รีวิว The Running Man เดอะ รันนิ่ง แมน 2025 หนังอาร์โนลด์

The Running Man

สวัสดีครับ! วันนี้เราจะมาพูดถึงหนังที่… โอ้โห… ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ มันกลับยิ่ง “ใช่” มากขึ้นเท่านั้น นี่คือหนังแอ็กชันไซไฟยุค 80s ที่ตอนเราดูเด็กๆ เราคิดว่ามัน “โคตรเท่” แต่พอเราโตขึ้นมาในยุค 2020s… เรากลับรู้สึกว่ามัน “โคตรน่ากลัว”

ผมกำลังพูดถึง “เดอะ รันนิ่ง แมน” (The Running Man) ปี 1987 ครับ!

ใช่ครับ หนังของ “คนเหล็ก” อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ในยุคที่พี่แกคือพระเจ้าแห่งวงการหนังแอ็กชัน หนังที่สร้างจากนิยายของ สตีเฟน คิง (ในนามปากกา ริชาร์ด บาคแมน) แต่ถูกดัดแปลงซะจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม… และเชื่อหรือไม่ว่า การดัดแปลงครั้งนั้น คือ “ความบันเทิง” ที่ซ่อน “คำพยากรณ์” เอาไว้ได้อย่างแยบยล

วันนี้ เราจะไม่มานั่งไล่เรื่องย่อกันแบบ “ฉากต่อฉาก” ว่าเบน ริชาร์ดส์ ไปทำอะไร ที่ไหน ยังไง… ไม่ครับ! เราจะมา “ขยี้” มันใน 3 ส่วนหลักๆ คือ “เนื้อเรื่อง (หรือ ‘ไอเดีย’ ของมัน)”, “งานภาพ (ที่โคตร 80s)” และ “การแสดง (ที่พีคที่สุด)”

เตรียมตัวให้พร้อมครับ… เพราะนี่คือการวิเคราะห์หนังที่เคยถูกมองว่าเป็นแค่ “หนังแอ็กชันเกรดบีฆ่าเวลา” แต่แท้จริงแล้ว มันคือ “กระจกสะท้อนสังคม” ที่ชัดเจนจนน่าขนลุก

1. “เนื้อเรื่อง” (The Idea)  เมื่อความตายคือเรตติ้ง

ถ้าคุณไปถามคนที่เคยดู The Running Man ว่า “หนังเกี่ยวกับอะไร” 9 ใน 10 คนจะตอบว่า “อาร์โนลด์โดนจับไปเล่นเกมโชว์ไล่ฆ่า” … ซึ่งก็ไม่ผิด แต่นั่นคือ “เปลือก” ครับ

สิ่งที่ผมอยากจะ “รีวิว” ในส่วนของ “เนื้อเรื่อง” ไม่ใช่พล็อตที่ว่าใครหนีใคร แต่คือ “แนวคิด” (Concept) ที่เป็นกระดูกสันหลังของหนังทั้งเรื่องต่างหาก

The Running Man เกิดในยุค 80s ยุคแห่งความฟุ้งเฟ้อ, ยุค เรแกน, ยุคที่ทุนนิยมกำลังเบ่งบาน และสื่อโทรทัศน์กำลังมีอิทธิพลสูงสุด แต่หนังเรื่องนี้กลับมองไปข้างหน้า (ในเรื่องคือปี 2017… ซึ่งก็ผ่านไปแล้ว!) แล้ววาดภาพอนาคตที่ “เลวร้ายที่สุด” ของสื่อ

กีฬาแห่งการนองเลือด (The Bloodsport)

ประเด็นแรกที่หนังขยี้อย่างเมามันคือ “สื่อมวลชน” ที่กลายเป็น “ศาลเตี้ย” หนังนำเสนอโลกที่เศรษฐกิจพังพินาศ คนตกงาน ไร้บ้าน รัฐบาลกลายเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ควบคุมทุกอย่าง… และ “โทรทัศน์” คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการ “กล่อมเกลา” ประชาชน

พวกเขาใช้อะไรกล่อม? “ความรุนแรง” ครับ

นี่คือจุดที่หนัง “ฉลาด” กว่าหนังแอ็กชันเรื่องอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ในขณะที่ Rambo หรือ Commando (ก็อาร์โนลด์อีกนั่นแหละ) ทำให้ความรุนแรงเป็นเรื่องของ “วีรบุรุษ”, The Running Man กลับตั้งคำถามว่า “ถ้าสังคมเรา ‘ติด’ ความรุนแรงล่ะ?”

รายการ “The Running Man” คือคำตอบ มันคือ “ขนมปังและละครสัตว์” (Bread and Circuses) ฉบับฮาร์ดคอร์ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องทำให้ประชาชน “อยู่ดีกินดี” ครับ แค่ทำให้พวกเขามี “ความบันเทิง” ที่โหดเหี้ยมที่สุดดู พวกเขาก็จะลืมความอดอยาก ลืมการถูกกดขี่ไปเอง

หนังไม่ได้บอกเราเรื่องนี้ด้วยตัวอักษรน่าเบื่อๆ แต่มันแสดงให้เราเห็นผ่าน “ผู้ชมในห้องส่ง” ที่คลั่งไคล้, ตะโกนเชียร์ให้ “ฆ่ามัน!”, พนันกันอย่างสนุกสนานว่า “นักโทษ” (Runner) คนไหนจะตายด้วยวิธีไหน… นี่ไม่ใช่แค่เกมโชว์ครับ นี่คือ “การสังเวย” ให้กับเทพเจ้าองค์ใหม่ที่ชื่อว่า “เรตติ้ง”

“เฟคนิวส์” (Fake News) ฉบับออริจินัล

นี่คือส่วนที่ผมบอกว่ามัน “น่ากลัว” จนขนลุก… หนังเรื่องนี้พูดถึง “การตัดต่อบิดเบือน” หรือ “Deepfake” (ในยุคที่ยังไม่มีคำนี้) ตั้งแต่ปี 1987!

จำฉากที่ เบน ริชาร์ดส์ (อาร์โนลด์) ถูกกล่าวหาว่าเป็น “นักฆ่าแห่งเบเกอร์สฟิลด์” ได้ไหมครับ? หนังแสดงให้เราเห็น “เทปข่าว” ที่ถูกตัดต่ออย่างหน้าด้านๆ เอาหน้าอาร์โนลด์ไปแปะใส่เหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชน… มันคือ “เฟคนิวส์” ที่สร้าง “ปีศาจ” ขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนเกลียดชัง

ในโลกของ The Running Man“ความจริง” คือสิ่งที่ “คิลเลียน” (พิธีกร) บอกว่ามันเป็น

หนังแสดงให้เราเห็นกระบวนการ “สร้างเรื่อง” ตลอดทั้งเรื่อง เมื่อริชาร์ดส์เอาชนะ “สตอล์กเกอร์” (นักฆ่า) ได้อย่างง่ายดาย ทีมงานเบื้องหลังก็แค่ตัดต่อภาพใหม่ ใส่เอฟเฟกต์ปลอมๆ แล้วบอกผู้ชมทางบ้านว่า “การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด!”

มันกำลังบอกเราว่า “สิ่งที่คุณเห็นในทีวี… อย่าเพิ่งเชื่อ” และในยุค 2025 ที่เราอยู่ในปัจจุบัน… ประเด็นนี้ทรงพลังยิ่งกว่าตอนที่หนังฉายเสียอีก เราอยู่ในยุคที่ AI สามารถสร้างภาพและวิดีโอปลอมได้ในไม่กี่วินาที The Running Man ไม่ใช่แค่ไซไฟแล้วครับ มันคือ “สารคดี” เตือนใจชัดๆ

การ “ลดทอนความเป็นมนุษย์” (Dehumanization)

อีกหนึ่ง “เนื้อเรื่อง” ที่ซ่อนอยู่ คือวิธีที่รายการนี้ “ลดคุณค่า” ของ “ผู้เข้าแข่งขัน” พวกเขาไม่ใช่ “คน” อีกต่อไป แต่เป็น “นักโทษ”, “เดนสังคม”, “ผู้ก่อการร้าย” เมื่อคุณแปะป้ายพวกเขาแบบนี้แล้ว… การ “ฆ่า” พวกเขาโชว์คนทั้งประเทศก็ไม่ใช่เรื่องผิดศีลธรรมอีกต่อไป มันกลายเป็นการ “กำจัดขยะ”

นี่คือจิตวิทยาที่น่ากลัวมากครับ หนังแสดงให้เห็นว่าสื่อสามารถล้างสมองคนดู ให้มอง “ชีวิตคน” เป็นแค่ “แต้ม” ในเกมได้อย่างไร

โดยสรุปในส่วนของ “เนื้อเรื่อง”… ถ้าคุณมองข้ามพล็อตแอ็กชันผิวเผินไป คุณจะเจอกับบทวิจารณ์สังคมที่ “เฉียบคม” และ “แม่นยำ” อย่างน่าตกใจ มันคือการตั้งคำถามถึงจริยธรรมของสื่อ, การเสพติดความรุนแรงของสังคม, และอำนาจของการ “สร้างภาพ” ที่สามารถเปลี่ยนฮีโร่ให้เป็นผู้ร้าย หรือผู้ร้ายให้เป็นฮีโร่ได้ในพริบตา

The Running Man

2. “ภาพ” (The Visuals)  ซิมโฟนีแห่งนีออนและสแปนเด็กซ์

ถ้า “เนื้อเรื่อง” คือสมอง… “งานภาพ” ของ The Running Man ก็คือ “กล้ามเนื้อ” ที่ฉูดฉาดและพร้อมระเบิดทุกเมื่อ! นี่คือหนังที่ “ตะโกน” บอกคุณว่า “ฉันนี่แหละ หนังยุค 80s!”

ผมขอแบ่งงานภาพออกเป็น 3 ส่วนที่น่าสนใจครับ

1. ความขัดแย้งของ “โลก” (The World Contrast)

งานภาพในหนังเรื่องนี้แบ่ง “โลก” สองใบออกจากกันอย่างชัดเจน 

  • โลกของ “สตูดิโอ” ICS  สว่างจ้า, เต็มไปด้วยแสงนีออนสีชมพู สีฟ้า, สะอาด, แวววาว, ไฮเทค (ในแบบ 80s), และเต็มไปด้วยผู้ชมที่แต่งตัว “ล้ำยุค” (แบบที่คนยุค 80s คิดว่าล้ำ) มันคือภาพของ “ความมั่งคั่ง” และ “ความบันเทิงจอมปลอม” ที่ถูกสร้างขึ้น
  • โลกของ “สนามแข่งขัน” (The Game Zone)  ตรงกันข้ามทุกอย่าง มันคือ “สลัม” ที่ถูกทิ้งร้าง, ซากปรักหักพังของเมือง, มืด, สกปรก, เหม็นอับ, เต็มไปด้วยเหล็กสนิมและกองขยะ มันคือ “ความจริง” ที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรม

ผู้กำกับ (พอล ไมเคิล เกลเซอร์) ใช้ “ภาพ” ในการเล่าเรื่องได้อย่างชาญฉลาด เขาทำให้เรารู้สึก “ปลอดภัย” และ “สนุกสนาน” เมื่อกล้องอยู่ในสตูดิโอ แต่จะรู้สึก “กดดัน” และ “สิ้นหวัง” ทันทีที่ตัดภาพไปยังโซนแข่งขัน นี่คือการคุมโทนด้วยภาพที่ยอดเยี่ยมมาก

2. การออกแบบ “สตอล์กเกอร์” (The Stalker Design)

นี่คือ “ไฮไลต์” ของงานภาพเลยครับ! เหล่า “นักฆ่า” หรือ “สตอล์กเกอร์” ในเรื่องนี้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ “น่ากลัว” แบบปีศาจในหนังสยองขวัญ แต่พวกเขาถูกออกแบบมาให้เป็น “คาแรกเตอร์” หรือ “แบรนด์”

พวกเขาเหมือน “นักมวยปล้ำ” WWE/WWF มากกว่านักฆ่า 

  • ซับซีโร่ (Subzero)  นักฮ็อกกี้น้ำแข็งที่ใช้ไม้ฮ็อกกี้เป็นเคียว (โคตรเท่!)
  • บัซซอว์ (Buzzsaw)  สิงห์มอเตอร์ไซค์บ้าพลังที่มาพร้อม “เลื่อยไฟฟ้า” คู่ใจ (และเป็นอาวุธที่สร้างฉากจำที่โหดที่สุดฉากหนึ่ง)
  • ไดนาโม (Dynamo)  “นักร้องโอเปร่า” ร่างท้วมในชุดเกราะประดับหลอดไฟคริสต์มาส ที่ยิงไฟฟ้าได้… นี่คือความ “บ้า” ของยุค 80s อย่างแท้จริง การที่เขา “ร้องโอเปร่า” ไปด้วย ฆ่าคนไปด้วย มันคือการผสม “ศิลปะชั้นสูง” เข้ากับ “ความรุนแรงดิบเถื่อน” เพื่อความบันเทิงโดยแท้
  • ไฟร์บอล (Fireball)  นักล่าที่มาพร้อม “เจ็ตแพ็ก” และ “เครื่องพ่นไฟ”

การออกแบบเหล่านี้ “จงใจ” ให้มัน “Over the top” (เว่อร์วัง) เพราะในโลกของหนัง พวกเขาคือ “ซูเปอร์สตาร์” พวกเขาต้องมี “กิมมิค” ที่คนดูจำได้ ต้องมี “ของเล่น” ที่ขายได้ นี่ไม่ใช่นักฆ่า… นี่คือ “สินค้า” ครับ!

3. สเปเชียลเอฟเฟกต์แบบ “อนาล็อก” (The Practical Effects)

คุณต้องรักยุค 80s ครับ! ยุคที่ยังไม่มี CGI เนียนๆ ทุกอย่างคือ “ของจริง” The Running Man เต็มไปด้วยเอฟเฟกต์แบบจับต้องได้

  • การระเบิด  ระเบิดคือระเบิด ตูมตามจริง เจ็บจริง
  • ฉากโหด  ฉากที่บัซซอว์โดนเลื่อยไฟฟ้าของตัวเอง (อุ๊บส์!) หรือฉากที่ซับซีโร่โดนลวดหนาม… มันคือ “เลือดปลอม” ที่สาดกระเซ็นแบบสะใจคนดูในยุคนั้น แม้จะดู “ปลอม” ในสายตาคนยุคนี้ แต่มันคือ “ศิลปะ” ของความดิบครับ
  • เอฟเฟกต์ “ดิจิทัล” ปลอมๆ  ฉาก “Deepfake” ที่ผมพูดถึงในตอนต้น แม้ในยุคนี้จะดูตลก แต่ในยุค 80s การ “ตัดต่อ” ภาพเคลื่อนไหวแบบนั้นถือเป็น “เวทมนตร์” ทางสายตา มันสื่อสาร “ไอเดีย” ของการบิดเบือนได้ชัดเจนมาก

โดยรวม งานภาพของ The Running Man คือ “ไทม์แคปซูล” ที่สมบูรณ์แบบ มันฉูดฉาด, เว่อร์วัง, แสงนีออนจัดเต็ม, และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์แบบดิบๆ ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ “สนุก” และ “น่าจดจำ” แม้เวลาจะผ่านไปเกือบ 40 ปี

3. “การแสดง” (The Performance)  เมื่อ “คนที่ใช่” มาอยู่ใน “บทที่ใช่”

มาถึงส่วนที่ผมคิดว่า “ยอดเยี่ยม” ที่สุดของหนังเรื่องนี้ครับ… “การแสดง” ซึ่งผมไม่ได้หมายถึงการแสดงระดับออสการ์นะ แต่หมายถึงการ “แคสติ้ง” ที่ “สมบูรณ์แบบ” จนไม่สามารถหาใครมาแทนได้

อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ (ในบท เบน ริชาร์ดส์)

นี่คือ “ยุคทอง” ของอาร์โนลด์ครับ ก่อนที่เขาจะไปพีคสุดๆ กับ Total Recall หรือ T2 ในเรื่องนี้ อาร์โนลด์ คือ อาร์โนลด์ ครับ! เขาคือ “ฮีโร่กล้ามโต” ที่มาพร้อม “เสน่ห์” และ… “คำคม” (One-Liners)

การแสดงของอาร์โนลด์ในเรื่องนี้ ไม่ได้เน้นการแสดงอารมณ์ดราม่าลึกซึ้ง (ซึ่งเขาก็ทำไม่เก่งอยู่แล้ว) แต่เขาใช้ “บุคลิก” (Persona) ของตัวเองในการ “แบก” หนังทั้งเรื่อง

  • เสน่ห์ของฮีโร่จำเป็น  ริชาร์ดส์ ไม่ได้อยากเป็นฮีโร่ เขาแค่อยากหนี แต่สถานการณ์บังคับให้เขาต้องสู้ และอาร์โนลด์ก็ถ่ายทอดความ “หัวแข็ง” และ “ไม่ยอมคน” นี้ออกมาได้ยอดเยี่ยม
  • The King of One-Liners  นี่คือจุดเด่นที่สุด! หนังเรื่องนี้คือ “ขุมทรัพย์” ของคำคมฆ่าคน ทุกครั้งที่อาร์โนลด์กำจัดสตอล์กเกอร์ได้หนึ่งคน เขาจะต้อง “ตบมุก” ปิดท้ายเสมอ
    • (หลังจากจัดการซับซีโร่) “Here is Subzero! Now… plain zero!” (นี่คือซับซีโร่! ตอนนี้… เหลือแค่ศูนย์!)
    • (หลังจากผ่าบัซซอว์เป็นสองซีก) “He had to split.” (เขาต้อง ‘แยก’ ตัวไป)
    • (ตอนยิงไฟร์บอล) “What a hothead.” (ช่างเป็นคน ‘หัวร้อน’ จริงๆ)

การแสดงของเขาอาจจะ “แข็ง” ถ้าไปเทียบกับนักแสดงสายดราม่า แต่สำหรับหนังแบบนี้… นี่คือ “ความสมบูรณ์แบบ” ครับ เขาคือฮีโร่ที่คนดู “รัก” และ “เอาใจช่วย” ได้ในทันที

และ… The MVP… ริชาร์ด ดอว์สัน (ในบท เดมอน คิลเลียน)

นี่ครับ! นี่คือ “เพชรเม็ดงาม” ของหนังเรื่องนี้! ถ้าไม่มีการแสดงของคนๆ นี้ The Running Man จะเป็นแค่หนังแอ็กชันเกรดบีธรรมดาๆ

ทำไมเขาสุดยอด? เพราะ ริชาร์ด ดอว์สัน… ไม่ใช่ “นักแสดง” มาก่อนครับ! เขาคือ “พิธีกรเกมโชว์” ตัวจริงเสียงจริง! เขาดังมากจากรายการ Family Feud (ต้นฉบับของ 4 ต่อ 4 แฟมิลี่เกม บ้านเรา)

การที่หนังเอา “พิธีกรขวัญใจมหาชน” ตัวจริง มารับบท “พิธีกรฆาตกร” จอมบงการ… นี่คือการแคสติ้งที่ “อัจฉริยะ” ที่สุด!

  • เสน่ห์ที่น่าสะอิดสะเอียน  ดอว์สัน ไม่ได้ “แสดง” เป็นพิธีกร… เขา “เป็น” พิธีกรครับ! รอยยิ้มเสแสร้ง, การ “จูบ” ผู้ชม, การพูดจาที่ลื่นไหล, การ “เล่น” กับคนดูในห้องส่ง… เขามี “เสน่ห์” ที่ทำให้คนดู “รัก” เขา
  • ความเหี้ยมหลังม่าน  แต่ในวินาทีที่กล้องตัดไปหลังเวที รอยยิ้มนั้นจะหายไปทันที กลายเป็นใบหน้าที่ “เย็นชา”, “อำมหิต”, และ “พร้อมจะทำทุกอย่าง” เพื่อเรตติ้ง เขาสั่งฆ่าคนเหมือนสั่งกาแฟ
  • เคมีที่เข้ากัน (แบบตรงข้าม)  การปะทะกันระหว่าง “พลังกาย” (อาร์โนลด์) กับ “พลังสื่อ” (ดอว์สัน) คือ “หัวใจ” ของเรื่อง คิลเลียน คือ “บอส” ที่อาร์โนลด์ “ต่อย” ไม่ถึง เพราะเขาซ่อนตัวอยู่หลังเรตติ้งและหน้าจอทีวี

การแสดงของ ริชาร์ด ดอว์สัน คือสิ่งที่ “ยกระดับ” หนังทั้งเรื่อง เขามอบ “ความสมจริง” ที่น่าขนลุกให้กับ “แนวคิด” ของหนัง เขาทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่า “ไอ้บ้านี่… มันทำได้จริง”

เหล่านักแสดงสมทบ (The Sidekicks & Stalkers)

  • มาเรีย คอนชิตา อลอนโซ (แอมเบอร์)  เธอทำหน้าที่ “นางเอก” ยุค 80s ได้ดี คือเป็นทั้ง “ตัวถ่วง” และ “คนที่ทำให้พระเอกต้องโชว์แมน” แต่เธอก็เป็น “สายตา” ของคนดูที่ยัง “ปกติ” ที่สุดในเรื่อง
  • เหล่านักสู้  ยาเฟ็ต คอตโต (ไวแอตต์) และ มิก ฟลีตวูด (นักดนตรีวง Fleetwood Mac!) ที่มารับบทเป็นผู้นำกบฏ ก็สร้างสีสันและความ “จริงจัง” ให้กับหนังได้ด
  • เหล่าสตอล์กเกอร์  ส่วนใหญ่เป็นนักมวยปล้ำ (เช่น โปรเฟสเซอร์ โทรู ทานากะ) หรือนักแสดงร่างยักษ์ การแสดงของพวกเขาคือการ “เล่นใหญ่” รัชดาลัย ซึ่ง “ถูกต้อง” แล้วสำหรับบทบาท “ตัวร้ายในเกมโชว์”

บทสรุป  ความบันเทิงที่ “เตือนสติ”

The Running Man (เดอะ รันนิ่ง แมน) อาจจะไม่ใช่หนังที่ “ลึกซึ้ง” ที่สุด ไม่ใช่หนังที่ “สมจริง” ที่สุด และแน่นอนว่าไม่ใช่หนังที่ “บทดี” ที่สุด

แต่มันคือหนังที่ “โคตรสนุก” ที่มาพร้อมกับ “สาส์น” ที่ทรงพลังและ “ข้ามกาลเวลา” ได้อย่างน่าทึ่ง

มันคือ “แคปซูลเวลา” ชั้นดีของยุค 80s ที่เต็มไปด้วยแอ็กชันมันส์ๆ, เอฟเฟกต์ดิบๆ, แสงนีออนแสบตา และคำคมสุดกวน… แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือ “คำพยากรณ์” ที่แม่นยำจนน่ากลัว เกี่ยวกับสังคมที่ “เสพติด” ความรุนแรง, “หลงเชื่อ” สื่อที่บิดเบือน, และ “ยอม” ให้ “เรตติ้ง” มากำหนด “ศีลธรรม”

นี่คือหนังที่ตบหน้าเราเบาๆ แล้วถามว่า… “ทุกวันนี้ รายการเรียลลิตี้ที่เราดู, ข่าวที่เราเสพ, หรือดราม่าในโซเชียลที่เราตาม… มันต่างจาก ‘The Running Man’ แค่ไหนกันเชียว?”

เป็นหนังแอ็กชันที่ดูจบแล้ว… “มันส์” แต่ก็ “คิดหนัก” ครับ! movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *