รีวิว Transformers ทั้ง 7 ภาค ภาคไหนปัง ภาคไหนพัง?

ถ้าให้พูดถึงแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ปลุกความฝันวัยเด็กของใครหลายคนให้มีชีวิตขึ้นมาบนจอเงิน ชื่อของ Transformers ต้องติดอยู่ในลิสต์อันดับต้นๆ อย่างแน่นอนครับ ตั้งแต่ยุคที่ไมเคิล เบย์ (Michael Bay) สร้างปรากฏการณ์ “ระเบิดภูเขา เผากระท่อมสไตล์ฮอลลีวูด” จนมาถึงยุคของการรีบูตที่เน้นหัวใจและอารมณ์มากขึ้น แฟรนไชส์นี้ผ่านร้อนผ่านหนาวและมีวิวัฒนาการที่น่าสนใจมากๆ

วันนี้เราจะมานั่งจับเข่าคุย รีวิวเจาะลึกหนังหุ่นยนต์แปลงร่างทั้ง 7 ภาคแบบไม่เน้นเล่าเรื่องย่อให้เสียเวลา แต่เราจะมาชำแหละกันที่ “กึ๋นของบท การเล่าเรื่อง” “ความตระการตาของงานภาพ” และ “พลังการแสดง” ของแต่ละภาคกันแบบจัดเต็ม ชงกาแฟมาแก้วนึง แล้วมาลุยกันเลยครับ!

Transformers

1. Transformers (2007) ปฐมบทแห่งความตื่นตาตื่นใจที่โลกต้องจดจำ

เอาตรงๆ นะครับ ย้อนกลับไปปี 2007 ไม่มีใครคาดคิดว่าการเอาของเล่นหุ่นยนต์มาทำเป็นหนังไลฟ์แอ็กชันมันจะออกมาดูสมจริงได้ขนาดนี้ ภาคแรกคือความสมดุลที่ลงตัวที่สุดระหว่างความคลาสสิกของหนังวัยรุ่นฮอลลีวูดกับความวินาศสันตะโรของหนังไซไฟ

  • การเล่าเรื่อง (Story) เสน่ห์ของภาคแรกคือการเล่าเรื่องผ่านมุมมองของมนุษย์ธรรมดาๆ อย่าง แซม วิทวิคกี้ หนังฉลาดมากที่ไม่ได้ยัดเยียดสงครามอวกาศมาให้เราดูตั้งแต่ต้น แต่ค่อยๆ ปูความลึกลับผ่านเหตุการณ์แปลกๆ บนโลก จังหวะการเล่าเรื่องมีความเป็นหนังผจญภัย-ก้าวพ้นวัย (Coming-of-age) ผสมมุกตลกที่ทำงานได้ดีมาก มันทำให้เรารู้สึกผูกพันกับตัวละครมนุษย์ก่อนที่จะไปตื่นเต้นกับหุ่นยนต์ การสอดแทรกประเด็น “รถคันแรกของเด็กหนุ่ม” ทำให้เรื่องราวใกล้ตัวและจับต้องได้
  • งานภาพและซีจีไอ (Visuals & CGI) ต้องขอยกขึ้นหิ้งเลยครับ! ซีจีไอในภาคนี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการภาพยนตร์ การออกแบบหุ่นยนต์มีความสลับซับซ้อน เห็นฟันเฟือง ชิ้นส่วนโลหะ และกลไกการแปลงร่างที่ละเอียดยิบ ฉากที่ออพติมัส ไพรม์ แปลงร่างครั้งแรกในตรอกคือ “ความขลัง” ที่ลืมไม่ลง งานภาพของไมเคิล เบย์ ที่ชอบหมุนกล้องรอบตัวละคร (Hero Shot) ผสมกับแสงแฟลร์ (Lens Flare) ทำให้หุ่นยนต์ทุกตัวดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม น้ำหนักของการลงพื้น รอยยุบของถนน ทุกอย่างดูมีมวลและสมจริงสุดๆ
  • การแสดง (Acting) ไชอา ลาบัฟ (Shia LaBeouf) คือเดอะแบกของเรื่องในฝั่งมนุษย์อย่างแท้จริง พลังงานความลุกลี้ลุกลน พูดเร็ว และความเป็นเด็กเนิร์ดที่พยายามจะเท่ของเขามันดูเป็นธรรมชาติและมีเสน่ห์มาก เมแกน ฟ็อกซ์ (Megan Fox) ในบทมิเคลล่า ก็แจ้งเกิดเต็มตัว เธอไม่ใช่แค่สาวสวยประจำเรื่อง แต่มีความฉลาดและลุยเก่ง เคมีของทั้งคู่เข้ากันได้ดีมาก นอกจากนี้ เสียงพากย์ของ ปีเตอร์ คัลเลน (Peter Cullen) ในบทออพติมัส ก็ใส่จิตวิญญาณความเป็นผู้นำที่อบอุ่นและเด็ดขาดลงไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

2. Transformers Revenge of the Fallen (2009) ใหญ่ขึ้น ดังขึ้น แต่วุ่นวายจนล้นแก้ว

หลังจากภาคแรกประสบความสำเร็จถล่มทลาย ภาคสองก็ตามมาพร้อมกับโจทย์ที่ว่า “ต้องใหญ่กว่าเดิม” แต่โชคร้ายที่หนังดันไปตกอยู่ในช่วงการประท้วงของสมาคมนักเขียนบทฮอลลีวูดพอดี ผลลัพธ์ที่ได้เลยเป็นความบันเทิงที่ดูสนุกแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ในแง่ของเนื้อหาถือว่าเป๋ไปพอสมควร

  • การเล่าเรื่อง (Story) ปัญหาหลักของภาคนี้คือบทที่ดูสะเปะสะปะและพยายามยัดเยียดตำนาน (Lore) ของเหล่าทรานส์ฟอร์เมอร์สเข้ามามากเกินไป ทั้งเรื่องของไพรม์รุ่นแรก เมทริกซ์แห่งความเป็นผู้นำ และการก่อสร้างพีระมิด จังหวะของหนังมีความเร่งรีบ สลับกับการใส่มุกตลกใต้สะดือหรือมุกตลกเจ็บตัวที่บางครั้งก็ดูผิดที่ผิดทางไปหน่อย การเล่าเรื่องขาดความลึกซึ้งและทิ้งเหตุผลตรรกะหลายๆ อย่างไปเพื่อปูทางไปสู่ฉากแอ็กชันเพียงอย่างเดียว
  • งานภาพและซีจีไอ (Visuals & CGI) แม้บทจะอ่อน แต่งานภาพยังคงท็อปฟอร์มและบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม สเกลของฉากแอ็กชันใหญ่โตมโหฬาร เราได้เห็นดีวาสเตเตอร์ (Devastator) หุ่นยักษ์ที่ประกอบจากรถก่อสร้างซึ่งเป็นงานซีจีไอที่ซับซ้อนมากในยุคนั้น ฉากต่อสู้ในป่า (Forest Battle) ที่ออพติมัสต้องรับมือกับดิเซปติคอนส์ 3 ตัวพร้อมกัน ถือเป็นหนึ่งในฉากแอ็กชันที่ดีที่สุดของแฟรนไชส์ คิวบู๊ดิบเถื่อนและเห็นการเคลื่อนไหวของเหล็กกระทบเหล็กได้อย่างชัดเจน
  • การแสดง (Acting) ไชอา ลาบัฟ ยังคงพยายามประคองเรื่องราวด้วยเอเนอร์จี้ที่ล้นเหลือของเขา แต่ในภาคนี้ตัวละครแซมดูมีความงี่เง่าและน่ารำคาญเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากบทที่ส่งมา เมแกน ฟ็อกซ์ ยังคงรักษามาตรฐานเดิมได้ดี สิ่งที่น่าชื่นชมคือ จอห์น เทอร์ทูร์โร (John Turturro) ในบทซิมมอนส์ ที่ขโมยซีนได้ตลอดเวลา กลายเป็นตัวละครสายฮาที่มีมิติและคนดูรักมากที่สุดคนหนึ่งในเรื่อง

3. Transformers Dark of the Moon (2011) มหากาพย์การทรยศและสงครามกลางเมืองชิคาโก

ถ้าภาคสองคือความวุ่นวาย ภาคสามคือความพยายามที่จะดึงแฟรนไชส์กลับเข้าสู่ความจริงจัง มืดหม่น และมีความเป็นหนังสงครามไซไฟเต็มตัว ถือเป็นบทสรุปของไตรภาคแรกที่ทำออกมาได้สะใจและมีเนื้อมีหนังมากขึ้น

  • การเล่าเรื่อง (Story) หนังฉลาดที่เอาทฤษฎีสมคบคิดเกี่ยวกับการลงจอดบนดวงจันทร์ของยานอพอลโล 11 มาผูกกับเนื้อเรื่องของหุ่นยนต์ การหักมุมเรื่องการทรยศของ เซนตินัล ไพรม์ (Sentinel Prime) อดีตอาจารย์ของออพติมัส สร้างแรงกระเพื่อมทางอารมณ์ได้ดีมาก มันทำให้ความขัดแย้งไม่ได้มีแค่ฝั่งดีกับฝั่งเลวแบบขาวดำ แต่มีเรื่องของอุดมการณ์และการเอาตัวรอดของเผ่าพันธุ์เข้ามาเกี่ยว โทนหนังมีความตึงเครียดขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะช่วงครึ่งหลังที่โลกโดนรุกราน
  • งานภาพและซีจีไอ (Visuals & CGI) นี่คือยุคทองของระบบ 3D และไมเคิล เบย์ก็ใช้กล้อง 3D ถ่ายทำจริงๆ ทำให้มิติภาพลึกและพุ่งทะลุจอมาก ฉากสมรภูมิชิคาโกช่วงท้ายเรื่องกินเวลายาวนานเกือบชั่วโมง แต่เป็นการกำกับแอ็กชันที่โคตรจะมาสเตอร์พีซ เราเห็นตึกถล่ม การดิ่งพสุธา (Wingsuit) และฉากทำลายล้างที่ดูสมจริงจนน่าขนลุก การออกแบบหุ่นช็อคเวฟพร้อมกับหนอนเจาะตึก (Driller) เป็นอะไรที่อลังการและน่าเกรงขามสุดๆ
  • การแสดง (Acting) การเปลี่ยนตัวนางเอกเป็น โรซี่ ฮันทิงตัน-ไวท์ลีย์ (Rosie Huntington-Whiteley) อาจจะทำให้เคมีดูแปลกไปบ้างในช่วงแรก เธอมาในลุคที่ดูเป็นผู้ใหญ่และหรูหรากว่าเมแกน ฟ็อกซ์ แต่เธอก็ทำหน้าที่ในฐานะแรงจูงใจของพระเอกได้ดี ส่วนไชอาก็แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครแซมที่โตขึ้น จบการศึกษา และต้องการพิสูจน์ตัวเองในโลกของผู้ใหญ่ แพทริค เดมป์ซีย์ (Patrick Dempsey) ในบทตัวร้ายที่เป็นมนุษย์ก็เล่นได้น่าหมั่นไส้และดูเป็นนายทุนเลือดเย็นจริงๆ

4. Transformers Age of Extinction (2014) ซอฟต์รีบูต กลิ่นอายคาวบอย และยุคของไดโนบอตส์

เมื่อเรื่องราวของแซมจบลง หนังตัดสินใจยกเครื่องใหม่ เปลี่ยนทีมนักแสดงมนุษย์ยกเซ็ต พร้อมย้ายโลเคชันไปฝั่งเท็กซัสและฮ่องกง ภาคนี้พยายามขยายจักรวาลโดยพูดถึง “ผู้สร้าง” (Creators) แต่ด้วยความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง ทำให้หนังดูยืดเยื้อเกินไปนิด

  • การเล่าเรื่อง (Story) การเปลี่ยนฟีลลิ่งมาเป็นเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นแรงงานที่ต้องดิ้นรน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ปมความสัมพันธ์ระหว่างพ่อที่หวงลูกสาวกับลูกสาววัยรุ่น เป็นโครงเรื่องที่คลาสสิก แต่หนังกลับเล่าเรื่องราวซ้อนทับกันหลายเส้นเกินไป ทั้งเรื่องของหน่วยรบมนุษย์ที่ไล่ล่าออโตบอตส์ องค์กรเอกชนที่พยายามสร้างทรานส์ฟอร์เมอร์สของตัวเอง และตัวร้ายจากนอกโลกอย่าง ล็อคดาวน์ (Lockdown) ทำให้ความเข้มข้นของบทถูกเจือจาง และช่วงท้ายเรื่องที่ฮ่องกงก็รู้สึกยาวนานจนคนดูแอบเหนื่อย
  • งานภาพและซีจีไอ (Visuals & CGI) งานออกแบบหุ่นยนต์ภาคนี้เปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก หุ่นมีความเพรียวบางลง มีความเป็นมนุษย์ (Humanoid) มากขึ้น ซึ่งบางคนก็ชอบเพราะดูทันสมัย แต่แฟนคลาสสิกบางคนกลับรู้สึกว่ามันสูญเสียความรู้สึกของการเป็น “เครื่องจักร” ไป เอฟเฟกต์การแปลงร่างของหุ่นฝั่งมนุษย์ที่แตกตัวเป็นพิกเซล (Transformium) ดูล้ำยุคแต่ขาดสเน่ห์แบบกลไกฟันเฟือง อย่างไรก็ตาม ฉากไฮไลต์ที่ออพติมัสขี่ไดโนเสาร์พ่นไฟ (Grimlock) ก็เป็นภาพจำที่ยิ่งใหญ่และตอบสนองความบ้าคลั่งของแฟนๆ ได้ดีเยี่ยม
  • การแสดง (Acting) มาร์ค วอห์ลเบิร์ก (Mark Wahlberg) ในบท เคด เยเกอร์ เข้ามาเปลี่ยนไดนามิกของเรื่องไปเลย จากเดิมที่เราดูเด็กเนิร์ดวิ่งหนีหุ่นยนต์ กลายเป็นคุณพ่อสายบู้ กล้ามโต ที่พร้อมหยิบปืนเอเลี่ยนมายิงสู้ มาร์คเอาอยู่มากๆ ในฉากแอ็กชัน นิโคล่า เพลต์ซ (Nicola Peltz) และแจ็ค เรย์เนอร์ (Jack Reynor) ในบทลูกสาวและแฟนหนุ่ม ยังดูแบนราบไปหน่อยเมื่อเทียบกับมิติของตัวละครพ่อ แต่คนที่ขโมยซีนและกู้สถานการณ์ความตึงเครียดของหนังได้ดีที่สุดคือ สแตนลีย์ ทุชชี (Stanley Tucci) ประธานบริษัทเทคโนโลยีที่เล่นได้มีอารมณ์ขันและมีสีสันสุดๆ

5. Transformers The Last Knight (2017) ความทะเยอทะยานที่พังทลายในตำนานอัศวินโต๊ะกลม

เดินทางมาถึงภาคที่ 5 ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดของแฟรนไชส์ในแง่ของเสียงวิจารณ์และการเล่าเรื่อง หนังพยายามจะยัดเยียดประวัติศาสตร์โลกเข้าไปผูกกับหุ่นยนต์มากเกินไป จนโครงสร้างของบทพังทลายและกลายเป็นความสับสนอลหม่านขั้นสุด

  • การเล่าเรื่อง (Story) หนังพยายามเล่าว่าทรานส์ฟอร์เมอร์สอยู่บนโลกมาตั้งแต่ยุคกษัตริย์อาเธอร์ ยุคสงครามโลก ไปจนถึงยุคปัจจุบัน การกระโดดข้ามไปมาระหว่างตำนานเวทมนตร์ เครื่องราง และอวกาศ ทำให้หนังหาจุดโฟกัสไม่ได้เลย บทพูดเต็มไปด้วยการตะโกนใส่กันและมุกตลกที่ทำงานไม่ค่อยสำเร็จ การเปลี่ยนออพติมัสให้กลายเป็นตัวร้าย (Nemesis Prime) ก็ถูกคลี่คลายอย่างง่ายดายเกินไปจนขาดความน่าเชื่อถือทางอารมณ์ มันคือตัวอย่างของหนังที่ “มีทุกอย่าง แต่ไม่เหลืออะไรให้จดจำเลย”
  • งานภาพและซีจีไอ (Visuals & CGI) ในความพังของบท งานภาพคือสิ่งเดียวที่ยังคงความอลังการระดับมหาประลัย ไมเคิล เบย์ ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX 3D สองตัวประกบกันตลอดเวลา ทำให้ภาพคมกริบและสีสันสดใสจัดจ้าน แต่มันก็มาพร้อมกับปัญหาการสลับสัดส่วนภาพ (Aspect Ratio) ที่เด้งไปเด้งมาบนจอเกือบทุกๆ คัต ทำให้การดูรู้สึกปวดหัวและลายตา งานออกแบบฉากซากยานอวกาศใต้มหาสมุทรและการปะทะกันของดาวไซเบอร์ทรอนกับโลก ทำได้ตระการตาและสเกลใหญ่หลุดโลกไปเลย
  • การแสดง (Acting) มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ดูเหมือนจะหมดพลังงานกับแฟรนไชส์นี้ไปแล้ว การแสดงของเขาดูเหนื่อยล้าและแสดงออกแบบขอไปที ลอร่า แฮดด็อก (Laura Haddock) ในบทศาสตราจารย์สาว ก็ถูกกำกับมาให้ดูเหมือนนางแบบมากกว่านักวิชาการจริงๆ แต่ที่ต้องซูฮกคือ แอนโทนี่ ฮ็อปกินส์ (Anthony Hopkins) นักแสดงระดับตำนานที่ดูเหมือนจะเอ็นจอยและสนุกกับความบ้าบอของหนังเรื่องนี้มากที่สุด แกเล่นใหญ่ จัดเต็ม และเป็นองค์ประกอบมนุษย์ที่ดูเพลินที่สุดในเรื่องแล้วครับ

6. Bumblebee (2018) สู่สามัญ คืนหัวใจและจิตวิญญาณให้แฟรนไชส์

หลังจากมรสุมความวินาศสันตะโร สตูดิโอก็ตัดสินใจดึงเบรกมือแรงๆ แล้วมอบหน้าที่กำกับให้ ทราวิส ไนท์ (Travis Knight) ผู้กำกับสายแอนิเมชัน ผลลัพธ์คือหนังภาคแยก/พรีเควล ที่กลายเป็นหนังทรานส์ฟอร์เมอร์สที่ได้รับคำวิจารณ์ดีที่สุด นี่คือหนังที่แฟรนไชส์ต้องการอย่างแท้จริง

  • การเล่าเรื่อง (Story) สเกลของหนังถูกบีบให้เล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีระเบิดล้างโลก ไม่มีกองทัพเป็นร้อย หนังโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์แบบ “เด็กสาวกับสัตว์เลี้ยง(หุ่นยนต์)ตัวโปรด” ในยุค 80s อารมณ์คล้ายๆ หนัง E.T. ของสตีเวน สปีลเบิร์ก การเล่าเรื่องมีจังหวะที่นุ่มนวล ให้เวลาคนดูได้ทำความรู้จักกับบัมเบิลบีในมุมที่เปราะบางและไร้เดียงสา ประเด็นเรื่องครอบครัว การก้าวผ่านความสูญเสีย และการค้นหาตัวตน ถูกนำเสนอออกมาได้อย่างอบอุ่นและมีหัวใจ ทำให้เราแคร์ตัวละครจริงๆ ก่อนที่จะไปเจอกับฉากแอ็กชัน
  • งานภาพและซีจีไอ (Visuals & CGI) นี่คือจดหมายรักถึงแฟนๆ ยุค Generation 1 (G1) อย่างแท้จริง! ดีไซน์หุ่นยนต์ถูกปรับให้กลับไปเป็นบล็อกเหลี่ยมๆ สีสันชัดเจนแบบในการ์ตูนยุค 80 ฉากสงครามบนดาวไซเบอร์ทรอนตอนต้นเรื่องคือสิ่งที่แฟนๆ ร้องขอมาตลอด 10 ปี งานแอ็กชันไม่ได้ตัดต่อฉึบฉับจนเวียนหัว แต่เน้นคิวบู๊ที่ดูรู้เรื่อง เห็นน้ำหนักของการต่อสู้แบบมวยปล้ำ และมีสภาพแวดล้อมที่จับต้องได้ ไม่พึ่งพาระเบิดไฟตูมตามมากเกินจำเป็น
  • การแสดง (Acting) เฮลีย์ สไตน์เฟลด์ (Hailee Steinfeld) คือเพชรเม็ดงามของหนังเรื่องนี้ การแสดงของเธอในบท ชาร์ลี ยอดเยี่ยมมาก เธอสื่อสารอารมณ์ความเศร้า ความโดดเดี่ยว และความรักที่มีต่อบัมเบิลบีได้อย่างลึกซึ้ง (ทั้งที่แสดงกับหุ่นจำลองหรือเสาอากาศเปล่าๆ) เคมีระหว่างเธอกับหุ่นยนต์ซีจีมันเนียนและทัชใจคนดูสุดๆ จอห์น ซีนา (John Cena) ในบททหารฝั่งรัฐบาล ก็ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม มีความเข้มงวดแต่ก็แฝงมุกตลกหน้าตายที่จังหวะเป๊ะมาก ถือเป็นแคสต์ที่ลงตัวสุดๆ ครับ

7. Transformers Rise of the Beasts (2023) การพบกันครึ่งทางของแอ็กชันดั้งเดิมและกลิ่นอายยุค 90s

ภาคล่าสุดที่สานต่อจักรวาลรีบูตจาก Bumblebee โดยขยับไทม์ไลน์มาเป็นยุค 90s ผู้กำกับ สตีเวน แคเปิล จูเนียร์ (Steven Caple Jr.) พยายามรักษาสมดุลระหว่างหัวใจของตัวละครแบบภาคที่แล้ว และสเกลแอ็กชันที่ใหญ่ขึ้นแบบฉบับไมเคิล เบย์ พร้อมพาเหล่า Maximals (หุ่นยนต์ร่างสัตว์) มาขึ้นจอเป็นครั้งแรก

  • การเล่าเรื่อง (Story) เนื้อเรื่องมีความเป็นหนังผจญภัยค้นหาขุมทรัพย์ (Indiana Jones ผสมหนังหุ่นยนต์) การเล่าเรื่องกระชับ ไม่ยืดเยื้อ เดินเรื่องเป็นเส้นตรงเข้าใจง่าย การหยิบเอาประเด็นของชนชั้นแรงงานในบรูคลินที่ต้องดิ้นรนเพื่อครอบครัว มาเป็นตัวขับเคลื่อนให้ตัวเอกต้องเข้าไปพัวพันกับสงครามอวกาศ ถือว่าสร้างแรงจูงใจได้สมเหตุสมผล การเปิดตัวฝั่ง Maximals และตัวร้ายระดับจักรวาลอย่าง ยูนิครอน (Unicron) ทำได้น่าสนใจ แต่ด้วยเวลาที่จำกัด อาจจะทำให้หุ่นยนต์บางตัวฝั่ง Maximals ไม่ค่อยได้โชว์ของหรือมีมิติเท่าที่ควรจะเป็น
  • งานภาพและซีจีไอ (Visuals & CGI) งานภาพดรอปความมันวาวและแสงแฟลร์ลง เน้นความเป็นธรรมชาติมากขึ้น ดีไซน์ของออพติมัส ไพรม์ ยังคงรักษาความคลาสสิกแบบ G1 ไว้ได้สวยงาม ส่วนหุ่นร่างสัตว์อย่าง ออพติมัส ไพรมัล (กอริลลา) ก็ทำพื้นผิวขนและเหล็กออกมาได้กลมกลืน ฉากแอ็กชันช่วงท้ายเรื่องในหุบเขาทำออกมาได้คลีน ดูง่าย รู้ว่าใครสู้กับใคร แม้ความตื่นตาตื่นใจของซีจีไออาจจะไม่รู้สึกว้าวล้ำยุคเท่าตอนภาคแรกปี 2007 แต่มันเสิร์ฟความสนุกในระดับมาตรฐานบล็อกบัสเตอร์ได้เต็มอิ่มทีเดียว
  • การแสดง (Acting) แอนโทนี รามอส (Anthony Ramos) ในบทโนอาห์ มอบพลังงานความดิบและเป็นธรรมชาติแบบหนุ่มบรูคลินได้ดีเยี่ยม เขาไม่ได้เป็นฮีโร่ตั้งแต่เกิด แต่เป็นพี่ชายที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อรักษาน้องชายที่ป่วย ความสัมพันธ์ของเขากับหุ่น มิราจ (พากย์เสียงโดย Pete Davidson) เป็นแกนกลางที่เต็มไปด้วยความกวนโอ๊ยและเสน่ห์ที่ทำให้หนังดูมีชีวิตชีวา โดมินิก ฟิชแบ็ค (Dominique Fishback) ในบทนักวิจัยโบราณคดี ก็ดูฉลาดและเป็นที่พึ่งพาได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวละครหญิงที่มารอร้องกรี๊ด เป็นทิศทางแคสติ้งมนุษย์ที่ดูจับต้องได้มากที่สุดภาคหนึ่ง

บทสรุปของจักรวาลเครื่องจักรกล

เดินทางกันมายาวนานถึง 7 ภาค แฟรนไชส์ Transformers เปรียบเหมือนรถคันโปรดที่ผ่านการซิ่งมาอย่างโชกโชน มีทั้งช่วงที่เครื่องยนต์พุ่งทะยานสุดขีดด้วยงานภาพระดับปฏิวัติวงการ มีช่วงที่เครื่องสะดุดเพราะพยายามแบกน้ำหนักของเนื้อเรื่องที่มากเกินไป จนมาถึงยุคปัจจุบันที่พยายามปรับจูนเครื่องยนต์ใหม่ให้กลับมามีความเป็นมนุษย์และเข้าถึงง่ายมากขึ้น

ไม่ว่าคุณจะชอบสไตล์ระเบิดภูเขาของไมเคิล เบย์ หรือชอบความอบอุ่นแบบทราวิส ไนท์ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนังแฟรนไชส์นี้ได้สลักชื่อตัวเองลงในประวัติศาสตร์ป๊อปคัลเจอร์ไปเรียบร้อยแล้ว และตราบใดที่เรายังคงตื่นเต้นกับเสียง กีก่ากุกกั่ก ตอนหุ่นเปลี่ยนร่าง พวกเขาก็จะยังมีที่ยืนในโรงภาพยนตร์เสมอครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *