รีวิว 10 หนังตลกฝรั่งน่าดู ชาตินี้ห้ามพลาด ฮาขากรรไกรค้าง

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เตรียมป๊อปคอร์นและเครื่องดื่มเย็นๆ ไว้ให้พร้อมเลย เพราะเราจะมานั่งจับเข่าคุยกันยาวๆ แบบเจาะลึกสุดๆ กับ 10 รีวิวหนังตลกฝรั่งน่าดู บอกก่อนเลยว่ารีวิวนี้เราจะ ไม่มานั่งเล่าย่อเรื่องให้เสียเวลา เพราะคุณหาอ่านที่ไหนก็ได้ แต่เราจะมาผ่าตัดกันให้เห็นถึงแก่น ว่าทำไมหนังพวกนี้มันถึงตลก! งานภาพเขาสื่อสารยังไง จังหวะการแสดงมันเทพขนาดไหน ทำไมบางเรื่องถึงเป็นตำนานที่ดูกี่รอบก็ยังขำก๊าก ถ้าพร้อมจะเสพความบันเทิงแบบมีกึ๋นแล้ว ลุยกันเลยครับ!

Superbad (2007)  วัยรุ่นว้าวุ่นและการก้าวผ่านวัยที่ฮาจนปอดแหก

เนื้อเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ รีวิวหนังตลกฝรั่งน่าดู เรื่องนี้ไม่ใช่แค่หนังวัยรุ่นอยากกินเหล้าแล้วจบนะครับ ความเจ๋งของบทย่อๆ คือมันเขียนออกมาจากความเนิร์ด ความเด๋อด๋า และความกลัวการแยกย้ายจากเพื่อนสนิทจริงๆ จังหวะความตลกของ Superbad มันคือความ “เรียล” แบบสุดขีด บทสนทนามันเหมือนเราแอบฟังเด็กมัธยมคุยกันหลังห้องเรียน มันมีความหยาบคายแบบไร้เดียงสา มุกตลกมันไม่ได้ถูกเซ็ตอัพมาแบบละครเวที แต่มันเกิดจากความบรรลัยที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจากเรื่องเล็กๆ จนกลายเป็นหายนะระดับจังหวัด เป็นความตลกที่เกิดจากความอับอาย (Cringe Comedy) ที่เราดูแล้วต้องเอามือปิดหน้าแต่ก็หยุดขำไม่ได้

งานภาพและการเล่าเรื่อง คุณอาจจะคิดว่าหนังตลกไม่ต้องเน้นภาพ แต่เรื่องนี้ผู้กำกับใช้มุมกล้องแบบ Handheld (ถือกล้องถ่าย) ในหลายๆ ฉาก ทำให้เรารู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนอีกคนที่วิ่งตามพวกตัวเอกไปในปาร์ตี้ สีสันของหนังไม่ได้ดูฉูดฉาดแบบหนังวัยรุ่นเรื่องอื่น แต่มันมีความมืดๆ หม่นๆ ตามแสงไฟถนน แสงไฟปาร์ตี้ ซึ่งมันช่วยขยี้ความ “ไม่สมบูรณ์แบบ” ของชีวิตวัยรุ่นได้ดีมากๆ งานภาพมันส่งให้เราเชื่อว่า นี่คือเรื่องจริงของเด็กเนิร์ดสามคน

การแสดง ต้องกราบเคมีของ Jonah Hill และ Michael Cera มันคือความลงตัวของคนที่เล่นใหญ่ เอะอะโวยวาย กับคนที่เงียบๆ หงิมๆ พูดจาตะกุกตะกัก ทั้งคู่ด้นสด (Improvise) เก่งมากจนเราเชื่อสนิทใจว่านี่คือเพื่อนรักกันมาแต่เด็ก และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Christopher MintzPlasse ในบท “McLovin” เขาขโมยซีนทุกฉากที่ออกกล้อง ด้วยการแสดงที่หน้านิ่งแต่แฝงไปด้วยความมั่นใจแบบผิดที่ผิดทาง มันคือการแสดงระดับไอคอนิคที่ทำให้ตัวละครนี้มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

The Grand Budapest Hotel (2014)  ตลกหน้าตายในงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ

เนื้อเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ รีวิวหนังตลกฝรั่งน่าดู นี่คือตลกร้าย (Dark Comedy) ผสมความวายป่วงในสไตล์ของ Wes Anderson จังหวะหนังเรื่องนี้มันเหมือนนาฬิกาสวิสครับ ทุกอย่างเป๊ะ! มุกตลกมันมาเร็ว เคลมเร็ว และมักจะมาในรูปแบบของสถานการณ์ที่คอขาดบาดตายแต่ตัวละครกลับทำหน้าตายใส่กัน บทสนทนาในเรื่องนี้มีความเป็นวรรณกรรมสูงมาก ใช้คำสละสลวยแต่ด่ากันเจ็บแสบ มันคือความตลกที่เกิดจากความคอนทราสต์ระหว่างความหรูหราอลังการ กับความบ้าบอคอแตกของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

งานภาพและการเล่าเรื่อง ถ้าให้คะแนนงานภาพ เรื่องนี้คือ 100/10 ครับ! มันคือจุดเด่นที่สุด การจัดองค์ประกอบภาพแบบสมมาตร (Symmetry) สัดส่วนภาพที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยของเส้นเรื่อง และการใช้สีพาสเทลที่ดูเหมือนขนมเค้กราคาแพง มันทำให้หนังดูเหนือจริงเหมือนอยู่ในหนังสือนิทาน ความตลกของงานภาพคือการที่ผู้กำกับจงใจเซ็ตทุกอย่างให้ดูประดิษฐ์ประดอยขั้นสุด ไม่ว่าจะเป็นฉากวิ่งไล่ล่าหรือฉากยิงกัน มันดูเหมือนการเต้นรำมากกว่าฉากแอคชั่น ซึ่งมันสร้างเสียงหัวเราะในแบบที่คุณจะไม่เคยเห็นจากหนังเรื่องไหน

การแสดง Ralph Fiennes ในบทคุณกุสตาฟ คือหัวใจของเรื่องนี้ การแสดงของเขามันแพรวพราวมาก เขาสามารถพูดบทที่ยาวเป็นหางว่าวด้วยจังหวะที่เป๊ะเหมือนเครื่องจักร และสามารถสลับอารมณ์จากความสุภาพบุรุษจ๋าๆ ไปเป็นคนสบถคำหยาบได้อย่างไร้รอยต่อ ส่วนนักแสดงสมทบคนอื่นๆ ก็รับส่งมุกหน้าตายกันได้ยอดเยี่ยม ทุกคนเล่นเหมือนตัวเองอยู่ในละครเวทีที่ซีเรียสสุดๆ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้มันฮาจับใจ

Hot Fuzz (2007)  แอคชั่นคอมเมดี้ที่ตัดต่อได้เดือดและฮาที่สุดในโลก

เนื้อเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ รีวิวหนังตลกฝรั่งน่าดู คุณลองจินตนาการเอาหนังแอคชั่นสไตล์ Michael Bay มายัดใส่ในหมู่บ้านชนบทเล็กๆ ของอังกฤษที่เงียบสงบดูสิครับ นั่นแหละคือความฮาของ Hot Fuzz ผู้กำกับ Edgar Wright เอาคลีเช่ (พล็อตจำเจ) ของหนังตำรวจคู่หูมาล้อเลียนได้อย่างเจ็บแสบ บทมันฉลาดตรงที่ปูเรื่องให้ดูเป็นปริศนาฆาตกรรมธรรมดา แต่ค่อยๆ ไต่ระดับความบ้าคลั่งขึ้นไปเรื่อยๆ จนกราฟตอนจบพุ่งทะลุเพดาน มุกตลกไม่ได้มีแค่คำพูด แต่แฝงอยู่ในการกระทำเล็กๆ น้อยๆ และการกลับมาใช้มุกเดิมซ้ำในบริบทใหม่ (Running Gag) ที่ทำได้อย่างชาญฉลาด

