รีวิว The Amazing Spider-Man 2 (2014) โศกนาฏกรรมที่งดงาม

The Amazing Spider-Man 2

สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาพูดถึงหนึ่งในภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่…ต้องบอกเลยว่า “แตก” ที่สุดในประวัติศาสตร์ “แตก” ในที่นี้คือเสียงวิจารณ์แตก ความรู้สึกของคนดูแตก และแฟรนไชส์ก็แตกสลายไปต่อหน้าต่อตาหลัง จากเรื่องนี้ ผมกำลังพูดถึง The Amazing Spider-Man 2 หรือในชื่อไทย “ผงาดจอมอสุรกายสายฟ้า” ที่เข้าฉายในปี 2014

การจะรีวิวหนังเรื่องนี้โดยไม่เน้นเรื่องย่อตามที่คุณขอมา (ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากครับ) ทำให้เราสามารถข้าม “อะไรเกิดขึ้น” ไปสู่ “ทำไมมันถึงรู้สึกแบบนั้น” ได้เลย เพราะหนังเรื่องนี้คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดของการพยายามสร้าง “จักรวาล” (Cinematic Universe) แต่กลับกลายเป็น “หลุมดำ” ที่ดูดทุกอย่างลงไป

ผมขอแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ตามที่คุณต้องการ: เนื้อเรื่อง (การเล่าเรื่องและโครงสร้าง), ภาพ (งานสร้างและสเปเชียลเอฟเฟกต์), และการแสดง (จิตวิญญาณของหนัง) และเนื่องจากคุณขอมา 2000 คำ เราจะผ่าตัดมันแบบละเอียด ชนิดที่ว่าคุณอาจจะรักมันมากขึ้น หรือเกลียดมันไปเลยก็ได้

ภาคที่ 1 “ภาพ” – สเปกทาคูลาร์ที่งดงามที่สุด หรือความว่างเปล่าที่แพงระยับ?

ถ้าจะมีสิ่งหนึ่งที่ The Amazing Spider-Man 2 (TASM2) ทำได้ดีกว่า Spider-Man แทบทุกเวอร์ชัน (ณ ตอนนั้น) คืองานภาพครับ และคำว่า “ดี” อาจจะยังน้อยไปด้วยซ้ำ

การสวิงตัวที่ปลดปล่อยจิตวิญญาณ

ต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับ มาร์ก เว็บบ์ (Marc Webb) เขาเข้าใจ “การเคลื่อนไหว” ของสไปเดอร์แมนในระดับที่น่าทึ่ง การพุ่งทะยานไปบนตึกสูงของนิวยอร์กในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การ “เดินทาง” จากจุด A ไป B แต่มันคือ “การแสดงออก” (Expression)

ในฉากเปิดเรื่อง ที่สไปดี้ดิ่งพสุธาลงมา สลับกับการหลบหลีกตึกรามบ้านช่องอย่างคล่องแคล่ว มันให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังดูนักยิมนาสติกโอลิมปิกระดับเทพ ผสมกับนักสเก็ตบอร์ดที่บ้าบิ่น กล้องในภาคนี้เคลื่อนไหวอย่างมีพลัง มันไม่ได้ตามสไปดี้ แต่มัน “เต้นรำ” ไปกับเขา เราได้เห็นมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-person) ที่ทำให้เราหวาดเสียวจนท้องไส้ปั่นป่วน สลับกับมุมกว้างแบบ “Hero Shot” ที่โชว์ความยิ่งใหญ่ของเมืองและความโดดเดี่ยวของผู้พิทักษ์

ชุดสไปเดอร์แมนในภาคนี้ คือการ “ขอโทษ” แฟนๆ จากภาคแรกอย่างเป็นทางการ มันคือการออกแบบที่ถอดแบบมาจากคอมิกยุคคลาสสิกของ John Romita Sr. อย่างสมบูรณ์แบบ “ดวงตา” ที่ใหญ่โตและเป็นสีขาวขุ่นนั้น มันไม่ใช่แค่สวย แต่มันสื่ออารมณ์ได้! เราเห็นความมุ่งมั่น ความขี้เล่น และความโกรธ ผ่านรูปทรงของดวงตาที่ขยับได้เล็กน้อย มันคือชุดที่แฟนๆ ใฝ่ฝันอยากเห็นบนจอใหญ่มานาน

สุนทรียศาสตร์ของ “ไฟฟ้า” และ “ความโกลาหล”

จุดขายหลักของหนังคือ “อิเลคโตร” (Electro) และงานวิชวลเอฟเฟกต์ของตัวละครนี้ก็เป็นดาบสองคม

ในด้านบวก ซีจีไอของอิเลคโตรนั้นน่าประทับใจ การเปลี่ยนร่างของ แม็กซ์ ดิลลอน จากมนุษย์สู่พลังงานบริสุทธิ์สีน้ำเงินเรืองรอง มันดูน่ากลัวและน่าทึ่ง ฉากไฮไลต์ในไทม์สแควร์ คือการแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง การที่อิเลคโตรดูดพลังงานจากจอ LED ขนาดยักษ์ การบิดเบือนของภาพและเสียง การใช้สโลว์โมชันในจังหวะที่สไปดี้ต้องช่วยผู้คนท่ามกลางกระแสไฟฟ้า มันคือ “โชว์” ที่คุ้มค่าตั๋ว

The Amazing Spider-Man 2 แต่ในด้านลบ การออกแบบอิเลคโตรที่เป็น “สีน้ำเงิน” (แทนที่จะเป็นชุดเขียวเหลืองในคอมิก) ทำให้เขากลายเป็น “Dr. Manhattan” (จาก Watchmen) ที่ปล่อยไฟฟ้าได้ ซึ่งลดทอนเอกลักษณ์ของตัวละครไปพอสมควร และที่สำคัญ เพลงประกอบในหัวของเขา (Dubstep ที่กระซิบชื่อเขา) แม้จะเป็นการพยายามแสดงสภาวะจิตใจ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับ “ตลก” มากกว่า “น่ากลัว”

ความทะเยอทะยานที่มากเกินไปของ “ออสคอร์ป”

งานภาพยังต้องแบกรับการออกแบบ “วายร้าย” อีกสองตัว กรีน กอปลิน (Green Goblin) ของ เดน เดอฮาน (Dane DeHaan) คือความหายนะด้านการออกแบบ ชุดเกราะที่ดูเหมือนของเล่นราคาแพงแต่ขาดจิตวิญญาณ หน้าตาที่เหมือนคนป่วยใกล้ตายผสมกับตัวตลก มันดูรีบเร่งและไม่น่าจดจำ

ส่วน ไรโน (Rhino) ในตอนท้าย… มันคือความ “หลุดโลก” พอล จิอามัตติ (Paul Giamatti) ตะโกนโหวกเหวกในชุดเกราะจักรกลที่เหมือนหลุดมาจากเกม Twisted Metal มันคือการ์ตูนวันเสาร์โดยแท้ และมันคือ “โทน” (Tone) ที่กระโดดไปคนละทิศละทางกับความดราม่าแสนสาหัสที่เพิ่งเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่กี่นาที

สรุปด้านงานภาพ: TASM2 คือหนังที่ “สวยแต่รูป” อย่างแท้จริง มันคือภาพยนตร์ที่ทุกเฟรมสามารถดึงไปเป็นภาพวอลเปเปอร์ได้ การเคลื่อนไหวของสไปเดอร์แมนคือจุดสูงสุดของแฟรนไชส์นี้ แต่มันก็เต็มไปด้วยการออกแบบที่ขัดแย้งกันเองและสไตล์ที่จับฉ่าย

ภาคที่ 2 “การแสดง” – เคมีที่สมบูรณ์แบบ ท่ามกลางโศกนาฏกรรมที่ไร้ทิศทาง

นี่คือหัวใจของหนังครับ และเป็นเหตุผลว่าทำไม แม้หนังจะล้มเหลวในแง่การสร้างจักรวาล แต่ผู้คนยังคง “รัก” องค์ประกอบหลายอย่างในหนังเรื่องนี้

แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ (Andrew Garfield) ในบท ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ / สไปเดอร์แมน

แอนดรูว์คือ “สไปเดอร์แมน” ที่สมบูรณ์แบบ เขาคือส่วนผสมของความกวนประสาท ความอวดดีนิดๆ และความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ เมื่อเขาสวมหน้ากาก เขาคือสไปดี้จอมปากมากที่เรารักจากคอมิก ฉากเปิดเรื่องที่เขาต่อปากต่อคำกับ อาเล็กเซ (ไรโนในอนาคต) ขณะที่กำลังไล่ล่ากัน คือการจับจิตวิญญาณของตัวละครได้อย่างแม่นยำ

แต่ในบท “ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์” แอนดรูว์มีการตีความที่ต่างออกไป เขาไม่ใช่ “เนิร์ด” แบบโทบี้ แมไกวร์ เขาคือ “เด็กนอกคอก” (Outcast) ที่มีความเจ็บปวดซ่อนเร้น (Angst) เขาคือปีเตอร์ที่ยังคงหลอกหลอนกับการตายของกัปตันสเตซี่ (พ่อของเกว็น) ความขัดแย้งในใจของเขาที่ “รัก” แต่ “ไม่สามารถอยู่ใกล้” เกว็นได้ เพราะกลัวคำสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อของเธอ…มันคือ “เชื้อเพลิง” หลักของหนังเรื่องนี้

การแสดงของแอนดรูว์ในฉากดราม่านั้นทรงพลัง เขาใช้ร่างกายได้เก่งมาก เราเห็นความอึดอัด ความสับสน และความเจ็บปวดผ่านท่าทางการเดิน การพูดติดอ่างเล็กน้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าเกว็น และที่สำคัญที่สุด คือฉากไคลแมกซ์ (ที่เราจะพูดถึงในส่วนเนื้อเรื่อง) การแสดงอารมณ์ “แตกสลาย” ของเขา คือหนึ่งในการแสดงที่จริงและดิบเถื่อนที่สุดในหนังซูเปอร์ฮีโร่

เอ็มมา สโตน (Emma Stone) ในบท เกว็น สเตซี่

ถ้าแอนดรูว์คือ “สไปเดอร์แมน” ที่ดีที่สุด เอ็มมา สโตน ก็คือ “เกว็น สเตซี่” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด และอาจเป็นนางเอกหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล

เกว็นในภาคนี้ ไม่ใช่ “สาวน้อยที่รอความช่วยเหลือ” (Damsel in Distress) อีกต่อไป เธอคือ “ตัวละคร” ที่มีชีวิตเป็นของตัวเอง เธอฉลาดกว่าปีเตอร์ในหลายๆ ด้าน (เธอคือที่หนึ่งของรุ่น) เธอกล้าหาญ และเธอ “เลือก” ที่จะอยู่ในอันตรายเพื่อช่วยคนที่เธอรัก

สุนทรพจน์รับปริญญาของเธอในตอนต้นเรื่อง คือ “ธีม” หลักของหนัง (“เวลา” และ “ความหวัง”) และเธอก็เป็นศูนย์กลางของธีมนั้น เอ็มมา สโตน เล่นบทนี้ด้วยเสน่ห์ ความเฉลียวฉลาด และความเด็ดเดี่ยว เธอกำหนด “กฎ” ความสัมพันธ์กับปีเตอร์ เธอเป็นฝ่ายบอกเลิก เธอเป็นฝ่ายตัดสินใจจะไปอังกฤษ และที่สำคัญ เธอเป็นฝ่าย “เลือก” ที่จะกลับมาช่วยปีเตอร์ในศึกสุดท้าย

“เคมี” – หัวใจที่เต้นอยู่ดวงเดียวของหนัง

และเมื่อแอนดรูว์กับการ์ฟิลด์และเอ็มมา สโตน เข้าฉากด้วยกัน… หนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นหนัง “โรแมนติก-ดราม่า” ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งทันที

เคมีของทั้งคู่ (ซึ่งเป็นคู่รักกันจริงๆ ในตอนนั้น) มัน “ทะลุ” ออกมาจากจอ มันไม่ใช่การแสดง มันคือ “ความจริง” ฉากที่ปีเตอร์แอบตามเกว็นไปเดทปลอมๆ, ฉากในห้องเก็บของที่พวกเขาพยายามตั้งกฎแต่ก็ทำไม่ได้, หรือฉากบนสะพานบรูคลินที่ปีเตอร์สารภาพรักผ่านใยแมงมุมที่สะกดคำว่า “I LOVE YOU” … ทั้งหมดนี้มันช่างน่ารัก อบอุ่น และ “จริง” อย่างเจ็บปวด

ความสัมพันธ์นี้คือ “แกนกลาง” ของหนังอย่างแท้จริง และมันคือสิ่งที่ทำให้ฉากจบของเรื่องนี้ “ทำงาน” ได้อย่างทรงพลังที่สุด

วายร้ายที่ถูกทอดทิ้งโดยบท (เจมี่ ฟ็อกซ์ และ เดน เดอฮาน)

น่าเสียดายที่การแสดงที่ยอดเยี่ยมถูกจำกัดไว้ที่คู่พระนาง เจมี่ ฟ็อกซ์ (Jamie Foxx) ในบท แม็กซ์ ดิลลอน/อิเลคโตร: นักแสดงระดับออสการ์ผู้นี้ถูกทำให้กลายเป็น “ตัวตลก” บทของ แม็กซ์ ดิลลอน คือภาพเหมารวมของ “เนิร์ด” ที่สังคมรังเกียจที่แย่ที่สุด เขาพูดกับตัวเองในกระจก แปะรูปสไปเดอร์แมนไว้บนเพดาน และมีปมเรื่อง “วันเกิด” การแสดงของฟ็อกซ์ในช่วงแรกดูประดักประเดิดและน่าอึดอัด (ซึ่งอาจจะตั้งใจ) แต่พอกลายเป็นอิเลคโตร บุคลิกทั้งหมดก็หายไป เหลือเพียง “วายร้ายซีจีไอ” ที่ตะโกนว่า “ฉันต้องการพลัง!” มันคือการสิ้นเปลืองศักยภาพนักแสดงอย่างมหาศาล

เดน เดอฮาน (Dane DeHaan) ในบท แฮร์รี่ ออสบอร์น/กรีน กอปลิน: นี่คือโศกนาฏกรรมทางการแสดงที่แท้จริง เดอฮานคือ “เจมส์ ดีน” ในยุคของเขา เขามีพลังดึงดูดที่ลึกลับและอันตราย แต่หนัง “รีบ” เกินไป เราถูก “บอก” ว่าเขาคือเพื่อนรักของปีเตอร์ แต่เราไม่เคย “รู้สึก” เลย การเปลี่ยนแปลงจากเพื่อนเก่าที่ดูเปราะบาง ไปสู่มหาเศรษฐีขี้ยาที่สิ้นหวัง และกลายเป็น “กรีน กอปลิน” ที่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง… ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 40 นาทีของหนัง! มันเร็วเกินไป การแสดงของเดอฮานพยายามเต็มที่ที่จะแบกรับความ “ป่วย” และ “โกรธ” แต่บทมันตื้นเขินจนเขากลายเป็นเพียง “อุปกรณ์” (Plot Device) ที่ต้องโผล่มาเพื่อทำภารกิจ “สังหาร” ในตอนท้ายเท่านั้น

สรุปด้านการแสดง: TASM2 คือหนังที่ยืนอยู่ได้ด้วยเคมีที่มหัศจรรย์และเป็นธรรมชาติที่สุดของคู่พระนาง แอนดรูว์และการ์ฟิลด์และเอ็มมา สโตน คือ “ทองคำ” ท่ามกลางซากปรักหักพังของบทที่พยายามทำร้ายตัวละครสมทบทุกคน

The Amazing Spider-Man 2

ภาคที่ 3: “เนื้อเรื่อง” – มหากาพย์ที่แตกสลาย (The Fractured Narrative)

นี่คือจุดที่เราต้อง “ผ่า” กันอย่างจริงจังครับ ดังที่คุณขอมา เราจะไม่เล่าว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จะวิเคราะห์ว่า “ทำไมโครงสร้างมันถึงพัง”

The Amazing Spider-Man 2 ไม่ใช่ “หนัง” (A Movie) แต่มันคือ “กองขยะของไอเดีย” (A Dumpster of Ideas) ที่ถูกอัดรวมกัน มันคือความพยายามอย่างสิ้นหวังของ Sony ที่จะ “สร้างจักรวาล” ให้ทัน Marvel (MCU) และผลลัพธ์คือหนังที่ป่วยเป็นโรค “ไส้เลื่อนทางความคิด”

The Amazing Spider-Man 2 ปัญหาที่ 1 “เรื่องเล่าที่ยังไม่จบ” (The Untold Story) ที่ไม่มีใครอยากรู้

จำภาคแรกที่โปรโมตว่า “The Untold Story” (เรื่องเล่าที่ยังไม่เคยเปิดเผย) เกี่ยวกับพ่อแม่ของปีเตอร์ได้ไหมครับ? ภาคนี้ตัดสินใจว่า “นั่นแหละคือสิ่งที่คนดูอยากรู้ที่สุด!” (ซึ่งผิดมหันต์)

แก่นแท้ของสไปเดอร์แมนคือ “อุบัติเหตุ” เขาคือเด็กหนุ่มธรรมดาที่ “บังเอิญ” ถูกแมงมุมอาบรังสีกัด พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง… แต่มันคือ “โชคชะตา” ที่เขาเลือกเอง

TASM2 ทำลายสิ่งนี้ทิ้งอย่างสิ้นเชิง หนังใช้เวลาเกือบครึ่งเรื่องไปกับการสืบสวนของปีเตอร์ว่าพ่อแม่ของเขาเป็นใคร และพบว่า… พ่อของเขา (ริชาร์ด ปาร์คเกอร์) คือนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่สร้าง “แมงมุม” พวกนั้นขึ้นมา และที่ร้ายกว่านั้นคือ แมงมุมถูกออกแบบมาให้ “เข้ากันได้” กับ DNA ของตระกูลปาร์คเกอร์เท่านั้น!

นี่คือการ “บิดเบือน” ที่ทำลายหัวใจของตัวละคร จาก “เด็กหนุ่มธรรมดา” (Everyman) ปีเตอร์กลายเป็น “ผู้ถูกเลือก” (The Chosen One) เหมือนแฮร์รี่ พอตเตอร์ หรือ ลุค สกายวอล์คเกอร์ มันไม่ใช่ “อุบัติเหตุ” อีกต่อไป แต่มันคือ “มรดก” ที่ถูกกำหนดไว้แล้ว นี่คือความผิดพลาดเชิงโครงสร้างที่ร้ายแรงที่สุด

The Amazing Spider-Man 2 ปัญหาที่ 2 “โรคเนื้องอกในบท” (Villain Overload)

บทเรียนจาก Spider-Man 3 (2007) คือ “อย่าใส่วายร้ายเยอะเกินไป” … TASM2 ตอบกลับว่า “งั้นเรามาใส่ 3 ตัวครึ่งเลยแล้วกัน!”

เรามี อิเลคโตร, กรีน กอปลิน, ไรโน และ “เงา” ของออสคอร์ป/Sinister Six

  • อิเลคโตร: ถูกวางให้เป็น “วายร้ายหลัก” (The A-Plot Villain) แต่ปมของเขา (การถูกลืม) มันช่างเบาหวิวและถูกแก้ไขง่ายดาย (แค่สไปดี้จำชื่อเขาได้) พอเขามีพลัง เขาก็ไม่มีเป้าหมายอื่นนอกจาก “ทำลายสไปเดอร์แมน”
  • กรีน กอปลิน (แฮร์รี่): ควรจะเป็น “วายร้ายทางอารมณ์” (The Emotional Villain) แต่หนังไม่มีเวลา “บ่มเพาะ” ความสัมพันธ์ของเขากับปีเตอร์ หรือความสิ้นหวังของเขา เขาโผล่มาเพื่อทำหน้าที่ “สังหาร” ตามใบสั่งของคอมิก
  • ไรโน: เขาคือ “ตัวตลก” ที่เปิดเรื่องและปิดเรื่อง เขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อเรื่องหลักเลยแม้แต่น้อย

ปัญหาคือ วายร้ายเหล่านี้ไม่ได้ “ร่วมมือ” กัน แต่พวกเขา “ต่อคิว” กันออกมา หนังต้องหยุดเล่าเรื่องของเกว็น เพื่อไปเล่าเรื่องอิเลคโตร แล้วก็ต้องหยุดเรื่องอิเลคโตร เพื่อไปเล่าเรื่องแฮร์รี่ แล้วก็ต้องหยุดเรื่องแฮร์รี่ เพื่อไปเล่าเรื่อง “พ่อแม่” … มันคือความโกลาหลทางการตัดต่อ

The Amazing Spider-Man 2 ปัญหาที่ 3: “การพยายามสร้างจักรวาล” (The Universe-Building Trap)

นี่คือ “ฆาตกร” ที่แท้จริงครับ ตลอดทั้งเรื่อง เราจะเห็นฉากที่ “ไม่เกี่ยวข้อง” กับหนัง แต่ “เกี่ยวข้อง” กับอนาคตที่ไม่ได้สร้าง เช่น ฉากที่แฮร์รี่คุยกับ “ชายในเงา” (The Gentleman), ฉากที่เฟลิเซีย ฮาร์ดี้ (Black Cat ในอนาคต) โผล่มาแวบๆ, หรือฉากตอนท้ายที่เราเห็น “ปีกของวัลเจอร์” และ “แขนกลของด็อกอ็อก” อย่างโจ่งแจ้ง

TASM2 หมกมุ่นกับการโปรโมต Sinister Six (หนังรวมดาววายร้ายที่วางแผนไว้) มากกว่าการเล่าเรื่องของ “TASM2” ให้จบ มันเหมือนคนที่กำลังกินข้าว แต่กลับคุยโวโอ้อวดเรื่อง “มื้อเย็นของวันพรุ่งนี้” จนข้าวในจานเย็นชืด

อย่างไรก็ตาม…The Amazing Spider-Man 2 “แกนกลาง” ที่แข็งแกร่งที่สุด

ท่ามกลางความเละเทะทั้งหมดนี้ หนังมี “เส้นเรื่อง” หนึ่งที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ และนั่นคือ “โศกนาฏกรรมความรักของปีเตอร์และเกว็น”

นี่คือ “หนัง” ที่ มาร์ก เว็บบ์ (ผู้กำกับจาก 500 Days of Summer) อยากเล่าจริงๆ ความขัดแย้งของปีเตอร์ที่เห็น “ผี” พ่อของเกว็นทุกที่ที่เขาไป, ความเจ็บปวดที่ต้องเลิกทั้งที่ยังรัก, ความพยายามที่จะเป็น “เพื่อน” แต่ทำไม่ได้… ทั้งหมดนี้คือ “แกนกลาง” ที่แข็งแกร่งที่สุด

และมันนำไปสู่… ไคลแมกซ์

การต่อสู้ใน “หอนาฬิกา” คือการกำกับที่ยอดเยี่ยม มันคือสัญลักษณ์ของ “เวลา” (ธีมหลักของหนัง) ที่กำลังจะหมดลง การที่เกว็น “เลือก” ที่จะอยู่ช่วย คือการตอกย้ำความกล้าหาญของเธอ

และแล้ว…มันก็เกิดขึ้น การตายของ เกว็น สเตซี่ คือหนึ่งในฉากที่ “โหดเหี้ยม” และ “ซื่อตรงต่อคอมิก” ที่สุดในประวัติศาสตร์หนังฮีโร่

ใยแมงมุมที่ยิงออกไป มันช้าเกินไป มันเป็นรูป “มือ” ที่พยายามจะคว้าเธอไว้ แต่มันก็สายเกินไป และเสียง “แคร็ก” (Crack) ที่เบาบาง แต่บาดลึก… เสียงที่บอกว่าไม่ใช่แค่การตก แต่คือ “การกระแทก” จากการหยุดกะทันหัน

TASM2 กล้าที่จะทำในสิ่งที่หนังฮีโร่ส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ: “ฆ่า” นางเอกหลัก และทำให้มันเป็น “ความผิด” ของพระเอกโดยตรง นี่คือ “ผลลัพธ์” (Consequence) ที่แท้จริงของการเป็นสไปเดอร์แมน

การแสดงของแอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ในฉากนี้ คือการ “ฉีกหัวใจ” ออกมาให้คนดู เขาไม่ได้กรีดร้องโวยวายในตอนแรก เขา “ช็อก” และ “ไม่เชื่อ” สีหน้าของเขาที่พยายามจะบอกตัวเองว่าเธอยังไม่ตาย… จนกระทั่งเขารู้… มันคือการแสดงระดับมาสเตอร์พีซ

และหนังก็ “กล้า” ที่จะให้เรา “จม” อยู่กับความเศร้านั้น ปีเตอร์หายไป 5 เดือน เราเห็นเขาไปเยี่ยมหลุมศพเธอในฤดูที่เปลี่ยนไป… นี่คือการเล่าเรื่องที่ “กล้าหาญ” มาก

…แต่แล้วหนังก็ทำลายมันทิ้ง ด้วยการให้ “ไรโน” ในชุดหุ่นยนต์โผล่ออกมาตะโกนโหวกเหวก และให้สไปดี้กลับมาแบบ “เอ้า… สู้ต่อ” ใน 5 นาทีสุดท้าย มันคือการ “ตบหน้า” ความรู้สึกของคนดูที่เพิ่งบิ้วด์มาทั้งหมด

บทสรุป โศกนาฏกรรมที่งดงาม (A Beautiful Mess)

The Amazing Spider-Man 2 คือภาพยนตร์ที่ “ยิ่งใหญ่” ในความทะเยอทะยาน และ “ยิ่งใหญ่” ในความล้มเหลว

มันคือหนังสองเรื่องที่เย็บติดกันอย่างน่าเกลียด:

  1. เรื่องแรก คือหนังโรแมนติก-โศกนาฏกรรมที่ยอดเยี่ยม นำแสดงโดยนักแสดงสองคนที่มีเคมีที่ดีที่สุดในยุคสมัย (การ์ฟิลด์และสโตน) เกี่ยวกับความรัก โชคชะตา และเวลาที่ผ่านไป
  2. เรื่องที่สอง คือโฆษณาขายของ “จักรวาลภาพยนตร์” ที่ยุ่งเหยิง ไร้ทิศทาง เต็มไปด้วยวายร้ายที่ไม่มีมิติ และพล็อตย่อยที่ไม่มีใครสนใจ (เรื่องพ่อแม่)

เมื่อคุณดู TASM2 คุณจะได้เห็น “จุดสูงสุด” ของแฟรนไชส์สไปเดอร์แมน (ฉากสวิงตัว, เคมีพระนาง, การตายของเกว็น) และ “จุดต่ำสุด” ของมัน (บทที่เละเทะ, การออกแบบวายร้าย, การแทรกแซงของสตูดิโอ) ทั้งหมด…ในเรื่องเดียว

มันคือ “โศกนาฏกรรม” ไม่ใช่แค่ของเกว็น สเตซี่ แต่เป็นโศกนาฏกรรมของ “แอนดรูว์ การ์ฟิลด์” ที่ควรจะได้เป็นสไปเดอร์แมนที่ยอดเยี่ยมต่อไป แต่กลับถูก “จักรวาล” ที่หนังพยายามสร้าง กลืนกินตัวตนของเขาไปเสียเอง

มันคือหนังที่ “ห่วย” แต่คุณก็ “เกลียดมันไม่ลง” เพราะหัวใจของมันที่เต้นอยู่ในความสัมพันธ์ของปีเตอร์และเกว็น มัน “จริง” เกินกว่าที่เราจะเมินเฉยได้ครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *