สวัสดีค่ะทุกคน! ถ้าพูดถึงนางเอกจีนที่ฮอตที่สุด ทรงอิทธิพลที่สุด และฝีมือการแสดงพัฒนาแบบก้าวกระโดดจนครองใจแฟนซีรีส์ทั่วบ้านทั่วเมืองในยุคนี้ ชื่อแรกๆ ที่ต้องนึกถึงเลยก็คือ “ไป๋ลู่” (Bai Lu) อย่างแน่นอนค่ะ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในฐานะนางแบบและนักแสดงหนังสั้น วันนี้เธอพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเธอคือ “ตัวจริง” ของวงการ ไม่ว่าจะบทหวาน บทบู๊ บทตลก หรือบทดราม่าน้ำตาแตก ไป๋ลู่เอาอยู่หมด!
วันนี้เราจะมานั่งเมาท์มอย รีวิวซีรีส์ไป๋ลู่ 10 เรื่องที่บอกเลยว่า “ของมันต้องดู” โดยเราจะไม่มานั่งเล่าย่อๆ ให้เสียเวลาฟินนะคะ แต่เราจะมาเจาะลึกกันถึง ชั้นเชิงของบท งานภาพโปรดักชัน และมิติการแสดง เอาให้ออกมาเป็นฟีลลิ่งเหมือนเพื่อนนั่งรีวิวให้เพื่อนฟัง ชงน้ำชาเตรียมขนมให้พร้อม แล้วมาลุยกันเลยค่ะ!

One and Only (ทุกชาติภพ กระดูกงดงาม ภาคอดีต)
“โศกนาฏกรรมรักที่งดงามที่สุด และกรีดหัวใจที่สุด”
- มิติของเนื้อเรื่อง/บท รีวิวซีรีส์ไป๋ลู่ เรื่องนี้ขอพูดเลยว่า “ใครตับไม่แข็ง พกทิชชูมาเป็นโหลก็ไม่พอ!” ตัวบทไม่ได้เน้นความหวือหวาของการรบประหัตประหาร แต่เน้นไปที่ “ความรักที่พูดออกไปไม่ได้” การเล่าเรื่องมีจังหวะที่นุ่มนวล ค่อยๆ ซึมลึก เรื่องราวเล่นกับความรู้สึกของคนดูผ่านเส้นกั้นของคำว่า “หน้าที่” และ “ความจงรักภักดี” บทเขียนออกมาได้ละเมียดละไมมาก ทุกคำพูดที่ตัวละครสื่อสารกันมันมีความหมายแฝง เป็นความรักที่บริสุทธิ์จนเรารู้สึกอึดอัดแทน มันคือศิลปะของการเล่าเรื่องแบบหน่วงอารมณ์ที่ยอดเยี่ยมมากค่ะ
- งานภาพ/โปรดักชัน งานภาพเรื่องนี้คือ “ระดับมาสเตอร์พีซ” โทนสีของเรื่องจะมีความอมฟ้า-เทา ให้ความรู้สึกหนาวเหน็บและอ้างว้าง สอดคล้องกับเมืองซีโจวที่เป็นเมืองหนาว การจัดแสงในฉากตำหนักต่างๆ ทำได้ดีมาก มีความเล่นกับแสงเทียนและเงา ชุดของตัวละครไม่ได้เน้นสีสันฉูดฉาด แต่เน้นความประณีต ดูแพง เรียบหรู โดยเฉพาะฉากท่ามกลางหิมะที่จัดองค์ประกอบภาพได้เหมือนภาพวาดพู่กันจีนโบราณเลยค่ะ
- การแสดง นี่คือเรื่องที่ไป๋ลู่ปล่อยของแบบหมดหน้าตัก ในบท “ชุยสืออี๋” ช่วงแรกเธอต้องเล่นเป็นคนพูดไม่ได้ ไป๋ลู่ใช้ “ดวงตา” ในการแสดงออกทั้งหมด แค่เธอมองท่านอ๋อง (เหรินเจียหลุน) คนดูก็รู้แล้วว่าเธอรักเขาสุดหัวใจ และฉากไฮไลต์ที่ทุกคนต้องจำคือฉากที่เธอได้รับข่าวร้ายและร้องไห้แบบไม่มีเสียง มันคือความเจ็บปวดที่พังทลายจากข้างใน เป็นการแสดงที่ละเอียดอ่อน ขนลุก และตราตรึงใจที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิตการแสดงของเธอเลยค่ะ เคมีกับเหรินเจียหลุนคือที่สุดของความน้อยแต่มาก!

Forever and Ever (ทุกชาติภพ กระดูกงดงาม ภาคปัจจุบัน)
“บทสรุปของการเยียวยา ที่จะมาฮีลใจจากความบอบช้ำ”
- มิติของเนื้อเรื่อง/บท รีวิวซีรีส์ไป๋ลู่ หลังจากตับพังจากภาคอดีต ภาคนี้คือ “ยาใจ” ที่แท้จริงค่ะ บทเปลี่ยนโทนจากโศกนาฏกรรมมาเป็นความรักแบบค่อยเป็นค่อยไป (Slow-burn romance) การดำเนินเรื่องจะเรื่อยๆ มาเรียงๆ เน้นความสัมพันธ์แบบผู้ใหญ่ที่ใช้ความเข้าใจและการซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน บทอาจจะไม่ได้มีความขัดแย้งที่รุนแรงเลือดสาด แต่มีความอบอุ่น ละมุนละไม เป็นการเล่าเรื่องที่ทำให้คนดูรู้สึกปลอดภัยและอิ่มเอมใจ เหมือนได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขสักที
- งานภาพ/โปรดักชัน ภาพตัดสลับมาที่ยุคปัจจุบัน โทนสีจะเปลี่ยนเป็นความอบอุ่น (Warm Tone) ดูนวลตา งานสไตลิสต์ทำได้ดีมาก ชุดของไป๋ลู่ในเรื่องนี้คือเรฟเฟอเรนซ์ชุดทำงานและชุดหน้าหนาวของสาวๆ ได้เลย การถ่ายทำเน้นไปที่การโคลสอัพใบหน้าและการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เพื่อดึงเอาความอบอุ่นของตัวละครออกมา ฉากในเมืองเยอรมนีและฉากบ้านตระกูลโจวก็ถ่ายทอดความขลังผสมความโมเดิร์นได้ดีค่ะ
- การแสดง สืออี๋ในภาคนี้มีความกล้าหาญมากขึ้น เป็นผู้หญิงเก่ง มั่นใจ แต่ก็ยังมีความอ่อนโยน ไป๋ลู่แสดงความคลั่งรักแบบผู้หญิงยุคใหม่ที่พร้อมเปย์และพร้อมปกป้องพระเอกได้อย่างน่ารักน่าหยิกสุดๆ เวลาที่เธอเข้าฉากกับเหรินเจียหลุน (ที่ภาคนี้มารับบทอาจารย์โจวเซิงเฉินผู้เนิร์ดและขี้อาย) ไป๋ลู่จะเป็นฝ่ายนำร่องความหวานได้อย่างเป็นธรรมชาติ รอยยิ้มของเธอในเรื่องนี้คือสว่างไสวมาก เป็นการสลัดคราบน้ำตาจากภาคที่แล้วได้อย่างหมดจด

Till The End of The Moon (จันทราอัสดง)
“มหกาพย์รักสามชาติภพ สวยงาม อลังการ และดาร์กสุดขั้ว”
- มิติของเนื้อเรื่อง/บท รีวิวซีรีส์ไป๋ลู่ ใครชอบแนวเทพเซียน (Xianxia) ที่พล็อตเข้มข้น ดราม่าจัดหนัก ต้องเรื่องนี้เลยค่ะ บทมีความซับซ้อนมาก เล่นกับศีลธรรม ความแค้น และโชคชะตา การเล่าเรื่องสลับไทม์ไลน์ไปมาแต่ไม่งง จังหวะการเล่าเรื่องมีความบีบคั้นหัวใจสุดๆ เป็นการตั้งคำถามว่าระหว่าง “ช่วยโลก” กับ “ช่วยคนที่รัก” จะเลือกอะไร บทมีความเทาๆ ตัวละครมีทั้งมุมดีและมุมร้าย ทำให้คนดูอินและลุ้นตามจนนั่งไม่ติดเก้าอี้
- งานภาพ/โปรดักชัน ขอปรบมือให้ทีม CG และโปรดักชันดังๆ ค่ะ! งานภาพอลังการดาวล้านดวงมาก โดยเฉพาะการดึงเอาศิลปะสไตล์ “ตุนหวง” (Dunhuang) มาใช้ในงานคอสตูม ทำให้ชุดเทพเซียนเรื่องนี้แปลกตา ไม่ได้มีแค่สีขาวพลิ้วๆ แบบเรื่องอื่น แต่เต็มไปด้วยสีสัน เครื่องหัวจัดเต็ม รายละเอียดระยิบระยับ CG โลกมารและสรวงสวรรค์ทำออกมาได้เนียนตา แสงสีมีความคอนทราสต์จัดจ้าน สะท้อนความขัดแย้งในเรื่องได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- การแสดง ไป๋ลู่รับบทหนักมากในเรื่องนี้ เพราะต้องเล่นถึง 3 คาแรกเตอร์ (หลีซูซู / เยี่ยซีอู้ / ซางจิ่ว) ซึ่งเธอแยกความแตกต่างของทั้ง 3 ตัวละครได้อย่างชัดเจน เยี่ยซีอู้ที่มีความร้ายกาจ ซางจิ่วที่ใสซื่อและถูกรังแกจนกลายเป็นมาร ไป๋ลู่ถ่ายทอดอารมณ์ความเจ็บปวด ความแค้น และความรักที่ขัดแย้งในตัวเองได้อย่างลึกซึ้ง ยิ่งประกบคู่กับ หลัวอวิ๋นซี (Luo Yunxi) ที่เล่นเป็นจอมมารได้แบบเข้าถึงแก่น เคมีของทั้งคู่คือความรุนแรง ร้อนแรง และพังทลายไปพร้อมๆ กัน เป็นมาสเตอร์คลาสของการแสดงบทดราม่าของทั้งคู่จริงๆ

Story of Kunning Palace (เล่ห์รักวังคุนหนิง)
“เกมการเมือง ชิงไหวชิงพริบ และความรักของคนบาป”
- มิติของเนื้อเรื่อง/บท รีวิวซีรีส์ไป๋ลู่ นี่ไม่ใช่ซีรีส์รักใสๆ แต่เป็นเรื่องราวของ “คนเทาๆ” ที่มาเจอกัน บทมีความฉลาดมาก พล็อตเรื่องการกลับชาติมาเกิดเพื่อแก้ไขความผิดพลาดในอดีตถูกเล่าได้อย่างมีชั้นเชิง เต็มไปด้วยเกมการเมือง การหักหลัง และความหวาดระแวง จังหวะซีรีส์เดินเรื่องไว ไม่มีฉากยืดเยื้อ ทุกการกระทำของตัวละครมีเหตุผลรองรับ บทสนทนาฟาดฟันกันด้วยสมอง ทำให้คนดูต้องคิดตามตลอดเวลา เป็นซีรีส์ที่บทแข็งแรงมาก
- งานภาพ/โปรดักชัน ภาพและมุมกล้องของเรื่องนี้มีความแปลกใหม่ ผู้กำกับชอบใช้มุมกล้องแบบโคลสอัพจับสีหน้าและแววตาของตัวละครเพื่อสร้างความอึดอัดและลุ้นระทึก โทนสีของเรื่องจะมีความเข้มๆ ทึมๆ สะท้อนบรรยากาศความกดดันในวังหลวง คอสตูมเรื่องนี้จัดว่าสวยงามตามมาตรฐานซีรีส์ฟอร์มยักษ์ แต่สิ่งที่โดดเด่นคือการสลัวแสง (Lighting) ในฉากที่ตัวละครกำลังวางแผนหรือเผยด้านมืด มันขับเน้นความรู้สึกอันตรายได้ดีมาก
- การแสดง เจียงเสวี่ยหนิง คือบทที่ท้าทายมาก เพราะเธอเคยเป็นฮองเฮาที่ร้ายกาจมาก่อน ไป๋ลู่ทำได้ดีเยี่ยมในการแสดงเป็นผู้หญิงที่พยายามจะหนีจากชะตากรรมเดิม แต่ก็มีความเห็นแก่ตัวและความฉลาดแกมโกงซ่อนอยู่ แววตาของเธอมีความระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา และที่ต้องพูดถึงคือเคมีกับ จางหลิงเฮ่อ (Zhang Linghe) ที่รับบทเซี่ยเวย เป็นเคมีแบบ Red Flag ที่คนดูพร้อมใจกันยอมรับ ความสัมพันธ์แบบตึงเครียด หวาดกลัว แต่ก็ดึงดูดกัน มันถูกถ่ายทอดออกมาผ่านสายตาและภาษากายของไป๋ลู่ได้อย่างทรงพลังสุดๆ

Love is Sweet (ครึ่งทางรัก)
“ความรักวัยทำงานที่ฮา หวานฟิน และจิกหมอนขาด”
- มิติของเนื้อเรื่อง/บท รีวิวซีรีส์ไป๋ลู่ ตัดสลับมาที่ซีรีส์โรแมนติกคอมเมดี้สมัยใหม่กันบ้าง บทเรื่องนี้คือสูตรสำเร็จของแนว “ศัตรูวัยเด็กสู่คนรัก” (Enemies to Lovers) แต่ทำออกมาได้กลมกล่อมมาก! พล็อตเรื่องโรคประหลาด “แพ้น้ำตาตัวเอง” ของนางเอกสร้างสถานการณ์ตลกๆ และน่าเอ็นดูได้ตลอด บทมีการผสมผสานระหว่างเรื่องการแข่งขันทางธุรกิจในแวดวงวาณิชธนกิจ (Investment Banking) เข้ากับความรักได้อย่างลงตัว จังหวะคอมเมดี้เป๊ะ จังหวะโรแมนติกก็หวานจนน้ำตาลขึ้น
- งานภาพ/โปรดักชัน งานภาพเรื่องนี้คือ “สวย หรู ดูแพง” มากๆ เป็นการถ่ายทอดภาพลักษณ์ของหนุ่มสาวออฟฟิศระดับไฮเอนด์ในเซี่ยงไฮ้ การย้อมสีภาพมีความสดใส คลีนๆ สบายตา คอสตูมของไป๋ลู่ในเรื่องนี้คือปังทุกลุค เสื้อโค้ทเอย ชุดสูททำงานเอย ดูสมาร์ทและแฟชั่นมากๆ โลเคชันสวยงาม ทั้งออฟฟิศและคอนโดพระเอกนางเอก จัดแสงได้สวยเป๊ะทุกมุม
- การแสดง นี่คือเวทีปล่อยของด้านคอมเมดี้ของไป๋ลู่เลยค่ะ บทเจียงจวินเป็นคนร่าเริง เข้มแข็ง แต่ก็มีความโก๊ะๆ ไป๋ลู่เล่นจังหวะซิตคอมได้ธรรมชาติมาก ไม่ห่วงสวย หน้าตาเล่นใหญ่จัดเต็มสุดๆ และที่สำคัญนี่คือการเจอกันครั้งแรกของเธอกับ หลัวอวิ๋นซี เคมีของคู่นี้คือปรากฏการณ์มาก! การต่อปากต่อคำ ความเข้าขากัน เลิฟซีนที่เร่าร้อนแต่มีความเป็นธรรมชาติ ดูแล้วเชื่อสนิทใจเลยว่าสองคนนี้แอบรักกันมานานแล้วจริงๆ ไป๋ลู่มีเสน่ห์ล้นเหลือในบทสาวทำงานยุคใหม่เรื่องนี้ค่ะ

The Legends (เจาเหยา ลิขิตรักนางพญามาร)
“เปิดตำนานนางมารสายรุก ตัวแม่ผู้ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร”
- มิติของเนื้อเรื่อง/บท รีวิวซีรีส์ไป๋ลู่ เรื่องนี้คือการฉีกกฎนางเอกซีรีส์จีนโบราณอย่างแท้จริง! พล็อตเรื่องสลับขั้วให้พระเอกเป็นเด็กหนุ่มผู้อ่อนแอ (ในตอนแรก) และนางเอกเป็นจอมมารสุดโหดที่ใครๆ ก็หวาดกลัว บทมีความแหวกแนว สนุกสนาน กาวนิดๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความดราม่าของการถูกทรยศและการเติบโต การเดินเรื่องในช่วงแรกที่เจาเหยาเป็นวิญญาณแล้วต้องยืมร่างคนอื่นไปอ่อยพระเอกคือฮามาก บทบาลานซ์ความตลกและความแค้นได้ดีเยี่ยม
- งานภาพ/โปรดักชัน งานโปรดักชันเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ดูเนี้ยบกริบเท่าซีรีส์ฟอร์มยักษ์ยุคปัจจุบัน เพราะสร้างมาหลายปีแล้ว แต่สิ่งที่โดดเด่นคือสไตล์ลิ่งของนางเอก ชุดสีแดงสดของลู่เจาเหยาพร้อมกับรอยแผลเป็นสีแดงที่หางตา กลายเป็นภาพจำที่ไอคอนิกสุดๆ โทนสีของสำนักว่านลู่มีความดาร์กๆ ขลังๆ ตัดกับแสงสว่างของฝ่ายธรรมะ ฉากต่อสู้สลิงและ CG ทำได้ดีตามมาตรฐานซีรีส์กำลังภายในแฟนตาซีค่ะ
- การแสดง ถ้าถามว่าเรื่องไหนที่ทำให้ไป๋ลู่กลายเป็น “ผัวแห่งชาติ” ในสายตาแฟนเกิร์ล ก็ต้องเรื่องนี้เลยค่ะ! ลู่เจาเหยา มีความกร่าง ความเท่ ความมั่นหน้าเบอร์สิบ ไป๋ลู่เล่นบทนี้ด้วยเอนเนอร์จี้ที่ล้นเหลือ การเดิน การใช้สายตาจิกกัด หรือแม้แต่ท่าทางการกินเหล้า คือดูห้าวเป้งและมีเสน่ห์มาก พอเข้าฉากกับ สวีข่าย (Xu Kai) ที่รับบทม่อชิง ไป๋ลู่ก็สวมวิญญาณเจ๊ดันสายรุกได้อย่างหน้าตาเฉย เป็นตัวละครที่คนดูรักในความปากแจ๋วและความคลั่งรักของเธอจริงๆ

Arsenal Military Academy (วุ่นรักนักเรียนเตรียมทหาร)
“มิตรภาพ ลูกผู้ชาย และความรักท่ามกลางไฟสงคราม”
- มิติของเนื้อเรื่อง/บท พล็อตผู้หญิงปลอมตัวเป็นผู้ชายเข้าไปในโรงเรียนทหาร อาจจะดูคลาสสิก แต่เรื่องนี้เล่าออกมาได้สนุกมาก! บทรวมเอาความเป็น Coming-of-age, ความรักชาติ, มิตรภาพลูกผู้ชาย และคอมเมดี้เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว การกระจายบทให้ตัวละครแวดล้อมทำได้ดี ทำให้เรารักแก๊งเพื่อนนักเรียนทหารทุกคน จังหวะการดำเนินเรื่องมีความตื่นเต้นเร้าใจ ทั้งฉากฝึกซ้อมและฉากทำภารกิจลับ ทำให้เราผูกพันกับตัวละครแบบไม่รู้ตัว
- งานภาพ/โปรดักชัน งานภาพเรื่องนี้เท่มาก! ด้วยฉากหลังที่เป็นยุคสาธารณรัฐจีน (Republican Era) โทนสีของภาพจะเป็นแนวเซเปีย อมน้ำตาลวินเทจ ให้อารมณ์คลาสสิก คอสตูมเรื่องนี้ยอดเยี่ยมมาก ชุดเครื่องแบบทหาร ชุดสูท ชุดราตรี ดูดีมีสไตล์ไปหมด ฉากแอ็กชันยิงปืน ระเบิดภูเขาเผากระท่อม ทำออกมาได้สมจริงและดุดัน มุมกล้องมีความไดนามิกสูง ส่งเสริมอารมณ์ความตื่นเต้นได้ดีค่ะ
- การแสดง เพื่อบท “เซี่ยเซียง” ไป๋ลู่ลงทุนหั่นผมสั้นกุดจริงๆ! และเธอไม่ได้แค่ตัดผม แต่เธอเปลี่ยนท่วงท่าการเดิน การนั่ง การพูด ให้ดูเป็นทอมบอยจริงๆ ไป๋ลู่ลบภาพนางเอกสวยหวานออกไปจนหมด กลายเป็นหนุ่มน้อยหน้ามนที่ดูแข็งแกร่งแต่ก็มีความเปราะบางซ่อนอยู่ เคมีตอนตีกันกับ สวีข่าย (กู้เยี่ยนเจิน) คือตลกและโบ๊ะบ๊ะมาก แววตาของไป๋ลู่ในฉากที่ต้องสูญเสียเพื่อนร่วมรบก็สื่ออารมณ์ความเจ็บปวดออกมาได้อย่างลึกซึ้ง เป็นอีกหนึ่งผลงานระดับมาสเตอร์พีซที่พิสูจน์ฝีมือการแสดงของเธอค่ะ

Ordinary Greatness (เกียรติยศนายตำรวจ)
“ชีวิตจริง ไม่ใช้สแตนด์อิน ไม่มีฟิลเตอร์ ของนายตำรวจสภ.ชายขอบ”
- มิติของเนื้อเรื่อง/บท ใครที่เบื่อซีรีส์รักๆ ใคร่ๆ ขอให้มามุงเรื่องนี้ค่ะ นี่คือซีรีส์แนวน้ำดี (Slice of life) ที่สมจริงสุดๆ บทไม่ได้พูดถึงตำรวจที่จับผู้ร้ายข้ามชาติ หรือมีฉากสืบสวนระทึกขวัญ แต่พูดถึงเรื่องราวปวดหัวรายวันของชาวบ้าน เช่น แมวหาย ผัวเมียตีกัน เพื่อนบ้านทะเลาะกัน บทสะท้อนสังคมรากหญ้าของจีนได้อย่างลึกซึ้ง เต็มไปด้วยความเป็นมนุษย์ ดูแล้วทั้งขำ ทั้งร้องไห้ ทั้งอบอุ่นหัวใจ บทเขียนได้กลมกล่อมและเรียลมากๆ
- งานภาพ/โปรดักชัน งานภาพเรื่องนี้ทิ้งความหรูหราไปเลยค่ะ เน้นความสมจริง โทนภาพสว่างๆ ไม่มีการใส่ฟิลเตอร์หน้าเนียนใดๆ โลเคชันคือสถานีตำรวจเก่าๆ ชุมชนแออัด ร้านอาหารริมทาง โปรดักชันตั้งใจสร้างความรู้สึกเหมือนเรากำลังดูสารคดีชีวิตคนจริงๆ การจัดแสงมีความเป็นธรรมชาติสูง ซึ่งมันทำให้ซีรีส์เรื่องนี้มีเสน่ห์และจับต้องได้
- การแสดง ไป๋ลู่ในบท “เซี่ยเจี๋ย” ตำรวจฝึกหัด เรื่องนี้หน้าสดหรือแต่งหน้าอ่อนมากๆ เธอสลัดภาพนางเอกไอดอลทิ้งไปเลย และก้าวเข้าสู่นักแสดงสายฝีมืออย่างเต็มตัว การแสดงของเธอมีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ไม่ห่วงสวย ถ่ายทอดความกดดันของเด็กจบใหม่ที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง ความผิดหวัง ความเหนื่อยล้า และรอยยิ้มที่ได้ช่วยเหลือประชาชน ไป๋ลู่เล่นรับส่งอารมณ์กับนักแสดงรุ่นใหญ่ระดับปรมาจารย์ได้อย่างสูสีและไม่จมเลย ถือเป็นก้าวสำคัญในอาชีพนักแสดงของเธอค่ะ

Only for Love (จีบให้วุ่นลงทุนด้วยรัก)
“รอมคอมสายแฟชั่น ขิงก็ราข่าก็แรง ของนักข่าวสาวและท่านประธาน”
- มิติของเนื้อเรื่อง/บท กลับมาที่ความฟินระดับสิบ! พล็อตเรื่องแนวนางเอกตั้งใจเข้าไปจีบพระเอกเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นญาติของมือที่สาม บทมีความเบาสมอง เน้นความสัมพันธ์แบบ พ่อแง่แม่งอน ขิงก็ราข่าก็แรง การเดินเรื่องช่วงแรกๆ สนุกและตลกมาก แม้ช่วงกลางอาจจะมีเรื่องงานเข้ามาแทรกเยอะหน่อย แต่โครงสร้างบทก็เน้นเสิร์ฟความหวาน ความหึงหวง และความคลั่งรักแบบจัดเต็ม ตอบโจทย์คนชอบแนว总裁 (CEO) สุดๆ
- งานภาพ/โปรดักชัน เรื่องนี้จุดเด่นคืองาน “แฟชั่น” คอสตูมของไป๋ลู่จัดเต็มมาก แบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้า ลุคคุณหนู ลุควัยรุ่น ลุคทำงาน สวยฉ่ำทุกฉาก โลเคชันก็เน้นตึกระฟ้า รถหรู บ้านหลังใหญ่ แต่ก็ต้องรีวิวตรงๆ ว่างานภาพและมุมกล้องในบางฉากอาจจะดูขัดใจไปบ้าง มีการใช้มุมกล้องแปลกๆ การเปลี่ยนฉากหรือลูกเล่น (Transitions) ที่อาจจะดูเก่าไปนิดนึงสำหรับซีรีส์ยุคใหม่ แต่โดยรวมก็ยังคงความสวยงามในระดับซีรีส์รอมคอมค่ะ
- การแสดง “เจิ้งซูอี้” เป็นนักข่าวสายการเงินที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงลิ่ว ขี้อ่อย(แบบมีแผน) และจริตจก้านแพรวพราว ไป๋ลู่ใช้ทักษะคอเมดี้ของเธอแบกความโก๊ะของตัวละครไว้ได้ดีมาก เวลาเธอส่งสายตาวิบวับหรือทำเสียงออดอ้อนใส่ หวังเฮ่อตี้ (ดีแลน หวัง) คือน่ารักน่าหยิกสุดๆ แม้บทจะมีความล้นๆ ไปบ้าง แต่ลุคและเสน่ห์ของไป๋ลู่ทำให้ตัวละครนี้น่ามองตลอดเวลา เคมีกับดีแลนก็ฮอตปรอทแตก เป็นคู่ที่ภาพลักษณ์ดูสวยหล่อฟ้าประทานมากๆ ค่ะ

Jiu Liu Overlord (จอมคนเหนือหล้า)
“ความต่างชั้นที่ลงตัว เมื่อลูกพี่พรรคกระยาจกปะทะคุณชายเศรษฐี”
- มิติของเนื้อเรื่อง/บท เรื่องนี้เป็นซีรีส์ย้อนยุคที่พล็อตน่าสนใจค่ะ เป็นการปะทะกันของคนสองชนชั้น ชนชั้นสูงระดับอีจิ่วหลิว (พ่อค้าผ้าไหม) กับชนชั้นล่างระดับเซี่ยจิ่วหลิว (หัวหน้าพรรคไผ่เขียว) บทมีการผสมผสานระหว่างการสืบสวนคดี การชิงไหวชิงพริบทางการค้า และความโรแมนติก การดำเนินเรื่องดูง่าย ย่อยง่าย ไม่ได้มีความเครียดหรือดราม่าหนักหน่วงจนเกินไป มีการสอดแทรกประเด็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมไว้แบบเนียนๆ
- งานภาพ/โปรดักชัน งานภาพสีสันสดใสฉูดฉาด การเซ็ตฉากเมืองมีความคึกคัก โปรดักชันมีการสร้างคอนทราสต์ที่ชัดเจนมากระหว่างคฤหาสน์หรูหราของพระเอก และย่านสลัมของนางเอก คอสตูมของไป๋ลู่ในเรื่องนี้ช่วงแรกๆ จะดูซอมซ่อ มอมแมม เป็นชุดผ้าหยาบๆ ซึ่งเข้ากับบทบาท แต่พอถึงฉากที่ต้องแต่งตัวสวยงาม ก็ทำเอาคนดูตะลึงได้เหมือนกัน
- การแสดง ไป๋ลู่รับบท “หลงอ้าวอี” ลูกพี่หญิงแห่งตรอกคนจน คาแรกเตอร์นี้คล้ายๆ กับเจาเหยาตรงที่มีความห้าวหาญ เป็นผู้นำ แต่จะมีความติดดินและสู้ชีวิตมากกว่า ไป๋ลู่เล่นบทคนสู้ชีวิต ปากกัดตีนถีบ กางเกงขาก๊วย นั่งยกขาเตะต่อยได้เป็นธรรมชาติมาก ดูแล้วเชื่อว่าเธอคือลูกพี่ใหญ่ที่ลูกน้องเคารพจริงๆ ในขณะเดียวกัน เวลาที่เริ่มหวั่นไหวกับพระเอก (ไล่อี้) เธอก็แสดงความเขินอายแบบสาวห้าวเพิ่งเคยมีความรักออกมาได้น่าเอ็นดู เป็นอีกเรื่องที่โชว์ให้เห็นว่าเธอไม่ห่วงภาพลักษณ์ความสวยงามเลยสักนิด ขอแค่เข้าถึงบทบาทก็พอ
และนี่ก็คือทั้ง 10 เรื่องของไป๋ลู่ที่เรารวบรวมมารีวิวแบบเน้นๆ เจาะลึกถึงกึ๋นกันเลยค่ะ จะเห็นได้เลยว่าจากแม่นางชุดแดงสายห้าวในวันนั้น สู่ซูเปอร์สตาร์ตัวแม่ในวันนี้ ไป๋ลู่ไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเองเลย เธอพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเธอรับบทได้หลากหลายและมีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์จริงๆ movieseries