รีวิว The Witcher Season 1 เมื่อ”มนุษย์”โหดร้ายกว่า”อสุรกาย”

The Witcher Season 1

โชคชะตา, อสุรกาย และดาบสองเล่ม วิพากษ์ The Witcher Season 1 มหากาพย์แห่งการรอคอย

ในยุคสมัยที่บัลลังก์เหล็ก (Iron Throne) ได้เย็นลง และผู้ชมทั่วโลกต่างโหยหามหากาพย์แฟนตาซีเรื่องใหม่ที่จะมาเติมเต็มช่องว่างนั้น Netflix ก็ได้ทอดเหรียญของตนลงสู่โต๊ะพนัน ด้วยการเดิมพันครั้งใหญ่ในนาม The Witcher Season 1 คือคำประกาศกร้าว คือการแนะนำตัวที่ซับซ้อนและทะเยอทะยาน มันไม่ใช่แค่การดัดแปลงนิยายของ Andrzej Sapkowski หรือการนำวิดีโอเกมอันโด่งดังมาสู่จอแก้ว แต่มันคือการพยายามถักทอจักรวาลที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตม, เวทมนตร์อันตราย และศีลธรรมสีเทา ให้กลายเป็นพรมผืนงามที่คู่ควรแก่การรับชม

นี่ไม่ใช่รีวิวที่จะมาไล่เรียงว่า “ใคร ทำอะไร ที่ไหน” แต่คือการเจาะลึกลงไปในหัวใจของซีซั่นแรกนี้ เพื่อวิเคราะห์ว่า “ทำไม” และ “อย่างไร” ที่องค์ประกอบทั้งสามส่วน ทั้ง “เนื้อเรื่อง” (โครงสร้างและการเล่าเรื่อง), “ภาพ” (การสร้างโลกและฉากต่อสู้) และ “การแสดง” (จิตวิญญาณของตัวละคร) ถึงได้ผสานรวมกัน (หรือในบางครั้งก็ขัดแย้งกัน) เพื่อสร้างปรากฏการณ์ที่ทั้งน่าหลงใหลและน่าถกเถียงในเวลาเดียวกัน

1. วิเคราะห์ “เนื้อเรื่อง” ปริศนาแห่งกาลเวลาและ “ปีศาจตัวที่เล็กกว่า”

ความท้าทายที่สุดที่ The Witcher Season 1 มอบให้ผู้ชม ไม่ใช่ชื่อสถานที่หรืออสุรกายที่ออกเสียงยาก แต่คือ โครงสร้างการเล่าเรื่อง (Narrative Structure) ที่กล้าหาญและอาจหาญจนถึงขั้น “ท้าทาย” ผู้ชม

ซีรีส์ไม่ได้เริ่มต้นที่จุด A แล้วเดินไปจุด B แต่เลือกที่จะโยนเราลงไปในกระแสกาลเวลาที่เชี่ยวกราก โดยแบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 3 เส้นเรื่องหลักที่เกิดขึ้นใน “ไทม์ไลน์ที่แตกต่างกัน” อย่างสิ้นเชิง โดยไม่มีป้ายบอกทางใดๆ

  • เส้นเรื่องของ Geralt of Rivia (เกรอลท์) นี่คือเส้นเรื่องที่กระโดดข้ามกาลเวลามากที่สุด ทำหน้าที่เป็น “Monster of the Week” (อสุรกายประจำสัปดาห์) ที่หยิบยืมมาจากเรื่องสั้นในหนังสือสองเล่มแรก (The Last Wish และ Sword of Destiny) เราได้เห็นเกรอลท์ในฐานะนักล่าอสุรกายผู้โดดเดี่ยว ท่องไปในดินแดนที่หวาดกลัวและรังเกียจเขา
  • เส้นเรื่องของ Yennefer of Vengerberg (เยนเนเฟอร์) นี่คือเส้นเรื่องที่ย้อนกลับไปไกลที่สุด คือ “Origin Story” ที่ทรงพลัง เราได้เห็นจุดเริ่มต้นของเธอ จากเด็กสาวหลังค่อมผู้ถูกเหยียดหยาม สู่การฝึกฝนอันโหดร้ายที่อาเรทูซา (Aretuza) และการถือกำเนิดของจอมเวทย์ผู้ทรงอำนาจ
  • เส้นเรื่องของ Ciri (ซิริ) นี่คือเส้นเรื่องที่เกิดขึ้น “ปัจจุบัน” ที่สุด คือเส้นด้ายหลักที่ทุกอย่างกำลังมุ่งหน้าไปหา มันคือการล่มสลายของซินทรา (Cintra) และการหลบหนีของลูกสิงโตน้อยผู้กุมชะตากรรมของโลก

การเล่าเรื่องแบบนี้… เพื่ออะไร?

นี่คือจุดที่นักวิจารณ์เสียงแตก บางคนมองว่ามันคือความสับสนโดยไม่จำเป็น คือความพยายามที่จะ “ซับซ้อน” เกินตัว แต่หากเรามองลึกลงไป นี่คือกลไกการเล่าเรื่องที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง

ประการแรก มันสร้าง “ตำนาน” (Mythology) ก่อน “ความจริง” เราได้ยินเรื่องราวของ “นักฆ่าแห่งบลาวิเคน” (The Butcher of Blaviken) ผ่านบทเพลงของแจสเคียร์ หรือคำพูดของผู้คน ก่อนที่เราจะได้เห็นเหตุการณ์จริงเสียอีก ซีรีส์จงใจให้เราตัดสินเกรอลท์ไปก่อน เช่นเดียวกับที่โลกในเรื่องตัดสินเขา จากนั้นจึงค่อยๆ เปิดเผยความจริงอันเจ็บปวดว่า “ปีศาจตัวที่เล็กกว่า” (Lesser Evil) ที่เขาเลือกนั้น มันเป็นทางเลือกที่เลวร้ายเพียงใด

ประการที่สอง มันคือการสะท้อนธีมหลักของเรื่อง “โชคชะตา” (Destiny) The Witcher Season 1 ไม่ได้พูดถึงโชคชะตาแบบผิวเผิน โชคชะตาในโลกนี้คือพลัง คือ “ดาบสองคม” ที่ผูกมัดผู้คนเข้าด้วยกัน การที่ 3 ไทม์ไลน์ค่อยๆ ไหลมาบรรจบกันในตอนท้าย เปรียบเสมือนสายน้ำสามสายที่ไหลลงสู่มหาสมุทรเดียวกัน มันคือการแสดงให้เห็นว่า แม้พวกเขาจะอยู่ต่างที่ ต่างเวลา แต่โชคชะตาได้ขีดเส้นไว้แล้ว การบรรจบกันของเกรอลท์และซิริในตอนจบ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือ “จุดหมายปลายทาง” (Przeznaczenie) ที่ถูกถักทอมานานหลายทศวรรษ

ประการที่สาม มันคือการให้เกียรติแก่นตัวละครทั้งสาม แทนที่จะให้เยนเนเฟอร์และซิริเป็นเพียงตัวประกอบในชีวิตของเกรอลท์ ซีรีส์กลับมอบพื้นที่และเวลาให้พวกเธออย่างเท่าเทียม เราได้เห็นการเดินทางของเยนเนเฟอร์ที่ต้องแลก “ทุกสิ่ง” เพื่อให้ได้มาซึ่ง “พลังและความงาม” เราได้เห็นการต่อสู้ดิ้นรนของซิริที่ต้องสูญเสีย “ทุกอย่าง” ในชั่วข้ามคืน เมื่อไทม์ไลน์ทั้งสามมาบรรจบกัน เราจึงไม่ได้มีแค่ตัวเอกชาย แต่เรามี 3 เสาหลักที่แข็งแกร่งเท่าเทียมกัน

แน่นอนว่า โครงสร้างนี้ต้องแลกมาด้วยความอดทนของผู้ชมในช่วงครึ่งแรก แต่ผลตอบแทนที่ได้ในตอนที่ 7 (The Battle of Sodden Hill) และตอนที่ 8 (Much More) นั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง เมื่อจิ๊กซอว์ทั้งหมดต่อเข้าด้วยกัน มันไม่ใช่แค่ “อ๋อ เข้าใจแล้ว” แต่มันคือความรู้สึกที่ว่า “ทุกอย่างเชื่อมโยงกันหมด”

ในแง่ของธีม ซีซั่น 1 ไม่ได้พยายามเป็นมหากาพย์การเมืองชิงบัลลังก์ แต่มันคือการสำรวจ “ความเป็นมนุษย์” ในโลกที่โหดร้าย มันตั้งคำถามว่า “ใครคืออสุรกายที่แท้จริง?” ระหว่างสิ่งมีชีวิตเขี้ยวเล็บในป่าลึก กับมนุษย์ที่เต็มไปด้วยอคติ ความโลภ และความโหดเหี้ยม เกรอลท์ไม่ได้ฆ่าอสุรกายทุกตัวที่เขาพบ แต่เขามักจะพบว่า “มนุษย์” ต่างหากที่สมควรถูกกำจัดมากกว่า

2. วิเคราะห์ “ภาพ” โลกที่เปื้อนโคลน, เวทมนตร์ที่แผดเผา และคมดาบที่เริงระบำ

งานภาพของ The Witcher Season 1 คือการสร้างสมดุลที่น่าทึ่งระหว่าง ความดิบเถื่อน (Grit) และความอัศจรรย์ (Wonder)

การสร้างโลก (World-Building) นี่ไม่ใช่โลกแฟนตาซีที่สวยงามสะอาดสะอ้านแบบ High Fantasy ทั่วไป แต่มันคือโลกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุโรปตะวันออก ที่ซึ่งป่าไม้ยังคงดูลึกลับและอันตราย หมู่บ้านเต็มไปด้วยโคลนตม ผู้คนดูเหนื่อยล้าและยากจน ซีรีส์ถ่ายทอด “ความสมจริง” นี้ออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

ความแตกต่างของสถานที่นั้นชัดเจน

  • อาเรทูซา (Aretuza) สถาบันของเหล่าเมจ ถูกนำเสนอด้วยภาพที่ดูสะอาดตา, สมมาตร, แต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาและกฎระเบียบที่เข้มงวด มันคือสถานที่แห่ง “การควบคุม”
  • ซินทรา (Cintra) ก่อนการล่มสลาย คืออาณาจักรที่ดูมั่งคั่ง หรูหรา แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเย่อหยิ่งและอคติ (ต่อเอลฟ์)
  • โลกของเกรอลท์ คือหนองน้ำ, ป่าทึบ, และเมืองเล็กๆ ที่กำลังเน่าเฟะ มันคือ “ความเป็นจริง” ที่ตัวละครส่วนใหญ่อาศัยอยู่

การออกแบบอสุรกาย (Monster Design) ซีรีส์ผสมผสานทั้ง CGI และ Practical Effects (การแต่งหน้า/หุ่นจำลอง) ได้อย่างน่าสนใจ “คิิขิมอรา” (Kikimora) ในฉากเปิดตัวนั้นน่าขนลุกและดูเป็น “สัตว์ประหลาด” จริงๆ แต่จุดที่โดดเด่นที่สุดคือ “สตริกา” (Striga) ในตอนที่ 3 มันไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาด CGI ลอยๆ แต่คือการแสดงที่น่าทึ่ง (ผ่านนักแสดงผาดโผน) ที่ผสมผสานความน่ากลัวและความน่าเวทนาเข้าด้วยกัน การออกแบบอสุรกายเหล่านี้ซื่อสัตย์ต่อตำนานพื้นบ้านสลาฟ (Slavic folklore) มากกว่าที่จะเป็นมังกรแบบตะวันตกทั่วไป

ฉากต่อสู้ (The Action Sequences) มาสเตอร์คลาสแห่งดาบ หากจะมีสิ่งหนึ่งที่ The Witcher S1 ทำได้ “ไร้ที่ติ” และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการทีวี นั่นคือ การออกแบบคิวบู๊ (Fight Choreography)

ฉากต่อสู้ในตลาดที่บลาวิเคน (ตอนที่ 1) ไม่ใช่แค่ “การต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม” แต่มันคือ “การเล่าเรื่องผ่านการเคลื่อนไหว”

มันดิบเถื่อน, รวดเร็ว, และชัดเจน ทุกการเคลื่อนไหวของเกรอลท์ (ที่ถูกออกแบบโดยทีมงาน 87Eleven ผู้โด่งดังจาก John Wick) แสดงให้เห็นถึงทักษะเหนือมนุษย์ของเขา เขาไม่ได้แค่ “ฟัน” แต่เขา “เต้นรำ” อยู่บนคมดาบ การใช้ “Signs” (เวทมนตร์กลายพันธุ์) อย่าง Aard (ผลัก) และ Igni (ไฟ) ถูกสอดแทรกเข้ามาอย่างลงตัว ไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อ แต่ใช้ในจังหวะที่ “จำเป็น” การถ่ายทำแบบ Long-take (หรือจำลอง Long-take) ในฉากนี้ ทำให้เราเห็นทุกการปัดป้องและสวนกลับอย่างชัดเจน มันคือความรุนแรงที่มีศิลปะ

เวทมนตร์ (The Magic) ในทางกลับกัน เวทมนตร์ในโลกนี้ไม่ได้ดูสวยงาม มันดู “อันตราย” และมี “ราคาที่ต้องจ่าย” ซีรีส์แสดงให้เห็นว่าการร่ายเวทย์คือการดึง “พลังโกลาหล” (Chaos) มาใช้ มันต้องใช้พลังชีวิต มันเจ็บปวด

จุดสูงสุดของเรื่องนี้คือ สมรภูมิแห่งเนินเขาซอดเดน (Battle of Sodden Hill) ในตอนจบ นี่คือการแสดงแสนยานุภาพของเหล่าเมจที่แตกต่างจากที่เราเคยเห็น มันไม่ใช่การยิงลูกไฟใส่กันธรรมดา แต่มันคือสงครามเคมี, การใช้เวทมนตร์ควบคุมจิตใจ, การบิดเบือนมิติ และที่สำคัญคือ “การสละชีพ” เยนเนเฟอร์ที่ปลดปล่อยเพลิงโกลาหลในตอนท้าย คือภาพของพลังที่แท้จริงซึ่งต้องแลกมาด้วยการแผดเผาตนเอง

3. วิเคราะห์ “การแสดง” การสวมวิญญาณที่มากกว่าการเลียนแบบ

ซีรีส์ที่ทะเยอทะยานเช่นนี้จะล้มเหลวทันทีหากไม่มีนักแสดงที่ “แบก” เรื่องไว้ได้ และ The Witcher S1 ก็โชคดีอย่างเหลือเชื่อในด้านนี้

Henry Cavill ในบท Geralt of Rivia (เกรอลท์แห่งริเวีย) การคัดเลือกนักแสดง (Casting) ที่สมบูรณ์แบบที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ทีวีแฟนตาซี เฮนรี่ คาวิลล์ ไม่ได้แค่ “แสดง” เป็นเกรอลท์ เขา “คือ” เกรอลท์ เขานำความรักที่เขามีต่อตัวละครนี้ (ทั้งจากหนังสือและเกม) มาใส่ในทุกอณู

  • การแสดงออกทางกายภาพ เขาสร้างเกรอลท์ที่ดู “ใหญ่” และ “หนักแน่น” ทุกการเคลื่อนไหวดูมีการไตร่ตรอง แต่เมื่อถึงเวลาต่อสู้ เขากลับว่องไวดุจแมวป่า
  • เสียงและการพูด นี่คือจุดที่น่าทึ่งที่สุด เกรอลท์เป็นคนพูดน้อย (Stoic) คาวิลล์จึงต้องแสดงออกผ่าน “การถอนหายใจ”, “การสบถ” (F*ck) และที่โด่งดังที่สุดคือ “เสียงในลำคอ” (The Grunt – “Hmm”) เสียง “อืมม์” ของเขา กลายเป็นบทพูดที่ทรงพลังที่สุด มันสามารถสื่อได้ทั้ง ความรำคาญ, ความสงสัย, ความเห็นใจ หรือการยอมรับชะตากรรม
  • แววตา ภายใต้ความนิ่งเฉย คาวิลล์ถ่ายทอด “ความเหนื่อยล้า” (World-weariness) ของชายผู้มีชีวิตยืนยาวและเห็นด้านมืดของมนุษย์มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีความเมตตาที่ซ่อนอยู่ลึกๆ

Anya Chalotra ในบท Yennefer of Vengerberg (เยนเนเฟอร์) นี่คือบทบาทที่ “ท้าทาย” ที่สุดในซีซั่นนี้ และอันยา ชาโลตรา ก็ได้มอบการแสดงที่ “พลิกผัน” (Transformative) อย่างแท้จริง

เธอต้องเล่นเป็นตัวละครเดียวกันใน 3 ช่วงชีวิต

  1. เยนเนเฟอร์ผู้อ่อนแอ ในช่วงแรก เธอถ่ายทอดความเจ็บปวด, ความเกลียดชังตัวเอง, และความหวาดกลัวต่อโลกภายนอกได้อย่างน่าหดหู่
  2. เยนเนเฟอร์ผู้ทะเยอทะยาน ในช่วงการฝึกที่อาเรทูซา เราเห็น “ไฟ” ในแววตาของเธอ ความดื้อรั้นที่จะไม่ยอมแพ้ แม้จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด
  3. เยนเนเฟอร์ผู้ทรงพลัง หลังจากการ “เปลี่ยนแปลง” (Ascension) เธอกลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ, เย่อหยิ่ง, แต่ภายใต้เกราะกำบังนั้น คือความว่างเปล่าและความโหยหาในสิ่งที่เธอสูญเสียไป (ความสามารถในการมีลูก)

ชาโลตราแสดงให้เห็นถึง “พลัง” และ “ความเปราะบาง” ที่ต่อสู้อยู่ภายในตัวเยนเนเฟอร์ได้อย่างยอดเยี่ยม

Freya Allan ในบท Ciri (ซิริ) เฟรยา อัลลัน รับบทเป็น “ผู้รอดชีวิต” เธอเริ่มต้นจากการเป็นเจ้าหญิงผู้ถูกปกป้อง ก่อนที่โลกทั้งใบจะพังทลายลงตรงหน้า การแสดงของเธอในซีซั่นนี้ส่วนใหญ่คือ “การตอบสนอง” (Reaction) ต่อความโหดร้ายที่เธอพบเจอ เธอถ่ายทอดความหวาดกลัว, ความสับสน และความเข้มแข็งที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นได้อย่างน่าเชื่อถือ แม้ว่าบทของเธอในซีซั่นนี้จะเน้นไปที่การ “หลบหนี” เป็นหลัก แต่พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเธอ (ซึ่งระเบิดออกมาเป็นครั้งคราว) ก็เป็นสิ่งที่อัลลันแสดงออกมาได้อย่างทรงพลัง

นักแสดงสมทบ สีสันที่ขาดไม่ได้

  • Joey Batey ในบท Jaskier (แจสเคียร์) ขโมยซีนทุกฉากที่ปรากฏตัว เขาคือ “ผู้ถ่วงดุล” ที่สมบูรณ์แบบของเกรอลท์ เขาคือสีสัน, อารมณ์ขัน, และที่สำคัญคือ “หัวใจ” ของเรื่องในหลายๆ ครั้ง ความสัมพันธ์แบบ “คู่กัด” ระหว่างเขากับเกรอลท์คือหนึ่งในเคมีที่ดีที่สุดของซีรีส์ และแน่นอน “Toss a Coin to Your Witcher” คือบทเพลงที่พิสูจน์ว่าเขาคือตัวแทนของผู้ชมที่หลงรักนักล่าอสุรกายคนนี้
  • MyAnna Buring ในบท Tissaia de Vries ถ่ายทอดความเป็น “อาจารย์ใหญ่” ที่เข้มงวด, เย็นชา แต่ก็แฝงไว้ด้วยความห่วงใยที่ซับซ้อนต่อเยนเนเฟอร์ได้อย่างดีเยี่ยม
The Witcher Season 1

บทสรุป คำสัญญาแห่งโชคชะตา

The Witcher Season 1 ไม่ใช่ซีรีส์ที่สมบูรณ์แบบ มันเรียกร้องสมาธิจากผู้ชมสูงมากด้วยโครงสร้างไทม์ไลน์ที่ซับซ้อน และบางครั้งการเร่งรัดเนื้อหาจากเรื่องสั้นก็ทำให้รายละเอียดบางอย่างขาดหายไป

แต่มันคือซีรีส์ที่ “กล้าหาญ”

มันกล้าที่จะแตกต่าง, กล้าที่จะเชื่อมั่นในตัวละครหญิงที่แข็งแกร่ง, กล้าที่จะนำเสนอฉากต่อสู้ที่รุนแรงและสมจริง และกล้าที่จะเชื่อว่าผู้ชมฉลาดพอที่จะปะติดปะต่อเรื่องราวที่กระจัดกระจาย

ในแง่ของ “เนื้อเรื่อง” มันคือการวางรากฐานที่มั่นคงผ่านโครงสร้างที่ซับซ้อนแต่ให้ผลตอบแทนสูง ในแง่ของ “ภาพ” มันคือการสร้างโลกที่สกปรกแต่สวยงาม พร้อมด้วยฉากต่อสู้ที่ดีที่สุดบนจอโทรทัศน์ ในแง่ของ “การแสดง” มันคือการสวมวิญญาณตัวละครที่ไร้ที่ติ โดยเฉพาะเฮนรี่ คาวิลล์ ที่เกิดมาเพื่อสิ่งนี้

The Witcher Season 1 คือการเดินทางที่ขรุขระในตอนต้น แต่เมื่อเส้นด้ายแห่งโชคชะตาทั้งสามเส้นได้บรรจบกันในที่สุด มันก็ได้มอบหนึ่งในบทสรุปของซีซั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุด และทิ้งคำมั่นสัญญาว่า มหากาพย์ที่แท้จริง… เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

มันคือการทอดเหรียญที่คุ้มค่า และเสียงของมันก็ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งทวีป movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *