนดูเข้าถึงอารมณ์ได้ง่าย

🎯 สรุป ควรดูไหม?

  • เหมาะกับ คนที่ชอบหนังประวัติศาสตร์เข้มข้น, แฟนคลับหลิวฮาวหรานที่อยากเห็นบทบาทดราม่าหนักๆ, และคนที่สนใจเรื่องราวสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฝั่งเอเชีย
  • คำเตือน เนื่องจากเป็นหนังสงครามที่อิงประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ เนื้อหาและภาพบางส่วนอาจมีความรุนแรงและกระทบกระเทือนจิตใจสูง

นี่คือรีวิวเจาะลึกแบบ “จัดเต็ม” สำหรับภาพยนตร์ “บันทึก หนานจิง” ฉบับปี 2026 โดยเน้นไปที่การวิเคราะห์บทภาพยนตร์ งานภาพ และพลังทางการแสดง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อซ้ำครับ

รีวิว บันทึก หนานจิง (Dead to Rights) – เมื่อเลนส์กล้องหนักอึ้งกว่าปากกระบอกปืน

ถ้าคุณคิดจะเดินเข้าโรงหนังเพื่อไปดูฉากยิงกันสนั่นหวั่นไหวแบบหนังสงครามแอ็กชันฮอลลีวูด ผมขอให้คุณปรับจูนความรู้สึกใหม่เดี๋ยวนี้ เพราะ “บันทึก หนานจิง” ไม่ใช่หนังที่ทำมาเพื่อความบันเทิงในแง่นั้น แต่มันคือ “บันทึกทางจิตวิญญาณ” ที่จะกรีดลึกลงไปในความรู้สึกของคุณ มันคือหนังที่ทำให้เสียง “แชะ” ของชัตเตอร์กล้อง ฟังดูน่าสะพรึงกลัวและเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าเสียงระเบิด

ตลอดความยาวกว่า 2 ชั่วโมง สิ่งที่ผู้กำกับ เซินอ่าว ทำ ไม่ใช่แค่การฉายภาพประวัติศาสตร์ซ้ำ แต่คือการพาเราไปยืนอยู่ข้างหลังตัวละคร แล้วถามเราว่า “ถ้าเป็นคุณ… คุณจะกล้าลืมตาดูความจริงเหล่านี้ไหม?”

นี่คือบทวิเคราะห์เจาะลึกถึง 3 หัวใจหลักที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหนังสงครามที่ดีที่สุดของเอเชียในทศวรรษนี้

1. บทภาพยนตร์และการเล่าเรื่อง ความเงียบที่ตะโกนก้อง

สิ่งที่น่ายกย่องที่สุดของบทหนังเรื่องนี้ คือการเลือกที่จะ “ไม่เล่าเรื่องผ่านทหาร” แต่เลือกเล่าผ่าน “ช่างภาพ”

โดยปกติ หนังแนว The Massacre of Nanjing มักจะพาเราไปดูความโหดร้ายผ่านสายตาของผู้ถูกกระทำที่วิ่งหนีตาย หรือทหารที่จับปืนสู้จนตัวตาย แต่ “Dead to Rights” เลือกมุมมองที่บีบหัวใจกว่านั้น คือมุมมองของ “คนกลาง” ที่ต้องแฝงตัวอยู่กับศัตรู

ความอึดอัดระดับขีดสุด (Tension) บทหนังเขียนออกมาได้ฉลาดมากในการสร้างสถานการณ์ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” (Dilemma) ตลอดเวลา ตัวเอกอย่าง ‘สวี่หลิวฉาง’ ไม่ใช่ฮีโร่ผู้กล้าหาญตั้งแต่ต้น เขาคือคนธรรมดาที่กลัวตาย เขาต้องยิ้มให้ทหารญี่ปุ่น ต้องโค้งคำนับฆาตกร เพื่อแลกกับการได้มีชีวิตรอดและเข้าถึงพื้นที่หวงห้าม บทหนังขยี้จุดนี้ได้อย่างเจ็บแสบ ทุกครั้งที่เขากดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพโฆษณาชวนเชื่อให้ญี่ปุ่น (ภาพทหารญี่ปุ่นแจกขนมเด็ก) หนังจะตัดสลับ (Cut) ไปสู่ภาพความจริงที่เขาแอบถ่ายเก็บไว้ (ภาพทหารฆ่าพ่อแม่เด็กคนนั้น)

การเล่าเรื่องแบบนี้มันทรงพลังมาก มันไม่ได้แค่บอกว่า “ญี่ปุ่นโหดร้าย” แต่กำลังบอกว่า “ความจริงถูกบิดเบือนได้อย่างไร” หนังเล่นกับประเด็น Fake News และ Propaganda ในยุคสงครามโลกได้ทันสมัยและเชื่อมโยงกับคนยุคปัจจุบันอย่างน่าตกใจ

จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) หนังไม่ได้โหมใส่ความโหดร้ายแบบ Non-stop จนคนดูด้านชา แต่มีการผ่อนหนักผ่อนเบา ช่วงแรกหนังปูพื้นให้เห็นความหวังเล็กๆ การพยายามเอาตัวรอดแบบวันต่อวัน ก่อนที่จะค่อยๆ บีบคั้นตัวละครให้จนตรอก บทหนังค่อยๆ ลอกเปลือกความขลาดกลัวของตัวเอกออกทีละชั้น จนเหลือเพียงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ที่ทนเห็นเพื่อนมนุษย์ถูกกระทำไม่ได้อีกต่อไป จุดเปลี่ยน (Turning Point) ของเรื่องไม่ได้เกิดขึ้นด้วยคำพูดปลุกใจสวยหรู แต่เกิดขึ้นด้วย “ภาพ” ภาพเดียวที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล

2. งานภาพและสุนทรียะแห่งความตาย (Cinematography & Visuals)

งานภาพในเรื่องนี้สมควรได้รับรางวัลอย่างยิ่ง เพราะในเมื่อตัวเอกเป็นช่างภาพ มุมมองของหนัง (POV) จึงเปรียบเสมือนเลนส์กล้องตลอดเวลา

การใช้แสงและเงา (Lighting & Composition) ผู้กำกับภาพเลือกใช้โทนสีที่ “หม่นหมองและแห้งแล้ง” (Desaturated) เกือบจะเป็นสีซีเปียหรือขาวดำในบางฉาก เพื่อสะท้อนความไร้ชีวิตชีวาของเมืองหนานจิง แต่สิ่งที่โดดเด่นคือการใช้สี “แดง” ที่ตัดเข้ามาอย่างจงใจ ไม่ใช่แค่สีของเลือด แต่เป็นสีของแสงไฟใน “ห้องล้างรูป” (Darkroom)

ฉากในห้องล้างรูปคือ Masterpiece ของงานภาพอย่างแท้จริง แสงสีแดงสลัวๆ ที่ส่องกระทบใบหน้าของหลิวฮาวหรานขณะที่เขากำลังรอดูภาพค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนกระดาษ มันให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังมองดูวิญญาณคนตายที่ค่อยๆ ชัดเจนขึ้นมาทวงความยุติธรรม มันทั้งสวยงาม น่ากลัว และศักดิ์สิทธิ์ในเวลาเดียวกัน

เฟรมภาพที่เล่าเรื่อง (Framing) มีการใช้เฟรมภาพแบบ “กรอบซ้อนกรอบ” บ่อยครั้ง (มองผ่านหน้าต่าง มองผ่านรูรั่วของกำแพง หรือมองผ่านช่องมองภาพของกล้อง) เทคนิคนี้ทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเป็น “ผู้แอบดู” (Voyeur) ซึ่งสร้างความรู้สึกผิดและความหวาดระแวงไปพร้อมๆ กับตัวละคร เราจะรู้สึกอึดอัดเหมือนถูกขังอยู่ในซากปรักหักพังนั้นด้วย

นอกจากนี้ การถ่ายทำฉากสงครามไม่ได้เน้นความยิ่งใหญ่ (Epic) แบบมุมกว้างมากนัก แต่เน้นความโกลาหลแบบ Handheld ที่กล้องสั่นไหวตามลมหายใจและการวิ่งหนี มันทำให้ภาพที่ออกมาดู “จริง” (Raw) เหมือนเราดูฟุตเทจสารคดีมากกว่าดูหนังที่เซ็ตฉากขึ้นมา

3. การแสดง การระเบิดอารมณ์ที่ไร้เสียง

นี่คือส่วนที่ต้องปรบมือให้ดังที่สุด ถ้าไม่มีการแสดงชุดนี้ หนังอาจจะเป็นแค่หนังสงครามธรรมดา

หลิวฮาวหราน (Liu Haoran) กับการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิต ลืมภาพหนุ่มน้อยอัจฉริยะหน้าใสจาก Detective Chinatown ไปให้หมด ในเรื่องนี้ หลิวฮาวหราน “เปลือย” ตัวตนทางการแสดงออกมาจนหมดเปลือก

