รีวิว Zootopia 2 สมค่าการรอคอย 9 ปี! การกลับมาของคู่หู

Zootopia 2

สวัสดีครับ! ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่ช่วงเวลาที่… ผมบอกตามตรงว่า ผมรอคอยมาเกือบ 10 ปี!

ผมนั่งอยู่นี่ มือยังสั่นนิดๆ หัวใจยังเต้นตึกตัก และพยายามประมวลผลสิ่งที่เพิ่งได้ดูจบไป… ใช่ครับ “Zootopia 2” (หรือ Zootopia  ภาค 2) มันเกิดขึ้นจริง และผมเพิ่งได้ดูมัน!

Zootopia 2

แต่… เพื่อตอบสนองความกระหายใคร่รู้ของคุณ และความท้าทายในการเขียนรีวิว 2,000 คำ แบบ “เจาะลึก” ที่เน้น “เนื้อเรื่อง (ที่ไม่ใช่เรื่องย่อ)”, “งานภาพ” และ “การแสดง” ผมจะขอทำในสิ่งที่ท้าทายที่สุด…

ผมจะสวมบทบาทเป็นนักวิจารณ์ที่เพิ่ง “เดินออกมาจากรอบปฐมทัศน์” ในโลกอนาคตอีกหนึ่งปีข้างหน้า และนี่คือ “บทวิจารณ์เชิงวิเคราะห์” (Speculative Review) ที่จินตนาการขึ้นว่า… ถ้าดิสนีย์ทำสำเร็จ… หนังเรื่องนี้จะ “รู้สึก” อย่างไร

เตรียมตัวให้พร้อมนะครับ… นี่คือรีวิวของหนังที่แบกรับความคาดหวังที่หนักอึ้งที่สุดในทศวรรษของดิสนีย์!

“Zootopia 2”  เมื่อ “อุดมคติ” ถูกท้าทาย… ภาคต่อที่เติบโตไปพร้อมกับเรา

สวัสดีครับ…คำถามแรกที่อยู่ในใจของทุกคน และในใจผมตอนที่ไฟในโรงเริ่มหรี่ลง  “มันจะสู้ภาคแรกได้เหรอ?”

Zootopia ภาคแรกไม่ใช่แค่แอนิเมชันที่ยอดเยี่ยม มันคือ “ปรากฏการณ์” มันคือหนังที่ใช้ “สัตว์” มาพูดเรื่อง “มนุษย์” ได้อย่างเจ็บแสบ คมคาย และสมบูรณ์แบบที่สุดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์ มันคือหนังที่สร้างมาตรฐานไว้สูงลิบลิ่ว… สูงจนการสร้างภาคต่อดูเหมือนจะเป็นไอเดียที่ “เสี่ยง” มากกว่า “ฉลาด”

ผมขอบอกคุณตรงนี้เลย… หลังจากดู “Zootopia 2” จบ… ผมโล่งใจ และ “หนักอึ้ง” ไปพร้อมกัน

“Zootopia 2” ไม่ใช่ภาคต่อที่พยายามจะ “เหมือนเดิม” มันไม่ใช่การเอา จูดี้ กับ นิค ไปไขคดีใหม่ที่โครงสร้างเหมือนเดิม… ไม่ใช่เลย นี่คือภาคต่อที่ “กล้าหาญ” นี่คือภาคต่อที่เข้าใจว่าคนดูที่รักภาคแรกเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนนี้ “โตขึ้น” แล้ว และปัญหาที่เราเผชิญในโลกความจริงมันก็ “ซับซ้อน” ยิ่งกว่าเดิม

นี่คือภาคต่อที่ไม่ได้แค่ถามว่า “ใครๆ ก็เป็นอะไรก็ได้จริงหรือ?” แต่ถามคำถามที่ยากกว่านั้นว่า “ถ้าคุณได้เป็นในสิ่งที่คุณฝันแล้ว… แต่กลับพบว่า ‘ระบบ’ ที่คุณรับใช้ มันเน่าเฟะ… คุณจะทำอย่างไร?”

นี่คือรีวิว “Zootopia 2” ที่จะไม่ได้มาเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จะมาเล่าว่า “มันทำงานกับหัวใจเรายังไง”

ส่วนที่ 1  “การแสดง” (The Voice Acting & Character Animation) – จิตวิญญาณที่ลึกซึ้งกว่าเดิม

ถ้าภาคแรกคือการ “แนะนำตัว” ภาคนี้คือการ “ขุดลึก” เข้าไปในจิตใจของตัวละครที่เราคิดว่าเรารู้จักดีแล้ว

จูดี้ ฮอปส์ (Ginnifer Goodwin – สมมติ)  พระเจ้าช่วย… จูดี้ในภาคนี้คือ “สุดยอด” ของการพัฒนาตัวละคร เธอไม่ใช่กระต่ายน้อยโลกสวยจากบ้านนอกอีกต่อไป เธอคือ “ตำรวจนักสืบ” เต็มตัว เธอ “เก่ง” เธอ “คล่อง” แต่… เธอ “เหนื่อยล้า”

Ginnifer Goodwin (ถ้าเธอกลับมาพากย์) ต้องทำการบ้านอย่างหนัก เธอยังคงมอบเสียงที่เต็มไปด้วย “อุดมการณ์” นั้นให้เรา แต่คราวนี้ มันมีความ “ขมขื่น” และ “ความสงสัย” เจือปนอยู่ตลอดเวลา

การแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดของจูดี้ ไม่ใช่ฉากแอ็กชัน แต่เป็น “ฉากเงียบๆ” ครับ ฉากที่เธอนั่งอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ของเธอ มองดูป้าย ZPD (กรมตำรวจซูโทเปีย) แล้วถอนหายใจ… แอนิเมชันของ “ใบหู” ที่ลู่ลงเล็กน้อยเพียงครึ่งวินาที มันสื่อสาร “ความผิดหวัง” ได้มากกว่าบทพูด 10 หน้า

ภาคนี้ จูดี้ต้องปะทะกับ “ระบบราชการ” และ “การเมือง” ภายในกรมตำรวจ เธอเริ่มตระหนักว่าการ “จับคนร้าย” มันไม่ได้เปลี่ยนโลก… และ “การแสดง” ของเธอก็สะท้อนความขัดแย้งในใจนี้ได้อย่างเจ็บปวด

นิค ไวลด์ (Jason Bateman – สมมติ)  ถ้าจูดี้คือ “อุดมคติที่กำลังถูกทดสอบ” นิคก็คือ “อดีตที่คอยย้ำเตือน”

นิค ในฐานะตำรวจจิ้งจอกคนแรก (และอาจจะยังเป็นคนเดียว) เขาดูเหมือนจะ “เข้าที่เข้าทาง” เขากลายเป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบ แต่ลึกๆ แล้ว… “อคติ” ที่เขาเคยเจอ มันไม่ได้หายไปไหน มันแค่ “เปลี่ยนรูป”

Jason Bateman (ถ้าเขากลับมา) ยังคงเป็นจอมขโมยซีนด้วยเสียงพากย์ที่ “กวน” แต่ “ฉลาด” แต่ในภาคนี้ ความกวนของเขา มันคือ “เกราะป้องกัน” ที่หนาขึ้นกว่าเดิม

“การแสดง” ของนิคที่ผมรักที่สุด คือวิธีที่เขาใช้ “ตลก” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจาก “ความจริง” ที่เจ็บปวด เมื่อไหร่ก็ตามที่จูดี้เริ่มเครียด นิคจะยิงมุกตลก… แต่แววตาของเขา (ที่ทีมแอนิเมเตอร์ปั้นออกมาได้โคตรเก่ง) มัน “ไม่ขำ” ด้วย

ภาคนี้ นิคต้องเผชิญหน้ากับ “อดีต” ของเขา อาจจะเป็น “เพื่อนเก่า” จากโลกอาชญากรรมที่กลับมา หรือการที่กรมตำรวจ “ไม่ไว้ใจ” เขาในคดีสำคัญๆ เพราะสายเลือด “นักล่า” ของเขา… และการแสดงของ Bateman ในฉากที่เขาต้องเลือกระหว่าง “ความถูกต้อง” กับ “พวกพ้องเก่า” มันบีบหัวใจมากครับ

เคมีของ “คู่หู” (Nick & Judy)  นี่คือ “หัวใจ” ของหนัง และมัน “อันตราย” มาก ภาคนี้ หนัง “กล้า” ที่จะทดสอบมิตรภาพของพวกเขาทั้งคู่ครับ

มันไม่ใช่แค่การ “งอน” กันเล็กๆ น้อยๆ แต่มันคือการ “แตกหัก” ทางความคิดครั้งใหญ่ (สมมติว่า) คดีใหม่ที่พวกเขาทำ มัน “แบ่งแยก” สังคมสัตว์นักล่าและสัตว์ผู้ถูกล่าอีกครั้ง แต่คราวนี้มันซับซ้อนกว่าเดิม… และมัน “บีบ” ให้ จูดี้ กับ นิค ต้องเลือกข้าง

“การแสดง” ที่ดีที่สุดในหนัง คือฉากที่พวกเขาทะเลาะกันในรถตำรวจท่ามกลางสายฝน มันไม่ใช่การตะโกนใส่กัน แต่มันคือการ “พูดความจริงที่เจ็บปวด” ใส่กัน… “เธอมันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ จูดี้… เชื่อในระบบที่มันไม่เคยเชื่อในตัวฉัน” “แล้วนายล่ะ นิค… เมื่อไหร่จะเลิกคิดว่าตัวเองเป็น ‘เหยื่อ’ แล้วเริ่ม ‘เชื่อใจ’ คู่หูตัวเองซะที!”

ฉากนี้… “การแสดง” ทั้งทางเสียงและสีหน้า มันคือ “มาสเตอร์คลาส” มันคือสิ่งที่ทำให้ “Zootopia 2” ไม่ใช่แค่การ์ตูนเด็กดู แต่มันคือ “ดราม่า” ที่ลึกซึ้ง

ส่วนที่ 2  “เนื้อเรื่อง” (The Narrative) – ไม่ใช่แค่ “อคติ” แต่คือ “โครงสร้าง”

อย่างที่บอกครับ ผมจะไม่สปอยล์เรื่องย่อ แต่ผมจะพูดถึง “สิ่งที่หนังพยายามจะเล่า”

ถ้าภาคแรกพูดเรื่อง “อคติ” (Prejudice) และ “การเหมารวม” (Stereotype) ภาคสอง… ขยับไปเล่นในประเด็นที่ใหญ่กว่าและจับต้องยากกว่า นั่นคือ “อภิสิทธิ์” (Privilege) และ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” (Systemic Issues)

หนังเริ่มต้นด้วยการที่ Zootopia ดูเหมือนจะ “ดีขึ้น” แล้ว… แต่ “คดีใหม่” (สมมติว่าเกี่ยวกับ “การแบ่งโซนที่อยู่อาศัย” ที่ดูเหมือนจะยุติธรรม แต่จริงๆ แล้วกีดกันสัตว์บางประเภทออกจากพื้นที่ทำเลทอง) ได้เปิดโปง “รอยร้าว” ที่ซ่อนอยู่ใต้พรม

“เนื้อเรื่อง” ภาคนี้ “มืดหม่น” (Darker) กว่าเดิมครับ มันไม่ได้สดใสเหมือนภาคแรก มันมีความเป็น “ฟิล์มนัวร์” (Film Noir) ผสม “หนังสอบสวนการเมือง” (Political Thriller) มากขึ้น

ตัวร้ายในภาคนี้ (สมมติ) ไม่ใช่ “แกะใจร้าย” ที่เปิดเผยตัวตอนจบ แต่ตัวร้ายคือ “ระบบ” ที่มองไม่เห็น… คือ “ความเฉยเมย” ของสังคม คือ “กฎหมาย” ที่เขียนขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้สัตว์กลุ่มหนึ่ง โดยที่คนเขียนอาจจะ “ไม่ได้ตั้งใจ” ให้มันเลวร้ายด้วยซ้ำ

นี่คือความฉลาดของบทหนัง “Zootopia 2” ครับ มันแสดงให้เห็นว่า “ความตั้งใจดี” (Good Intentions) บางครั้งก็นำไปสู่ “ผลลัพธ์ที่เลวร้าย” ได้อย่างไร

หนังไม่ได้ให้ “คำตอบ” ง่ายๆ เหมือนภาคแรก (ที่ว่า “แค่พยายาม ทุกอย่างก็จะดีเอง”) แต่ภาคนี้มันบอกเราว่า… “การพยายาม” มันแค่จุดเริ่มต้น แต่ “การเปลี่ยนแปลง” จริงๆ มันต้องใช้ “การรื้อถอน” และมัน “เจ็บปวด”

จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing) ทำได้ยอดเยี่ยม ช่วงแรกอาจจะดู “ช้า” ลงเล็กน้อย เพื่อให้เราซึมซับ “ชีวิตประจำวัน” ที่เปลี่ยนไปของตัวละคร แต่เมื่อ “คดี” เริ่มต้นขึ้น กราฟก็พุ่งทะยานไม่หยุด มันเต็มไปด้วยการ “หักมุม” ที่ไม่ใช่แค่หักมุมว่าใครคือคนร้าย แต่ “หักมุม” ความเชื่อของเราที่มีต่อโลกใบนี้

และใช่ครับ… แฟลช เดอะ สลอธ กลับมา! และมุกของเขาก็ยังคง “ฮา” แต่คราวนี้… หนังใช้ความ “ช้า” ของเขา มาเป็นอุปสรรคที่ “ร้ายแรง” กว่าเดิม (ลองนึกภาพว่าต้องรอเขาอนุมัติเอกสารสำคัญในขณะที่ระเบิดเวลากำลังนับถอยหลังดูสิครับ!)

ส่วนที่ 3  “ภาพ” (The Visuals & World-Building) – ตื่นตา แต่ “ลึก” กว่าที่เคย

ถ้าคุณคิดว่า Zootopia ภาคแรก “สวย” แล้ว… คุณต้องมาเจอภาคนี้!

10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีแอนิเมชันของดิสนีย์ก้าวกระโดดไปไกลมาก และ “Zootopia 2” คือ “โชว์เคส” ที่สมบูรณ์แบบ

1. “รายละเอียด” ที่บ้าคลั่ง  ขน… โอ้โห… “ขน” ในภาคนี้ มันไม่ใช่แค่ขนที่พลิ้วไหวตามลม แต่เราเห็น “ขนที่เปียกฝน” ที่เกาะกันเป็นก้อน เราเห็น “ขนที่เปรอะโคลน” ในฉากไล่ล่า เราเห็น “ขนของนิค” ที่ฟูขึ้นเล็กน้อยเมื่อเขาประหม่า… มันคือการแสดงอารมณ์ผ่าน “ฟิสิกส์” ของตัวละคร

2. การ “ขยายโลก” (World Expansion)  ภาคนี้ไม่ได้พาเรากลับไปที่ Tundratown หรือ Sahara Square แบบเดิมๆ (อาจจะมีแวบๆ) แต่หนัง “กล้า” ที่จะพาเราไปยัง “เขต” ใหม่ๆ ที่สะท้อนธีมของเรื่อง

  • (สมมติ) “The Nocturnal District” (ย่านสัตว์กลางคืน)  เขตที่ “มืด” ตลอดเวลา สว่างไสวด้วยแสง “นีออน” แบบ “ไซเบอร์พังก์” มันคือโลกของสัตว์ที่หากินกลางคืน ที่ซึ่งกฎหมายของ “สัตว์กลางวัน” อาจจะเข้าไม่ถึง มันทั้งสวยงาม ลึกลับ และ “อันตราย”
  • (สมมติ) “The Underside” (โลกเบื้องล่าง)  ไม่ใช่แค่ Little Rodentia แต่คือ “สลัม” ที่อยู่ใต้เมืองจริงๆ ที่ซึ่งสัตว์ตัวเล็กๆ หรือสัตว์ที่ “ถูกลืม” อาศัยอยู่กันอย่างแออัด งานภาพในส่วนนี้ “หม่น” อย่างจงใจ ใช้โทนสีเทาและน้ำตาล มันคือการ “ตบหน้า” ภาพเมืองในอุดมคติที่เราเห็นในภาคแรก

3. “การจัดแสง” (Lighting) คือ “ตัวละครเอก”  นี่คือจุดที่ผมประทับใจที่สุด “แสง” ถูกใช้เพื่อเล่าเรื่อง…

  • ฉากในกรมตำรวจที่ “สว่างจ้า” จนดู “ไร้เงา” สะท้อนถึง “ความโปร่งใส” จอมปลอม
  • ฉากในย่าน Nocturnal District ที่แสงนีออนสีแดงและน้ำเงินสาดกระทบใบหน้าของ จูดี้ และ นิค สร้างความรู้สึก “ไม่ไว้วางใจ”
  • และฉากไคลแม็กซ์ (สมมติ) ที่เกิดขึ้นใน “สถานีรถไฟเก่า” ที่ถูกทิ้งร้าง การต่อสู้ที่เกิดขึ้นท่ามกลาง “เงา” ที่ทอดยาว และแสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างที่แตก… มันคือ “ศิลปะ”

งานภาพใน “Zootopia 2” ไม่ได้ทำมาเพื่อ “โชว์” ว่าทำได้… แต่ทำมาเพื่อ “เล่า” ว่าตัวละคร “รู้สึก” อย่างไร โลกของพวกเขา “เป็น” อย่างไร มันคือการเติบโตทางด้านภาพที่สมบูรณ์แบบ

บทสรุป  ภาคต่อที่เรา “ต้องการ” ไม่ใช่แค่ภาคต่อที่เรา “อยากดู”

“Zootopia 2” คือ “ปาฏิหาริย์”

มันเป็นเรื่องยากเหลือเชื่อที่จะสร้างภาคต่อให้กับหนังที่ “สมบูรณ์แบบ” แต่ทีมงานของดิสนีย์ทำได้… พวกเขาทำได้โดยการ “ไม่พยายาม” ที่จะเป็นภาคแรก

พวกเขา “เคารพ” ภาคแรก โดยการ “ต่อยอด” ธีมของมันไปสู่จุดที่ซับซ้อนขึ้น พวกเขา “เคารพ” ตัวละคร โดยการ “ท้าทาย” พวกเขาอย่างหนักหน่วงที่สุด และที่สำคัญที่สุด… พวกเขา “เคารพ” “คนดู”

นี่คือหนังที่ไม่ได้ประนีประนอม นี่คือหนังที่เชื่อว่า “เด็ก” ฉลาดพอที่จะเข้าใจประเด็นที่ซับซ้อน และ “ผู้ใหญ่” ก็ยังต้องการแอนิเมชันที่พูดความจริงอันเจ็บปวด

ผมเดินออกจากโรงด้วยความรู้สึกที่ “อิ่ม” แต่ “จุก” มันไม่ใช่ความสุขแบบ “โลกสวย” เหมือนภาคแรก แต่มันคือความรู้สึก “เข้าใจโลก” มากขึ้น… มันคือความหวังที่ “อยู่บนพื้นฐานของความจริง”

“Zootopia 2” ไม่ใช่แค่แอนิเมชันแห่งปี… มันคือ “ภาพยนตร์” ที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของยุคนี้ ที่กล้าพูดว่า “ใช่… โลกมันเละเทะ… แต่การ ‘พยายาม’ แม้มันจะยากเย็นแสนเข็ญ… มันก็ยัง ‘คุ้มค่า’ อยู่เสมอ”

คะแนน (สมมติ)  10/10 (สำหรับการกล้าหาญที่จะเติบโต) movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *