รีวิว Jurassic World Rebirth “การเกิดใหม่” ที่ยัง “ไม่ลืมตา”

Jurassic World Rebirth

โอเค… เรามาคุยกันเรื่องนี้หน่อยครับ

หลังจากที่เราเคย “ขยี้” Jurassic World Dominion กันไปแบบถึงไส้ถึงพุง (ซึ่งก็เป็นบทสรุปที่… เอ่อ… นะ) แฟรนไชส์นี้มันก็อยู่ในจุดที่ “ต้อง” เปลี่ยนแปลงครับ มันเหมือนวงดนตรีที่เล่นเพลงฮิตเพลงเดิมมา 30 ปีจนคนดูเริ่มเบื่อ

และแล้ว… พวกเขาก็ประกาศ “การเกิดใหม่”

Jurassic World Rebirth

แค่ได้ยินชื่อนี้… ผมตื่นเต้นนะ! “Rebirth” (การเกิดใหม่) มันคือคำสัญญาที่ “กล้า” มาก มันคือการบอกคนดูว่า “ไอ้ที่เละๆ เทะๆ มาในภาคก่อนน่ะ ลืมมันไปซะ นี่คือการ ‘เริ่มต้น’ ใหม่อย่างแท้จริง”

แถมดู “ทีมงาน” ที่เขาดึงมาสิครับ! ผู้กำกับ กาเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ (Gareth Edwards)… คนที่ทำ Godzilla (2014) และ Rogue One อ่ะ! คนที่ “เข้าใจ” สเกลความยิ่งใหญ่และความน่าสะพรึงกลัวของ “อสูรกาย” มากที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ แล้วยังดึง เดวิด เคปป์ (David Koepp) คนเขียนบท Jurassic Park ภาคแรกดั้งเดิมกลับมา… นี่มัน “ดรีมทีม” ชัดๆ

พวกเขาพา “หน้าใหม่” ที่เบอร์ใหญ่มากมาลุยด้วย ทั้ง สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson), มาเฮอร์ชาลา อาลี (Mahershala Ali) และ โจนาธาน ไบลีย์ (Jonathan Bailey)

นี่ไม่ใช่ Jurassic World 4 ครับ นี่คือ Rebirth

ผมกำตั๋วเข้าไปดูด้วยความคาดหวังว่า “นี่แหละ คือการกลับสู่รากเหง้า… สู่ความสยองขวัญ สู่ความน่าเกรงขาม”

…และหลังจาก 2 ชั่วโมง 13 นาทีผ่านไป (ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2025 ที่หนังฉายมาได้ 4 เดือนแล้ว) ผมเดินออกมาจากโรง… ด้วยความรู้สึกที่ “โคตร” จะขัดแย้งในตัวเอง

ถ้าคุณถามผมว่าหนังมัน “สนุก” ไหม? …สนุก ถ้าคุณถามผมว่ามัน “ดี” ไหม? …อืม และถ้าคุณถามผมว่ามัน “Rebirth” (เกิดใหม่) จริงไหม?

…คำตอบคือ “ไม่” ครับ มันคือการ “รีมิกซ์” (Remix) ที่หน้าตาสวยที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นี่คือการ “ผ่า” ความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมีต่อหนังเรื่องนี้ แบบไม่สนเรื่องย่อ แต่สนว่า “ทำไม” มันถึงเป็นแบบนี้

Jurassic World “เนื้อเรื่อง” – ไดโนเสาร์สองหัวที่กัดกันเอง

สิ่งแรกที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับ Rebirth คือ มัน “พยายาม” อย่างมากที่จะ “ไม่” เป็น Dominion

ไอเดียที่ Dominion ทิ้งไว้ (ไดโนเสาร์อยู่ทั่วโลก) ถูก “พับเก็บ” ไปอย่างรวดเร็วครับ หนังเปิดเรื่องมาด้วยการบอกเราว่า “ไอ้ไดโนเสาร์บนแผ่นดินใหญ่น่ะ… มันกำลังจะตาย” มันอยู่ไม่รอด มันปรับตัวไม่ได้… โอเค จบ! เป็นการ “ล้างไพ่” ที่ง่ายและฉลาดดี

แล้วหนังพาเราไปไหน? “เกาะใหม่” ครับ… (อีกแล้ว!)

แต่เดี๋ยวก่อน เกาะนี้ชื่อ “Île Saint-Hubert” มันไม่ใช่สวนสัตว์ มันคือ “เกาะทดลอง” ลับสุดยอดของ InGen ในยุคแรก (ก่อน Jurassic Park อีก) ที่ซึ่งไดโนเสาร์ “รุ่นทดลอง” ที่อันตรายเกินไปถูกทิ้งไว้… โห! พล็อตน่าสนใจมาก!

แต่นี่คือจุดที่ “รอยร้าว” แรกปรากฏขึ้นครับ… หนังเรื่องนี้ “โลภ” เกินไป มันเล่าเรื่อง “สองเรื่อง” ที่ไม่มีวันมาบรรจบกันได้อย่างสนิทใจ

เรื่องที่ 1 “The A-Plot” (หนังที่เราอยากดู)

นี่คือหนังของ กาเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ ครับ มันคือหนังไซไฟ-สยองขวัญ ที่มีกลิ่นอายของ Aliens ผสม Predator

ทีมทหารรับจ้าง (นำโดย โซรา เบนเน็ตต์ ของ สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน) ถูกส่งไปยังเกาะนรกนั่น เพื่อภารกิจลับบางอย่าง (ที่เกี่ยวกับ DNA) นี่คือพล็อตที่ตึงเครียด มันดิบ มันมืดมน และมันคือ “สนามเด็กเล่น” ของไดโนเสาร์สายโหดอย่างแท้จริง ทุกอย่างในพล็อตนี้ “เวิร์ค” มาก มันคือการกลับไปหาความ “น่ากลัว” ของภาคแรก

เรื่องที่ 2 “The B-Plot” (หนังที่เราไม่อยากดู)

อยู่ดีๆ หนังก็ตัดสลับไปที่ “ครอบครัวเดลกาโด” (The Delgado Family) …กลุ่มนักท่องเที่ยว (หรืออะไรสักอย่าง) ที่ดัน “เรือแตก” หรือ “เครื่องบินตก” (ช่างมันเถอะ) มาติดอยู่บน “เกาะเดียวกัน” นี้…

คุณพระ…

ผมเข้าใจนะ… พวกเขาพยายามจะใส่ “หัวใจ” แบบหนังของสปีลเบิร์กเข้ามา พยายามจะให้มี “ตัวละครเด็ก” ให้เราเอาใจช่วย แต่การเล่าเรื่องแบบนี้มันคือ “หายนะ” ของ “Pacing” (จังหวะของหนัง) ครับ

มันเหมือนคุณกำลังดูหนัง John Wick ที่บู๊กันมันส์ๆ แล้วอยู่ดีๆ หนังก็ตัดไปที่ซิทคอม Full House 10 นาที แล้วค่อยตัดกลับมาบู๊ต่อ

ทุกครั้งที่ “A-Plot” ของทีมสการ์เลตต์กำลังบิ๊วด์ความตึงเครียด… หนังตัดไปที่ “B-Plot” ที่ครอบครัวนี้กำลังหนีคอมป์ซ็อกนาทัส (Compy) หรือเถียงกันว่าจะไปทางไหนดี… มัน “ฆ่า” อารมณ์ทุกอย่างที่สร้างมาจนหมด!

เดวิด เคปป์ ผู้เขียนบทคนเก่ง พลาดท่าอย่างแรงในการ “ถักทอ” สองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน มันไม่ได้ “เสริม” กัน แต่มัน “หักล้าง” กันเอง

Jurassic World ธีมที่ “เกือบ” จะดี

หนังพยายามจะเล่นกับไอเดีย “Rebirth” (การเกิดใหม่) ในเชิงพันธุกรรม การพยายามสร้างสิ่งที่ “ดีกว่า” แต่สุดท้ายก็ได้ “อสูรกาย” ที่เลวร้ายกว่าเดิม มันคือการวิจารณ์ “การเล่นเป็นพระเจ้า” ที่เป็นแก่นของแฟรนไชส์นี้…

แต่มันก็ “พูดไม่สุด” อีกนั่นแหle

เพราะหนังมัวแต่เสียเวลาไปกับการ “สลับฉาก” ระหว่างสองพล็อต จนไม่มีเวลาให้เราได้ “ซึมซับ” ธีมของมันจริงๆ สุดท้ายมันก็เหลือแค่ “คนกลุ่มหนึ่งหนีไดโนเสาร์บนเกาะ”

สรุปสำหรับ “เนื้อเรื่อง”: มันคือ “Jurassic Park 3 2.0” ที่ “หน้าตาดีกว่า” ครับ มันคือความทะเยอทะยานที่ถูก “ขัดขา” ด้วยโครงสร้างที่ผิดพลาด มันคือ “หนังสองเรื่อง” ที่ถูกบังคับให้อยู่ในร่างเดียวกันอย่างน่าอึดอัด และนั่นคือจุดที่ “เจ็บ” ที่สุดของ “การเกิดใหม่” ครั้งนี้ครับ

บทที่ 2 “ภาพ” – ศาสดาแห่ง “สเกล” และ “ความน่าสะพรึง”

เอาล่ะ… หลังจากที่ผม “สับ” เนื้อเรื่องไปเละเทะ… มาถึงส่วนที่ต้อง “กราบ” ครับ

ถ้าเนื้อเรื่องคือ “ปัญหา” … “งานภาพ” คือ “พระผู้ช่วยให้รอด”

นี่คือ “ศาสดา” กาเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์

ผมนั่งดูหนังเรื่องนี้ แล้วผมรู้สึกเหมือนกำลังดู Godzilla 2014 หรือ Monsters อีกครั้ง… กาเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ คือผู้กำกับที่ “เข้าใจ” คำว่า “สเกล” (Scale) ที่สุดในโลก

เขาไม่ “โชว์” ไดโนเสาร์แบบโต้งๆ ครับ… เขา “ซ่อน” มัน

ในยุคที่ CGI มัน “ล้น” จนเราชินชา… กาเร็ธ “บังคับ” ให้เรากลับไป “กลัว” อีกครั้ง เขาใช้ “ฝน” เขาใช้ “หมอก” เขาใช้ “เงา” เขาใช้ “เสียง”

ฉากเปิดเรื่องที่ทีมทหารรับจ้างเดินลุยป่า… เราไม่ได้เห็นไดโนเสาร์เลยเป็นนาทีๆ เราเห็นแค่ “ยอดไม้” ที่ “ไหว” อย่างผิดปกติ… เราได้ยินแค่ “เสียง” ลมหายใจหนักๆ ที่อยู่ไกลๆ… เรารู้สึกถึง “มวล” ของอะไรบางอย่างที่กำลัง “จ้องมอง” พวกเขาอยู่

พอ “มัน” ปรากฏตัว… กล้องไม่ได้แพนไปหามันครับ กล้อง “แหงน” ขึ้น… ช้าๆ… เพื่อโชว์ให้เห็นว่ามนุษย์เรามัน “เล็ก” แค่ไหน

นี่คือสิ่งที่หายไปจาก Jurassic World ไตรภาคก่อน… “ความน่าเกรงขาม” ครับ

ความ “สยองขวัญ” ที่กลับมา (The B-Movie Horror Vibe)

Rebirth ไม่ใช่หนังแอคชั่น-ผจญภัย… มันคือหนัง “สัตว์ประหลาด” (Monster Movie) ที่มีความสยองขวัญแบบหนังเกรดบีชั้นดี

ฉากที่ทีมต้องคลานในท่อระบายน้ำที่มืดมิด… ฉากที่ต้องซ่อนตัวในซากตึกวิจัย… ฉากที่ต้องปะทะกับ “โมซาซอรัส” (Mosasaurus) ในอ่าวที่มืดสนิท… มัน “บีบ” หัวใจ มันไม่ใช่แค่ “มันส์” แต่มัน “เครียด”

กาเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ และทีมออกแบบ “คืนชีพ” ไดโนเสาร์ให้กลับไป “น่ากลัว” อีกครั้ง พวกมันไม่ใช่ “สัตว์เลี้ยง” หรือ “อาวุธ” ที่เชื่องๆ… พวกมันคือ “อสูรกาย” ที่หิวโหย

งาน CGI ที่ “สวย” แต่ “ไม่สม่ำเสมอ”

จุดนี้ต้องพูดกันตามตรง… หนังเรื่องนี้ “สวยมาก” การออกแบบเกาะใหม่ที่ดู “ดิบ” และ “อันตราย” กว่าเกาะเดิมๆ มันสุดยอดมาก

แต่… (มันมี “แต่” ครับ)

มันมี “บางฉาก” ที่ CGI มัน “ลอย” ครับ… มัน “ไม่เนียน” อย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะฉากกลางวันแสกๆ หรือฉากที่ไดโนเสาร์ตัวเดิมๆ อย่าง ที-เร็กซ์ ปรากฏตัว มันมีความ “ปลอม” แทรกเข้ามาเป็นระยะๆ

มันเหมือนกับว่าพวกเขา “ทุ่มงบ” ทั้งหมดไปที่ฉากใน “ความมืด” (ซึ่งออกมา “เพอร์เฟกต์”) แต่พอต้องมาเจอ “แสงแดด” … CGI กลับ “ทรยศ” หนังซะอย่างนั้น

มันคือความ “ไม่สม่ำเสมอ” (Uneven) ที่น่าเสียดาย ที่ดึงเราหลุดออกจาก “ความสมจริง” ที่ผู้กำกับพยายามสร้างมาทั้งเรื่อง

สรุปสำหรับ “งานภาพ” นี่คือหนัง Jurassic World ที่ “กำกับ” ได้ “มีศิลปะ” ที่สุดนับตั้งแต่ภาคแรกของสปีลเบิร์ก กาเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ คือ “ของจริง” ในการสร้าง “บรรยากาศ” และ “ความยิ่งใหญ่” แม้จะมีรอยด่างพร้อยของ CGI บ้าง… แต่นี่คือ “เหตุผลหลัก” ที่คุณควรตีตั๋วไปดูหนังเรื่องนี้ครับ

บทที่ 3 “การแสดง” – นักแสดง A-List ที่ถูกทิ้งไว้กลางเกาะ

มาถึงส่วนของ “นักแสดง” ที่เราคาดหวังไว้สูงมาก… และมันก็เป็นอีกจุดที่ “ขัดแย้ง” ในตัวเอง

หนังเรื่องนี้มี “สุดยอด” นักแสดง… แต่กลับ “ใช้” พวกเขาไม่เป็น

The MVP โจนาธาน ไบลีย์ (Jonathan Bailey) ในบท ดร. ลูมิส (Dr. Loomis)

นี่คือ “ผู้ชนะ” ของหนังเรื่องนี้ครับ!

โจนาธาน ไบลีย์ (ที่เรารู้จักเขาจาก Bridgerton) ขโมยซีนทุกฉากที่เขาปรากฏตัว เขารับบทเป็น “นักวิทยาศาสตร์” ที่มีความ “เนิร์ด”, “ตื่นเต้น” และ “มีเสน่ห์” เขารับบทเป็น “ตัวแทนคนดู” (Audience Surrogate) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เขาคือคนที่ยัง “ทึ่ง” กับไดโนเสาร์ เขาคือคนที่ยัง “ตาเป็นประกาย” (ในขณะที่คนอื่นกำลังหนีตาย) เขาคือ “หัวใจ” ของหนังที่เชื่อมโยงเรากลับไปหา “อลัน แกรนท์” หรือ “เอียน มัลคอล์ม” ในภาคแรก ทุกฉากที่เขาทำท่า “แหงนมองช้าๆ” (The Slow Turn) ตามแบบฉบับหนัง… มัน “ซื้อใจ” คนดูได้หมด เขาแบก “จิตวิญญาณ” ของ Jurassic Park ไว้ทั้งเรื่องครับ

The Star สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) ในบท โซรา เบนเน็ตต์ (Zora Bennett)

สการ์เลตต์ คือ “เดอะ แบก” ของฝั่งแอคชั่น… และเธอก็ “แบก” จริงๆ ครับ

เธอ “เท่” เธอ “ดุดัน” เธอคือ “ริปลีย์” (จาก Aliens) ในเวอร์ชัน Jurassic เธอน่าเชื่อถือในบท “ผู้นำ” ที่แข็งแกร่งและต้องตัดสินใจเรื่องความเป็นความตาย

แต่… บท “ไม่ส่ง” ครับ

บทของเธอ “แบน” มาก เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลยนอกจากว่าเธอ “เก่ง” และ “ต้องทำภารกิจให้สำเร็จ” มันไม่มี “มิติ” อะไรให้เธอเล่นเลย สการ์เลตต์ “คุมจอ” อยู่ แต่ตัวละครของเธอ “ว่างเปล่า” มันคือ “ฟังก์ชัน” ในการขับเคลื่อน A-Plot มากกว่าจะเป็น “มนุษย์” ที่เราผูกพัน

The Legend: มาเฮอร์ชาลา อาลี (Mahershala Ali) ในบท ดันแคน คินเคด (Duncan Kincaid)

นี่คือการ “สูญเสีย” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนังเรื่องนี้

คุณมี “มาเฮอร์ชาลา อาลี” … เจ้าของ 2 รางวัลออสการ์… อยู่ในหนังของคุณ! และคุณให้เขาทำ “อะไร”!?

เขารับบทเป็น… (น่าจะ) หัวหน้าของสการ์เลตต์ หรือผู้ว่าจ้าง… ที่โผล่มาในฉากต้นเรื่อง และอาจจะโผล่มาในจอคอมพิวเตอร์นิดหน่อย… แล้วก็ “จบ”

นี่คือการ “เสียของ” ที่น่าโมโหที่สุดครั้งหนึ่งในวงการหนังบล็อกบัสเตอร์ เขาถูกใช้เพื่อ “ประดับ” โปสเตอร์หนังเท่านั้น บทของเขาไม่มีอะไรเลย… “เลย” จริงๆ ครับ

The… Others: ครอบครัวเดลกาโด (The Delgado Family)

ผมจำชื่อใครไม่ได้เลย…

นักแสดงที่มารับบท “ครอบครัว” ที่ติดเกาะนี้… พวกเขา “พยายาม” แล้วครับ พวกเขาแสดงได้ดีตามมาตรฐาน แต่ปัญหาคือ “บท” ของพวกเขา

พวกเขา “น่ารำคาญ” ครับ

พวกเขาคือตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อ “สร้างปัญหา” เพื่อให้ไดโนเสาร์มีอะไร “ไล่ล่า” และเพื่อให้ A-Plot ต้องหยุดชะงักเพื่อไป “ช่วย” พวกเขา… มันคือพล็อต B-Plot ที่ “น่ารำคาญ” (จากรีวิวต่างๆ) ที่เราเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน และมันไม่เวิร์คเลยในหนังเรื่องนี้

สรุปสำหรับ “การแสดง” มันคือ “คณะนักแสดงชั้นยอด ที่ถูกบังคับให้ลากเกวียนที่พัง” โจนาธาน ไบลีย์ พยายามสุดชีวิตที่จะ “เอนเตอร์เทน” เรา และเขาก็ทำสำเร็จ แต่พลังของนักแสดงระดับ สการ์เลตต์ และ มาเฮอร์ชาลา ถูก “จำกัด” ด้วยบทที่ “ตื้นเขิน” และ “ไร้ชั้นเชิง” ครับ

Jurassic World Rebirth

บทสรุป Jurassic World “การเกิดใหม่” ที่ยัง “ไม่ลืมตา”

ถ้าคุณถามผมอีกครั้งว่า Jurassic World Rebirth เป็นยังไง?

มันคือหนังที่ “ขัดแย้ง” ที่สุดแห่งปีครับ

มันคือหนัง Jurassic ที่มี “งานกำกับภาพ” ที่ดีที่สุด… แต่ก็มี “บทภาพยนตร์” ที่เลวร้ายที่สุดเรื่องหนึ่ง (ในแง่ของ “โครงสร้าง”)

มันมี “ไดโนเสาร์” ที่ “น่ากลัว” ที่สุด… แต่ก็มี “ตัวละครมนุษย์” ที่ “น่าเบื่อ” ที่สุด (ยกเว้นโจนาธาน ไบลีย์)

มันคือ “ความพยายาม” ของ กาเร็ธ เอ็ดเวิร์ดส์ ที่จะ “กู้ซาก” แฟรนไชส์นี้ด้วย “สไตล์” และ “บรรยากาศ” แต่เขากลับถูก “บทหนัง” ที่เขียนโดย เดวิด เคปป์ (ผู้ซึ่งน่าจะลืมไปแล้วว่าความเรียบง่ายของภาคแรกมันดีงามแค่ไหน) “แทงข้างหลัง”

มัน “ไม่ใช่” การเกิดใหม่ (Rebirth) ครับ… มันคือ “การชุบชีวิต” (Resuscitation) ที่หัวใจกลับมาเต้น… แต่ “สมอง” ยังไม่กลับมาทำงาน

คุณจะเดินออกจากโรงแบบ “อิ่มเอม” กับฉากไดโนเสาร์ไล่ล่าที่โคตรตึงเครียด… แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็จะเดินออกมาแบบ “หงุดหงิด” ว่า “ไอ้ครอบครัวนั่น… มันจะมาทำไม!?”

มันคือ “บุฟเฟต์” ที่มี “เนื้อวากิว A5” (งานภาพของกาเร็ธ) วางอยู่ข้างๆ “สลัดบาร์เหี่ยวๆ” (พล็อตครอบครัวติดเกาะ)

…และนั่นคือสิ่งที่น่า “เสียดาย” ที่สุด สำหรับหนังที่ “เกือบ” จะสมบูรณ์แบบแล้วครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *