รีวิว The Witcher Season 2 โชคชะตา การเมือง และอสูรกาย

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับการเจาะลึกโลกอันโหดร้ายและงดงามของ The Witcher. หลังจากที่ Season 1 ทิ้งเราไว้กับความสำเร็จระดับปรากฏการณ์, ไทม์ไลน์ที่กระโดดไปมาจนหลายคนต้องกางกระดาษวาดผัง, และเพลง “Toss a Coin to Your Witcher” ที่ดังกระหึ่มไปทั่วทุกผับทาเวิร์น, ความคาดหวังต่อ Season 2 จึงสูงเสียดฟ้า

และในที่สุด เมื่อโชคชะตา (Destiny) นำพา Geralt of Rivia และเจ้าหญิง Cirilla มาพบกัน, คำถามสำคัญก็คือ แล้วยังไงต่อ?

วันนี้ ผมจะขอมา “รีวิว” หรือที่จริงต้องเรียกว่า “ผ่าตัด” The Witcher Season 2 กันแบบเจาะลึกถึงแก่น โดยเราจะละทิ้งการเล่าเรื่องย่อแบบผิวเผิน (เพราะผมรู้ว่าคุณไปหาอ่านที่ไหนก็ได้) และพุ่งเป้าไปที่ 3 หัวใจหลักที่ผู้สร้างนำเสนอ เนื้อเรื่อง (การเล่าเรื่องและธีม), ภาพ (โปรดักชั่นและงานสร้าง), และ การแสดง (วิญญาณของตัวละคร)

ถ้าคุณพร้อมที่จะกลับไปยัง “ทวีป” (The Continent) ที่หนาวเหน็บและเต็มไปด้วยเล่ห์กล… ก็ตามผมมาเลยครับ

Part 1 การ “ซ่อม” เนื้อเรื่อง และการค้นพบ “ครอบครัว”

(วิเคราะห์เนื้อเรื่องและโครงสร้างการเล่าเรื่อง)

สิ่งที่ชัดเจนที่สุดและต้องชื่นชมเป็นอันดับแรกใน The Witcher Season 2 คือ การตัดสินใจทิ้งโครงสร้างไทม์ไลน์แบบสลับ (Non-linear) ที่เคยเป็นทั้ง “จุดเด่น” และ “จุดติ” ในซีซั่นแรก การที่ซีซั่นนี้เลือกเล่าเรื่องแบบเส้นตรง (Linear) ตั้งแต่ต้นจนจบ มันไม่ใช่แค่การ “เอาใจ” คนดูที่สับสน แต่มันคือการประกาศว่า “เอาล่ะ, ตัวละครหลักมาเจอกันแล้ว เรื่องจริงกำลังจะเริ่ม”

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลมหาศาลต่อการ “ดื่มด่ำ” กับเนื้อเรื่องครับ ซีซั่นนี้ไม่จำเป็นต้องปูพื้นเพของ Geralt, Yennefer และ Ciri แยกกันอีกต่อไป แต่เป็นการเอาทั้งสามตัวละคร (แม้ Yennefer จะแยกไปผจญภัยส่วนตัวอยู่พักใหญ่) มาผูกพันกับ “แกนกลาง” ของเรื่อง ซึ่งก็คือ Ciri และพลังของเธอ

หัวใจของซีซั่น Kaer Morhen และ “พ่อ” ที่ชื่อ Geralt

ถ้า Season 1 คือเรื่องของ “โชคชะตา” (Destiny), Season 2 ก็คือเรื่องของ “ครอบครัว” (Family) และผลพวงของโชคชะตานั้น

ศูนย์กลางของซีซั่นนี้คือ Kaer Morhen ป้อมปราการเก่าแก่ของเหล่า Witcher โรงเรียนหมาป่า (School of the Wolf) การที่เรื่องราวพาทั้ง Geralt และ Ciri มายังสถานที่แห่งนี้ มันคือการ “กลับบ้าน” ในความหมายที่ลึกซึ้ง มันไม่ใช่แค่ที่หลบภัย แต่เป็น “รัง” ที่ Geralt จะต้องเรียนรู้บทบาทใหม่ที่ยากยิ่งกว่าการล่าสัตว์ประหลาด นั่นคือ “การเป็นพ่อ”

นี่คือจุดที่ผมรักที่สุดในซีซั่นนี้ครับ เนื้อเรื่องไม่ได้เร่งรัดให้ Ciri กลายเป็นนักสู้ในข้ามคืน และไม่ได้ทำให้ Geralt กลายเป็นพ่อพระผู้เข้าใจโลกในทันที เราได้เห็นความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ก่อตัวอย่างงดงาม ผ่านการฝึกฝน, การปะทะคารม, ความดื้อรั้นของเด็กสาวที่สูญเสียทุกอย่าง และความเงอะงะของนักล่าผู้แข็งแกร่งที่ต้องมารับมือกับ “อารมณ์”

Henry Cavill (Geralt) ในซีซั่นนี้ “พูด” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ “Hmm” หรือ “Fuck” (แม้จะยังมีอยู่ให้ชื่นใจ) เขาพูดเพราะเขา “ต้องสอน” เขาพูดเพราะเขา “ต้องปลอบ” และเขาพูดเพราะเขา “เริ่มที่จะห่วงใย” จริงๆ ฉากที่ Geralt ปฏิเสธที่จะให้ Ciri แตะดาบในตอนแรก หรือฉากที่เขาสอนเธอเรื่องการทรงตัวบนเครื่องกีดขวาง มันคือการสร้างสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกว่าการล่าสัตว์ประหลาดใดๆ

โลกที่ขยายใหญ่ขึ้น การเมือง, เอลฟ์, และแม่มดไร้ความตาย

ในขณะที่แกนของ Geralt-Ciri เข้มแข็งมาก ซีซั่นนี้ก็พยายาม “ขยายโลก” (World-building) ในสเกลที่ใหญ่กว่าเดิมมาก และนี่คือจุดที่ความเห็นของผู้ชมเริ่มแตก…

  1. การเดินทางของ Yennefer นี่คือพาร์ทที่ถูกวิจารณ์มากที่สุด และผมเข้าใจได้ Anya Chalotra (Yennefer) ยังคงยอดเยี่ยม แต่การที่โชว์เลือกที่จะ “พรากพลัง” ของเธอไปเกือบทั้งซีซั่นหลังจบศึก Sodden Hill มันทำให้ตัวละครที่เคย (เกือบ) จะทรงพลังที่สุดในเรื่อง กลายเป็นคนที่ “เปราะบาง” และ “สิ้นหวัง” (Desperate)
    • ถามว่ามันดีไหม? ในแง่การพัฒนาตัวละคร ผมมองว่า “กล้า” ครับ มันบังคับให้ Yennefer ต้องหาทางเอาตัวรอดโดยไม่พึ่ง Chaos (พลังเวท) มันแสดงให้เห็นตัวตนของเธอเมื่อไม่เหลืออะไร แต่…
    • ถามว่ามันน่าอึดอัดไหม? “มาก” ครับ การที่เธอต้องระหกระเหิน, ถูกจับ, และเกือบจะตัดสินใจ “ทรยศ” Ciri เพื่อแลกพลังคืน (ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนที่ “หนักหน่วง” และแตกต่างจากหนังสืออย่างสิ้นเชิง) มันทำให้ผู้ชมที่รัก Yennefer ในซีซั่นแรกต้องปวดใจ
  2. Voleth Meir (The Deathless Mother) การสร้าง “ตัวร้ายหลัก” (Big Bad) ของซีซั่นนี้ขึ้นมาใหม่ (ไม่มีในหนังสือ) ในฐานะ “ปีศาจ” ที่คอยกัดกินความเจ็บปวดและยุยงให้เกิดความแตกแยก ถือเป็น “กาว” ที่ชาญฉลาดในการเชื่อมพล็อตที่อยู่กระจัดกระจาย Voleth Meir คือผู้ที่เชื่อมโยงชะตากรรมของ Yennefer (ผู้สิ้นหวังในพลัง), Fringilla (ผู้สิ้นหวังในอำนาจ), และ Francesca (ผู้นำเอลฟ์ผู้สิ้นหวังในอนาคตของเผ่าพันธุ์) เข้าด้วยกัน
  3. การเมืองและเหล่าเอลฟ์ (Elves) ซีซั่นนี้ให้เวลากับชะตากรรมของเหล่าเอลฟ์มากอย่างน่าทึ่ง เราได้เห็นการถูกกดขี่, การลุกฮือ, และความหวังที่เปราะบางผ่านตัวละคร Francesca นี่คือการปูทางไปสู่ความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่กว่าสงครามระหว่าง Nilfgaard และอาณาจักรฝ่ายเหนือ มันคือสงคราม “เผ่าพันธุ์” และการเหยียดหยาม ซึ่งเป็นธีมหลักของ The Witcher มาตลอด

สรุปด้านเนื้อเรื่อง The Witcher Season 2 คือการ “ปรับจูน” ที่ยอดเยี่ยม มันเล่าเรื่องได้ตรงจุด, เข้มข้น, และมี “หัวใจ” อยู่ที่ความสัมพันธ์ของ Geralt และ Ciri แม้ว่าพล็อตย่อยของ Yennefer และการเมืองที่ขยายออกไปจะทำให้จังหวะการเล่าเรื่องแกว่งไปบ้างในบางครั้ง และการเปลี่ยนแปลงจากต้นฉบับ (โดยเฉพาะเรื่องของ Yennefer และการตายของตัวละคร Witcher บางตัวใน Kaer Morhen) จะสร้างความไม่พอใจให้แฟนหนังสือ แต่ในฐานะ “ซีรีส์” มันคือการวางรากฐานที่มั่นคงเพื่อไปต่อในสเกลที่ “มหากาพย์” ยิ่งขึ้น

Part 2 “ภาพ” ที่อัปเกรด สเกลที่ใหญ่โต และ “ชุดเกราะ” ที่ดีขึ้น

(วิเคราะห์งานภาพ, CGI, และการออกแบบการผลิต)

ถ้า The Witcher Season 1 ให้ความรู้สึกเหมือน “ซีรีส์แฟนตาซีทุนสูง” (High-budget TV Fantasy), The Witcher Season 2 จะให้ความรู้สึกเหมือน “ภาพยนตร์มหากาพย์ที่ฉายทางทีวี” (Epic Cinema on TV)

งบประมาณที่เพิ่มขึ้นถูกใช้ไปอย่าง “เห็นได้ชัด” ในทุกเฟรมครับ

CGI และสัตว์ประหลาด (Monsters)

จำมังกร (Golden Dragon) ที่ดูขัดๆ เขินๆ ในซีซั่นแรกได้ไหมครับ? ลืมมันไปได้เลย Season 2 ยกระดับงาน CGI ขึ้นไปอีกขั้น สัตว์ประหลาดที่ออกมาในซีซั่นนี้ ไม่ว่าจะเป็น Leshy (ปีศาจป่า) ที่ Geralt สู้ด้วยในตอนเปิดตัว, Myriapod (ตะขาบยักษ์) ที่ไล่ล่า Ciri ใน Kaer Morhen, หรือ Chernobog ที่โฉบมาโจมตีบนสะพาน ทุกตัวดูน่าสะพรึงกลัว, มีน้ำหนัก, และผสมผสานเข้ากับสภาพแวดล้อมจริงได้อย่างเนียนตา

จุดเด่นคือ “การออกแบบ” สัตว์ประหลาดครับ พวกมันไม่ได้ดู “สวยงาม” แบบแฟนตาซีจ๋า แต่ดู “น่าขยะแขยง” และ “บิดเบี้ยว” (Grotesque) ซึ่งตรงกับจิตวิญญาณของเกมและหนังสือมาก การต่อสู้กับพวกมันไม่ได้มีไว้แค่โชว์เทคนิค แต่เพื่อ “ขับเคลื่อน” เนื้อเรื่อง (เช่น การค้นพบว่าสัตว์ประหลาดเหล่านี้ถูก “ดึงดูด” มาหา Ciri)

การออกแบบฉากและเครื่องแต่งกาย (Set & Costume Design)

นี่คือจุดที่ต้องปรบมือให้ดังๆ

  1. Kaer Morhen ป้อมปราการแห่งนี้คือ “ตัวละคร” ตัวหนึ่ง มันดูเก่าแก่, หนาวเหน็บ, และ “มีชีวิต” ห้องโถงใหญ่ที่มีต้นไม้แห่งเกียรติยศ (ที่แขวนเหรียญตราของ Witcher ที่ล่วงลับ), ห้องทดลองที่พังทลาย, และลานฝึกซ้อมที่เต็มไปด้วยหิมะ… ทุกอย่างบอกเล่าเรื่องราวของ “ความรุ่งเรืองที่โรยรา” มันให้ความรู้สึกเหมือนบ้านที่แท้จริง ไม่ใช่ฉากที่สร้างขึ้นลวกๆ
  2. ชุดเกราะ (Armor) นี่คือการ “ฟังเสียง” แฟนๆ อย่างแท้จริง! ชุดเกราะของ Nilfgaard ที่เคยถูกล้อเลียนว่าเหมือน “ถุงขยะย่น” (หรือ “ลูกอัณฑะ”) ในซีซั่นแรก ได้รับการออกแบบใหม่หมดจดในซีซั่นนี้ มันดูดุดัน, น่าเกรงขาม, และ “ใช้งานได้จริง” ในสนามรบ ชุดเกราะใหม่ของ Geralt เองก็ดูทะมัดทะแมงและสวยงามขึ้นมากเช่นกัน

การกำกับภาพและฉากแอ็กชั่น (Cinematography & Action)

งานภาพในซีซั่นนี้ “มืด” ลง แต่ก็ “คมชัด” ขึ้น การใช้แสงเงาใน Kaer Morhen หรือในตรอกซอกซอยของเมือง Oxenfurt ทำได้อย่างยอดเยี่ยม มันสร้างบรรยากาศที่กดดันและลึกลับ

ฉากแอ็กชั่น ยังคงเป็นลายเซ็นของ Henry Cavill เขายังคงรวดเร็ว, ดุดัน, และ “ร่ายรำ” ดาบได้อย่างน่าทึ่ง (แม้ว่าในซีซั่นนี้ เขาจะใช้ “Signs” หรือเวทมนตร์ของ Witcher บ่อยขึ้นก็ตาม) การต่อสู้ในซีซั่นนี้อาจจะไม่ได้ “ฉูดฉาด” เท่าฉากสู้ที่ Blaviken (ใน S1) แต่ถูกแทนที่ด้วยการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดสเกลใหญ่ที่เน้นความตื่นเต้นและน่ากลัวแทน

สรุปด้านภาพ The Witcher Season 2 คือการอัปเกรดในทุกมิติ มันคือโชว์ที่ “แพง” และ “ตั้งใจ” สร้างโลกที่น่าเชื่อถือขึ้นมา ทุกบาททุกสตางค์ที่ Netflix จ่ายไป ปรากฏอยู่บนหน้าจอให้เราเห็นครับ

Part 3 การ “แบก” เรื่องราวของเหล่านักแสดง

(วิเคราะห์การแสดง)

ต่อให้เนื้อเรื่องดีแค่ไหน ภาพสวยเพียงใด แต่ถ้านักแสดงไม่สามารถทำให้เรา “เชื่อ” ได้ ทุกอย่างก็จบ และนี่คือจุดที่ The Witcher Season 2ยังคงแข็งแกร่งเสมอ

Henry Cavill (Geralt of Rivia)

Cavill ไม่ได้ “แสดง” เป็น Geralt อีกต่อไปแล้ว เขา “คือ” Geralt of Rivia ในซีซั่นแรก เขาคือ Geralt นักล่าผู้โดดเดี่ยว แต่ในซีซั่นนี้ เขาคือ Geralt “พ่อ” และ Geralt “พี่ชาย” (ในหมู่ Witcher)

แววตาของ Cavill เมื่อมอง Ciri เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันมีความอ่อนโยน, ความห่วงใย, และความสับสนปนเปกันอยู่ การที่เขาต้องรับมือกับเหล่าพี่น้อง Witcher (โดยเฉพาะ Lambert) ที่ไม่ไว้ใจ Ciri, และต้องปะทะกับ Vesemir (ผู้เป็นดั่งพ่อของเขา) ในเรื่องการใช้ Ciri สร้าง Witcher รุ่นใหม่… Cavill ถ่ายทอด “ความอึดอัด” ของคนกลางได้อย่างยอดเยี่ยม และอย่างที่บอกไป เขา “พูด” มากขึ้น ทำให้เราได้เห็นมิติของ Geralt ที่เป็น “นักปราชญ์” และ “ครู” มากกว่าแค่ “นักดาบ”

Freya Allan (Cirilla)

นี่คือนักแสดงที่มี “พัฒนาการ” ก้าวกระโดดที่สุดในซีซั่น จาก “เจ้าหญิงผู้หลบหนี” ที่ตื่นกลัวในซีซั่นแรก Freya Allan กลายมาเป็น “ลูกสิงโต” ที่พร้อมจะสู้ เธอบอกลาวิกผมปลอม และโอบรับบทบาทอย่างเต็มตัว

Allan แสดงความซับซ้อนของ Ciri ได้อย่างน่าทึ่ง เธอไม่ใช่แค่ “เด็กสาว” แต่คือ “ระเบิดเวลา” ที่เต็มไปด้วยพลังลึกลับ, ความโกรธแค้น (จากการสูญเสีย), และความดื้อรั้นที่อยากจะพิสูจน์ตัวเอง ฉากที่เธอต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจนเลือดตกยางออก หรือฉากที่เธอต้องปะทะคารมกับ Geralt มันแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ใช่ “ภาระ” (Damsel in Distress) แต่เป็น “ตัวละครเอก” ที่แท้จริงของเรื่องราวนี้

Anya Chalotra (Yennefer of Vengerberg)

อย่างที่กล่าวไปในพาร์ทเนื้อเรื่อง บทของ Yennefer ในซีซั่นนี้คือ “บททดสอบ” ของแท้ Chalotra ต้องแสดงบทบาทของคนที่ “สูญเสียทุกอย่าง” โดยเฉพาะสิ่งที่นิยามความเป็นตัวเธอ (นั่นคือ “พลัง”)

การแสดงของเธอในช่วงครึ่งแรกของซีซั่นเต็มไปด้วย “ความเปราะบาง” และ “ความสิ้นหวัง” เราได้เห็น Yennefer ที่ไม่มั่นใจ, หวาดกลัว, และยอมทำทุกอย่างเพื่อได้สิ่งที่ต้องการกลับคืนมา แม้ว่าผู้ชมจะรู้สึกอึดอัดกับพล็อตของเธอ แต่ไม่มีใครปฏิเสธว่า Chalotra ถ่ายทอดความเจ็บปวดนั้นออกมาได้อย่างถึงแก่น และเมื่อถึงจุดที่เธอต้อง “เลือก” ระหว่างพลังกับ Ciri (ในตอนท้าย), การแสดงของเธอก็ระเบิดออกมาอย่างทรงพลัง

The Witcher Season 2

นักแสดงสมทบ (The Supporting Cast)

  • Kim Bodnia (Vesemir) การแคสติ้งที่ “สมบูรณ์แบบ” เขาคือ Vesemir ที่ดูอบอุ่นเหมือนพ่อ แต่ก็ซ่อนความลับและความเจ็บปวดจากการล่มสลายของเหล่า Witcher เอาไว้ เคมีของเขากับ Cavill คือเคมีของ “พ่อกับลูกชาย” ที่แท้จริง
  • Joey Batey (Jaskier) กลับมาพร้อมความ “ดราม่า” ที่มากขึ้น! Jaskier ในซีซั่นนี้ไม่ใช่แค่ตัวตลกอีกต่อไป เพลง “Burn Butcher Burn” คือเสียงกรีดร้องของคนอกหักที่แท้ทรู และบทบาทของเขาในฐานะ “Sandpiper” (ผู้ลักลอบขนเอลฟ์) ก็แสดงให้เห็นการเติบโตของตัวละครนี้ได้อย่างดี
  • Mecia Simson (Francesca) ผู้นำเอลฟ์ที่ขโมยซีนทุกครั้งที่ปรากฏตัว เธอแสดงความสง่างาม, ความหวัง, และความโกรธแค้นของเผ่าพันธุ์ที่ถูกกดขี่ได้อย่างทรงพลัง

บทสรุป ก้าวที่มั่นคง สู่มหากาพย์ที่แท้จริง

The Witcher Season 2 คือการ “เติบโต” ในทุกด้าน มันคือการตอบสนองต่อเสียงวิจารณ์จากซีซั่นแรกอย่างชาญฉลาด ทีมผู้สร้าง “ซ่อม” ในสิ่งที่ควรซ่อม (ไทม์ไลน์) และ “เสริม” ในสิ่งที่ควรเสริม (โปรดักชั่นและสเกลของโลก)

หัวใจหลักของซีซั่นนี้คือการวางรากฐานความสัมพันธ์ “พ่อ-ลูก” ระหว่าง Geralt และ Ciri ซึ่งทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมและกลายเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งที่สุดของโชว์ แม้ว่าการขยายโลกการเมืองและพล็อตย่อยของ Yennefer จะทำให้จังหวะของเรื่องสะดุดไปบ้าง และการ “ดัดแปลง” จากต้นฉบับในหลายจุดจะสร้างข้อถกเถียงให้กับแฟนหนังสือตัวยง

แต่นี่คือซีรีส์ที่ “มั่นใจ” ในตัวเองมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มันรู้ว่าตัวเองต้องการจะเล่าอะไร และมุ่งหน้าไปสู่จุดนั้นอย่างแน่วแน่… นั่นคือการปูทางไปสู่ “มหากาพย์” ที่แท้จริง

การทิ้งเชื้อไฟไว้ในตอนจบ, การเปิดเผยตัวตนของ White Flame, และการปรากฏตัวของ The Wild Hunt (กองทัพผีดิบในตำนาน) มันคือการประกาศกร้าวว่า “สิ่งที่พวกคุณเห็นมาทั้งหมดน่ะ… แค่เพิ่งเริ่มต้น”

The Witcher Season 2 อาจจะสูญเสีย “เสน่ห์” แบบหนังสั้นมอนสเตอร์ออฟเดอะวีคที่แปลกประหลาดในซีซั่นแรกไปบ้าง แต่สิ่งที่ได้มาทดแทน คือ “ความยิ่งใหญ่”, “หัวใจ” ที่ชัดเจน, และโลกที่ซับซ้อนน่าค้นหา… และนั่นคือการแลกเปลี่ยนที่ผมมองว่า “คุ้มค่า” ครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *