สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนังเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่หนังซูเปอร์ฮีโร่ แต่เป็น “ปรากฏการณ์” ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ และยังคงเป็นที่รักของแฟนๆ จนถึงทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไปนานกว่า 20 ปี
เรากำลังพูดถึง Spider-Man 2 ของผู้กำกับ แซม ไรมี่ (Sam Raimi) ที่เข้าฉายในปี 2004
ผมขอบอกคุณก่อนเลยว่า ถ้าคุณกำลังมองหา “เรื่องย่อ” คุณมาผิดที่แล้วครับ เพราะวันนี้เราจะไม่เล่าว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่เราจะมาเจาะลึกกันว่า “ทำไมมันถึงยอดเยี่ยม” ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในหนังภาคต่อที่ดีที่สุดตลอดกาล และเป็นหนึ่งในหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ “สมบูรณ์” ที่สุด
เราจะมาผ่าตัดมันออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ตามที่คุณขอมา เนื้อเรื่อง (The Heart), ภาพ (The Spectacle), และการแสดง (The Soul) และผมสัญญาว่า เราจะคุยกันแบบจัดเต็ม ให้สมกับความยิ่งใหญ่ของมันครับ

ส่วนที่ 1 เนื้อเรื่อง (The Heart) – “โศกนาฏกรรมของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์”
ถ้า Spider-Man ภาคแรก (2002) คือการ “กำเนิด” ของฮีโร่… Spider-Man 2 คือการ “ตั้งคำถาม” กับการเป็นฮีโร่ครับ
นี่คือจุดที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ส่วนใหญ่ในยุคนั้น (และแม้กระทั่งยุคนี้) ไม่กล้าแตะ หรือแตะได้ไม่ลึกเท่า เนื้อเรื่องของ Spider-Man 2 ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย “พลัง” แต่ขับเคลื่อนด้วย “ความเจ็บปวด”
แก่นแท้ของความขัดแย้ง “ปีเตอร์” ปะทะ “สไปเดอร์แมน”
หัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง สไปเดอร์แมน กับ ด็อค อ็อค (Doc Ock) แต่มันคือสงครามภายในของ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” ครับ
ลองคิดดูสิครับ หนังเปิดเรื่องด้วย “ความซวยของปีเตอร์” (The Parker Luck) ที่ไม่ใช่แค่เรื่องตลกๆ เขามาสายตลอดเวลา, โดนไล่ออกจากงานส่งพิซซ่า, เสียเครดิตการเรียน, ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่า, และที่เจ็บปวดที่สุด คือการเฝ้ามองผู้หญิงที่เขารัก (แมรี่ เจน) กำลังจะแต่งงานกับคนอื่น
ทำไมเขาถึงล้มเหลวขนาดนี้? คำตอบง่ายๆ เพราะ “สไปเดอร์แมน”
หนังกล้าที่จะนำเสนอความจริงที่โหดร้ายว่า “พลังที่ยิ่งใหญ่” มันไม่ได้มาพร้อมกับ “ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่” ที่เท่ๆ คูลๆ แต่มันมาพร้อมกับ “การเสียสละที่แสนสาหัส”
ทุกครั้งที่ปีเตอร์เลือกที่จะเป็นสไปเดอร์แมน ชีวิตของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ จะพังทลายลง นี่คือเดิมพันที่หนักหน่วง และหนังทำให้เรา “รู้สึก” ถึงความหนักอึ้งนั้นจริงๆ
วิกฤตตัวตน และ “Spider-Man No More”
ฉากที่กลายเป็นตำนานและเป็นหัวใจของหนังทั้งเรื่อง คือตอนที่ปีเตอร์สูญเสียพลังไป
นี่คือความอัจฉริยะของบทครับ! เขาไม่ได้เสียพลังเพราะโดนคริปโตไนต์ หรือโดนรังสีอะไรประหลาด แต่เขาเสียพลังเพราะ “จิตใจ” ของเขา
ลึกๆ แล้ว ปีเตอร์ “ไม่อยาก” เป็นสไปเดอร์แมนอีกต่อไปแล้ว เขาเหนื่อย เขาอยากมีชีวิตธรรมดา อยากเป็นแค่ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ที่ได้อยู่กับเอ็มเจ ร่างกายของเขาจึง “ทรยศ” ต่อความรับผิดชอบนั้น
ฉากที่ปีเตอร์ถอดชุดสไปดี้โยนทิ้งลงถังขยะ และเดินจากมาด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับเพลง “Raindrops Keep Fallin’ on My Head” มันคือการปลดปล่อยที่ทรงพลังที่สุด มันคือการบอกว่า “ผมพอแล้ว!”
หนังใช้เวลาส่วนนี้อย่างคุ้มค่า ให้เราได้เห็นปีเตอร์กลับไปใช้ชีวิต “ปกติ” ที่เขาโหยหา เขาเริ่มเรียนดีขึ้น, ไปดูละครเวทีของเอ็มเจทันเวลา, เขากลับมาเป็น “ปีเตอร์” แต่นั่นก็ทำให้เราตั้งคำถาม… แล้วใครจะปกป้องผู้คน?

วาทะของป้าเมย์ “วีรบุรุษในตัวเรา”
อีกหนึ่งฉากที่ต้องพูดถึง คือบทสนทนาระหว่างปีเตอร์กับป้าเมย์ (Aunt May) หลังจากที่ปีเตอร์สารภาพ (ทางอ้อม) ถึงความรู้สึกผิดเรื่องการตายของลุงเบน
คำพูดของป้าเมย์ที่ว่า…
“ฉันเชื่อว่ามีวีรบุรุษอยู่ในตัวเราทุกคน… ที่ทำให้เราซื่อตรง, ให้ความเข้มแข็งกับเรา, ทำให้เราสูงส่ง… และสุดท้าย ทำให้เราตายอย่างมีเกียรติ”
ประโยคนี้ไม่ใช่แค่คำคมเท่ๆ แต่มันคือ “ธีม” ของหนังทั้งเรื่อง มันคือสิ่งที่ตบหน้าปีเตอร์เบาๆ และบอกเขาว่า การเป็นฮีโร่ไม่ใช่เรื่องของพลัง แต่เป็นเรื่องของ “การเลือก”
และเมื่อปีเตอร์เลือกที่จะกลับมา… แม้จะไม่มีพลัง… มันคือช่วงเวลาที่เขาเป็น “ฮีโร่” มากกว่าตอนที่เขามีพลังเต็มเปี่ยมเสียอีก
ตัวร้ายที่มีมิติ ดร. อ็อตโต ออคเตเวียส (Doc Ock)
ในขณะที่ปีเตอร์กำลังต่อสู้กับ “ตัวตน” ของเขา, ด็อค อ็อค ก็กำลังต่อสู้กับ “แขนกล” ของเขา
อัลเฟรด โมลินา (Alfred Molina) ทำให้ ด็อค อ็อค ไม่ใช่แค่ “วายร้าย” แต่เขาคือ “โศกนาฏกรรม”
หนังปูพื้นให้เราเห็นว่า ดร. อ็อตโต เป็นคนดี, เป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะ, เป็นสามีที่น่ารัก เขามีความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงโลก แต่ความทะเยอทะยาน (Hubris) และอุบัติเหตุที่พรากภรรยาเขาไป ทำให้เขาถูก “แขนกล” (ซึ่งเปรียบเสมือนปีศาจในใจ) ครอบงำ
ด็อค อ็อค คือภาพสะท้อนด้านมืดของปีเตอร์ครับ…
- ทั้งคู่ฉลาด
- ทั้งคู่สูญเสียคนที่รัก
- ทั้งคู่ถูก “พลัง” (พลังแมงมุม กับ แขนกล) ครอบงำ
แต่สิ่งที่ต่างกันคือ “การเลือก” ในตอนท้าย ปีเตอร์เลือกที่จะรับผิดชอบ ในขณะที่ด็อค อ็อค (ในตอนแรก) เลือกที่จะจมอยู่กับความแค้น
ฉากรถไฟ ที่สุดของคำว่า “ฮีโร่”
ถ้าจะให้เลือกฉากเดียวที่สรุปความเป็น Spider-Man 2… มันคือฉากรถไฟครับ
มันไม่ใช่แค่ฉากแอคชั่นที่ตื่นเต้น (ซึ่งเราจะพูดถึงในส่วนของ “ภาพ”) แต่มันคือจุดสุดยอดของ “เนื้อเรื่อง”
