รีวิว Spider-Man2002 บทเรียนของฮีโร่ผู้สูญเสียที่ทุกคนต้องดู

Spider-Man2002

สวัสดีครับ… วันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนังเรื่องหนึ่ง ไม่สิ… ต้องเรียกว่า “ปรากฏการณ์” เรื่องหนึ่ง ที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการหนังไปตลอดกาล

คุณผู้อ่านครับ ลองนึกย้อนกลับไปในยุคก่อนที่ “จักรวาล” จะเต็มจอ ก่อนที่ฮีโร่จะออกมาเดินชนกันในมอลล์ ก่อนที่เราจะชินชากับฉากตึกถล่ม… ย้อนกลับไปในปี 2002

ณ เวลานั้น หนังซูเปอร์ฮีโร่คือ “ของต้องคำสาป” เราเพิ่งผ่านยุคมืดของ Batman & Robin มาหมาดๆ หนังแนวนี้ถูกมองว่าเป็นแค่ของเล่นเด็กสีสันฉูดฉาด แต่แล้ว… ชายคนหนึ่งชื่อ แซม ไรมี่ (Sam Raimi) ก็ได้หยิบเอาฮีโร่ที่เป็นที่รักที่สุดในโลกอย่าง “Spider-Man” ขึ้นมาปัดฝุ่น และสิ่งที่เขาทำ ไม่ใช่แค่การสร้างหนังครับ… เขาคือการ “ปลุกวิญญาณ” และ “ตั้งเสาหลัก” ให้กับทุกสิ่งที่ตามมา

วันนี้ ผมจะไม่มาเล่าเรื่องย่อว่า ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ โดนแมงมุมกัดยังไง ลุงเบนตายยังไง… ไม่ครับ เราทุกคนรู้เรื่องนั้นดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะ “ตะโกน” ให้คุณฟังในวันนี้ คือ “ทำไม” หนังเรื่องนี้ถึงยังคงเป็น “มาสเตอร์พีซ” แม้เวลาจะผ่านไปกว่า 20 ปี เราจะมาผ่าตัดหัวใจของมันออกมาดูกันชัดๆ ทั้งในแง่ของ “เนื้อเรื่อง” ที่ลึกซึ้งกว่าที่คิด, “งานภาพ” ที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ และ “การแสดง” ที่เป็นดั่งตำนาน

Spider-Man2002

ภาคที่ 1 “หัวใจ” ของเรื่องราว (The Story) – พลังที่ไม่ได้มาฟรี

ถ้าผมบอกคุณว่า Spider-Man2002 ไม่ใช่หนังแอ็กชันฮีโร่ คุณจะเชื่อไหม? แน่นอน มันมีฉากต่อสู้ มันมีพลังพิเศษ… แต่แก่นแท้ของมัน คือ “หนังดราม่าชีวิตวัยรุ่นที่แสนเจ็บปวด” (A Painful Coming-of-Age Drama)

นี่คือจุดที่หนังของ แซม ไรมี่ แตกต่างจากหนังฮีโร่เรื่องอื่นๆ ในยุคเดียวกัน หรือแม้กระทั่งในยุคนี้อย่างสิ้นเชิง หนัง “ไม่เน้น” ความเท่ของการมีพลังครับ มันเน้น “ราคาที่ต้องจ่าย”

“พลังอันยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง” (With great power comes great responsibility)

ประโยคนี้ไม่ใช่แค่สโลแกนเท่ๆ แปะโปสเตอร์ แต่มันคือ “ธีม” ที่ถูกตอกย้ำ ทุกวินาที ทุกฉาก ทุกการตัดสินใจของตัวละคร ลองมาดูกันครับว่าหนังเล่า “ความรับผิดชอบ” นี้ยังไง

1. ความรับผิดชอบที่เกิดจาก “ความรู้สึกผิด” (Guilt-Driven Responsibility)

นี่คือหัวใจที่สำคัญที่สุดครับ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ในภาคนี้ ไม่ได้เลือกที่จะเป็นฮีโร่เพราะเขาเป็นคนดี… เขาไม่ได้ตื่นเช้ามาแล้วคิดว่า “วันนี้ไปช่วยคนดีกว่า” ไม่ใช่เลย!

