สวัสดีครับชาว Binger ทุกท่าน! ต้อนรับเข้าสู่ปี 2026 อย่างเป็นทางการ เผลอแป๊บเดียวเราก็เดินทางมาถึงเดือนมกราคมปี 2026 กันแล้ว และแน่นอนว่า Netflix ก็ไม่ปล่อยให้เราเหงา เพราะเดือนเปิดศักราชใหม่นี้ พี่แกเล่นสาดคอนเทนต์ระดับ “Blockbuster” และ “Masterpiece” ลงมาแบบไม่เกรงใจเวลานอนของเราเลย
วันนี้ผมคัดมาให้เน้นๆหนัง Netflix 2026 10 เรื่องที่ “ต้องดู” ในเดือนมกราคม 2026 โดยเราจะข้ามเรื่องย่อแบบเดิมๆ ไป (เพราะเชื่อว่าทุกคนไปหาอ่านเองได้) แต่เราจะมาเจาะลึกกันแบบ “Deep Dive” ในเชิง ความรู้สึกหลังดู, งานภาพ (Cinematography), และพลังการแสดง แบบที่อ่านจบแล้วคุณจะตัดสินใจได้ทันทีว่าคืนนี้จะกดเพลย์เรื่องไหน

The Chronicles of Narnia The Magician’s Nephew (กำกับโดย Greta Gerwig)
แนว แฟนตาซี / ผจญภัย
ความรู้สึกและการดำเนินเรื่อง หนัง Netflix 2026 เปิดปีมาด้วยโปรเจกต์ยักษ์ที่เรารอกันมานานเกือบ 3 ปี ฝีมือ Greta Gerwig ไม่เคยทำให้ผิดหวัง การเล่าเรื่องในภาคนี้ไม่ใช่แค่หนังเด็กดูเพลิน แต่มันคือการ “รื้อสร้าง” (Deconstruct) โลกของนาร์เนียใหม่ จังหวะการเล่าเรื่องมีความเป็นวรรณกรรมสูงมาก ไม่ได้เร่งรีบฉากแอ็กชันตูมตามเหมือนหนังฮีโร่ แต่เน้นการสร้างบรรยากาศของ “เวทมนตร์ยุคเก่า” ที่ขลังและน่าเกรงขาม หนังพาเราดำดิ่งไปสู่ความเหงาของผู้สร้างโลกและความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ มันคือ Narnia ที่โตขึ้น ลึกซึ้งขึ้น และเจ็บปวดอย่างงดงาม
งานภาพ (Visuals) ต้องกราบงาน Art Direction! Greta เลือกใช้เทคนิคผสมผสานระหว่าง Practical Effects (ฉากจริง หุ่นเชิด) กับ CGI ได้อย่างแนบเนียน โทนสีของหนังไม่ใช่แฟนตาซีจ๋าๆ แบบลูกกวาด แต่มีความเป็นสีน้ำมัน (Oil Painting) ยุควิคตอเรียน แสงเงาในป่าระหว่างโลก (Wood between the Worlds) ถูกดีไซน์ให้ดูนิ่งสงบจนน่าขนลุก การใช้แสงธรรมชาติในการถ่ายทำทำให้ผิวของนักแสดงดูสมจริง ตัดกับความเหนือจริงของสัตว์วิเศษได้อย่างลงตัว มันคืองานศิลปะที่เคลื่อนไหวได้ชัดๆ
การแสดง นักแสดงเด็กหน้าใหม่ทำหน้าที่ได้ดี แต่คนที่ขโมยซีนคือ Tilda Swinton ที่กลับมาในบทบาทรับเชิญ (ในรูปแบบที่คุณคาดไม่ถึง) พลังการแสดงของเธอผ่านสายตานั้นเย็นยะเยือกแต่แฝงความเปราะบาง ส่วนบทศาสตราจารย์ที่ได้นักแสดงรุ่นเก๋ามาเล่นนั้น สื่อสารความ “Obsessed” หรือความหมกมุ่นในความรู้ออกมาได้จนเราทั้งเกลียดและสงสาร

Peaky Blinders The Immortal Man
แนว อาชญากรรม / ดราม่า / พีเรียด
ความรู้สึกและการดำเนินเรื่อง หนัง Netflix 2026 หลังจากจบซีรีส์ไปเมื่อหลายปีก่อน ในที่สุด Thomas Shelby ก็กลับมาในรูปแบบภาพยนตร์ และบอกเลยว่า “คุ้มค่าการรอคอย” ตัวหนังลดทอนความยืดเยื้อของซีรีส์ลง แล้วอัดแน่นด้วยความเข้มข้นระดับปรอทแตก การเล่าเรื่องในเวอร์ชันหนังมีความเป็น Cinematic สูงมาก มันไม่ใช่แค่ซีรีส์ตอนยาว แต่มันคือบทสรุปของยุคสมัย บทภาพยนตร์คมกริบ ทุกคำพูดเชือดเฉือนยิ่งกว่าใบมีดโกน บรรยากาศของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่กำลังคืบคลานเข้ามาทำให้หนังเรื่องนี้ตึงเครียดจนแทบกลั้นหายใจ
งานภาพ (Visuals) ความมืดคือเพื่อนแท้ของหนังเรื่องนี้ งานภาพยังคงเอกลักษณ์ High Contrast (แสงเงาตัดกันจัด) แต่ยกระดับสเกลให้ใหญ่ขึ้น ฉากระเบิดและฉากจลาจลในเบอร์มิงแฮมถูกถ่ายทอดออกมาได้ดิบเถื่อนและสวยงามในเวลาเดียวกัน ควันบุหรี่และฝุ่นควันจากโรงงานอุตสาหกรรมยังคงฟุ้งกระจายในทุกเฟรม สร้าง Texture ของภาพที่ดูสกปรกแต่เท่ระเบิด ผู้กำกับภาพเลือกใช้เลนส์ Anamorphic ที่ทำให้ภาพดูกว้างและบีบอัดอารมณ์ตัวละครให้ดูโดดเดี่ยวท่ามกลางความวุ่นวาย
การแสดง Cillian Murphy ในวัยที่ร่วงโรยขึ้น ยิ่งทำให้ Thomas Shelby ดูขลังขึ้น การแสดงของเขาในภาคนี้เน้น “ความนิ่งที่เสียงดังที่สุด” สายตาที่ว่างเปล่าแต่เต็มไปด้วยแผนการยังคงเป็นอาวุธหลัก แต่สิ่งที่เราเห็นเพิ่มมาคือความเปราะบางของร่างกายและจิตใจที่ใกล้พังทลาย ทุกครั้งที่เขาไอ หรือมือสั่น เราจะรู้สึกร่วมไปกับเขา นี่คือ Masterclass ของการแสดงที่ไม่ต้องตะโกนแต่ทรงพลังที่สุด

Knives Out 3 Wake Up Dead Man
แนว สืบสวนสอบสวน / ตลกร้าย
ความรู้สึกและการดำเนินเรื่อง หนัง Netflix 2026 Rian Johnson ยังคงท็อปฟอร์ม! ภาคนี้พาเราออกจากเกาะส่วนตัวมาสู่บรรยากาศที่แปลกใหม่ (ไม่สปอยล์โลเคชั่น) แต่สิ่งที่โดดเด่นคือ “จังหวะคอมเมดี้” ที่คมกว่าเดิม การตัดต่อในภาคนี้รวดเร็วฉับไว เหมือนกำลังดูมายากล บทหนังหลอกคนดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าโดนยัดเยียด ความฉลาดของหนังคือการเสียดสีสังคมชนชั้นสูงในยุค 2026 ได้อย่างเจ็บแสบ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง AI และเทคโนโลยีที่ถูกนำมาผูกกับปมฆาตกรรมได้อย่างแยบยล
งานภาพ (Visuals) สีสันจัดจ้าน (Vibrant) คือคีย์เวิร์ดของภาคนี้ งาน Costume Design คือเดอะแบกของเรื่อง ชุดของตัวละครแต่ละตัวบอกเล่าบุคลิกได้ชัดเจนก่อนที่จะพูดประโยคแรกเสียอีก มุมกล้องมีความขี้เล่น มีการใช้ Zoom เข้าออกแบบหนังยุค 70s เพื่อสร้างอารมณ์ขันและล้อเลียนหนังเก่ายุคนั้น การจัดองค์ประกอบภาพ (Composition) เต็มไปด้วยเบาะแสที่ซ่อนอยู่ ถ้าคุณกดหยุดดูทีละเฟรม คุณอาจจะรู้ตัวคนร้ายก่อนหนังเฉลยก็ได้
การแสดง Daniel Craig ในบท Benoit Blanc ดูผ่อนคลายและ “จริต” จัดจ้านกว่าทุกภาค เคมีของเขากับทีมนักแสดงชุดใหม่ (ที่มีทั้งดารา Gen Z และตำนานฮอลลีวูด) มันลื่นไหลมาก สิ่งที่น่าชื่นชมคือนักแสดงสมทบทุกคนไม่มีใครจมหาย ทุกคนเล่นใหญ่แบบรู้จังหวะ ไม่ล้นจนน่ารำคาญ แต่ก็ไม่น้อยจนจืดชืด เป็น Ensemble Cast ที่กลมกล่อมที่สุดในไตรภาค

BioShock The Descent (ฉบับคนแสดง)
แนว ไซไฟ / สยองขวัญ / ระทึกขวัญ
ความรู้สึกและการดำเนินเรื่อง หนัง Netflix 2026 หลังจากลุ่มๆ ดอนๆ ในขั้นตอนสร้างมานาน Netflix ก็ปล่อยของจริงออกมา บรรยากาศในเรื่องนี้คือความ “อึดอัด” (Claustrophobic) ขั้นสุด หนังไม่ได้เน้นแอ็กชันยิงกันตูมตามเหมือนเกมแนว FPS ทั่วไป แต่เน้นความสยองขวัญเชิงจิตวิทยา (Psychological Horror) การเล่าเรื่องค่อยๆ พาเราดำดิ่งลงสู่เมืองใต้น้ำพร้อมกับสติของตัวเอกที่ค่อยๆ หลุดลอย บทหนังตีความปรัชญาของ Andrew Ryan ได้ลึกซึ้งและน่ากลัว มันคือการตั้งคำถามถึงศีลธรรมในโลกที่ไร้กฎเกณฑ์
งานภาพ (Visuals) นี่คือเมือง Rapture ที่มีชีวิต! งานสร้างฉาก (Production Design) ผสมผสาน Art Deco เข้ากับความเสื่อมโทรมของสนิมและน้ำรั่วซึมได้อย่างสมบูรณ์แบบ แสงไฟนีออนที่กะพริบสะท้อนกับน้ำที่เจิ่งนองสร้างบรรยากาศหลอนจับใจ CGI ของพลังพิเศษ (Plasmids) ดูน่าขยะแขยงและรุนแรงสมจริง (Body Horror หนักมาก ใครใจไม่แข็งอาจต้องปิดตา) มุมกล้องหลายฉากมีการทำ Homage ให้กับมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First Person) ของเกม แต่ไม่เวียนหัว ดูลื่นไหลและตื่นเต้น
การแสดง นักแสดงนำ (ขออุบชื่อว่าเป็นใคร แต่เป็นระดับ A-List) แบกหนังทั้งเรื่องด้วยการแสดงสีหน้าแห่งความหวาดกลัวและความสับสน ช่วงแรกดูเป็นฮีโร่ แต่พอเรื่องดำเนินไป การแสดงออกทางแววตาเริ่มเปลี่ยนเป็นความบ้าคลั่งทีละนิด การปะทะคารมกับตัวร้ายหลัก (Andrew Ryan) เต็มไปด้วยพลัง เป็นซีนดราม่าท่ามกลางหนังสยองขวัญที่ทำถึงมาก

The Seven Husbands of Evelyn Hugo
แนว ดราม่า / โรแมนติก / ย้อนยุค
ความรู้สึกและการดำเนินเรื่อง หนัง Netflix 2026 เตรียมทิชชู่ให้พร้อม! หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องผ่านสองไทม์ไลน์ได้อย่างลื่นไหล การดัดแปลงจากหนังสือทำได้ยอดเยี่ยมโดยการตัดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออก แล้วเน้นไปที่ “หัวใจ” ของ Evelyn ความรัก ความทะเยอทะยาน และราคาที่ต้องจ่าย การเล่าเรื่องมีความเป็น Melodrama ที่หรูหราแต่ไม่เลี่ยน หนังทำให้เราตั้งคำถามว่า “เบื้องหลังรอยยิ้มของซุปตาร์ มีน้ำตากี่ลิตรซ่อนอยู่” จังหวะหนังค่อนข้างช้าในช่วงแรก แต่พอเครื่องติดแล้ว คุณจะละสายตาไม่ได้เลย
งานภาพ (Visuals) งานภาพคือจดหมายรักถึงยุค Golden Age ของฮอลลีวูด การเกรดสีเปลี่ยนไปตามยุคสมัยของสามีแต่ละคน ตั้งแต่ยุค 50s ที่สีสดอิ่มตัว ไปจนถึงยุค 80s ที่มีความฟุ้งและจัดจ้าน เสื้อผ้าหน้าผมคือที่สุด! ชุดราตรีสีเขียวมรกตในตำนานถูกรังสรรค์ออกมาได้ตราตรึงใจ ฉากงานพรมแดงถ่ายทำได้อลังการเหมือนเราได้ไปยืนอยู่ตรงนั้นจริงๆ
การแสดง นักแสดงนำหญิงที่รับบท Evelyn Hugo (ทั้งวัยสาวและวัยชรา) สมควรได้รับรางวัลออสการ์ เธอกลบรัศมีทุกคนในฉากได้สมกับบทบาทซูเปอร์สตาร์จริงๆ สายตาที่มองกล้องกับสายตาที่มองคนรักนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ส่วนเคมีระหว่างเธอกับ Celia St. James นั้นร้อนแรงและเจ็บปวด การแสดงของทั้งคู่ทำให้ความสัมพันธ์ลับๆ นี้ดูสมจริงจนน่าใจหาย

Alice in Borderland The Movie (ภาคบทสรุปพิเศษ)
แนว เอาชีวิตรอด / แอ็กชัน / ระทึกขวัญ
ความรู้สึกและการดำเนินเรื่อง หนัง Netflix 2026 แม้ซีรีส์จะจบไปแล้ว แต่ภาคพิเศษนี้คือการขยายจักรวาลที่แฟนๆ เรียกร้อง เนื้อเรื่องเข้มข้นกว่าเดิม เพราะไม่มีเวลามาปูพื้นฐานตัวละครอีกแล้ว ใส่เกียร์เดินหน้าเข้าสู่เกมมรณะทันที การออกแบบเกมในภาคนี้ซับซ้อนและจิตวิทยากว่าซีรีส์ ตัวหนังเล่นกับ “ความหวัง” ของคนดู แล้วขยี้มันทิ้งอย่างโหดร้าย เป็น 2 ชั่วโมงที่ลุ้นจนเหนื่อย ความกดดันในหนังเรื่องนี้ไม่ได้มาจากการวิ่งหนี แต่มาจากการตัดสินใจที่บีบคั้นหัวใจ
งานภาพ (Visuals) โตเกียวร้างยังคงเป็นฉากหลังที่ทรงพลัง แต่ภาคนี้เพิ่มความ Surreal (เหนือจริง) เข้าไปอีก งาน CGI ของสัตว์ประหลาดหรืออุปสรรคในเกมมีความละเอียดระดับภาพยนตร์โรงใหญ่ การใช้มุมกล้อง Drone Shot ที่บินโฉบเฉี่ยวไปมาช่วยเพิ่มความไดนามิกให้กับฉากแอ็กชัน สีแดงของเลเซอร์และเลือดตัดกับสีทึมๆ ของเมืองคอนกรีตได้อย่างน่ากลัวและสวยงาม
การแสดง Kento Yamazaki และ Tao Tsuchiya กลับมาพร้อมกับการแสดงที่เติบโตขึ้น ตัวละครดูเหนื่อยล้าและสิ้นหวังจริง ๆ เราเห็นความทรมานทางร่างกายและจิตใจผ่านสีหน้าของพวกเขา โดยเฉพาะฉากที่ต้องสูญเสียเพื่อนร่วมทีม การร้องไห้แบบไม่มีเสียง (Silent Scream) ของนักแสดงในเรื่องนี้ทำเอาคนดูจุกอกไปตามๆ กัน

Project Hail Mary (ดัดแปลงจากนิยาย Andy Weir)
แนว ไซไฟ / อวกาศ / วิทยาศาสตร์
ความรู้สึกและการดำเนินเรื่อง ถ้าคุณชอบ The Martian คุณจะรักเรื่องนี้ แต่มัน “เหงา” และ “อบอุ่น” กว่ามาก หนังเล่าเรื่องของชายคนเดียวในอวกาศกับภารกิจกู้โลก บทหนังฉลาดมากในการย่อยทฤษฎีวิทยาศาสตร์ยากๆ ให้กลายเป็นบทสนทนาที่ตลกและเข้าใจง่าย ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกกับ “เพื่อนต่างดาว” (Rocky) คือหัวใจสำคัญ หนังทำให้เราผูกพันกับก้อนหินพูดได้จนต้องเสียน้ำตา เป็นหนังไซไฟที่ Feel Good ที่สุดในรอบหลายปี
งานภาพ (Visuals) อวกาศในเรื่องนี้ไม่ได้มืดมิดน่ากลัว แต่เต็มไปด้วยสีสันของเนบิวลาและดวงดาว ยานอวกาศถูกออกแบบตามหลักฟิสิกส์จริง (Hard Sci-Fi) ดูสมจริงและจับต้องได้ งาน CGI ในการสร้างตัวละคร Rocky นั้นน่าทึ่งมาก มันดูมีชีวิตชีวา มีน้ำหนัก และมีการเคลื่อนไหวที่สมจริงจนเราลืมไปว่ามันคือคอมพิวเตอร์กราฟิก
การแสดง Ryan Gosling (สมมติว่าเป็นเขาตามข่าวลือ) แบกหนังทั้งเรื่องไว้คนเดียว (เกือบ) ทั้งเรื่อง การแสดงของเขาที่มีทั้งความขี้เล่น ความสิ้นหวัง และความมุ่งมั่น ทำให้หนังไม่น่าเบื่อเลย การที่ต้องแสดงคนเดียวกับ Green Screen หรือหุ่นเชิดตลอดเวลา ต้องใช้จินตนาการสูงมาก ซึ่งเขาทำได้ดีเยี่ยม ทำให้เราเชื่อว่าเขากำลังคุยกับสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจริงๆ

Badland Hunters 2 The Warlord’s Territory
แนว แอ็กชัน / ดิสโทเปีย (เกาหลี)
ความรู้สึกและการดำเนินเรื่อง ลุงดอนลี (Ma Dong-seok) กลับมาทุบ! ภาคนี้ขยายสเกลจากแค่ตึกถล่ม เป็นสงครามระหว่างแคลน เนื้อเรื่องไม่มีอะไรซับซ้อน เดินหน้าฆ่าแหลก แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นคือการออกแบบคิวบู๊ที่ดิบเถื่อนและสร้างสรรค์กว่าเดิม มีการใช้อาวุธประดิษฐ์แปลกๆ เข้ามาเสริม ทำให้ฉากต่อสู้ดูแปลกใหม่ จังหวะหนังเร็วมาก ไม่มีช่วงอืดอาดให้ง่วงนอน เป็นหนังที่ดูเอามันส์แบบไม่ต้องใช้สมอง แต่ได้ความสะใจเต็มร้อย
งานภาพ (Visuals) โทนภาพสีฝุ่น (Dusty) และสีสนิมยังคงเป็นธีมหลัก แต่ภาคนี้มีการถ่ายทำฉากกลางคืนที่เล่นกับแสงไฟกองเพลิงได้สวยงาม งาน Makeup ของพวกกลายพันธุ์หรือคนที่ติดเชื้อดูสยดสยองสมจริง เสียงเอฟเฟกต์ตอนหมัดกระทบเนื้อดัง “ตุบ!” แน่นๆ ผ่านลำโพง ฟังแล้วเจ็บแทนตัวร้าย
การแสดง Ma Dong-seok คือ The Rock แห่งเอเชียจริงๆ แค่ยืนเฉยๆ ก็ดูน่าเกรงขามแล้ว แต่ภาคนี้เขาได้โชว์มุมดราม่าเล็กๆ เกี่ยวกับความผูกพันในครอบครัว ซึ่งแม้จะเป็นฉากสั้นๆ แต่แกทำได้ดี ดูเป็นยักษ์ใหญ่ใจดีที่น่าอบอุ่น ส่วนตัวร้ายในภาคนี้เล่นได้จิตและน่าหมั่นไส้มาก จนเราเชียร์ให้โดนทุบเร็วๆ

Emily in Paris The Royal Wedding (Movie Special)
แนว โรแมนติก / คอมเมดี้ / แฟชั่น
ความรู้สึกและการดำเนินเรื่อง พักสมองจากเรื่องเครียดๆ มาที่เอมิลี่ ภาคนี้มาในรูปแบบหนังยาว 2 ชั่วโมง จบปมรักสามเส้าสี่เส้าสักที เนื้อเรื่องยังคงความ “อิหยังวะ” ตามสไตล์เอมิลี่ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเพลินมาก ภาคนี้ย้ายโลเคชั่นไปจัดงานแต่งงานที่ปราสาทในชนบทของฝรั่งเศส ความวายป่วนระดับวินาศสันตะโรจึงเกิดขึ้น บทหนังเน้นความตลกโปกฮาของ Culture Shock น้อยลง แต่เน้นไปที่ความสัมพันธ์ที่โตขึ้น (นิดนึง) ของตัวละคร
งานภาพ (Visuals) สวยตะโกน! นี่คือโบรชัวร์ท่องเที่ยวฝรั่งเศสฉบับเคลื่อนไหว ภาพชัดกริบ สีสันสดใส ดอกไม้ อาหาร ไวน์ ถูกถ่ายทอดออกมาจนคนดูท้องร้อง แฟชั่นในภาคนี้จัดเต็มกว่าซีรีส์เสียอีก ทุกชุดของเอมิลี่คือรันเวย์ ฉากงานแต่งงานตอนท้ายเรื่องจัดแสงได้โรแมนติกเหมือนฝัน
การแสดง Lily Collins ยังคงความน่ารักสดใสและน่ารำคาญในระดับที่พอดี (ซึ่งเป็นเสน่ห์ของเธอ) ภาคนี้เธอได้โชว์ซีนอารมณ์ดราม่าหนักๆ ช่วงก่อนงานแต่ง ซึ่งพิสูจน์ว่าเธอไม่ใช่แค่ไม้ประดับ ส่วน Philippine Leroy-Beaulieu (ซิลวี่) ยังคงเป็นตัวแม่ที่ขโมยซีนทุกฉากด้วยสายตาจิกกัดและท่าเดินนางพญา
บทสรุปภาพรวมเดือนมกราคม 2026
Netflix เริ่มต้นปี 2026 ด้วยการประกาศศักดาว่า “คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ” (แม้ปริมาณจะเยอะก็ตาม) เทรนด์ของปีนี้ชัดเจนว่าเน้นงานภาพที่เนี้ยบกริบ (Cinematic Quality) แม้แต่ในหนังตลกหรือหนังรัก การแสดงของนักแสดงระดับ A-List ในแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว และเส้นแบ่งระหว่างหนังโรงกับหนัง Netflix ก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น
คำแนะนำ ถ้าคุณมีเวลาจำกัด และต้องเลือกดูแค่ 3 เรื่อง ผมขอจิ้มไปที่
- Peaky Blinders The Immortal Man (เพื่อความเข้มข้นระดับมาสเตอร์พีซ)
- Knives Out 3 (เพื่อความบันเทิงและลับสมอง)
- The Chronicles of Narnia (เพื่อเสพงานศิลป์และแฟนตาซีน้ำดี)
ขอให้มีความสุขกับการ Binge Watch ต้อนรับปีใหม่ 2026 ครับ! movieseries