หลังจากที่สไปเดอร์แมน (ที่เพิ่งได้พลังคืน) ต่อสู้กับด็อค อ็อค จนรถไฟกำลังจะตกราง เขาใช้ “ทุกอย่าง” ที่เขามี… ไม่ใช่แค่พลัง แต่คือ “เจตจำนง” ที่จะหยุดรถไฟเพื่อช่วยทุกคน
ภาพที่เขาใช้ใยดึงรถไฟจนตัวแทบขาด, หน้ากากฉีกขาด, ร่างกายบอบช้ำ… และ “หมดสติ” ไป
และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น… คือสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ “ยิ่งใหญ่”
ชาวนิวยอร์กในรถไฟ “เห็น” ใบหน้าที่แท้จริงของเขา พวกเขาเห็นว่าฮีโร่ของพวกเขาเป็นแค่ “เด็กหนุ่ม” พวกเขาไม่ได้กรีดร้อง หรือวิ่งหนี แต่พวกเขา “ปกป้อง” เขา… พวกเขาอุ้มร่างที่ไร้สติของเขากลับเข้าไปในรถไฟ…
“เขา… ก็แค่เด็กหนุ่ม” (He’s… just a kid.)
และเมื่อด็อค อ็อค กลับมาเพื่อจับตัวเขา… คนธรรมดาเหล่านั้น “ยืนขวาง” ครับ พวกเขาพร้อมที่จะปกป้องฮีโร่ที่เพิ่งช่วยชีวิตพวกเขา
นี่คือการ “ตอบแทน” ที่ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ไม่เคยได้รับมาตลอดทั้งเรื่อง มันคือการบอกว่า “การเสียสละของนายมีความหมาย”
บทสรุปที่โตเต็มวัย
เนื้อเรื่องของ Spider-Man 2 ไม่ได้จบแบบ “Happy Ending” สวยหรู โลกไม่ได้รู้นะครับว่าเขาช่วยเมืองไว้ แต่เขาต้องกลับไปสู่ “ความซวยของปีเตอร์” เหมือนเดิม
แต่เขายอมรับมัน… และที่สำคัญที่สุด คือ “เอ็มเจ” เลือกเขา
ฉากจบที่เอ็มเจวิ่งหนีงานแต่งงานมาหาปีเตอร์ในชุดเจ้าสาว มันคือการ “เลือก” ที่จะยอมรับชีวิตที่อันตรายของเขา มันคือความรักที่อยู่บนพื้นฐานของ “ความจริง” ไม่ใช่ความฝัน
และภาพสุดท้าย… เอ็มเจมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตาที่เป็นกังวล ในขณะที่เสียงไซเรนดังขึ้น และปีเตอร์ต้องออกไปทำหน้าที่… มันคือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบ มันบอกเราว่า “นี่คือชีวิตที่เขาเลือก และมันจะไม่ง่ายเลย”
สรุปสั้นๆ สำหรับเนื้อเรื่อง มันคือ “บท” ที่สมบูรณ์แบบ มันคือดราม่าชีวิตมนุษย์ที่หนักแน่น ที่สวมหน้ากากหนังซูเปอร์ฮีโร่ไว้เท่านั้นเองครับ

ส่วนที่ 2 ภาพ (The Spectacle) – “ลายเซ็นของ แซม ไรมี่”
ถ้าเนื้อเรื่องคือ “หัวใจ” งานภาพของ Spider-Man 2 ก็คือ “เส้นเลือด” ที่สูบฉีดอะดรีนาลีนครับ
แซม ไรมี่ คือผู้กำกับที่มาจากสายหนังสยองขวัญเกรดบี (Evil Dead) เขามีสไตล์ที่ชัดเจนมาก… และเขาเอาสไตล์ “บ้าคลั่ง” นั้น มาใส่ในหนังบล็อกบัสเตอร์ทุนสร้างมหาศาลได้อย่างลงตัว
การเคลื่อนกล้องแบบ “ไรมี่-แคม” (Raimi-Cam)
คุณจะไม่มีทางได้เห็นงานภาพแบบ “นิ่งๆ” “เรียบๆ” ในหนังเรื่องนี้ครับ
กล้องของไรมี่ “เคลื่อนไหว” ตลอดเวลา เขามีเทคนิคที่เรียกว่า “Whip Pan” (การแพนกล้องอย่างรวดเร็ว), “Crash Zoom” (การซูมเข้าหน้าตัวละครแบบกระแทกกระทั้น) มันทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังอ่าน “การ์ตูน” ที่มีชีวิต
ลองนึกถึงฉากที่ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ รู้สึกว่า “สัมผัสแมงมุม” (Spidey-Sense) กำลังกลับมา… กล้องจะซูมเข้าที่ตาของเขา, แล้วซูมไปที่หลังหัว, แล้วซูมไปที่อันตราย มัน “เว่อร์” แต่มัน “ได้ผล”
หรือฉาก POV (Point of View) ที่เราเห็นผ่าน “สายตา” ของตัวละคร มันทำให้เราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ
ความน่ากลัวที่แฝงอยู่ (Subtle Horror)
อย่างที่บอกครับ ไรมี่มาจากหนังสยองขวัญ และเขาเอามันมาใช้กับ ด็อค อ็อค ได้อย่างน่าขนลุก
ฉากที่ “แขนกล” ตื่นขึ้นมาในโรงพยาบาล… นั่นไม่ใช่ฉากแอคชั่นครับ นั่นมัน “ฉากหนังสยองขวัญ” ชัดๆ!
แสงไฟที่กะพริบ, เสียงโลหะกระทบกัน, เสียงกรีดร้องของพยาบาล, และ “มุมกล้อง” ที่เราเห็นเงาของแขนกลลากร่างคนไป… มันโหดร้ายและน่ากลัวมาก มันยกระดับ ด็อค อ็อค จาก “นักวิทยาศาสตร์” ให้กลายเป็น “ปีศาจ” ในทันที
ไรมี่ใช้เทคนิคนี้เพื่อสร้าง “น้ำหนัก” ให้กับตัวร้าย ทำให้เรารู้สึกว่านี่คือภัยคุกคามที่ “จริงจัง”
CGI ที่รับใช้เนื้อเรื่อง (ไม่ใช่โชว์ของ)
ต้องยอมรับว่านี่คือหนังปี 2004 บางฉาก CGI อาจจะดู “ลอย” บ้างในยุคนี้ (โดยเฉพาะฉากโหนใยบางฉาก)
แต่… CGI ที่ดีที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือฉากที่มัน “ผสมผสาน” กับเทคนิคพิเศษ (Practical Effects) และ “อารมณ์” ของตัวละคร
ขอพูดถึง “ฉากรถไฟ” อีกครั้ง…
ฉากนั้นไม่ใช่แค่การโชว์ CG สวยๆ แต่มันคือ “การออกแบบท่าเต้น” (Choreography) ที่สมบูรณ์แบบ เราเห็นสไปเดอร์แมนต้องใช้ “สมอง” (ดึงเบรกฉุกเฉิน) และ “พลัง” (ใช้ใยดึงตึก, ใช้เท้ายัน)
และจุดที่พีคที่สุดคือ “ใบหน้า” ของ โทบี้ แมไกวร์ ครับ
ไรมี่กล้าที่จะ “ฉีกหน้ากาก” ของสไปเดอร์แมนออก เพื่อให้เราเห็น “ความเจ็บปวด” บนใบหน้าของเขาในขณะที่พยายามหยุดรถไฟ นี่คือสิ่งที่หนังซูเปอร์ฮีโร่ยุคหลังๆ หลายเรื่องลืมไป… เราต้องเห็น “มนุษย์” ที่อยู่ใต้หน้ากาก
การต่อสู้บนตึก, การต่อสู้ที่ธนาคาร, ทุกอย่างมัน “หนักแน่น” เพราะกล้องของไรมี่จับ “แรงปะทะ” ได้อย่างถึงใจ
การใช้สีและแสง
หนังเรื่องนี้ใช้ “สี” ได้อย่างชาญฉลาดครับ…
- ชีวิตของปีเตอร์ มักจะอยู่ในโทนสีหม่นๆ, อพาร์ตเมนต์ที่มืด, เสื้อผ้าสีซีดๆ
- ชีวิตของสไปเดอร์แมน สีแดง-น้ำเงินที่สดใส, ท้องฟ้าของนิวยอร์กที่กว้างใหญ่
- เมื่อเขา “ทิ้ง” ชุดสไปดี้ โลกของปีเตอร์กลับมา “สว่างไสว” อีกครั้ง (ฉากมองทาจ)
- ด็อค อ็อค มักจะอยู่ในเงามืด, แสงสีเขียว (จากเตาปฏิกรณ์) ที่ดูน่ากลัว
มันคือการเล่าเรื่องด้วยภาพ (Visual Storytelling) ที่ละเอียดและผ่านการคิดมาอย่างดี
สรุปสำหรับงานภาพ มันคือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่าง “ความอาร์ต” สไตล์ แซม ไรมี่, “ความตื่นเต้น” แบบบล็อกบัสเตอร์, และ “ความสยองขวัญ” ที่ทำให้ตัวร้ายมีมิติที่น่ากลัว มันคือ “โชว์” ที่มี “วิญญาณ” ครับ

ส่วนที่ 3 การแสดง (The Soul) – “ความเปราะบางที่จับต้องได้”
หนังที่มีเนื้อเรื่องดี, ภาพสวย แต่การแสดง “แข็ง” ก็พังได้ครับ… แต่ไม่ใช่สำหรับ Spider-Man 2
นี่คือจุดที่นักแสดงทุกคน “ท็อปฟอร์ม” และแบกรับอารมณ์ของหนังไว้ได้อย่างสมบูรณ์
โทบี้ แมไกวร์ (Tobey Maguire) ในบท ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์/สไปเดอร์แมน
ถ้าจะมีใครสักคนเกิดมาเพื่อเล่นบท “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ผู้หม่นหมอง” คนนั้นคือ โทบี้ แมไกวร์ ครับ
เขาอาจจะไม่ใช่ “สไปเดอร์แมน” ที่ดูเท่ที่สุด, ปากจัดที่สุด (แบบในคอมิก) แต่เขาคือ “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” ที่ “จริง” ที่สุด
สิ่งที่โทบี้ทำได้ยอดเยี่ยมคือการแสดง “ความอึดอัด” (Awkwardness) และ “ความเหนื่อยล้า” (Exhaustion)
- ความอึดอัด เวลาที่เขาอยู่ต่อหน้า เอ็มเจ เขากลายเป็นคนพูดจาติดๆ ขัดๆ, วางตัวไม่ถูก, เราเชื่อจริงๆ ว่าผู้ชายคนนี้ “เข้าสังคมไม่เก่ง”
- ความเหนื่อยล้า นี่คือจุดเด่นของเขาครับ คุณดู “ตา” ของโทบี้ในหนังเรื่องนี้สิ มันเหมือนคน “ไม่ได้นอน” มาเป็นปี มันคือแววตาของคนที่แบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า
- ฉากที่ต้องจดจำ
- ฉากที่เขาพยายาม “ยิงใย” ซ้ำๆ แต่ยิงไม่ออก… มันคือความ “สิ้นหวัง” ที่น่าสงสาร
- ฉากในลิฟต์ (ตอนที่เขาเลิกเป็นสไปเดอร์แมนแล้ว) ที่เขาพูดคุยกับคนอื่นอย่าง “ปกติสุข” รอยยิ้มเล็กๆ นั้นมันบอกอะไรได้มากมาย
- และแน่นอน, “ฉากหน้าร้องไห้” (Crying Face) ที่คนชอบล้อกัน… แต่มันคือการแสดงที่ “จริงใจ” ครับ เขากล้าที่จะ “ไม่หล่อ” เขากล้าที่จะ “อ่อนแอ” ให้เราเห็น และนั่นทำให้เรา “รัก” เขา
โทบี้ทำให้เราเชื่อว่า ภายใต้ชุดฮีโร่ที่แข็งแกร่ง คือเด็กหนุ่มที่ “เปราะบาง” ที่สุดคนหนึ่ง

อัลเฟรด โมลินา (Alfred Molina) ในบท ดร. อ็อตโต ออคเตเวียส/ด็อค อ็อค
นี่คือหนึ่งใน “การแสดง” บทตัวร้ายที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์หนังซูเปอร์ฮีโร่… ผมกล้าพูดแบบนั้น
โมลินาไม่ได้แค่ “เล่น” เป็น ด็อค อ็อค… เขา “คือ” ด็อค อ็อค
- เสน่ห์และความอบอุ่น (ช่วงต้น) เขาทำให้เรา “ชอบ” ดร. อ็อตโต ครับ เขาคือเมนเทอร์ที่น่าเคารพ, สามีที่น่ารัก ความสัมพันธ์ของเขากับภรรยา (โรซี่) นั้น “จริง” มาก และนี่คือสิ่งที่ทำให้ “การสูญเสีย” ของเขามัน “หนัก”
- การต่อสู้ภายใน (ช่วงกลาง) นี่คือจุดที่อัจฉริยะที่สุด โมลินาแสดง “การต่อสู้” กับแขนกลของเขาได้อย่างน่าทึ่ง มันไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางกาย แต่คือ “จิต” ของเขาที่กำลังถูกกลืนกิน
- เขาคุยกับแขนกล… ไม่ใช่แบบคนบ้า แต่เหมือนคนที่กำลัง “ต่อรอง” กับปีศาจ
- แววตาของเขาเปลี่ยนไปมา ระหว่าง “ความมุ่งมั่น” ของนักวิทยาศาสตร์ กับ “ความบ้าคลั่ง” ของอาชญากร
- การไถ่บาป (ช่วงท้าย) ฉากที่เขา “ตื่น” ขึ้นมาเพราะคำพูดของปีเตอร์ และเลือกที่จะ “หยุด” เครื่องจักรด้วยชีวิตของเขา… สีหน้าที่เจ็บปวดแต่ “ยอมรับ” ของโมลินา มันคือการปิดฉากที่สมบูรณ์แบบ
เขาคือตัวร้ายที่ “น่าเห็นใจ” แต่ในขณะเดียวกันก็ “น่าสะพรึงกลัว” เป็นการแสดงที่สมบูรณ์แบบครับ
เคิร์สเตน ดันสต์ (Kirsten Dunst) ในบท แมรี่ เจน วัตสัน (MJ)
หลายคนอาจจะบอกว่า เอ็มเจ ในไตรภาคนี้ “น่ารำคาญ” หรือ “ถูกจับตัวตลอด”
แต่ในภาค 2 นี้ เคิร์สเตน ดันสต์ ได้โชว์มิติที่ลึกซึ้งกว่านั้นครับ
เธอคือตัวแทนของ “ชีวิตปกติ” ที่ปีเตอร์โหยหา แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็ “ติดอยู่” ในชีวิตของตัวเอง เธอสับสน, เธออยากมีอนาคตที่มั่นคง (กับ จอห์น เจมสัน) แต่หัวใจเธอยังอยู่กับปีเตอร์
ฉากที่เธอพยายาม “ทดสอบ” ปีเตอร์ (เช่น ฉากจูบกลับหัวในภาคแรก) หรือฉากที่เธอถามเขาตรงๆ ว่า “นายรักฉันมั้ย?” มันคือความ “สับสน” ของผู้หญิงคนหนึ่งที่รอคอยคำตอบที่ไม่เคยได้รับ
และการ “เลือก” ของเธอในตอนท้าย ที่ทิ้งงานแต่งงาน… มันคือการแสดง “ความกล้าหาญ” ในแบบของเธอเอง
นักแสดงสมทบ (The Pillars)
- เจ.เค. ซิมมอนส์ (J.K. Simmons) – เจ. โจนาห์ เจมสัน ทุกวินาทีที่เขาปรากฏตัว คือ “ทองคำ” ครับ! เขาคือตัวละครที่หลุดออกมาจากการ์ตูนแบบ 100% การพูดที่รวดเร็ว, ความตลกหน้าตาย, ความเกลียดชังสไปเดอร์แมนแบบไร้เหตุผล… เขาคือ “สีสัน” ที่ขาดไม่ได้
- โรสแมรี่ แฮร์ริส (Rosemary Harris) – ป้าเมย์ เธอไม่ใช่แค่ “ป้าแก่ๆ” ที่รอการช่วยเหลือ แต่เธอคือ “เข็มทิศศีลธรรม” ของเรื่อง ฉากที่เธอพูดเรื่อง “วีรบุรุษ” (ที่ผมอ้างไปข้างต้น) คือการแสดงที่เต็มไปด้วย “พลัง” และ “ความอบอุ่น”
บทสรุป ทำไม Spider-Man 2 ถึงยัง “ยิ่งใหญ่”
ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้ คุณจะเห็นว่า Spider-Man 2 (2004) ไม่ใช่แค่หนังแอคชั่นตู้มต้าม
แต่มันคือ “มหากาพย์” ของมนุษย์ครับ
- เนื้อเรื่อง ของมัน คือการสำรวจ “ราคา” ของการเป็นฮีโร่ ที่ลึกซึ้งและเจ็บปวด
- ภาพ ของมัน คือ “ศิลปะ” ที่บ้าคลั่งแต่มีชั้นเชิง ซึ่งรับใช้การเล่าเรื่องได้อย่างยอดเยี่ยม
- การแสดง ของมัน คือ “วิญญาณ” ที่ทำให้ตัวละครทุกตัวมีชีวิต, หายใจ, และทำให้เรา “ผูกพัน”
แซม ไรมี่ และทีมงาน ได้สร้างหนังที่ “เคารพ” ทั้งต้นฉบับคอมิก และ “เคารพ” คนดู ด้วยการมอบ “หัวใจ” ให้กับเรื่องราว
มันคือหนังที่บอกเราว่า… การเป็นฮีโร่ที่แท้จริง ไม่ได้หมายความว่าคุณต้อง “แข็งแกร่ง” ที่สุด แต่หมายถึงการที่คุณ “เลือก” ที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง… แม้ว่ามันจะทำให้คุณเจ็บปวดที่สุดก็ตาม movieseries
และนั่นคือเหตุผลว่า ทำไม 20 ปีผ่านไป… เราถึงยังคงยกย่อง “Spider-Man 2” ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกครับ