สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนังเรื่องหนึ่งที่… ผมบอกเลยว่าเดินออกมาจากโรงแล้วต้องนั่งนิ่งๆ สักพัก ให้สมองมันประมวลผล กาแฟที่ถือมาในมือเย็นชืดไปตอนไหนก็ไม่รู้ หนังเรื่องนั้นคือ Bugonia ครับ
ก่อนอื่นต้องเคลียร์กันก่อน นี่ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน ไม่ใช่หนัง “ป๊อปคอร์น” ที่คุณเข้าไปดูเพื่อความบันเทิงผ่อนคลาย ถ้าคุณคาดหวังแบบนั้น คุณจะเกลียดมันเลย แต่ถ้าคุณเป็นคนที่โหยหาประสบการณ์การชมภาพยนตร์ที่ “ท้าทาย” ที่ “เขย่า” ความคิดของคุณ และถ้าคุณเป็นแฟนตัวยงของ Yorgos Lanthimos (ยอร์กอส ลานธิมอส) ผู้กำกับจาก Poor Things, The Favourite, หรือ The Lobster… นี่คือ “สนามเด็กเล่น” ของเขา ที่เขาอัปเกรดความวิปลาสขึ้นไปอีกระดับ

Bugonia กลับมาร่วมงานกับ Emma Stone (เอ็มม่า สโตน) และเป็นการโคจรมาเจอกันครั้งแรกในงานของลานธิมอสกับ Jesse Plemons (เจสซี เพิลมอนส์) แค่เห็นสามชื่อนี้ แฟนหนังก็รู้แล้วว่า “งานนี้มีเรื่อง”
ผมจะไม่เน้นเรื่องย่อแบบ “ใคร ทำอะไร ที่ไหน” เพราะนั่นไม่ใช่หัวใจของหนังเรื่องนี้เลย และการรู้เรื่องย่อมากไปจะทำลายอรรถรสในการ “ถูกปั่นหัว” แต่ผมจะเจาะลึกใน 3 องค์ประกอบหลักที่ผู้ใช้บริการด้านนี้ (คนดูหนังอย่างเราๆ) สนใจ นั่นคือ เนื้อเรื่อง (การเล่าเรื่อง), ภาพ (และบรรยากาศ), และ การแสดง (ที่โคตรพีค)
1. “เนื้อเรื่อง” (The Narrative) เมื่อความจริงคือสิ่งที่เปราะบางที่สุด
ต้องบอกว่า Bugonia คือการรีเมคจากหนังคัลท์ในตำนานของเกาหลีใต้เรื่อง Save the Green Planet! (2003) ซึ่งการที่ลานธิมอสเลือกหยิบหนังที่ “บ้า” อยู่แล้วมาทำใหม่ มันคือการประกาศกร้าวว่า “ฉันจะทำให้มันบ้ายิ่งกว่า”
หัวใจของ “เนื้อเรื่อง” ใน Bugonia ไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “เอ็มม่า สโตน เป็นเอเลี่ยนจริงหรือไม่?” ไม่เลย… นั่นมันตื้นเขินไปสำหรับลานธิมอส
หัวใจของมันคือ “ความเชื่อ” (Belief) ครับ
หนังเรื่องนี้คือการสำรวจ “จิตใจมนุษย์ที่แตกสลาย” ในยุคที่ทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) มีอิทธิพลยิ่งกว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์ ในยุคที่คนเราเลือกจะเชื่อใน “ความจริง” ที่สอดคล้องกับความเจ็บปวดของตัวเอง มากกว่า “ข้อเท็จจริง” ที่อยู่ตรงหน้า
การเล่าเรื่องของ Bugonia คือ “ความไม่น่าไว้วางใจ” (Unreliable Narrator) ในระดับสูงสุด หนังไม่ได้เล่าผ่านสายตาของคนใดคนหนึ่ง แต่เล่าผ่าน “สถานการณ์” ที่บีบอัดตัวละครสามสี่ตัวไว้ในพื้นที่จำกัด และบีบคั้นให้เราในฐานะคนดู ต้องเลือกว่าจะ “เชื่อ” ใคร