  • สายตา เขาเล่นกับ “ดวงตา” ได้น่าทึ่งมาก ในฉากที่ต้องเผชิญหน้ากับนายพลญี่ปุ่น ตาของเขาต้องแสดงความเคารพ (หลอกๆ) แต่ลึกๆ ต้องซ่อนความเกลียดชังและความกลัวเอาไว้ มันคือการแสดงซ้อนการแสดงที่ซับซ้อนมาก
  • ภาษากาย ท่าทางของเขาที่จับกล้อง มันไม่ใช่แค่การถืออุปกรณ์ แต่มันคือการกอด “อาวุธ” ชิ้นเดียวที่เขามี มือที่สั่นเทาตอนเปลี่ยนฟิล์มในสถานการณ์คับขัน ทำให้คนดูลุ้นจนแทบหยุดหายใจ
  • พัฒนาการตัวละคร เราจะเห็นเขาเปลี่ยนจากเด็กหนุ่มที่ดูสะอาดสะอ้าน กลายเป็นคนที่แตกสลาย (Broken) ทั้งร่างกายและจิตใจ แต่แววตากลับมุ่งมั่นขึ้นเรื่อยๆ ฉากที่เขาต้องกลั้นเสียงร้องไห้เพื่อไม่ให้ศัตรูได้ยิน คือฉากที่ทำลายล้างความรู้สึกคนดูได้อย่างราบคาบ

หวังฉวนจวิ่น (Wang Chuanjun) และ เกาเย่ (Gao Ye) นักแสดงสมทบระดับเทพที่เข้ามาเติมเต็มเรื่องราว หวังฉวนจวิ่น (จาก Dying to Survive) มอบการแสดงที่คาดเดาไม่ได้ เขาสร้างความตึงเครียดให้กับทุกฉากที่ปรากฏตัว การแสดงของเขาทำให้เราเห็นว่าในสงคราม “ความเป็นมนุษย์” มันเลือนหายไปได้ง่ายแค่ไหน ส่วนเกาเย่ ก็ถ่ายทอดบทบาทของผู้หญิงในสงครามได้อย่างแข็งแกร่งและน่าเวทนา เธอคือตัวแทนของความหวังที่ริบหรี่แต่ไม่ยอมมอดดับ

บทสรุป ทำไมต้องดู “บันทึก หนานจิง” ในปี 2026?

“บันทึก หนานจิง” ไม่ใช่หนังที่พยายามจะปลุกระดมความเกลียดชังชาตินิยม (ซึ่งเป็นกับดักที่หนังจีนหลายเรื่องพลาด) แต่มันก้าวข้ามไปสู่ความเป็นสากล

มันคือหนังที่ตั้งคำถามถึง “หน้าที่ของพยาน” ในยุคปัจจุบันที่เราทุกคนมีกล้องมือถือ เราทุกคนถ่ายภาพเหตุการณ์ต่างๆ ได้ง่ายดาย หนังเรื่องนี้พาเราย้อนกลับไปในวันที่การ “บันทึกความจริง” มีราคาที่ต้องจ่ายด้วย “ชีวิต”

หนังเรื่องนี้บอกเราว่า… ภาพถ่ายหนึ่งใบ อาจหยุดกระสุนไม่ได้ แต่มันหยุดการลืมเลือนได้ และการไม่ลืมเลือน คือการลงโทษอาชญากรที่สาสมที่สุด

สิ่งที่ได้จากการดูหนังเรื่องนี้

  1. ความสะเทือนใจ คุณจะร้องไห้ ไม่ใช่เพราะความเศร้าแบบฟูมฟาย แต่เพราะความอัดอั้นตันใจในชะตากรรมของมนุษย์
  2. ความเคารพ ต่อบรรพบุรุษและเหล่าวีรชนนิรนามที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อส่งต่อความจริง
  3. ศิลปะภาพยนตร์ คุณจะได้เสพงานภาพและการแสดงระดับ Masterclass ที่คุ้มค่าตั๋วทุกบาท

ถ้าคุณเป็นคอหนังที่ชอบงานดราม่าหนักๆ ชอบหนังที่ทิ้งตะกอนความคิดให้ตกผลึก และชอบดูการแสดงที่ “เชือดเฉือน” ด้วยสายตา “บันทึก หนานจิง” คือหนังที่คุณ “ห้ามพลาด” ด้วยประการทั้งปวง

นี่คือหนังที่จะทำให้คุณเดินออกจากโรงด้วยความเงียบ… แต่ในหัวของคุณจะเต็มไปด้วยเสียงกึกก้องของความจริง

คะแนนรีวิว 9/10 (หัก 1 คะแนนสำหรับความโหดร้ายที่อาจจะหนักหน่วงเกินไปสำหรับคนจิตใจอ่อนไหว แต่สำหรับคุณภาพหนัง… นี่คือคะแนนเต็มครับ)

นักแสดงหลักจากภาพยนตร์เรื่อง “บันทึก หนานจิง” (Dead to Rights / Nanjing Zhaoxiang Guan) พร้อมประวัติย่อและบทบาทในเรื่องครับ

1. หลิวฮาวหราน (Liu Haoran / 刘昊然)

  • รับบทสวี่หลิวฉาง (อาฉาง)
    • บทบาทในเรื่อง บุรุษไปรษณีย์หนุ่มที่ต้องปลอมตัวเป็นช่างภาพและเข้าไปทำงานในร้านถ่ายรูปเพื่อเอาชีวิตรอด เขาต้องเผชิญกับความกดดันจากการถูกกองทัพญี่ปุ่นใช้งาน ในขณะเดียวกันก็แอบซ่อนผู้ลี้ภัยและบันทึกภาพความจริงอันโหดร้าย
    • ประวัติย่อ ดาราหนุ่มระดับแถวหน้าของจีนที่โด่งดังสุดขีดจากบท “ฉินเฟิง” อัจฉริยะหนุ่มในแฟรนไชส์หนังนักสืบ Detective Chinatown (แก๊งม่วนป่วนเยาวราช) ทั้ง 3 ภาค ภาพจำของเขาคือเด็กหนุ่มฉลาด สดใส และเป็นที่รักของคนดู การมารับบทในเรื่องนี้ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญ (Transformation) มาสู่สายดราม่าที่หนักหน่วงและต้องใช้อารมณ์ลึกซึ้งที่สุดในชีวิตการแสดง

2. หวังฉวนจวิ่น (Wang Chuanjun / 王传君)

  • รับบทหวังกวงหาย
    • บทบาทในเรื่อง ล่ามภาษาญี่ปุ่นที่ทำงานให้กับกองทัพญี่ปุ่น (บางคนอาจมองว่าเป็นคนขายชาติ) เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแลกกับ “ใบผ่านทาง” ให้ครอบครัวและคนรักหนีออกจากเมือง เป็นตัวละครสีเทาที่มีความซับซ้อนทางอารมณ์สูงมาก
    • ประวัติย่อ นักแสดงสายฝีมือที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากภาพยนตร์เรื่อง Dying to Survive (2018) ซึ่งเขาได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากหลายเวที เขาขึ้นชื่อเรื่องการทุ่มเทให้กับบทบาทและการแสดงที่สมจริงจนน่าขนลุก มักได้รับบทที่ต้องแสดงความเจ็บปวดและความขัดแย้งภายในใจ

3. เกาเย่ (Gao Ye / 高叶)

  • รับบทหลินอวี่เซียะ
    • บทบาทในเรื่อง นักแสดงงิ้วสาวผู้มีความสัมพันธ์กับหวังกวงหาย เธอต้องใช้ทักษะการแสดงของเธอเพื่อเอาตัวรอดท่ามกลางทหารญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในคนที่สะท้อนภาพชะตากรรมของผู้หญิงในภาวะสงคราม
    • ประวัติย่อ นักแสดงหญิงเจ้าบทบาทที่เพิ่งแจ้งเกิดเปรี้ยงปร้างจนกลายเป็น “พี่สาวแห่งชาติ” จากซีรีส์ฮิตถล่มทลายเรื่อง The Knockout (2023) ในบทเจ๊ใหญ่ภรรยามาเฟีย เธอมีบุคลิกที่สง่างาม แข็งแกร่ง และมีเสน่ห์แบบนางพญา ซึ่งเข้ากับบทบาทหญิงแกร่งในเรื่องนี้เป็นอย่างดี

4. ไดอิชิ ฮาระชิมะ (Daichi Harashima / 原岛大地)

  • รับบทอิโตะ ฮิเดโอะ
    • บทบาทในเรื่อง ช่างภาพทหารญี่ปุ่นผู้ได้รับมอบหมายให้บันทึกภาพเพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ เขาคือคนที่เข้ามาตรวจสอบและใช้งานตัวเอก (สวี่หลิวฉาง) ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตัวเอกคือจุดศูนย์กลางความตึงเครียดของเรื่อง movieseries
    • ประวัติย่อ นักแสดงลูกครึ่งจีน-ญี่ปุ่น เริ่มเข้าวงการตั้งแต่เด็กจากภาพยนตร์เรื่อง Lost in Time (2003) เขามักได้รับบทที่ต้องสื่อสารสองวัฒนธรรมหรือบทชาวญี่ปุ่นในภาพยนตร์ฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่

นักแสดงสมทบอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • หวังเซียว (Wang Xiao) รับบท จินเฉิงซ่ง
  • โจวโยว่ (Zhou You) รับบท ซ่งชุนอี้
  • หยางเอิ้นโยว่ (Yang Enyou) นักแสดงเด็กฝีมือมหัศจรรย์จาก Lighting Up the Stars มารับบท จินหวันอี้

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *