สวัสดีครับ! กลับมาอีกครั้งกับมหากาพย์กลลวงโลก…
ครั้งที่แล้ว, ในภาคแรก, พวกเขาทำให้เราอ้าปากค้าง พวกเขาทิ้งคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไว้กับเราว่า “The closer you look, the less you see.” (ยิ่งมองใกล้… ยิ่งไม่เห็นอะไร)
พวกเขาลวงตาเราสำเร็จ ปล้นธนาคารต่อหน้าเรา คืนเงินให้คนดู และเปิดโปงอาชญากร… และที่ช็อกที่สุด คือการเฉลยตัวตนของ “จตุรอาชาคนที่ 5”
…นั่นมันภาคแรกครับ
คำถามที่มาพร้อมกับการมาของ “อาชญากลปล้นโลก 2” (Now You See Me 2) จึงไม่ใช่คำถามเดิมอีกต่อไป แต่เป็นคำถามที่ “ยากกว่า” สำหรับหนังภาคต่อทุกเรื่อง นั่นคือ…
“คุณหลอกเราได้หนหนึ่ง… แล้วคุณจะหลอกเราเป็นครั้งที่สองได้อีกหรือ?”
วันนี้ ผมจะไม่มานั่งเล่าเรื่องย่อนะครับ ว่า 1 ปีผ่านไป พวกเขาไปซ่อนตัวที่ไหน หรือใครกลับมา ใครหายไป… แต่เราจะมา “ชำแหละ” กันเหมือนเดิมครับว่า ภาคต่อที่หลายคนรอคอย (และอีกหลายคนก็แอบหวั่นใจ) มันยังคง “เวทมนตร์” นั้นไว้ได้หรือไม่? หรือเป็นแค่การ “แสดงซ้ำ” ที่ยิ่งใหญ่ แต่… กลวงเปล่า?
เราจะมาเจาะลึกกันใน 3 ส่วนสำคัญ เนื้อเรื่อง (ที่ซับซ้อนกว่าเดิม), งานภาพ (ที่อลังการกว่าเดิม), และ การแสดง (ที่… มีเซอร์ไพรส์!)
ถ้าคุณคิดว่าคุณ “ทัน” เกมพวกเขาแล้ว… ผมขอบอกว่า “Now You See Me 2” กำลังจะบอกคุณว่า “คุณยังไม่รู้อะไรเลย”

อาชญากลปล้นโลก 2 “เนื้อเรื่อง” (The Narrative) – เมื่อกลลวงต้องซับซ้อน… จนเกือบพันกันเอง
โจทย์ของภาคนี้ “ใหญ่” กว่าเดิมมากครับ ภาคแรกคือการ “เปิดตัว” อย่างยิ่งใหญ่ ภาคนี้คือการ “รับมือ” กับผลที่ตามมา
จาก “ผู้ล่า” กลายเป็น “ผู้ถูกล่า”
นี่คือ “แกน” ที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ ในภาคแรก จตุรอาชาคือ “ผู้คุมเกม” พวกเขาคือคนที่โปรย “ขนมปัง” ให้ FBI วิ่งตาม แต่ในภาคนี้… เกมมันพลิกครับ!
การเปิดตัวที่ล้มเหลวในตอนต้นเรื่อง (ซึ่งผมจะไม่สปอยล์) คือการ “ตบหน้า” จตุรอาชา (และคนดู) อย่างแรงว่า “พวกนายไม่ได้เจ๋งที่สุดอีกต่อไปแล้ว” จากนั้น การที่พวกเขาถูก “ลักพาตัว” ไปโผล่ที่ “มาเก๊า” …นี่คือจุดที่เนื้อเรื่องบอกเราชัดเจนว่า ภาคนี้ พวกเขาไม่ใช่คน “คุม” แต่เป็น “เบี้ย” ในเกมของคนที่ใหญ่กว่า
ความ “ส่วนตัว” (Personal Stakes) ที่มากขึ้น
ภาคแรก, มันคือการปล้นที่มี “อุดมการณ์” บางอย่างซ่อนอยู่ แต่ภาคนี้… มัน “ส่วนตัว” ครับ
- ดีแลน โรดส์ (มาร์ค รัฟฟาโล) ตัวละครนี้คือ “หัวใจ” ของภาคนี้อย่างแท้จริงครับ ภาคแรกเขาคือ “นักล่า” ที่ซ่อนความลับ ภาคนี้เขาคือ “ผู้นำ” ที่ต้องปกป้องทีม และในขณะเดียวกัน ก็ต้องเผชิญหน้ากับ “อดีต” ของเขาเอง… ความตายของพ่อ, ความสัมพันธ์กับ “แทดเดียส แบรดลีย์” (มอร์แกน ฟรีแมน) เนื้อเรื่องฉลาดมากที่ขุดปมนี้ขึ้นมา มันทำให้การกระทำของดีแลนมี “น้ำหนัก” มากกว่าแค่การ “โชว์”
- วายร้ายที่มีมิติ (หรือพยายามจะมี?) การมาของ วอลเตอร์ มาร์บรี (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) คือการ “จิกกัด” ที่แสบสันต์มากครับ (เดี๋ยวเราจะพูดถึงเขาในส่วนการแสดง) แต่ในแง่เนื้อเรื่อง วอลเตอร์คือตัวแทนของ “เทคโนโลยี” ที่พยายามจะมาฆ่า “มายากล” เขาคือคนที่ไม่เชื่อในศิลปะ แต่เชื่อใน “การควบคุม” การที่วายร้ายเป็น “เด็กอัจฉริยะ” ที่มีปม มันทำให้การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ “โจร-ตำรวจ” แต่มันคือ “มายากล ปะทะ เทคโนโลยี”
จุดที่ “พีค” ที่สุด ฉากปล้นชิปที่มาเก๊า
ถ้าคุณถามผมว่า 10 นาทีไหนของหนังเรื่องนี้ที่ “ยอดเยี่ยม” ที่สุด ผมจะชี้ไปที่ฉาก “ปล้นชิป” ในห้องแล็บที่มาเก๊า
นี่คือ “มายากล” ที่แท้จริงครับ!
มันไม่ใช่การใช้ CGI ตูมตาม ไม่ใช่การเสกอะไรออกมาจากอากาศธาตุ แต่มันคือ “ศิลปะแห่งการเบี่ยงเบนความสนใจ” (Misdirection) และ “การเคลื่อนไหวที่ออกแบบมาอย่างดี” (Choreography)
เนื้อเรื่องในช่วงนี้ “หยุด” ความซับซ้อนทั้งหมดไว้ชั่วคราว แล้วปล่อยให้เรา “ทึ่ง” ไปกับ “ทักษะ” ล้วนๆ ของจตุรอาชา การที่กล้องจับจ้องไปที่ “การ์ด” (ที่เป็นชิป) ที่ถูกส่งต่อไปมา, การหลบสายตา รปภ., ความตึงเครียด… นี่คือ “อาชญากลปล้นโลก 2” ในเวอร์ชั่นที่ “สมจริง” และ “น่าทึ่ง” ที่สุดครับ มันคือฉากที่พิสูจน์ว่า พวกเขาไม่ใช่แค่ “นักโชว์” แต่พวกเขาคือ “นักมายากล” จริงๆ

จุดที่ต้องวิจารณ์ ความ “ยุ่งเหยิง” ของปม
อย่างไรก็ตาม… ต้องยอมรับว่าเนื้อเรื่องของภาค 2 “แบก” อะไรไว้เยอะเกินไปครับ
มันมีทั้งปมของดีแลน, ปมของวอลเตอร์, ปมของแทดเดียส, การกลับมาของอาเธอร์ เทรสสเลอร์ (ไมเคิล เคน), การเปิดโปงองค์กร “ดิ อาย”, การพิสูจน์ตัวเองของจตุรอาชา… ทุกอย่างถูกอัดเข้ามาในเวลา 2 ชั่วโมง
ผลคืออะไรครับ? … “ความบังเอิญ”
มันมีความบังเอิญหลายอย่างที่ “ง่าย” เกินไป (เช่น การไปเจอร้านมายากลเก่าที่มาเก๊า) และการ “หักมุม” ที่มัน “ซ้อน” กันหลายตลบเกินไป จนบางทีเราในฐานะคนดู รู้สึก “เหนื่อย” ที่จะตามครับ
ภาคแรกหักมุมเรา “ครั้งเดียว” แต่ “อยู่หมัด” ภาคนี้หักมุมเรา “สามสี่ครั้ง” จนเรา “มึน”

สรุปสำหรับ “เนื้อเรื่อง” มันคือความพยายามที่ “ทะเยอทะยาน” ครับ มันขยายสเกลของจักรวาลนี้ได้ “ใหญ่” ขึ้นมาก มันเพิ่มมิติ “ดราม่า” และ “อดีต” ให้กับตัวละครได้ดี โดยเฉพาะดีแลน… แต่มันก็ต้องแลกมาด้วย “ความรัดกุม” ที่หายไป ภาคแรกคือ “กลไพ่” ที่เฉียบคม ภาคสองคือ “โชว์บนเวที” ที่มีระเบิด มีควัน และมีเรื่องให้ประหลาดใจทุก 10 นาที… ซึ่งถ้าคุณชอบความ “ตู้มต้าม” แบบนี้… คุณจะรักมันครับ!
อาชญากลปล้นโลก 2 “งานภาพ” (The Visuals) – จากเวที สู่ “โลก” ที่เป็นเวทมนตร์
การเปลี่ยนผู้กำกับจาก หลุยส์ เลเทอร์เรียร์ (ในภาคแรก) มาเป็น จอน เอ็ม. ชู (Jon M. Chu) (จาก Step Up, G.I. Joe) คือ “การตัดสินใจ” ที่ส่งผลต่องานภาพทั้งเรื่องครับ
ถ้าภาคแรกคืองานภาพที่ “Slick” (เนี๊ยบ), “Glossy” (มันเงา), และเน้นความ “เท่” แบบคุมโทน… ภาคนี้คืองานภาพที่ “Kinetic” (เคลื่อนไหว), “Vibrant” (สีสันจัดจ้าน), และ “Dynamic” (ทรงพลัง) ครับ!
มาเก๊า สนามเด็กเล่นที่สมบูรณ์แบบ
การย้ายโลเคชั่นไป “มาเก๊า” คือ “ชัยชนะ” ของงานภาพครับ มาเก๊ามีส่วนผสมที่ประหลาด… มันมีความ “เก่า” ของวัฒนธรรมจีน, มี “แสงสี” ของคาสิโน, และมี “ความลับ” ซ่อนอยู่ในทุกตรอกซอกซอย
ผู้กำกับใช้ “มาเก๊า” ได้คุ้มค่ามากครับ ฉากที่ร้านมายากลเก่าของ “ย่า” (ซึ่งเป็นสถานที่ที่สวยงามมาก), ฉากในตลาดที่วุ่นวาย, หรือฉากบนตึกสูงที่สว่างไสว… ทุกฉากมัน “ส่ง” ให้มายากลของพวกเขาดู “ขลัง” และ “ยิ่งใหญ่” ขึ้น
อาชญากลปล้นโลก 2 “ออกแบบ” ฉากมายากล (Magic Choreography)
นี่คือสิ่งที่ จอน เอ็ม. ชู ถนัดครับ เขามองมายากลเหมือน “ท่าเต้น”
- ฉากปล้นชิป (ขอพูดอีกครั้ง) นี่คืองานภาพระดับ “มาสเตอร์พีซ” ครับ การเคลื่อนไหวของกล้องที่ “ลื่นไหล” เหมือนเป็น “ผู้ร่วมปล้น” ไปกับพวกเขา, การตัดต่อที่จับจังหวะ “การซ่อน”, “การส่งต่อ”, “การเบี่ยงเบนความสนใจ” ได้อย่างแม่นยำ มันคือ “บัลเลต์” แห่งการล้วงกระเป๋าที่แท้จริง!
- ฉาก “หยุดฝน” ของแอตลาส (เจสซี ไอเซนเบิร์ก) นี่คือ “Showcase” ที่ชัดเจนที่สุดของงานภาพในภาคนี้ครับ มันคือการใช้ CGI ที่ “สวยงาม” และ “เหนือจริง” การที่แอตลาสยืนอยู่กลางสายฝน แล้ว “ควบคุม” มันได้ดั่งใจ, การที่เม็ดฝน “หยุดนิ่ง” กลางอากาศ… มันอาจจะไม่ใช่ “มายากล” ที่คนทำได้จริง แต่มันคือ “ภาพ” ที่แสดงถึง “พลัง” ของพวกเขาที่ยกระดับไปอีกขั้น มันคือ “เวทมนตร์” ที่สะกดคนดู
“The Grand Finale” ที่ลอนดอน
ฉากไคลแมกซ์ที่ลอนดอน คือการ “ยำรวม” ทุกอย่างที่หนังทำมาครับ มันมี “ความโกลาหล” (บนเครื่องบิน), มี “การถ่ายทอดสด” (เหมือนภาคแรก), และมี “การหักมุม” ที่ใช้ “สถานที่” เป็นส่วนหนึ่งของกล
ฉากบนเครื่องบินส่วนตัว… แม้ว่าเราอาจจะ “เดา” ได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น แต่งานภาพก็ยัง “บิลด์” ความตื่นเต้นได้ดี การเฉลยที่ทำให้เห็น “แม่น้ำเทมส์” และ “ลอนดอน อาย” …มันคือการ “ปิดม่าน” ที่ “ยิ่งใหญ่” สมศักดิ์ศรีครับ
สรุปสำหรับ “งานภาพ” มัน “อลังการ” ขึ้นทุกทางครับ ภาคนี้ใช้ “โลก” ทั้งใบเป็นเวที มันไม่จำกัดอยู่แค่ในฮอลล์ปิดทึบอีกต่อไป งานภาพของ จอน เอ็ม. ชู อาจจะลด “ความขรึม” ของภาคแรกลง แต่เขา “ฉีดสีสัน” และ “พลังงาน” เข้าไปแทนที่ ทำให้ “อาชญากลปล้นโลก 2” กลายเป็น “หนังแอ็คชั่น-ผจญภัย” ที่ใช้ “มายากล” เป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดครับ

อาชญากลปล้นโลก 2 “การแสดง” (The Performances) – เมื่อสมาชิกใหม่ “ขโมยซีน”
ในภาคต่อ… เคมีของนักแสดงคือสิ่งที่ “สำคัญที่สุด” ครับ ถ้ามัน “พัง” ทุกอย่างก็ “จบ” และ “อาชญากลปล้นโลก 2” มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่… การหายไปของ อิสลา ฟิชเชอร์ (เฮนลีย์)
MVP ของเรื่อง ลิซซี่ แคปแลน ในบท “ลูลา” (Lula)
ผมขอยกตำแหน่งนี้ให้เธอเลยครับ! ลิซซี่ แคปแลน คือ “อากาศบริสุทธิ์” ที่หนังเรื่องนี้ต้องการ!
การมาของ ลูลา ไม่ใช่การมา “แทน” เฮนลีย์ ครับ แต่คือการมา “เติม” ในสิ่งที่ทีมนี้ “ขาด” จตุรอาชา (ผู้ชาย) ทั้งสามคน มัน “เก๊ก” ครับ… พวกเขา “เท่”, “คูล”, “มั่นใจ”… จนบางทีมันก็ “เลี่ยน”
ลูลา คือ “ความบ้า” ครับ! เธอ “พูดมาก”, “เปิ่น”, “ตื่นเต้น” ตลอดเวลา, และ “โหด” ในเวลาเดียวกัน (ฉากที่เธอทำกลตัดคอตัวเองในตอนแรก… มันทั้ง “สยอง” และ “ตลก” ในเวลาเดียวกัน)
แคปแลนมี “Comedic Timing” (จังหวะตลก) ที่ “สมบูรณ์แบบ” ครับ เคมีของเธอกับ เดฟ ฟรังโก (แจ็ค) ก็น่ารัก, เคมีของเธอกับ วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน (เมอร์ริต) ก็ฮา, และการที่เธอคอย “กวนประสาท” เจสซี ไอเซนเบิร์ก (แอตลาส) ก็คือสิ่งที่ “ใช่” ที่สุด!
เธอคือตัวแทนของ “คนดู” ที่ “เนิร์ด” มายากล และการแสดงของเธอก็ “ขโมย” ทุกฉากที่เธอปรากฏตัวครับ
“จตุรอาชา” ที่ “กลมกล่อม” ขึ้น
- เจสซี ไอเซนเบิร์ก (แอตลาส) ภาคนี้เขาต้อง “โต” ขึ้นครับ จาก “ผู้นำจอมเก๊ก” เขาต้องเรียนรู้ที่จะ “เชื่อใจ” ดีแลน และเรียนรู้ที่จะ “แพ้” การแสดงของไอเซนเบิร์กในภาคนี้แสดง “ความสับสน” และ “ความกดดัน” ได้ดี
- วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน (เมอร์ริต… และ เชส) ให้ตายเถอะ! การที่วู้ดดี้ต้องมาเล่นเป็น “ฝาแฝด” ที่นิสัยต่างกันสุดขั้ว มันคือความ “บ้าบอ” ที่ “โคตรสนุก” ครับ! เชส (แฝดผู้พี่) คือความน่ารำคาญที่มาตัดเลี่ยนความเก่งของเมอร์ริตได้พอดี ฮาร์เรลสัน “สนุก” กับบทนี้มาก และเราก็ “สนุก” ที่ได้ดูเขา
- เดฟ ฟรังโก (แจ็ค ไวล์เดอร์) ภาคนี้ แจ็ค “โต” ขึ้นเยอะครับ เขาไม่ใช่ “เด็กฝึกงาน” อีกต่อไป เขาคือ “นักมายากลไพ่” ที่เก่งกาจ ฉากที่เขาสอนเทคนิคให้วอลเตอร์… มันคือความ “เก๋า” ที่เพิ่มขึ้นมา ฟรังโกยังคงมีเสน่ห์ล้นเหลือ
“ผู้ใหญ่” ที่แบกรับ “ดราม่า”
- มาร์ค รัฟฟาโล (ดีแลน โรดส์) อย่างที่บอกครับ เขาคือ “แกนดราม่า” ของเรื่อง ภาคนี้เราจะได้เห็น รัฟฟาโล ในโหมด “เปราะบาง” มากขึ้น ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับพ่อ และกับ แทดเดียส… รัฟฟาโล “แบก” ส่วนนี้ของหนังไว้ได้อย่างอยู่หมัด
- มอร์แกน ฟรีแมน (แทดเดียส แบรดลีย์) ภาคนี้ บทของฟรีแมน “ลึก” กว่าเดิมมาก ไม่ใช่แค่มา “เฉลยกล” แต่เขาคือ “ส่วนหนึ่ง” ของกล… การแสดงที่นิ่งสงบ แต่แฝงไว้ด้วย “ความลับ” ของเขา ยังคงเป็น “คลาส” ที่น่าเกรงขาม
และ… วายร้ายที่ “ใช่” ที่สุด!
- แดเนียล แรดคลิฟฟ์ (วอลเตอร์ มาร์บรี) นี่คือ “การแคสติ้งที่อัจฉริยะที่สุดในรอบ 10 ปี” ครับ! การเอา “แฮร์รี่ พอตเตอร์” (เจ้าพ่อเวทมนตร์) มาเล่นเป็น “นักวิทยาศาสตร์” ที่ “เกลียด” มายากล และ “เล่นกลไม่เป็นเลย” (ฉากที่เขาพยายามโชว์กลไพ่… คือฉากที่ “ตลกที่สุด” ในเรื่อง) มันคือการ “ล้างภาพ” ที่สุดยอด!
แรดคลิฟฟ์เล่นเป็น “เด็กเอาแต่ใจ” ที่มีอำนาจ ได้น่าหมั่นไส้ แต่ก็ “น่ารัก” ในความ “เปิ่น” ของเขา เขาคือวายร้ายที่เรา “เกลียดไม่ลง” และเขาสร้าง “สีสัน” ให้กับหนังเรื่องนี้มหาศาล

บทสรุปส่งท้าย นี่คือ “การแสดง” ที่คุ้มค่าตั๋ว
“อาชญากลปล้นโลก 2” เป็นหนังภาคต่อที่ “ฉลาด” ที่รู้ว่าตัวเองควรจะ “ไปทางไหน”
มันรู้ว่า “ความลึกลับ” แบบภาคแรก มัน “ใช้ซ้ำ” ไม่ได้… มันจึง “ชดเชย” ด้วย “สเกล” ที่ใหญ่ขึ้น, “งานภาพ” ที่อลังการขึ้น, “ความบ้า” ที่มากขึ้น, และ “ดราม่า” ที่ “เข้มข้น” ขึ้น
มันอาจจะไม่ใช่หนังที่ “สมบูรณ์แบบ” ครับ เนื้อเรื่องของมัน “ยุ่ง” เกินไป และบางครั้งก็ “พึ่งพาความบังเอิญ” มากเกินไป…
แต่… ให้ตายเถอะ… มัน “สนุก” ครับ! มัน “บันเทิง” มาก!
ภาคแรกคือ “มายากล” ที่ทำให้เรา “ทึ่ง” ภาคสองคือ “มหกรรม” (Spectacle) ที่ทำให้เรา “ตื่นตาตื่นใจ”
มันคือการแสดงโชว์ที่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะ “จุดพลุ”, เมื่อไหร่ควรจะ “ปล่อยมุก”, และเมื่อไหร่ควรจะ “หักมุม” ให้เราตกเก้าอี้
ถ้าคุณถามว่า “เวทมนตร์” ยังอยู่ไหม? …มันอาจจะ “จาง” ไปบ้างในส่วนของ “ความลึกลับ” แต่ถูก “ทดแทน” ด้วย “พลังงาน” ที่ “ล้นทะลัก” ของทีมนักแสดง (โดยเฉพาะ ลิซซี่ แคปแลน) และ “ความอลังการ” ของงานสร้างครับ
นี่คือหนังภาคต่อที่ “เข้าใจ” หน้าที่ของตัวเอง… นั่นคือ… “การยกระดับโชว์ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม!” และพวกเขาก็ทำสำเร็จครับ movieseries