คุณลองนึกภาพตามนะ… หนังโยน “หลักฐาน” ที่ดูเหมือนจะ “ใช่” มาให้เราตลอดทาง หลักฐานที่ว่าตัวละครของเอ็มม่า สโตน (CEO บริษัทยา) เป็นมนุษย์ต่างดาวที่แฝงตัวมาเพื่อทำลายล้างโลก มันดูมีเหตุมีผลในแบบของมัน แต่ในขณะเดียวกัน หนังก็ตบหน้าเราฉาดใหญ่ด้วยการกระทำที่ “คลั่ง” และ “ไร้เหตุผล” ของตัวละคร เจสซี เพิลมอนส์ ผู้ลักพาตัวเธอมา
ลานธิมอสเก่งมากในการวาง “กับดักทางความคิด” ตลอด 2 ชั่วโมงกว่าของหนัง เขาสร้างโลกที่ “ตรรกะ” ของคนปกติใช้การไม่ได้ มันคือโลกที่ความเจ็บปวดส่วนตัว, ทฤษฎีในอินเทอร์เน็ต, และความสิ้นหวังในระบบทุนนิยม มันหลอมรวมกันจนกลายเป็น “ความจริง” ชุดใหม่ที่ทรงพลัง
ความน่าสนใจของเนื้อเรื่อง Bugonia คือการที่มัน “กล้า” ที่จะไม่ให้คำตอบสำเร็จรูปกับเรา มันไม่ใช่หนังฮอลลีวูดที่จะมาเฉลยตอนจบว่า “ตกลง… นี่คือหนังไซไฟ” หรือ “ตกลง… นี่คือหนังจิตเวช” ไม่ครับ… ลานธิมอสทิ้งให้เราจมอยู่กับความคลุมเครือ
เขาตั้งคำถามกับเราตรงๆ ว่า “ถ้าความบ้าคลั่งนี้ มันดันเป็นเรื่องจริงขึ้นมาล่ะ?” หรือ “ถ้าความจริงที่คุณยึดถือ มันคือความบ้าคลั่งในสายตาคนอื่นล่ะ?”
มันคือการเล่าเรื่องที่เสียดสีสังคมอย่างเจ็บแสบที่สุด หนังไม่ได้บอกว่าทฤษฎีสมคบคิดมันไร้สาระ แต่หนังกำลังแสดงให้เห็นว่า “ทำไม” คนถึง “เลือก” ที่จะเชื่อในสิ่งเหล่านั้น… เพราะความจริงในโลกปัจจุบันมันเจ็บปวดเกินกว่าจะรับไหวใช่หรือไม่?
เนื้อเรื่องของ Bugonia จึงไม่ใช่แค่พล็อตเรื่อง แต่เป็น “บทสนทนา” ที่หนังมีกับคนดู มันคือการบังคับให้เราตั้งคำถามกับ “ความจริง” ของตัวเราเอง และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มัน “น่าสนใจ” และ “น่าอึดอัด” ในเวลาเดียวกัน

2. “ภาพ” (The Visuals) ความงามในความวิปริต
ถ้าเนื้อเรื่องคือ “สมอง” งานภาพของลานธิมอสก็คือ “ดวงตา” ที่มองโลกแบบบิดเบี้ยว
ผมขอย้ำตรงนี้เลยว่า “ลายเซ็น” ของเขาชัดเจนมาก ใครที่เคยดูงานของเขาจะรู้ทันที… ใช่ครับ “เลนส์ไวด์” (Wide-angle Lens) และ “ฟิชอาย” (Fisheye Lens) กลับมาอย่างยิ่งใหญ่
แต่ใน Bugonia มันไม่ใช่แค่การใช้เลนส์เพื่อความเก๋ไก๋ทางสุนทรียศาสตร์ แต่มันคือ “เครื่องมือ” ในการเล่าเรื่อง
การบิดเบือนของภาพ (Distortion) ลานธิมอสใช้เลนส์ไวด์จัดๆ ในการถ่าย “ใบหน้า” ของตัวละครในระยะประชิด มันทำให้ใบหน้าของพวกเขาดู “บิดเบี้ยว” และ “ผิดส่วน” (Grotesque) มันคือการสื่อสารโดยตรงว่าตัวละครเหล่านี้ “ไม่ปกติ” สภาวะจิตใจของพวกเขามันบิดเบี้ยวไปแล้ว
ความรู้สึกของการถูกจ้องมอง (Voyeurism) หลายครั้งที่กล้องถูกตั้งไว้ในมุมที่ “แอบมอง” เช่น มุมห้อง, หลังประตู, หรือผ่านช่องแคบๆ ผนวกกับการใช้เลนส์ที่เก็บภาพได้กว้างผิดปกติ มันสร้างความรู้สึก “อึดอัด” ให้กับคนดู เหมือนเรากำลังล่วงล้ำพื้นที่ส่วนตัวของพวกเขา หรือเลวร้ายกว่านั้น… เหมือนมี “อะไรบางอย่าง” ที่ใหญ่กว่ากำลังจ้องมองตัวละครเหล่านี้อยู่ (อาจจะเป็นเรา… หรืออาจจะเป็น ‘เอเลี่ยน’?)
โลกที่เย็นชาและโลกที่เน่าเฟะ งานภาพใน Bugonia แบ่งโทนสีอย่างชัดเจน
- โลกของ CEO (เอ็มม่า สโตน) จะเป็นสี “เย็น” (Cool Tones) สะอาด, สมมาตร (Symmetrical), เป็นระเบียบ, ไร้ชีวิตชีวา แสงในออฟฟิศของเธอจะสว่างจ้าจนแสบตา แต่เป็นความสว่างที่ “สังเคราะห์” ขึ้นมา มันคือความสมบูรณ์แบบที่น่าสะพรึงกลัว
- โลกของผู้ลักพาตัว (เจสซี เพิลมอนส์) จะเป็นสี “อุ่น” (Warm Tones) ที่ “สกปรก” มันคือสีเหลือง, สีน้ำตาล, สีเขียวขี้ม้า ที่เกิดจากความอับชื้น, ความรก, และความโกลาหล ห้องใต้ดินที่ใช้กักขังคือ “มดลูก” ของความคลั่ง แสงในฉากเหล่านี้จะน้อย, เป็นลำ, และเต็มไปด้วยเงา
“แมลง” และ “ความเน่าเปื่อย” ตามชื่อเรื่อง “Bugonia” (ซึ่งอ้างอิงถึงความเชื่อโบราณว่า “ผึ้ง” สามารถกำเนิดได้จาก “ซากวัวที่เน่าเปื่อย”) หนังเต็มไปด้วยสัญญะของ “แมลง” และ “การสลาย”
งานภาพจะจงใจจับภาพความสกปรก, คราบไคล, ฝุ่นละออง, หรือแม้แต่อาหารที่บูดคาจาน มันคือการบอกว่าโลกใบนี้กำลัง “เน่า” และในความเน่าเปื่อยนั้น กำลังมี “สิ่งมีชีวิต” ชนิดใหม่ (อาจจะเป็นความเชื่อ, ความคลั่ง, หรือเอเลี่ยนจริงๆ) กำลังก่อกำเนิดขึ้น
เสียง “หึ่งๆ” (Buzzing) ของแมลงวันหรือผึ้ง จะถูกใช้ประกอบกับภาพเหล่านี้ตลอดเวลา มันคือการใช้ “ภาพและเสียง” เพื่อสร้างบรรยากาศที่น่าขนลุก มันคือความสวยงามแบบ “วิปริต” ที่มีแต่ลานธิมอสเท่านั้นที่ทำได้

3. “การแสดง” (The Performance) สมรภูมิของนักแสดงอัจฉริยะ
นี่คือส่วนที่ผมอยากจะลุกขึ้นปรบมือให้ดังที่สุด ถ้าเนื้อเรื่องคือการปั่นหัว และงานภาพคือการสร้างบรรยากาศ “การแสดง” คือสิ่งที่ “ตรึง” เราไว้กับเบาะ
Emma Stone (ในบท เมอร์ริท, CEO ที่ถูกลักพาตัว) นี่คือการพลิกบทบาทอีกครั้งของเอ็มม่า สโตน ใครที่ติดภาพความ “บ้าแบบหลุดโลก” (Chaotic) ของเธอใน Poor Things ให้ลืมไปเลย
ใน Bugonia ความบ้าของเธอคือ “การควบคุม” (Control)
- ครึ่งแรก (The CEO) เธอคือความเย็นชา, ความฉลาด, และการ “อ่านเกม” เธอคือตัวแทนของระบบทุนนิยมที่ไร้หัวใจ สายตาของเธอ “ว่างเปล่า” จนน่ากลัว เธอไม่แสดงความกลัวในแบบที่ “เหยื่อ” ควรจะเป็น
- ครึ่งหลัง (The Captive) นี่คือจุดที่ “ออสการ์” เริ่มทำงาน เมื่อเธองัดทุกกลยุทธ์มาใช้เพื่อเอาตัวรอด เธอเล่นกับ “ความเชื่อ” ของผู้ลักพาตัว
ความอัจฉริยะของเอ็มม่า สโตน คือการที่เธอแสดงให้เรา “ไม่แน่ใจ” ได้ตลอดเวลา ในขณะที่เธอกรีดร้องอย่างหวาดกลัว… ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง สายตาของเธอจะ “วืด” ไป มันคือสายตาที่ “เย็น” จนเราต้องตั้งคำถามว่า “นี่เธอกลัวจริงๆ หรือเธอกำลังคำนวณอะไรอยู่?” หรือเลวร้ายที่สุด… “นี่คือสายตาของสิ่งที่ ‘ไม่ใช่มนุษย์’ หรือเปล่า?”
เธอทำให้เราสับสนว่า ตกลงเธอคือ “เหยื่อ” ที่น่าสงสาร หรือ “นักล่า” ที่กำลังรอเวลา? การแสดงของเธอคือ “ความคลุมเครือ” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
Jesse Plemons (ในบท เท็ดดี้, ผู้ลักพาตัว) นี่คือ “หัวใจ” ของหนังทั้งเรื่อง และอาจจะเป็นการแสดงที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา (ซึ่งก็ยากที่จะพูด เพราะเขาดีทุกเรื่อง!)
เจสซี เพิลมอนส์ ไม่ได้เล่นเป็น “คนบ้า” ที่คลั่งอาละวาด ไม่… นั่นมันง่ายไป เขาเล่นเป็น “คนที่เชื่อสุดหัวใจ” (The Believer)
- ความเจ็บปวด เราเห็น “ความพังทลาย” ในตัวเขา เท็ดดี้ไม่ใช่ตัวร้าย แต่เขาคือ “เหยื่อ” ของสังคม ของระบบ ของความสูญเสียส่วนตัวที่ผลักให้เขาต้องหา “คำตอบ” ที่ยิ่งใหญ่
- ความอ่อนโยน ฉากที่เขาปฏิบัติต่อ “หลักฐาน” หรือ “ทฤษฎี” ของเขา มันเต็มไปด้วยความทะนุถนอม มันคือศาสนาของเขา
- ความน่ากลัว ความน่ากลัวที่สุดของเพิลมอนส์ คือ “ความจริงจัง” ในแววตาของเขา เขาไม่ได้ล้อเล่น เขาไม่ได้สติแตก เขา “มั่นใจ” 100% ว่าสิ่งที่เขาทำคือการ “กอบกู้โลก” ความบ้าที่อยู่บนพื้นฐานของตรรกะที่มั่นคง (ในหัวของเขา) คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
เคมีระหว่างเขากับเอ็มม่า สโตน คือ “ไฟกับน้ำมัน” มันคือการปะทะกันของ “ความเชื่อ” ที่บ้าคลั่ง กับ “ความจริง” ที่เย็นชา และเราคนดูอยู่ตรงกลางระหว่างการระเบิดครั้งนี้
นักแสดงสมทบ (โดยเฉพาะ Aidan Delbis ผู้รับบท คาลวิน, ผู้ช่วย) เขาก็ยอดเยี่ยมในบท “ผู้ตาม” (The Follower) เขาคือตัวแทนของคนที่ “ไม่ได้เชื่อ” แต่ “อยากจะเชื่อ” เพราะเขาต้องการ “ส่วนหนึ่ง” ของอะไรสักอย่าง เขาคือความลังเล, ความกลัว และความเปราะบางของมนุษย์ที่ถูกชักจูงได้ง่าย
การแสดงในเรื่องนี้คือการแสดงแบบ “Lanthimos-ian” คือการพูดบทสนทนาที่ “ประหลาด” ด้วยใบหน้าที่ “เรียบเฉย” (Deadpan) เหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา ซึ่งมันยิ่งทำให้ความตลกร้าย (Black Comedy) และความสยองขวัญ (Horror) ของสถานการณ์ มัน “ขม” และ “บาดลึก” ยิ่งขึ้นไปอีก

บทสรุป ประสบการณ์ที่ต้อง “ย่อย”
Bugonia ไม่ใช่หนังที่ดู “สนุก” แต่มันคือหนังที่ “ทรงพลัง”
มันคือการเดินทาง 2 ชั่วโมงกว่า ลงไปใน “โพรงกระต่าย” ของทฤษฎีสมคบคิด, ความสิ้นหวังของมนุษย์, และความวิปริตของสังคมสมัยใหม่
ถ้าคุณถามผมว่า “ตกลง… เอ็มม่า สโตน เป็นเอเลี่ยนมั้ย?” ผมจะตอบว่า… นั่นไม่ใช่คำถามที่สำคัญที่สุด
คำถามที่ Bugonia ตะโกนใส่หน้าเราคือ… “ในโลกที่เน่าเฟะใบนี้… ใครกันแน่คือ ‘มนุษย์ต่างดาว’ ที่แท้จริง?”
มันคือคนที่เชื่อในทฤษฎีบ้าๆ? หรือคือ CEO ที่ไร้หัวใจ? หรือคือตัวเราเอง… ที่นั่งดูความวิบัติทั้งหมดนี้เป็น “ความบันเทิง”?
นี่คือภาพยนตร์ที่จะ “ติด” อยู่ในหัวคุณไปอีกนาน มันคือหนามที่บ่งไม่ออก มันคือเสียงหึ่งๆ ที่คุณจะได้ยินในหู แม้หนังจะจบไปแล้วก็ตาม
ถ้าคุณพร้อมที่จะถูก “ท้าทาย” นี่คือหนึ่งในภาพยนตร์แห่งปีที่คุณ “ต้องดู” ครับ movieseries