เขาเลือกที่จะเป็น Spider-Man เพราะ “ความรู้สึกผิด” ที่กัดกินหัวใจเขาจากการตายของลุงเบน

ฉากที่เขาปล่อยโจรปล้นเงินให้หนีไป เพราะความโกรธที่ตัวเองโดนโกง… นั่นคือการตัดสินใจของ “เด็ก” แต่ผลลัพธ์ของมันคือ “ความตาย” ของผู้ใหญ่ที่เขารักที่สุด หนังเรื่องนี้กล้าหาญมากที่บอกเราตรงๆ ว่า ฮีโร่ของเราไม่ได้เกิดจากความดีงาม แต่เกิดจาก “ความผิดพลาด” ที่ไม่อาจแก้ไขได้

ดังนั้น ทุกครั้งที่เขาสวมหน้ากาก มันไม่ใช่การผจญภัย มันคือการ “ไถ่บาป” ครับ เขาต้องช่วยทุกคน เพราะเขา “ล้มเหลว” ในการช่วยคนคนเดียวที่สำคัญที่สุด นี่คือความลึกซึ้งที่หาได้ยากมาก การเดินทางของปีเตอร์ไม่ใช่การค้นหาพลัง แต่คือการ “แบกรับ” ตราบาปของตัวเอง

Spider-Man

2. กระจกสะท้อนที่บิดเบี้ยว ปีเตอร์ vs นอร์แมน

เนื้อเรื่องของ Spider-Man2002 จะไม่สมบูรณ์เลยถ้าขาด “Willem Dafoe” ในบท “Green Goblin”

คุณสังเกตไหมครับว่า โครงสร้างของหนังมัน “อัจฉริยะ” แค่ไหน? มันเล่าเรื่องของคนสองคนที่ “ได้รับพลัง” ในเวลาไล่เลี่ยกัน

  • ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ เด็กหนุ่มที่ “ไม่มีอะไรเลย” (No-body) ถูกสังคมมองข้าม ได้รับพลัง และพยายามใช้มันเพื่อ “ตัวเอง” (หาเงิน) จนนำไปสู่โศกนาฏกรรม และต้องเรียนรู้ที่จะใช้มันเพื่อ “ผู้อื่น”
  • นอร์แมน ออสบอร์น ชายที่ “มีทุกอย่าง” (Somebody) เป็นเจ้าของบริษัทเทคโนโลยี มีเงินทอง มีชื่อเสียง แต่กำลังจะ “สูญเสีย” ทุกอย่าง (สัญญาทางทหาร) เขาจึงใช้พลังที่ได้มาเพื่อ “ตัวเอง” (แก้แค้น) และทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า

เห็นความขนานกันไหมครับ? Green Goblin คือ “ด้านมืด” ของสิ่งที่ปีเตอร์ “อาจจะ” เป็นได้ถ้าเขาไม่เลือกลุงเบนเป็นแบบอย่าง

ฉากที่ “พีค” ที่สุดในแง่ของเนื้อเรื่อง ไม่ใช่ฉากต่อสู้ แต่คือ “ฉากโต๊ะอาหารวันขอบคุณพระเจ้า” (The Thanksgiving Dinner)

ฉากนั้นคือ “สงครามจิตวิทยา” ล้วนๆ ครับ นอร์แมน (ที่เริ่มรู้ตัวตนของปีเตอร์) พูดจาถากถาง, ป้าเมย์ที่เป็นห่วง, เอ็มเจที่อึดอัด และปีเตอร์ที่ต้อง “แกล้ง” ทำเป็นปกติ… ความตึงเครียดในฉากนั้นมันสุดยอดมาก มันคือการเล่าเรื่องโดยไม่ต้องใช้ระเบิดแม้แต่ลูกเดียว และมันตอกย้ำว่า “ชีวิตส่วนตัว” ของปีเตอร์ได้พังทลายลงเพราะ “ความรับผิดชอบ” ที่เขาแบกรับไว้

3. การสูญเสียคือการเติบโต

สุดท้าย… เนื้อเรื่องของหนังเรื่องนี้คือ “โศกนาฏกรรม” ครับ

หนังเรื่องนี้มีฉากจบที่ “ขยี้ใจ” ที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์หนังฮีโร่ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ “ชนะ” Green Goblin แต่ “ปีเตอร์” แพ้ทุกอย่าง

เขาได้โอกาสที่จะได้อยู่กับ “เอ็มเจ” ผู้หญิงที่เขารักมาทั้งชีวิต… แต่เขา “ปฏิเสธ”

ทำไม? เพราะเขารู้แล้วว่า “ความรับผิดชอบ” มันหมายความว่ายังไง มันหมายถึงการ “เสียสละ” ความสุขส่วนตัว เพื่อปกป้องคนที่เขารัก การที่เขาบอกปฏิเสธเอ็มเจ คือการ “เติบโต” อย่างสมบูรณ์ของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่วิ่งตามความรักอีกต่อไป เขาคือ “ผู้พิทักษ์” ที่ยอมแบกรับความโดดเดี่ยว

หนังปิดฉากด้วยการที่เขาโหนใยไปท่่ามกลางตึก… มันไม่ใช่ฉากจบที่ “มีความสุข” (Happy Ending) แต่มันคือฉากจบที่ “ถูกต้อง” (Right Ending) นี่คือสิ่งที่ทำให้เนื้อเรื่องของ Spider-Man2002 เป็นอมตะครับ

ภาคที่ 2 “จิตวิญญาณ” ของภาพ (The Visuals) – การ์ตูนที่มีชีวิต

ถ้าเนื้อเรื่องคือ “หัวใจ” งานภาพของ แซม ไรมี่ ก็คือ “จิตวิญญาณ” ครับ

ผมอยากให้คุณลบภาพหนังฮีโร่ยุคนี้ที่เน้นความ “สมจริง” (Realistic) ออกไปก่อน… เพราะสไตล์ของไรมี่ มันคือ “ความจริงของการ์ตูน” (Comic Book Realism)

1. “Raimi-isms” – ลายเซ็นที่ชัดเจน

แซม ไรมี่ เริ่มต้นจากการเป็นผู้กำกับหนังสยองขวัญเกรดบี (Evil Dead) และเขาก็เอา “ลูกบ้า” ทั้งหมดของเขามาใส่ในหนังเรื่องนี้

  • Quick Zooms การซูมภาพเข้าหาใบหน้าตัวละครอย่างรวดเร็วและรุนแรง (เช่น ตอนปีเตอร์มองเห็นแมลงวัน, ตอนกรีน ก๊อบลิน โผล่มา) มันสร้างอารมณ์ที่ “เว่อร์” แต่มัน “ได้ผล” มันคือภาษาภาพยนตร์ที่บอกคนดูว่า “นี่คือโลกของการ์ตูน!”
  • Canted Angles การเอียงกล้องไปมา สร้างความรู้สึกไม่มั่นคง, วุ่นวาย โดยเฉพาะในฉากที่ Green Goblin ปรากฏตัว มันทำให้เรารู้สึก “เมา” ไปกับความบ้าคลั่งของตัวละคร
  • Montages (ภาพตัดต่อเล่าเรื่อง) ฉากที่ปีเตอร์ออกแบบชุด, ฉากที่เขาฝึกใช้พลัง… มันคือศิลปะการเล่าเรื่องที่กระชับ, สนุก และมีสไตล์ มันทำให้เรา “อิน” ไปกับการค้นพบพลังของเขา

2. ความสยองขวัญที่แฝงมา (The Horror Elements)

คุณจำฉากที่ Green Goblin “เกิด” ได้ไหมครับ? ฉากในห้องทดลองแก๊ส… มันไม่ใช่ฉากฮีโร่ มันคือ “หนังสยองขวัญ” ชัดๆ! แสงสีเขียว, เสียงกรีดร้อง, การตัดภาพที่รวดเร็ว…

หรือฉากที่ Goblin บุกไปฆ่าบอร์ดบริหารของ Oscorp… มันโหดร้ายและน่ากลัวมาก ไรมี่ไม่กลัวที่จะใส่ความ “ดาร์ก” เหล่านี้ลงไป มันทำให้ Goblin ไม่ใช่ตัวตลก แต่เป็น “อสูรกาย” จริงๆ

3. “CGI ที่มีหัวใจ” (The Dated, yet Soulful CGI)

ผมจะไม่โกหกครับ… ถ้าคุณกลับไปดูตอนนี้ CGI บางฉากมัน “ลอย” มันดูเก่า… แต่คำถามคือ “แล้วมันแย่ไหม?”

คำตอบคือ “ไม่” ครับ

เพราะในยุค 2002… นั่นคือ “การปฏิวัติ” ฉากที่ Spider-Man โหนใยไปทั่วนิวยอร์กครั้งแรก… มันคือความฝันของเด็กทั่วโลกที่เป็นจริง! ความรู้สึก “อิสระ” และ “ความสุข” ที่ระเบิดออกมา (“Woo-hoo!”) มันคือสิ่งที่ CGI ยุคใหม่ที่เนียนกริบ… แต่ไร้จิตวิญญาณ… ให้ไม่ได้

และที่สำคัญ ไรมี่ “ฉลาด” ในการผสมผสานระหว่าง CGI และ “ของจริง” (Practical Effects) ชุด Spider-Man2002 คือ “ชุด” จริงๆ ที่นักแสดงใส่ ชุด Green Goblin ก็คือ “เกราะ” จริงๆ ที่นักแสดงใส่ (แม้ดีไซน์จะถูกวิจารณ์ แต่ในหนังมันดู “น่ากลัว” และ “ทรงพลัง”) การต่อสู้ในตึกที่กำลังไฟไหม้, การต่อสู้ในโรงเรียน… มันมีความ “ดิบ” และ “จับต้องได้” (Physicality) อยู่

4. การจัดองค์ประกอบภาพที่เป็น “Iconic”

พูดถึงงานภาพ… เราจะลืมฉากนี้ได้ยังไง “จูบกลับหัว” (The Upside-Down Kiss)

ฉากนี้คือ “บทกวี” ครับ มันคือการสรุปธีมทั้งเรื่องไว้ในภาพเดียว… “ความใกล้ชิด” ที่มาพร้อมกับ “การปกปิดตัวตน”, “ความโรแมนติก” ท่ามกลาง “อันตราย” (สายฝน, โจร) มันคือภาพที่สวยงาม, แปลกใหม่ และถูกจดจำไปตลอดกาล นี่คือการกำกับภาพที่ “คิด” มาแล้วอย่างดี ไม่ใช่แค่ถ่ายให้เห็น

Spider-Man

ภาคที่ 3 “ชีวิต” ของตัวละคร (The Performances) – การสวมวิญญาณ

หนังที่ดี… ต้องมีนักแสดงที่ “ใช่” และ Spider-Man2002 มีนักแสดงที่ “ใช่” ในทุกบทบาทครับ

1. Tobey Maguire ในบท ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์/Spider-Man2002

นี่คือประเด็นที่คนถกเถียงกันมากที่สุด… แต่สำหรับผม โทบีย์ คือ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด (ย้ำว่า “ปีเตอร์” นะครับ)

สิ่งที่โทบีย์ “ขาย” เรา ไม่ใช่ความเท่ ไม่ใช่ความกวน… แต่คือ “ความเจ็บปวด” (The Pain)

  • เขาคือ “เด็กเนิร์ด” (The Nerd) แววตาของเขาที่มองพื้น, ท่าทางหงอๆ, การพูดจาที่ไม่มั่นใจ… คุณ “เชื่อ” ทันทีว่าไอ้เด็กคนนี้คือ “Nobody” ที่ถูกบูลลี่มาทั้งชีวิต นี่คือจุดที่สำคัญมาก เพราะมันทำให้การ “เปลี่ยนแปลง” ของเขามีน้ำหนัก
  • เขาคือ “คนดี” ที่เปราะบาง คุณจำฉากที่เขาร้องไห้ได้ไหม? (ซึ่งกลายเป็นมีม) แต่มองข้ามมีมไปครับ… นั่นคือการแสดงที่ “จริงใจ” ที่สุด เขาไม่กลัวที่จะ “อ่อนแอ” ต่อหน้ากล้อง เขาถ่ายทอด “น้ำหนัก” ของโลกที่เขากำลังแบกรับไว้ผ่านแววตาที่สั่นเครือ
  • การเปลี่ยนแปลงที่แนบเนียน หลังโดนแมงมุมกัด เขาไม่ได้กลายเป็นคนเท่ในทันที เขายังคง “เนิร์ด” อยู่ข้างใน แต่มีความมั่นใจ “ซื่อบื้อ” เพิ่มเข้ามา (เช่น ฉากในโรงอาหาร) โทบีย์แสดงการเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือ

เขาอาจจะไม่ใช่ Spider-Man2002 ที่ “ปากจัด” ที่สุดตามการ์ตูน แต่เขาคือ “หัวใจ” ที่เจ็บปวดที่สุด และนั่นคือสิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการ

2. Willem Dafoe ในบท นอร์แมน ออสบอร์น/Green Goblin

นี่คือหนึ่งใน “การแสดง” บทวายร้ายที่ดีที่สุดตลอดกาล… ผมพูดจริงๆ

Willem Dafoe ไม่ได้ “แสดง” เป็น Green Goblin… เขา “คือ” มัน

ความ “บ้าคลั่ง” ที่เขาถ่ายทอดออกมา มันไม่ใช่แค่การตะโกนโหวกเหวก แต่มันคือการ “เปลี่ยนแปลง” ที่เกิดขึ้น “ข้างใน”

  • ฉากในตำนาน “กระจก” (The Mirror Scene) นี่คือคลาสเรียนการแสดงครับ! Dafoe ต้อง “เล่น” เป็นสองคนในฉากเดียว… “นอร์แมน” ที่หวาดกลัว สับสน และ “ก๊อบลิน” ที่ชั่วร้าย ครอบงำ… การสลับไปมาของสีหน้า, แววตา และ “เสียง” ของเขา… มันน่าขนลุก! มันคือการแสดงที่ “ทุ่มสุดตัว” (Unhinged) และมัน “ยอดเยี่ยม” มาก
  • เสน่ห์ที่น่าสะพรึง แม้ในมาด “นอร์แมน” คุณก็ยังรู้สึกถึงความ “อันตราย” ที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มอบอุ่น เขามีเคมีที่ “น่าอึดอัด” กับปีเตอร์ เปรียบเสมือน “พ่อ” อีกคนที่ยื่นข้อเสนอแห่งอำนาจให้… “You and I are not so different.”

3. นักแสดงสมทบที่ “สมบูรณ์แบบ” (The Perfect Support)

  • J.K. Simmons (เจ. เค. ซิมมอนส์) ในบท J. Jonah Jameson นี่คือการ “เดินออกมาจากการ์ตูน” ที่แท้จริง! ทุกคำพูด, ทุกท่าทาง, ความเกรี้ยวกราดที่แฝงความตลก… เขา “ขโมย” ทุกฉากที่เขาอยู่ และไม่มีใครทำได้ดีกว่านี้อีกแล้ว
  • Kirsten Dunst (เคิร์สเตน ดันสต์) ในบท Mary Jane Watson เธอไม่ใช่แค่ “สาวข้างบ้าน” ที่สวย… แต่เธอคือ “ความฝัน” ที่ปีเตอร์เอื้อมไม่ถึง เธอถ่ายทอดความเปราะบาง, ความต้องการที่จะหลุดพ้นจากชีวิตเดิมๆ… เธอคือ “มนุษย์” ที่มีปัญหาของตัวเอง ไม่ใช่แค่ “รางวัล” ของพระเอก
  • Cliff Robertson (ลุงเบน) และ Rosemary Harris (ป้าเมย์) ทั้งคู่คือ “เข็มทิศศีลธรรม” ของเรื่อง ลุงเบนมีเวลาไม่มาก แต่ทุกคำพูดของเขามี “น้ำหนัก” (“With great power…”) ส่วนป้าเมย์คือ “ความอบอุ่น” ที่คอยยึดเหนี่ยวปีเตอร์ไว้… ฉากที่เธอนั่งสวดมนต์ข้างเตียง… มันทรงพลังโดยไม่ต้องพูดอะไรเลย

บทสรุป ทำไมมันถึงยังคง “ยิ่งใหญ่” (The Legacy)

Spider-Man2002 ไม่ใช่หนังที่ “สมบูรณ์แบบ” ไม่มีที่ติ… CGI บางจุดเก่า, ชุด Goblin อาจจะดูตลกในสายตาคนยุคนี้…

แต่… มันมีสิ่งที่หนังฮีโร่ยุคใหม่หลายเรื่อง “ขาด” ไป… นั่นคือ “หัวใจ” (Heart)

มันคือหนังที่ “เชื่อ” ในตัวละครของมันอย่างสุดหัวใจ มันคือหนังที่ “กล้า” ที่จะเล่าเรื่องที่เจ็บปวดและเชื่องช้า ท่ามกลางความคาดหวังของหนังบล็อกบัสเตอร์ มันคือหนังที่ “เข้าใจ” แก่นแท้ของ Spider-Man2002 ว่ามันไม่ใช่เรื่องของการ “ชนะ” แต่มันคือเรื่องของ “การลุกขึ้นสู้ต่อ” แม้ว่าจะต้อง “สูญเสีย” ทุกอย่าง

หนังเรื่องนี้ไม่ได้แค่สร้างความบันเทิง… มัน “สร้างแรงบันดาลใจ” มันบอกเราว่า ฮีโร่ที่แท้จริงไม่ใช่คนที่มีพลัง แต่คือคนธรรมดาที่ “เลือก” ที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้อง… แม้ว่ามันจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม movieseries

และนั่นคือ “ความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง” ที่ทำให้ Spider-Man2002 ยังคงเป็นตำนาน… และจะเป็นตลอดไปครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *