สวัสดีครับ! โจทย์นี้น่าสนใจมากครับ เพราะหนังสำหรับ “เด็กน้อย” ไม่จำเป็นต้องมีเนื้อหาตื้นเขินเสมอไป หนังเด็กที่ดีคือหนังที่เด็กดูแล้วสนุก ผู้ใหญ่ดูแล้ว “อิ่ม” การเขียนรีวิวแบบไม่เน้นเล่าเรื่องย่อ แต่เน้นเจาะลึกไปที่ “ความรู้สึก อารมณ์งานภาพ และพลังของการแสดง” จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจเลือกหนังให้ลูกๆ ได้ดีที่สุด
นี่คือรีวิวจัดเต็ม 10 เรื่อง ในสไตล์ “เล่าให้เพื่อนฟัง” ด้วยภาษาที่เป็นกันเอง แต่เจาะลึกทุกรายละเอียดครับ

My Neighbor Totoro (โทโทโร่เพื่อนรัก)
ทำไมเรื่องนี้ถึงขึ้นหิ้ง ถ้าจะหาหนังที่ “ไร้พิษภัย” ที่สุดในโลก ต้องยกให้เรื่องนี้ครับ
- เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง รีวิวหนังเด็ก บอกเลยว่าเรื่องนี้มหัศจรรย์มากตรงที่ “มันแทบไม่มีปมขัดแย้งเลย” ไม่มีตัวร้าย ไม่มีฉากต่อสู้ ไม่มีความรุนแรง สิ่งที่หนังมอบให้คือ “บรรยากาศ” ล้วนๆ มันคือการพาเด็กๆ ไปสัมผัสความรู้สึกของการย้ายบ้านใหม่ การวิ่งเล่นในทุ่งนา และจินตนาการที่บริสุทธิ์ เนื้อเรื่องมันไหลไปเรื่อยๆ เหมือนสายน้ำเย็นๆ ที่ทำให้เด็กดูแล้วรู้สึกปลอดภัย การเล่าเรื่องมันเคารพความเป็นเด็กมาก คือไม่ได้ยัดเยียดบทเรียนยากๆ แต่สอนให้รักธรรมชาติและครอบครัวผ่านการกระทำ
- งานภาพ (Visuals) งานภาพของ Ghibli เรื่องนี้คือที่สุดของความ “สบายตา” ครับ สีเขียวในเรื่องนี้มีเป็นร้อยเฉด ตั้งแต่เขียวใบไม้ผลิไปจนถึงเขียวมอสในป่าลึก ลายเส้นมีความเป็นสีน้ำและสีไม้ที่ดูแล้ว “นุ่มฟู” ไปหมด โดยเฉพาะตัวโทโทโร่ ขนของมันถูกวาดออกมาได้ดูนุ่มนิ่มจนเราอยากจะเอามือล้วงเข้าไปในจอเพื่อกอดมัน แสงเงาที่ลอดผ่านต้นไม้ หรือแม้แต่หยดฝนที่ตกลงบนร่ม มันสมจริงในความรู้สึก แต่ก็มีความฝันปนอยู่
- การแสดง/พากย์เสียง เสียงพากย์ของสองพี่น้อง “ซัตสึกิ” และ “เม” คือหัวใจสำคัญ ความเป็นเด็กของเสียงพากย์ (ทั้งต้นฉบับและเสียงไทย) มันมีความใสซื่อ เสียงหัวเราะ เสียงตะโกนเรียกชื่อแม่ มันดูจริงใจมาก ไม่ได้ดูเป็นการ “ดัดเสียง” ให้เป็นเด็ก แต่มันคือจิตวิญญาณของเด็กจริงๆ ที่ทำให้เราเชื่อว่าพวกเขากำลังตื่นเต้นกับลูกอ๊อด หรือกลัวความมืดจริงๆ

. Ponyo (โปเนียว ธิดาสมุทรผจญภัย)
ทำไมเรื่องนี้ถึงขึ้นหิ้ง รีวิวหนังเด็ก นี่คือหนังที่เด็กเล็ก 3-5 ขวบจะดูรู้เรื่องและกรี๊ดกร๊าดที่สุดครับ
- เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง รีวิวหนังเด็กมันคือเรื่องราวความรักที่บริสุทธิ์ที่สุดระหว่างเด็กชายกับลูกปลาทอง เนื้อเรื่องมัน simple มากๆ แบบเส้นตรง แต่สิ่งที่ทำให้มันน่าสนใจคือ “ความไร้เดียงสา” หนังเรื่องนี้ไม่มีตรรกะแบบผู้ใหญ่เลยครับ ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วย “เวทมนตร์” และ “ความอยากรู้อยากเห็น” ของเด็ก ฉากที่น้ำท่วมเมืองแทนที่จะดูน่ากลัว หนังกลับทำให้มันดูเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น เด็กๆ จะได้เรียนรู้เรื่องคำสัญญาและการดูแลซึ่งกันและกัน
- งานภาพ (Visuals) เรื่องนี้งานภาพจะต่างจาก Totoro ตรงที่มัน “ฉูดฉาด” และ “ลื่นไหล” กว่ามาก ผู้กำกับฮายาโอะ มิยาซากิ ตั้งใจวาดคลื่นทะเลให้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ดิ้นได้ สีสันในเรื่องใช้แม่สีสดๆ แดง น้ำเงิน เหลือง ตัดกันอย่างสนุกสนาน ฉากใต้น้ำคือความวิจิตรตระการตาที่เด็กๆ จะต้องจ้องตาค้าง รายละเอียดของฟองน้ำ ปลาตัวเล็กๆ มันยุ่บยั่บไปหมด เป็นหนังที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทางตาได้ดีเยี่ยม
- การแสดง/พากย์เสียง คาแรคเตอร์โปเนียวคือความดีงาม เสียงพากย์จะมีความเอาแต่ใจนิดๆ แบบเด็กเล็กที่ยังพูดไม่ชัดแต่มีความมุ่งมั่นสูง เสียงร้อง “โซสึเกะ!” ของโปเนียวมันติดหูและเต็มไปด้วยพลังงาน ส่วนตัวละครแม่ในเรื่อง (ลิซ่า) ก็สะท้อนภาพลักษณ์แม่สมัยใหม่ที่ขับรถเก่ง เลี้ยงลูกแกร่ง เสียงพากย์ถ่ายทอดความรักและความแกร่งออกมาได้สมบูรณ์แบบ

Paddington 2 (แพดดิงตัน 2)
ทำไมเรื่องนี้ถึงขึ้นหิ้ง รีวิวหนังเด็ก ยกให้เป็นหนัง Live-Action ที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษ ผู้ใหญ่ดูแล้วน้ำตาซึม เด็กดูแล้วหัวเราะร่า
- เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง บทหนังเรื่องนี้เขียนออกมาได้ระดับเทพเจ้าครับ มันสอนเรื่อง “ความสุภาพ” และ “การมองโลกในแง่ดี” ได้ดีที่สุดโดยไม่ดูเชย ความเจ๋งคือหนังทำให้เห็นว่า “การทำดีกับคนอื่น จะส่งผลดีกลับมาเสมอ” แม้ในวันที่เราตกอับที่สุด เนื้อเรื่องมีการสืบสวนสอบสวนเล็กๆ ให้เด็กๆ ได้ลุ้น ได้คิดตาม แต่ไม่มีความน่ากลัวเลย ทุกอย่างถูกห่อหุ้มด้วยความอบอุ่นแบบแยมส้ม
- งานภาพ (Visuals) งานภาพเรื่องนี้เหมือนเราเปิดดู “หนังสือนิทาน Pop-up” ครับ สีสันในลอนดอนถูกเกรดสีให้ดูพาสเทลและอบอุ่น บ้านของครอบครัวบราวน์มีรายละเอียดของตกแต่งที่เยอะแต่ดูรกแบบมีศิลปะ งาน CGI ของตัวหมีแพดดิงตันทำได้เนียนกริบ ขนทุกเส้น การขยับของลูกตาที่สื่ออารมณ์เศร้าหรือดีใจ มันทำให้เราลืมไปเลยว่านี่คือคอมพิวเตอร์กราฟิก เราจะรู้สึกเหมือนมีหมีตัวนี้อยู่จริงๆ
- การแสดง/พากย์เสียง Ben Whishaw ที่ให้เสียงแพดดิงตัน คือที่สุดของความละมุน เสียงของเขาดูสุภาพ นุ่มนวล แต่ก็มีความเด็ดเดี่ยว และที่ต้องอวยยศคือ Hugh Grant ในบทตัวร้าย (ฟีนิกซ์ บูแคนแนน) ที่เล่นใหญ่รัชดาลัยมาก เขาเปลี่ยนเสียง เปลี่ยนคาแรคเตอร์ไปมาในเรื่องเดียว ทำให้เด็กๆ สนุกกับการดูเขาแปลงโฉม เป็นตัวร้ายที่เด็กเกลียดไม่ลง แต่จะตลกในความเว่อร์วังของเขามากกว่า

Sing 2 (ร้องจริง เสียงจริง 2)
ทำไมเรื่องนี้ถึงขึ้นหิ้ง รีวิวหนังเด็ก มันคือคอนเสิร์ตระดับโลกที่ย่อส่วนมาอยู่ในจอ เป็นหนังที่ปลุกพลังใจได้ดีมาก
- เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง ถ้าภาคแรกคือการตามหาฝัน ภาคสองคือการ “พิสูจน์ตัวเองในเวทีใหญ่” เนื้อเรื่องมันสอนให้เด็กๆ รู้จักความกล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone และการทำงานเป็นทีม จังหวะการเล่าเรื่องเร็ว กระชับ ไม่มีช่วงน่าเบื่อเลย มีมุกตลกแทรกตลอดเวลา และที่สำคัญคือการร้อยเรียงเพลงฮิตเข้ากับเนื้อหาทำได้เนียนตามาก มันคือมิวสิคัลที่ทันสมัยที่สุด
- งานภาพ (Visuals) ภาคนี้ทุนสร้างน่าจะมหาศาล เพราะงานภาพคือ “แสงสีเสียงจัดเต็ม” เมือง Redshore City ในเรื่องคือลาสเวกัสฉบับสัตว์ที่สวยงามตระการตา แสงนีออน การสะท้อนของแสงบนพื้นเวที ผิวสัมผัสของขนสัตว์แต่ละชนิด (ขนเม่น ขนกอริลลา ขนช้าง) ทำออกมาได้ละเอียดสมจริงมาก ฉากโชว์สุดท้ายคือ Masterpiece ของงานอนิเมชั่นที่เล่นกับสเกลความยิ่งใหญ่ได้ถึงใจ
- การแสดง/พากย์เสียง ทัพนักแสดงคือระดับ A-List ทั้งนั้น Matthew McConaughey (บัสเตอร์ มูน) ให้เสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและพลังงาน แต่ที่ขโมยซีนคือ Taron Egerton (จอนนี่) ที่ร้องเพลงเพราะจนขนลุก และ Scarlett Johansson (แอช) ที่เสียงแหบเสน่ห์ทรงพลัง การแสดงผ่านเสียงร้องของพวกเขาคือจุดขายที่ทำให้เด็กๆ อยากลุกขึ้นมาเต้นตาม เป็นหนังที่ใช้พลังเสียงสื่ออารมณ์ได้ดีกว่าบทพูดเสียอีก

Luca (ลูก้า)
ทำไมเรื่องนี้ถึงขึ้นหิ้ง เป็นหนังที่ดูแล้วเหมือนได้ไปเที่ยวอิตาลีในฤดูร้อน เป็นบทกวีถึงมิตรภาพวัยเด็ก
- เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง แก่นของเรื่องคือ “การยอมรับความแตกต่าง” และ “การก้าวข้ามความกลัว” ประโยคเด็ด ‘Silenzio Bruno!’ (เงียบไปเลยบรูโน่!) ที่ใช้บอกให้เด็กๆ กล้าทำในสิ่งที่กลัว คือเทคนิคทางจิตวิทยาที่ใช้ได้จริง เนื้อเรื่องไม่ได้มีภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก แต่มันคือเรื่องเล็กๆ อย่างการอยากได้รถเวสป้า การอยากไปโรงเรียน ซึ่งมันทัชใจเด็กๆ มาก มันสื่อสารว่า เพื่อนที่ดีคือคนที่ยอมรับในตัวตนที่แท้จริงของเรา
- งานภาพ (Visuals) ภาพสวยจนอยากร้องไห้ Pixar เนรมิตเมืองริมทะเลของอิตาลีออกมาได้อบอุ่นมาก แสงแดดสีทองที่ตกกระทบผิวน้ำ สีของน้ำทะเลที่ไล่เฉดฟ้าเขียวใสแจ๋ว พื้นผิวของตึกเก่าๆ จานพาสต้าที่ดูน่ากิน งานออกแบบตัวละครมีความ Stylized นิดๆ ไม่ได้สมจริงจนน่ากลัว แต่มีความน่ารักแบบการ์ตูนช่อง ฉากที่ตัวละครเปลี่ยนร่างจากสัตว์ประหลาดน้ำเป็นคนตอนขึ้นบก ทำอนิเมชั่นได้ลื่นไหลและน่าทึ่งมาก
- การแสดง/พากย์เสียง Jacob Tremblay (ลูก้า) และ Jack Dylan Grazer (อัลแบร์โต) ให้เสียงพากย์ที่เข้าขากันสุดๆ มันมีความเป็นธรรมชาติของการคุยกันระหว่างเด็กผู้ชาย ทั้งความตื่นเต้น ความน้อยใจ และความห่วงใย โดยเฉพาะแจ็คที่พากย์เสียงอัลแบร์โตได้มีความซ่า ความมั่นใจ แต่แฝงความเปราะบางไว้ข้างใน ทำให้ตัวละครนี้มีมิติมากๆ

Moana (โมอาน่า ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้)
ทำไมเรื่องนี้ถึงขึ้นหิ้ง เจ้าหญิงดิสนีย์ยุคใหม่ที่ไม่ต้องรอเจ้าชาย และทะเลที่เป็นมากกว่าแค่ฉากหลัง
- เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง นี่คือหนัง Coming of age ที่ทรงพลัง เนื้อเรื่องเน้นไปที่ “การค้นหาตัวตน” และ “หน้าที่ความรับผิดชอบ” โมอาน่าไม่ได้ออกเดินทางเพื่อหาความรัก แต่เพื่อช่วยคนในเผ่า มันสอนเด็กผู้หญิง (และผู้ชาย) ว่าเราเป็นฮีโร่ในเรื่องราวของตัวเองได้ บทมีความสมดุลระหว่างฉากแอ็คชั่นผจญภัยกับฉากดราม่าซึ้งๆ และเพลงประกอบที่ทำหน้าที่เล่าเรื่องได้ดีเยี่ยมจนเราไม่อยากกดข้าม
- งานภาพ (Visuals) ต้องยกให้เป็น “The King of Water Animation” ทีมงานวิจัยเรื่องน้ำมาอย่างดี น้ำทะเลในเรื่องนี้มีชีวิต มันไม่ใช่แค่ของเหลว แต่มันคือตัวละครหนึ่งที่มีอารมณ์ ความใสของน้ำ การหักเหของแสง ฟองคลื่น และผมของโมอาน่าที่เปียกและแห้งอย่างสมจริง รายละเอียดของรอยสักบนตัวมาวอิที่ขยับได้ ก็เป็นกิมมิคทางภาพที่ฉลาดและน่าสนใจมาก
- การแสดง/พากย์เสียง Auli’i Cravalho (โมอาน่า) คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ เสียงของเธอมีความสดใสและเด็ดเดี่ยว ร้องเพลงได้กินใจ ส่วน Dwayne “The Rock” Johnson (มาวอิ) ก็ใช้เสน่ห์ส่วนตัวมาใส่ในเสียงพากย์ได้เต็มเปี่ยม ทั้งความกวนโอ๊ย ความหลงตัวเอง แต่ก็น่ารักน่าหยิก เคมีของเสียงทั้งสองคนรับส่งกันดีมาก ทำให้การเดินทางบนเรือลำเล็กๆ ไม่น่าเบื่อเลย

Encanto (เมืองเวทมนตร์คนมหัศจรรย์)
ทำไมเรื่องนี้ถึงขึ้นหิ้ง รีวิวหนังเด็ก หนังที่พูดเรื่อง “ปมครอบครัว” ได้ลึกซึ้งที่สุด แต่เด็กๆ ก็ดูสนุกด้วยสีสันและเพลง
- เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง บทหนังฉลาดมากที่ให้ตัวเอก “มิราเบล” เป็นคนเดียวที่ไม่มีพลังวิเศษ มันสอนเด็กๆ ว่า “คุณค่าของเราไม่ได้อยู่ที่ความเก่งกาจ แต่อยู่ที่ตัวตนของเรา” เรื่องนี้สะท้อนความกดดันที่เด็กๆ อาจได้รับจากความคาดหวังของผู้ใหญ่ การดำเนินเรื่องรวดเร็วเหมือนละครเวที มีตัวละครเยอะแต่เกลี่ยบทได้ดี ทุกคนมีปม มีความน่าสงสาร และมีความน่ารักในแบบตัวเอง
- งานภาพ (Visuals) วิจิตรตระการตาแบบโคลอมเบีย! สีสันในเรื่องนี้จัดจ้านและมีชีวิตชีวามาก รายละเอียดของ “ผ้า” คือที่สุด รอยปักบนเสื้อ กระโปรงที่พลิ้วไหวตามจังหวะการเต้น พื้นผิวของกระเบื้องในบ้าน “คาซิต้า” ที่ขยับได้เหมือนมีเวทมนตร์ แสงสีทองในเรื่องนี้ถูกใช้เพื่อสร้างบรรยากาศอบอุ่นและศักดิ์สิทธิ์ งานภาพเรื่องนี้คือศิลปะที่เคลื่อนไหวได้จริงๆ
- การแสดง/พากย์เสียง Stephanie Beatriz (มิราเบล) พากย์เสียงได้รวดเร็ว กระฉับกระเฉง และเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน ทั้งความน้อยเนื้อต่ำใจและความรักครอบครัว เพลง “We Don’t Talk About Bruno” ที่ฮิตไปทั่วโลก เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทีมนักพากย์ทำงานกันเป็นทีมเวิร์คได้สุดยอด การร้องประสานเสียงและการรับส่งบทพูดทำได้จังหวะเป๊ะมาก

Winnie the Pooh (2011)
ทำไมเรื่องนี้ถึงขึ้นหิ้ง กลับสู่สามัญที่แสนงดงาม เหมาะสำหรับเด็กเล็กมากๆ หรือวันที่อยากพักผ่อนจิตใจ
- เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง หนังยาวแค่ประมาณชั่วโมงนิดๆ ซึ่งเหมาะกับสมาธิของเด็กเล็ก เนื้อเรื่องไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แค่หางของอียอร์หาย และพูห์หิวผึ้ง แต่มันเล่าด้วยความ “Pure” (บริสุทธิ์) มุกตลกในเรื่องเป็นแบบตลกสถานการณ์ที่ใสซื่อ การเล่นคำที่ชาญฉลาด (ที่เด็กอาจไม่เก็ทแต่ผู้ใหญ่ขำ) หนังเล่นกับ Format ของ “หนังสือ” ตัวละครเดินข้ามหน้ากระดาษ ตัวอักษรหล่นลงมาทับ เป็นการเล่าเรื่องที่สร้างสรรค์และสอนให้เด็กรักการอ่านไปในตัว
- งานภาพ (Visuals) เป็นการกลับมาใช้ลายเส้น 2D แบบดั้งเดิมที่เหมือนภาพวาดสีน้ำ พื้นหลังมีความละมุนตาเหมือนกระดาษวาดเขียน เส้นสายของตัวละครมีความขยุกขยิกนิดๆ ไม่ได้เนี๊ยบกริบแบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งมันให้ความรู้สึก “ทำมือ” และ “อบอุ่น” เหมือนแม่เปิดนิทานอ่านให้ลูกฟังก่อนนอน สีสันจะเป็นโทนพาสเทล สบายตา ไม่ฉูดฉาดทำร้ายสายตาเด็ก
- การแสดง/พากย์เสียง Jim Cummings ที่พากย์เป็นทั้งพูห์และทิกเกอร์ คือตำนาน เสียงของพูห์มีความนุ่ม ทุ้ม และเชื่องช้า ซึ่งช่วยกล่อมเกลาจิตใจคนฟังให้เย็นลง ส่วนทิกเกอร์ก็เด้งดึ๋งสนุกสนาน เสียงพากย์เรื่องนี้คือ ASMR สำหรับเด็กดีๆ นี่เอง มันฟังสบาย รื่นหู และเต็มไปด้วยความเมตตา

Elemental (เมืองอลวนธาตุอลเวง)
ทำไมเรื่องนี้ถึงขึ้นหิ้ง งานภาพที่ฉีกกฎฟิสิกส์เดิมๆ และเรื่องราวความรักของความต่างขั้วที่เข้าใจง่าย
- เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง แนวคิดเรื่อง “ธาตุ” (ดิน น้ำ ลม ไฟ) มาอยู่รวมกัน เป็นไอเดียที่สนุกมากสำหรับเด็กๆ เนื้อเรื่องหลักคือ “ไฟ” กับ “น้ำ” ที่รักกันไม่ได้เพราะแตะตัวกันไม่ได้ มันสอนเรื่องการยอมรับความแตกต่างทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมได้แบบเนียนๆ ไม่ยัดเยียด เด็กๆ จะได้ลุ้นว่าสองคนนี้จะอยู่ด้วยกันยังไง เป็นหนังรักโรแมนติกฉบับเด็กๆ ที่ดูแล้วเขินม้วน และซาบซึ้งกับความเสียสละของพ่อแม่
- งานภาพ (Visuals) อันนี้ต้องกราบ Pixar อีกแล้ว การเรนเดอร์ “ตัวละครที่เป็นไฟ” (เอมเบอร์) คือความท้าทายมาก เพราะไฟไม่มีรูปร่างที่แน่นอนและต้องขยับตลอดเวลา ซึ่งเขาทำออกมาได้สวยและแสดงอารมณ์ได้ชัดเจนมาก (เวลาโกรธไฟลุกโชน เวลาเศร้าไฟริบหรี่) ส่วนตัวละครน้ำ (เวด) ก็มีความโปร่งแสง แสงลอดผ่านตัวได้ สภาพแวดล้อมในเมืองธาตุก็ออกแบบได้สร้างสรรค์สุดๆ แบ่งโซนชัดเจน ดูแล้วตื่นตาตื่นใจ
- การแสดง/พากย์เสียง Leah Lewis (เอมเบอร์) พากย์เสียงได้ “ร้อนแรง” สมบทบาท มีความเกรี้ยวกราดแต่เปราะบาง ส่วน Mamoudou Athie (เวด) เสียงมีความ “Flow” นุ่มนวล ขี้แย และอ่อนโยน การแสดงทางเสียงของทั้งคู่ทำให้เราเชื่อว่า ธาตุที่ต่างกันสุดขั้วนี้ดึงดูดเข้าหากันได้จริงๆ ฉากร้องไห้ของเวดคือตัวขโมยซีนที่ทำให้เด็กๆ หัวเราะได้ตลอด

The Super Mario Bros. Movie
ทำไมเรื่องนี้ถึงขึ้นหิ้ง เพราะนี่คือความบันเทิงล้วนๆ ที่เด็กยุคนี้ (และพ่อแม่ยุค 90) จะเชื่อมโยงกันได้
- เนื้อเรื่องและการดำเนินเรื่อง อย่าหาความสมเหตุสมผลลึกซึ้ง เพราะนี่คือหนังที่สร้างจากเกม! เนื้อเรื่องคือการตะลุยด่านเพื่อไปช่วยน้องชาย (ลุยจิ) มันดำเนินเรื่องเร็วมาก แบบ Non-stop action เด็กๆ จะไม่มีช่วงให้เบื่อเลย หนังใส่ Easter Eggs จากเกมมาเพียบ ซึ่งเด็กๆ อาจจะแค่สนุกกับภาพ แต่พ่อแม่จะสนุกกับการรำลึกความหลัง จุดเด่นคือการเปลี่ยนบทเจ้าหญิงพีช ให้กลายเป็นผู้นำที่เก่งกาจ ไม่ใช่รอให้คนมาช่วย
- งานภาพ (Visuals) ภาพสวย คมชัด สีสันสดใสแบบลูกกวาด (Candy-colored) Illumination Studio ถนัดทำภาพแนวนี้อยู่แล้ว โลกเห็ด อาณาจักรดาร์กแลนด์ หรือสนามแข่งรถสายรุ้ง (Rainbow Road) ถูกเนรมิตขึ้นมาได้เหมือนในเกมแต่สวยกว่าล้านเท่า พื้นผิวของชุดเอี๊ยมยีนส์ รองเท้าหนัง หรือเกล็ดของบาวเซอร์ ทำออกมาได้สมจริงในสไตล์การ์ตูน
- การแสดง/พากย์เสียง Chris Pratt เป็นมาริโอ้ได้โอเค แต่ MVP ตัวจริงคือ Jack Black ในบท “บาวเซอร์” เขาทำให้ตัวร้ายตัวนี้น่าเกรงขามแต่ก็น่าสงสารและตลกสุดๆ โดยเฉพาะเพลง “Peaches” ที่เขาร้องเอง แต่งเอง มันกลายเป็นไวรัลเพราะอินเนอร์ความรักที่บ้าคลั่งของเขา ส่วน Anya Taylor-Joy ก็พากย์เสียงเจ้าหญิงพีชได้เท่และสง่างามมาก
สรุปส่งท้าย ทั้ง 10 เรื่องนี้มีจุดร่วมเดียวกันคือ “ความใส่ใจในรายละเอียด” ผู้สร้างไม่ได้มองว่าคนดูเป็นแค่เด็ก แต่เคารพคนดูด้วยการใส่งานศิลปะชั้นครู และบทที่กลั่นกรองมาอย่างดีลงไป ไม่ว่าคุณจะเลือกเปิดเรื่องไหนให้เด็กๆ ดู ผมรับประกันว่ามันจะเป็น 1-2 ชั่วโมงที่คุ้มค่า และสร้างความทรงจำดีๆ ให้กับครอบครัวแน่นอนครับ movieseries