งานภาพและการเล่าเรื่อง นี่คือหนังตลกที่เทคนิคแพรวพราวที่สุด การตัดต่อแบบฉับไว (Rapid Editing), การซูมแบบกระชาก (Crash Zooms), และการแพนกล้องอย่างรวดเร็ว (Whip Pans) ถูกเอามาใช้เพื่อสร้างความตลกล้วนๆ แค่ฉากตัวเอกเดินทางจากลอนดอนมาชนบท หรือฉากชงกาแฟ หนังก็ตัดต่อให้ดูยิ่งใหญ่เหมือนกำลังจะไปกู้โลก งานภาพมันล้อเลียนหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ตลอดเวลา ซึ่งแค่เห็นวิธีกำกับภาพก็ทำเอาเราอมยิ้มแล้ว

การแสดง เคมีคู่บุญระหว่าง Simon Pegg (รับบทตำรวจเจ้าระเบียบที่หน้าตึงตลอดเวลา) และ Nick Frost (ตำรวจภูธรที่บ้าหนังแอคชั่นและเห่ยสุดๆ) คือเดอะเบสท์ Pegg เล่นบทยึดติดกฎหมายได้น่าหมั่นไส้แต่ก็เอาใจช่วย ส่วน Frost คือตัวแทนของคนดูที่คอยตั้งคำถามตลกๆ ตลอดเวลา การแสดงของนักแสดงสมทบที่เป็นชาวบ้านก็เล่นเบอร์ใหญ่กันทุกคน ภายใต้รอยยิ้มหวานๆ ซ่อนความจิตประหลาดไว้ได้อย่างแนบเนียน

Step Brothers (2008)  ความไร้สาระขั้นสุด ที่หยุดขำไม่ได้

เนื้อเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ รีวิวหนังตลกฝรั่งน่าดู ไม่มีพล็อตอะไรซับซ้อนเลยครับ! แค่ชายวัย 40 สองคนที่ยังทำตัวเป็นเด็ก 12 ขวบต้องมาอยู่บ้านเดียวกันเพราะพ่อแม่แต่งงานใหม่ หนังเรื่องนี้คือบทพิสูจน์ของคำว่า “ไม่ต้องมีสาระก็เป็นหนังที่ดีได้” จังหวะคอมเมดี้มันคือความ Absurd (ไร้เหตุผล/บ้าบอ) ล้วนๆ มันก้าวข้ามเส้นของความสมจริงไปสู่ความวินาศสันตะโร เราจะขำกับความงี่เง่าของตัวละครที่ทะเลาะกันเรื่องไร้สาระที่สุดในโลก เป็นหนังที่ดูเอามันส์ เอาฮา ปล่อยสมองไหลไปกับมุกตลกเจ็บตัวและคำด่าที่สร้างสรรค์สุดๆ

งานภาพและการเล่าเรื่อง ที่น่าสนใจคือ ผู้กำกับ Adam McKay เลือกที่จะนำเสนองานภาพแบบ “หนังดราม่าครอบครัวธรรมดาๆ” มุมกล้อง แสง สี ทุกอย่างดูปกติมากเหมือนซีรีส์ครอบครัวอบอุ่นทั่วไป ซึ่งไอ้ความปกตินี่แหละที่มันไปขัดแย้งกับการกระทำอันสุดแสนจะวิปริตและบ้าบอของตัวละครอย่างสิ้นเชิง มันทำให้เรารู้สึกว่าโลกในหนังมันคือโลกจริง แต่มีไอ้บ้าสองคนนี้หลุดเข้ามา ทำให้อะไรๆ มันดูตลกหน้าตายไปหมด

การแสดง ใครจะเล่นบทผู้ชายวัยกลางคนที่สมองยังไม่โตได้ดีเท่า Will Ferrell และ John C. Reilly อีกล่ะครับ? สองคนนี้ทุ่มสุดตัวมาก การแสดงภาษากาย (Physical Comedy) ทั้งการเดิน การวิ่ง การทำลายข้าวของ หรือแม้แต่การร้องไห้งอแง มันถอดแบบเด็กเอาแต่ใจมาเป๊ะๆ พวกเขากล้าที่จะทำหน้าเกลียด กล้าที่จะดูน่าสมเพช เพื่อแลกกับเสียงหัวเราะของคนดู ซึ่งเคมีของสองคนนี้มันเข้าขากันระดับที่ว่า แค่มองหน้ากันเฉยๆ คนดูก็ขำรอแล้ว

หนังตลกฝรั่งน่าดู

Tropic Thunder (2008)  ตลกร้ายที่กัดจิกฮอลลีวูดจนเหวอะหวะ

เนื้อเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ เนื้อเรื่องว่าด้วยกลุ่มนักแสดงซุปตาร์ที่ไปถ่ายหนังสงครามในป่าลึก แต่ดันไปเจอพวกค้ายาของจริงเข้า จังหวะความฮาของเรื่องนี้คือการเสียดสี (Satire) ล้วนๆ ครับ มันจิกกัดทุกอย่างในวงการบันเทิง ทั้งดาราที่บ้าวิธีเข้าถึงบทบาท (Method Acting) แบบเกินพอดี, ดาราแอคชั่นที่กลัวตกกระป๋อง, ดาราตลกที่อยากเล่นบทดราม่าล่ารางวัล บทมันทั้งแสบ ทั้งฮา และมีความกล้าหาญมากที่กล้าเล่นประเด็นอ่อนไหวหลายๆ อย่างให้กลายเป็นเรื่องตลกได้อย่างมีศิลปะ

งานภาพและการเล่าเรื่อง หนังลงทุนสร้างฉากสงครามออกมาให้ดู “อลังการเหมือนหนังสงครามจริงๆ” ระเบิดภูเขาเผากระท่อมยิ่งกว่าหนังแอคชั่นหลายเรื่องซะอีก การที่งานภาพมันดูซีเรียส สมจริง ขึงขังระดับนี้ มันยิ่งผลักดันให้ความเด๋อและความโง่เขลาของแก๊งนักแสดงตัวเอกดูตลกและย้อนแย้งมากขึ้นไปอีกครับ มันหลอกตาเราให้คิดว่าดูหนังสงคราม แต่บทพูดคือหนังตลกคาเฟ่ชัดๆ

การแสดง เรื่องนี้เป็นการรวมพลนักแสดงที่ปล่อยของกันแบบไม่เกรงใจใคร Robert Downey Jr. ในบทนักแสดงออสการ์ชาวออสเตรเลียที่ไปผ่าตัดเปลี่ยนสีผิวตัวเองให้เป็นคนดำเพื่อรับบทในหนัง… นี่คือการแสดงที่เสี่ยงมากแต่เขาทำได้ฮาและได้ชิงออสการ์จริงๆ! Ben Stiller ก็ฮาในแบบคนหลงตัวเอง และที่พีคที่สุดคือ Tom Cruise ในบทนายทุนหนัง Les Grossman ที่ลบภาพจำพระเอกหล่อเนี้ยบไปหมดสิ้น ทั้งพุงพุ้ย หัวล้าน ปากจัด และเต้นฮิปฮอปได้พริ้วสุดๆ แค่ดูการแสดงก็คุ้มค่าตั๋วแล้วครับ

Game Night (2018)  คืนป่วนเกมหรรษา ฮาแบบมีสไตล์

เนื้อเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ รีวิวหนังตลกฝรั่งน่าดู เมื่อกลุ่มเพื่อนที่ชอบนัดกันเล่นบอร์ดเกม ต้องมาเจอกับเกมลักพาตัวสวมรอย แต่ปรากฏว่ามันคือการลักพาตัวของจริง! บทหนังเรื่องนี้ฉลาดมากครับ มันคอยสับขาหลอกคนดูตลอดเวลาว่าอันไหนเกม อันไหนเรื่องจริง จังหวะตลกมันเกิดจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน (Situational Comedy) ที่ตัวละครดันเอาทัศนคติแบบคนเล่นเกมไปแก้ปัญหาอาชญากรรมจริงๆ มันมีความเป็นหนังทริลเลอร์สืบสวนที่ถูกเคลือบด้วยมุกตลกที่คมคาย ไม่หยาบโลนจนเกินไป และไหลลื่นมากๆ

งานภาพและการเล่าเรื่อง เป็นหนังตลกที่งานภาพ “เท่” ที่สุดเรื่องหนึ่งเลยครับ หนังใช้เทคนิคการถ่ายภาพกว้างๆ โดยทำชัดตื้นชัดลึก (Tiltshift photography) ทำให้บ้านเรือน รถยนต์ ถนน ดูเหมือนโมเดลจำลองหรือกระดานบอร์ดเกมขนาดยักษ์ แสงสีในเรื่องก็ดูมืดๆ ทึมๆ คล้ายหนังของผู้กำกับ David Fincher การเอาสไตล์ภาพหนังระทึกขวัญมาเล่าเรื่องตลก มันทำให้หนังดูแพงและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร แถมฉากแอคชั่นลองเทค (Long Take) ส่งของกันไปมาในบ้านก็ถ่ายทอดออกมาได้สนุกและสร้างสรรค์มาก

การแสดง Jason Bateman และ Rachel McAdams เคมีเข้ากันดีมากในฐานะคู่สามีภรรยาที่บ้าการแข่งขัน McAdams มีฉากฮาๆ ที่โชว์ความโก๊ะได้น่ารักสุดๆ แต่คนที่ “ขโมยซีน” ที่สุดของเรื่องคือ Jesse Plemons ในบทตำรวจเพื่อนบ้านจอมจุ้น ที่หน้าตาย นิ่ง สงบ แต่แผ่รังสีความน่าขนลุกและตลกในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่เขาก้าวเข้ามาในฉาก จังหวะหนังจะชะงักและสร้างความอึดอัดที่โคตรจะฮาออกมาได้เสมอ

Mean Girls (2004)  คัมภีร์การเอาตัวรอดในป่าดงดิบมัธยมปลาย

เนื้อเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ เขียนบทโดย Tina Fey นี่ไม่ใช่แค่หนังตลกวัยรุ่นหญิงทั่วไป แต่มันคือ “สารคดีชีวิตสัตว์ป่า” ในคราบไฮสคูล บทหนังคมกริบ จิกกัดสังคมการแบ่งชนชั้นในโรงเรียนได้อย่างแสบสันและแม่นยำ จังหวะตลกมันมาจากการเสียดสีพฤติกรรมความ “เฟค” ของวัยรุ่นหญิง การนินทา การแทงข้างหลัง มันตลกเพราะมันคือความจริงที่เราทุกคนเคยเจอหรือเคยเห็น มุกในเรื่องนี้หลายมุกกลายเป็น Pop Culture ที่คนยังเอามาพูดถึงทุกวันนี้ (เช่น วันพุธเราใส่สีชมพู)

งานภาพและการเล่าเรื่อง รีวิวหนังตลกฝรั่งน่าดู หนังเล่นกับสีสันที่สดใสสไตล์ยุค 2000s แต่มีการแทรกภาพจินตนาการของตัวเอกเข้าไปอย่างสร้างสรรค์ เช่น ฉากที่นางเอกเปรียบเทียบวัยรุ่นในโรงอาหารกับสัตว์ป่าในแอฟริกา แล้วภาพก็ตัดไปที่เด็กนักเรียนกระโดดกัดกันเหมือนลิงกระบาบูนจริงๆ นี่คือการเล่าเรื่องผ่านภาพที่เสริมให้มุกตลกทำงานได้ดีขึ้นไปอีกระดับ ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนว่าสัญชาตญาณดิบของเด็กวัยรุ่นมันตลกและน่ากลัวขนาดไหน

การแสดง Rachel McAdams (อีกแล้ว!) ในบท Regina George คือสุดยอดนางร้ายวัยรุ่นตลอดกาล เธอแผ่รังสีความเป็นราชินีผู้ทรงพลัง สวย หรู แต่โหดเหี้ยมได้อย่างสมบูรณ์แบบ Lindsay Lohan ก็เล่นบทเด็กใสซื่อที่ค่อยๆ กลืนกลายไปเป็นนางมารร้ายได้เป็นธรรมชาติมาก และแก๊งพลาสติกอย่าง Amanda Seyfried ในบทสาวสวยสมองกลวง ก็โชว์ความเด๋อได้ฮาแบบไม่ต้องพยายามเลย เคมีของนักแสดงหญิงทุกคนในเรื่องนี้คือสัดส่วนที่ลงตัวที่สุด

Bridesmaids (2011)  เพื่อนเจ้าสาวสุดป่วน ฮาและน้ำตาซึม

เนื้อเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ นี่คือหนังที่ปฏิวัติวงการตลกหญิงครับ มันลบภาพจำที่ว่าผู้หญิงต้องเรียบร้อยหรือเล่นตลกเบาๆ ไปหมดสิ้น เนื้อเรื่องว่าด้วยความสัมพันธ์ของแก๊งเพื่อนเจ้าสาวที่แข่งขันกันเพื่อชิงความสำคัญ จังหวะตลกเรื่องนี้มีตั้งแต่ตลกสถานการณ์ ตลกเจ็บตัว ไปจนถึงตลกสกปรก (Grossout) ซึ่งมันเวิร์คมากๆ! แต่นอกจากความฮาจนปอดสั่นแล้ว บทมันยังใส่ความซับซ้อนของมิตรภาพลูกผู้หญิง ความอิจฉา ความตกต่ำในชีวิตวัยผู้ใหญ่ เข้ามาได้กลมกล่อมมาก ทำให้จังหวะที่มันจะฮาก็ฮาสุด จังหวะจะเศร้าก็ทัชใจสุดๆ

งานภาพและการเล่าเรื่อง ผู้กำกับ Paul Feig เลือกใช้ภาพที่สว่างและเน้นการจับภาพปฏิกิริยา (Reaction Shots) ของตัวละครให้มากที่สุด เวลาเกิดเรื่องหน้าแตกหรือความวุ่นวาย กล้องจะซูมเข้าไปใกล้ๆ ให้เห็นสีหน้าเหวอๆ รอยยิ้มเจื่อนๆ หรือสายตาที่จิกกัดกัน มันทำให้คนดูรู้สึกเหมือนไปนั่งอยู่ในวงสนทนาของพวกเธอด้วย การปล่อยให้นักแสดงอิมโพรไวส์ยาวๆ และใช้การตัดต่อช่วยคุมจังหวะ ทำให้มุกตลกดูไหลลื่นเป็นธรรมชาติ

การแสดง นี่คือเวทีปล่อยของของ Kristen Wiig เธอเล่นเป็นผู้หญิงที่ชีวิตกำลังพังทลายได้อย่างน่าสงสารและน่าสมเพชไปพร้อมๆ กัน หน้าตาเธอตอนพยายามฝืนยิ้มมันทั้งตลกและเศร้า และคนที่แจ้งเกิดแบบพลุแตกคือ Melissa McCarthy เธอใช้ร่างกายและเอนเนอร์จี้ที่ล้นเหลือสร้างมุกตลกที่บ้าบิ่นที่สุด กล้าทำเรื่องน่าเกลียดแบบไม่ห่วงสวย ทำให้เธอกลายเป็นตัวขโมยซีนที่ทรงพลังที่สุดในเรื่อง

Knives Out (2019)  ฆาตกรรมหรรษา ที่มีดบาดคมกว่าที่คิด

เนื้อเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ ใครบอกว่าหนังแนวสืบสวนหาฆาตกร (Whodunit) จะเป็นหนังตลกไม่ได้? Rian Johnson เขียนบทเรื่องนี้ให้เป็นตลกร้ายที่เอาขนบของหนัง Agatha Christie มายำใหญ่ จังหวะตลกไม่ได้มาจากมุกตลกแบบตบมุก แต่มาจาก “ความปากแจ๋วและความเห็นแก่ตัว” ของบรรดาญาติๆ ในตระกูลเศรษฐีที่สาดโคลนใส่กัน หนังมีความแพรวพราวในการใช้ข้อมูลปลอม สับขาหลอก และสถานการณ์กระอักกระอ่วนที่ตัวละครต้องเผชิญ เป็นความฮาที่ต้องใช้สมองตามนิดนึง แต่พอเก็ทแล้วจะรู้สึกว่าบทมันโคตรฉลาด

งานภาพและการเล่าเรื่อง คฤหาสน์ในเรื่องนี้เปรียบเสมือนตัวละครอีกตัวหนึ่ง งานสร้างและงานภาพ (Production Design & Cinematography) คุมโทนด้วยสีอุ่นๆ ดูลึกลับแต่ก็มีรายละเอียดของตกแต่งที่ดูรกรุงรังและแปลกประหลาด ซึ่งสะท้อนถึงความวุ่นวายภายในครอบครัว การวางเฟรมกล้องเวลาญาติๆ มารวมตัวกันมักจะจัดให้ดูแออัด สร้างความอึดอัดที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์ขันแบบเสียดสีได้ดีเยี่ยม

การแสดง Daniel Craig สลัดภาพเจมส์ บอนด์ ทิ้งไปเลย เขามาพร้อมกับสำเนียงใต้แบบแปร่งๆ พูดจายืดยาด และทำหน้าตาเหมือนคนรู้ทันแต่แกล้งโง่ เป็นนักสืบที่ฮาแบบมีคลาสมาก Chris Evans ก็ฉีกบทกัปตันอเมริกามาเล่นเป็นหลานชายตัวแสบที่ใส่เสื้อสเวตเตอร์ ถ่มน้ำลาย และด่าทุกคนในบ้านได้อย่างน่าถีบสุดๆ ส่วนนักแสดงสมทบระดับตำนานคนอื่นๆ ก็มาประชันบทบาทกันไฟแลบ หน้าไหว้หลังหลอกกันได้เข้าถึงบทบาทจนเราอดขำไม่ได้

Paddington 2 (2017)  ความอบอุ่นที่มาพร้อมกับเสียงหัวเราะระดับ 10 กะโหลก

เนื้อเรื่องและจังหวะคอมเมดี้ หลายคนอาจจะมองข้ามเพราะคิดว่าเป็นหนังเด็ก แต่ผมบอกเลยว่านี่คือ “หนังตลกที่สมบูรณ์แบบที่สุด” เรื่องหนึ่งเลยครับ! เมื่อหมีน้อยแพดดิงตันต้องติดคุกเพราะถูกใส่ร้าย จังหวะคอมเมดี้ของเรื่องนี้มันสะอาด บริสุทธิ์ และฉลาดล้ำลึก มันใช้มุกตลกเจ็บตัวสไตล์คลาสสิก (Slapstick) แบบ Charlie Chaplin หรือ Buster Keaton มาประยุกต์ใช้ได้อย่างร่วมสมัย ทุกการกระทำของตัวละคร ทุกความซุ่มซ่ามของแพดดิงตัน ถูกเซ็ตอัพและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่และฮาเกินเบอร์เสมอ ไม่มีมุกไหนที่เล่นแล้วสูญเปล่าเลย

งานภาพและการเล่าเรื่อง สวยงามราวกับภาพวาด! หนังใช้สีสันที่ฉูดฉาดและสดใสมาก การเล่าเรื่องแบบตัดสลับ (Crosscutting) หยอดลูกเล่นทางวิชวลเอฟเฟกต์แบบเนียนๆ ทำให้เมืองลอนดอนดูเหมือนโลกในหนังสือนิทานป๊อปอัพ งานภาพมันทำหน้าที่ส่งเสริมมุกตลกทางสายตา (Visual Gags) ได้อย่างทรงประสิทธิภาพ เช่น ฉากซักผ้าในคุกที่ทำเอาทุกอย่างกลายเป็นสีชมพู มันเป็นงานศิลปะที่ทำเอาคนดูยิ้มไม่หุบ

การแสดง เสียงพากย์ของ Ben Whishaw ทำให้แพดดิงตันดูมีชีวิตและจริงใจจนเราหลงรัก แต่คนที่รับมงกุฎไปเต็มๆ คือ Hugh Grant ในบทตัวร้ายที่อดีตเคยเป็นดาราละครเวทีชื่อดัง เขาเล่นใหญ่ เล่นล้นแบบไม่แคร์ภาพลักษณ์ เปลี่ยนคอสตูม ปลอมตัวเป็นคนนั้นคนนี้ โชว์ทักษะการแสดงตลกหน้าตายและการร้องเต้นประหนึ่งอยู่ในมิวสิคัล เป็นการแสดงระดับมาสเตอร์คลาสที่เห็นได้ชัดเลยว่าเขากำลังสนุกกับบทนี้สุดๆ

จบกันไปแล้วครับกับ 10 เรื่องตลกฝรั่งหลากสไตล์ที่คัดมาเน้นๆ หวังว่าจะถูกใจกันนะครับ ไม่ว่าคุณจะชอบตลกร้าย ตลกหน้าตาย ตลกเจ็บตัว หรือตลกแบบอบอุ่นหัวใจ ลิสต์นี้มีให้ครบแน่นอน movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *