สวัสดีครับ! โอ้โห…ถ้าคุณขอมาแบบนี้ แสดงว่าคุณพร้อมที่จะ “Do ya wanna taste it?” กันแบบลึกสุดใจแล้วใช่ไหมครับ!
ได้เลย… วันนี้เราจะมา “ผ่าตัด” ซีรีส์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะ “ดี” ได้ขนาดนี้ กับ “Peacemaker ซีซั่น 1”
เอาล่ะครับ… นั่งลงสบายๆ แล้วเรามาเริ่ม “สับ” กันเลย ผมขอพูดแบบคนที่ดูจบแล้วต้องกลับไปดูซ้ำทันทีเลยนะ…
นี่คือรีวิวฉบับ “จัดหนัก” ที่จะเจาะลึกทุกองค์ประกอบ ทั้งเนื้อเรื่อง, ภาพ และการแสดง ที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ “ซีรีส์ฮีโร่” แต่คือ “งานศิลปะ” แห่งการไถ่บาปที่บ้าคลั่งที่สุดในประวัติศาสตร์วงการทีวี!
(คำเตือน นี่คือรีวิววิเคราะห์ ไม่ใช่เรื่องย่อ คุณจะไม่อ่านเจอว่า “ตอนที่ 1 ทำอะไร ตอนที่ 2 เจอใคร” แต่เราจะคุยกันว่า “ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น” และ “ทำไมมันถึงเจ๋งโคตรๆ”)

เปิดหัวกันด้วยท่าเต้นสุดเพี้ยน สุนทรียศาสตร์แห่งความ “ไม่เข้าท่า”
ก่อนที่เราจะไปถึงเนื้อเรื่องหลัก ผมขอพูดถึง “เพลงเปิดตัว” ก่อน…
คุณบ้าไปแล้วเหรอ เจมส์ กันน์?
วินาทีแรกที่ผมเห็น Intro ซีรีส์นี้ ผมคิดในใจว่า “นี่มันอะไรวะเนี่ย?” ตัวละครทุกตัว ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ มายืนเต้นหน้านิ่งด้วยท่าเต้นสุดประหลาด ประกอบเพลง Hair Metal ยุค 80 อย่าง “Do Ya Wanna Taste It” ของวง Wig Wam… มันคือความ “ไม่เข้ากัน” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด!
ฉากเปิดนี้คือ “บทสรุป” ของซีรีส์ทั้งเรื่องครับ มันบอกเราตั้งแต่ 90 วินาทีแรกว่า “ใช่, โชว์นี้มันบ้าบอ คอแตก ไร้สาระ แต่มัน ‘โคตรจริงจัง’ กับความไร้สาระของมัน” นี่คือลายเซ็นของเจมส์ กันน์ ที่กล้าเอาความ “Cringe” มาทำให้ “Cool” ได้อย่างหน้าตาเฉย และมันคือการเตรียมคนดูให้พร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น การผสมผสานที่บ้าคลั่งระหว่างความรุนแรงระดับ 18+, มุกตลกใต้สะดือที่ยิงมารัวๆ และ… ดราม่าที่หนักหน่วงจนคุณคาดไม่ถึง
ภาคที่ 1 “เนื้อเรื่อง” (The Plot & The Heart)
นี่ไม่ใช่แค่ภารกิจฆ่าเอเลี่ยน… นี่คือภารกิจ “ฆ่า” อดีต
ถ้าคุณคิดว่า พีซเมคเกอร์ คือซีรีส์ที่เล่าเรื่องทีมฮีโร่ (หรือวายร้าย?) ไปปราบเอเลี่ยน… คุณคิดถูกแค่ 10% ครับ
“Project Butterfly” หรือภารกิจไล่ล่าเอเลี่ยนที่มาสิงร่างมนุษย์น่ะ มันเป็นแค่ “เปลือกนอก” ครับ มันเป็นแค่ “MacGuffin” (สิ่งที่ขับเคลื่อนเรื่องราวไปข้างหน้า) ที่เจมส์ กันน์ ใช้เพื่อหลอกล่อให้เราติดตาม แต่ “เนื้อแท้” หรือ “หัวใจ” ของซีรีส์เรื่องนี้ มันคือการเดินทางเพื่อ “ไถ่บาป” และ “การเยียวยา” ของผู้ชายที่ชื่อ “คริสโตเฟอร์ สมิธ”
1.1 การทลายเกราะป้องกันของ “สันติภาพจอมปลอม”
สิ่งที่เราได้เห็นใน The Suicide Squad (2021) คือ Peacemaker ในฐานะ “ไอ้โง่กล้ามโต” ที่เป็น “One-Note Joke” (มุกที่เล่นได้มิติเดียว) เขาคือคนที่ยอมฆ่า “ริค แฟล็ก” เพื่อสิ่งที่เรียกว่า “สันติภาพ”
แต่ซีซั่น 1 นี้ คือการหยิบเอามุกตลกนั้นมาขยี้ แล้วถามคำถามต่อว่า “ทำไม?”
ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงหมกมุ่นกับสันติภาพ? ทำไมเขาถึงกลายเป็นคนแบบนี้?

และคำตอบที่ซีรีส์ให้เรามา มันเจ็บปวดกว่าที่คิดครับ “เนื้อเรื่อง” ที่แท้จริงของ พีซเมคเกอร์ ไม่ใช่การสู้กับเอเลี่ยน แต่คือการต่อสู้กับ “พ่อ” ของเขาเอง… อ็อกกี้ สมิธ (Auggie Smith) หรือ The White Dragon
นี่คือจุดที่เนื้อเรื่องยกระดับตัวเองขึ้นมาจากซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปทันที อ็อกกี้ ไม่ใช่แค่วายร้ายในชุดเกราะ แต่เขาคือ “ต้นตอ” ของความบิดเบี้ยวทั้งมวล เขาคือตัวแทนของอุดมการณ์เหยียดผิว, ความเกลียดชัง, และการเลี้ยงดูที่ “เป็นพิษ” (Toxic Masculinity) ที่หล่อหลอมให้คริสโตเฟอร์กลายเป็นไอ้บ้าแบบที่เราเห็น
ทุกครั้งที่ พีซเมคเกอร์ พยายามจะทำดี หรือแสดงความอ่อนแอออกมา เขาจะได้ยินเสียงพ่อตะโกนด่าเขาในหัว นี่คือการต่อสู้ภายในที่ทรงพลังมาก
ฉากที่ Peacemaker ต้องเผชิญหน้ากับพ่อของเขาในตอนท้าย ไม่ใช่แค่การต่อสู้ของฮีโร่กับวายร้าย แต่มันคือการที่ “ลูกชาย” พยายามดิ้นรนเพื่อฆ่า “เสียง” ในหัวของตัวเองที่คอยบอกว่าเขา “ไร้ค่า” มาทั้งชีวิต นี่คือบทที่ลึกซึ้งและเขียนมาได้อย่างมหัศจรรย์
1.2 “สันติภาพ” ที่แลกมาด้วยน้ำตา (และเพลงร็อก)
คุณจำฉากที่ Peacemaker นั่งเล่นเปียโนได้ไหมครับ?
ฉากนั้นคือ “มาสเตอร์พีซ” ครับ… ผู้ชายที่ทั้งหยาบคาย, ปากเสีย, ฆ่าคนเป็นผักปลา นั่งลงที่เปียโนในชุดคอสตูมสุดเห่ยของเขา แล้วบรรเลงเพลง “Home Sweet Home” ของ Mötley Crüe พร้อมกับร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร
เนื้อเรื่องของ Peacemaker กล้าที่จะ “อ่อนแอ” ครับ มันกล้าที่จะให้ตัวเอกของเราที่ดูแข็งแกร่งที่สุด พังทลายลงต่อหน้าคนดู ซีรีส์นี้บอกเราว่า “ฮีโร่ก็ร้องไห้เป็น” และ “ความแข็งแกร่งที่แท้จริงคือการยอมรับความเจ็บปวดของตัวเอง”
Peacemaker ไม่ได้พยายามไถ่บาปที่ฆ่า ริค แฟล็ก อย่างเดียว แต่เขากำลังไถ่บาปในโศกนาฏกรรมวัยเด็กที่เขาเป็นคน “ฆ่า” พี่ชายตัวเองโดยอุบัติเหตุ นี่คือบาดแผลที่พ่อของเขาใช้ตอกย้ำมาทั้งชีวิต จนเขาสร้างเกราะของ “สันติภาพ” บ้าๆ บอๆ ขึ้นมาปกป้องตัวเอง
1.3 ทีมเวิร์คของเหล่า “คนนอกคอก” (The Found Family)
เนื้อเรื่องไม่ได้มีแค่ Peacemaker ครับ แต่ “ทีม” ของเขาก็คือส่วนผสมที่ลงตัวที่สุด
- Adele Adebayo เธอคือหัวใจของทีม คือ “มโนธรรม” ที่ พีซเมคเกอร์ ไม่มี เธอคือคนดูที่มองเข้าไปในทีมนี้แล้วตั้งคำถาม แต่เธอก็ไม่ใช่คนดี 100% การที่เธอแอบ “ปลูกฝัง” ไดอารี่ปลอมเพื่อโยนความผิดให้ พีซเมคเกอร์ คือจุดพลิกผันที่ยอดเยี่ยม มันทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่มีมิติที่ซับซ้อน
- Vigilante (เอเดรียน เชส) นี่คือตัวขโมยซีนที่บ้าหลุดโลกที่สุด เขาคือ พีซเมคเกอร์ “เวอร์ชั่นที่ไม่มีมโนธรรม” เลย เขาคือไซโคพาธที่ตลกและน่ารักในเวลาเดียวกัน (ซึ่งโคตรอันตราย) แต่เขาก็เป็น “เพื่อน” เพียงคนเดียวที่ยอมรับ Peacemaker ในแบบที่เขาเป็น
- Harcourt และ Economos จากตัวประกอบที่ดูน่าเบื่อในตอนแรก กลายเป็นตัวละครที่เรา “รัก” ได้ยังไง? โดยเฉพาะ Economos กับมุก “Dye-Beard” (ย้อมเครา) ที่ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่อง แล้วระเบิดออกมาในตอนท้าย… มันคือการ “ให้เกียรติ” ตัวละครเล็กๆ ที่สมบูรณ์แบบ
เนื้อเรื่องของ พีซเมคเกอร์ จึงไม่ใช่แค่ “A-to-B” (จากจุด A ไปจุด B) แต่มันคือการเฝ้าดู “ครอบครัวที่แตกสลาย” (พีซเมคเกอร์ กับพ่อ) ค่อยๆ ถูกเยียวยาโดย “ครอบครัวใหม่ที่เขาเลือกเอง” (ทีม Project Butterfly) นี่แหละครับ คือความสุดยอดของบทซีรีส์เรื่องนี้

ภาคที่ 2 “การแสดง” (The Performances)
นี่คือการแสดง “ทุบ” ทุกคำสบประมาท
ถ้าเนื้อเรื่องคือหัวใจ การแสดงก็คือ “เลือด” ที่สูบฉีดให้ซีรีส์นี้มีชีวิตครับ
2.1 John Cena… คุณพระช่วย… นี่คือ จอห์น ซีน่า จริงหรือ?
ผมต้องพูดเลยว่า นี่คือการแสดง “ที่ดีที่สุดในชีวิต” ของ จอห์น ซีน่า
ลืมภาพนักมวยปล้ำไปก่อน ลืมภาพคอมเมดี้กล้ามโตจากเรื่องอื่นไปได้เลย…
สิ่งที่ซีน่าทำใน พีซเมคเกอร์ คือการแสดงที่ต้องใช้ “เรนจ์” (Range) หรือ “ช่วงกว้าง” ทางอารมณ์ที่สูงลิบลิ่ว
- คอมเมดี้ ซีน่ามี “Deadpan” (หน้าตาย) ที่สมบูรณ์แบบ การพูดจาโง่ๆ เหยียดๆ หรือเถียงเรื่องไม่เป็นเรื่องด้วยใบหน้าที่ “จริงจัง” สุดๆ มันคือบ่อเกิดของความฮาที่เหนือชั้น
- แอ็กชัน แน่นอน เขาคือสตาร์แอ็กชัน ท่าทางการต่อสู้ของเขาดุดันและน่าเชื่อถือ
- ดราม่า (นี่คือไฮไลท์) นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมช็อกที่สุด… ซีน่า “ร้องไห้” ได้เก่งมาก! สายตาของเขา… เวลาที่เขาแสดงความสับสน, ความเสียใจ, ความรู้สึกผิด หรือความเปราะบาง… คุณเชื่อไหมว่าผม “สงสาร” พีซเมคเกอร์ ได้?
ฉากที่เขานั่งคุยกับนกอินทรี “Eagly” (ซึ่งเป็น CGI ที่โคตรมีชีวิต) หรือฉากที่เขาทะเลาะกับ Adebayo หลังจากรู้ว่าโดนหักหลัง… แววตาของซีน่ามันบอกทุกอย่าง เขาแบกรับความซับซ้อนของตัวละครที่ “เป็นทั้งอสุรกายและเหยื่อ” ได้อย่างหมดจด นี่คือการแสดงระดับที่ควรได้เข้าชิงรางวัลครับ เขาไม่ได้ “เล่น” เป็น พีซเมคเกอร์ เขา “คือ” Peacemaker

2.2 เหล่านักแสดงสมทบ เคมีที่ “ระเบิด” หน้าจอ
- Freddie Stroma (Vigilante) ถ้าซีน่าคือ MVP, สโตรม่า คือ “ตัวขโมยซีน” แห่งปี เขาเล่นเป็นไซโคพาธที่ไร้เดียงสาได้อย่างไร? ความตลกของ Vigilante มาจากการที่เขา “ไม่ตลก” เขาจริงจังกับการฆ่าคน และจริงจังกับการเป็น “เพื่อนซี้” ของ Peacemaker เคมีของเขากับซีน่าคือทองคำแท้
- Danielle Brooks (Adebayo) เธอคือ “สมดุล” ของเรื่อง ความอบอุ่น, ความฉลาด, และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของเธอ มัน “กราวด์” (Ground) เรื่องราวที่บ้าคลั่งนี้ไว้ไม่ให้เตลิดไปไกล ฉากที่เธอต้องปะทะคารมกับสามี หรือกับแม่ของเธอ (อแมนด้า วอลเลอร์) แสดงให้เห็นถึงพลังการแสดงที่มหาศาล
- Robert Patrick (Auggie Smith) สุดยอดแห่งความ “น่ารังเกียจ” โรเบิร์ต แพทริก (T-1000 ในตำนาน) กลับมาในบทที่ทำให้คนดู “เกลียด” ได้จากใจจริง ทุกคำพูด ทุกสายตาที่เขามองลูกชาย มันเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและความชิงชัง เขาคือวายร้ายที่สมบูรณ์แบบ เพราะเขาคือ “ปีศาจ” ที่อยู่ในบ้าน ไม่ใช่แค่ในชุดเกราะ
ทีมนักแสดงทุกคนเล่นเข้าขากันเหมือนพวกเขาเป็นทีมนี้มานานแล้ว มันคือ “Ensemble Cast” (ทีมนักแสดง) ที่สมบูรณ์แบบที่สุดทีมหนึ่งในรอบหลายปี
ภาคที่ 3 “ภาพ” (The Visuals & The Vibe)
สุนทรียศาสตร์แห่งความ “คัลท์” และ “ร็อกแอนด์โรล”
งานภาพและโปรดักชันของ Peacemaker มันคือการ “ตะโกน” บอกโลกว่า “นี่คืองานของ เจมส์ กันน์!”
3.1 ความ “โล-ไฟ” (Lo-fi) ที่ตั้งใจ
ซีรีส์นี้ไม่ได้มีงานภาพที่ “อลังการ” แบบหนังฟอร์มยักษ์ทุนสร้าง 200 ล้านเหรียญ แต่นั่นคือ “ความตั้งใจ” ครับ โลกของ พีซเมคเกอร์ คือโลกของ “คนธรรมดา” ที่ดันไปเจอเรื่อง “ไม่ธรรมดา”
สถานที่ถ่ายทำหลักๆ คือเมืองเล็กๆ, อพาร์ตเมนต์ซอมซ่อ, หรือแม้แต่รถเทรลเลอร์ของ พีซเมคเกอร์ ที่โคตรจะ “อเมริกัน” มันคือความ “ติดดิน” ที่ทำให้ความบ้าคลั่งของเอเลี่ยนหรือชุดเกราะ White Dragon มัน “โดด” ขึ้นมาอย่างชัดเจน
3.2 แอ็กชันที่ “ชัดเจน” และ “ดิบ”
เจมส์ กันน์ เป็นผู้กำกับที่ “ไม่ส่ายกล้อง” ครับ (ขอบคุณพระเจ้า!)
ฉากแอ็กชันใน พีซเมคเกอร์ ซีซั่น 1 ถูกออกแบบมาอย่างดี คุณ “เห็น” ทุกการเคลื่อนไหว ไม่มีการตัดต่อที่รวดเร็วจนน่าปวดหัว
และที่สำคัญคือ “ความโหด” (The Gore) ครับ ซีรีส์นี้ไม่ประนีประนอม เลือดเป็นเลือด ไส้เป็นไส้ การระเบิดของร่าง “Butterfly” มันทั้งน่าขยะแขยงและน่าพอใจในเวลาเดียวกัน (ถ้าคุณเป็นสายฮาร์ดคอร์นะ) มันคืองานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากยุคหนัง “Troma” (ค่ายหนังเกรด B ที่กันน์เคยทำงาน) แต่นำมาอัปเกรดด้วยทุนสร้างที่สูงขึ้น
ฉากที่ Harcourt สู้แบบ “One-Woman Army” ในออฟฟิศ หรือฉากที่ Vigilante บุกเข้าไปในคุก… มันคือการออกแบบคิวบู๊ที่ “ดิบ” และ “สะใจ” มาก
3.3 “เพลง” คือองค์ประกอบของภาพ
ในซีรีส์นี้ “เพลง” ไม่ใช่แค่สิ่งที่ใช้ประกอบฉาก แต่ “เพลง” คือ “ตัวละคร” อีกตัวหนึ่งครับ
การเลือกใช้เพลง 80s Hair Metal และ Glam Rock (เช่น Mötley Crüe, Poison, L.A. Guns) มันไม่ใช่แค่ความชอบส่วนตัวของเจมส์ กันน์ แต่มันคือ “โลก” ของ Peacemaker ครับ เพลงเหล่านี้คือเกราะป้องกันจิตใจของเขา มันคือสิ่งที่เขายึดเหนี่ยวจากอดีต
ฉากที่ Peacemaker เต้นระเบิดอารมณ์ในกางเกงในตัวเดียว, ฉากที่ทีมขับรถไปด้วยกันแล้ว Economos เปิดเพลงที่เขาชอบ… เพลงเหล่านี้ “เล่าเรื่อง” อารมณ์ของตัวละครได้ดียิ่งกว่าบทพูดเสียอีก มันสร้าง “Vibe” (บรรยากาศ) ที่เป็นเอกลักษณ์จนไม่มีซีรีส์ฮีโร่เรื่องไหนทำได้เหมือน
และแน่นอน… “Eagly” นกอินทรีคู่ใจ งาน CGI ที่เนียนกริบและเต็มไปด้วย “คาแรคเตอร์” การที่ Eagly กอด Peacemaker คือหนึ่งในภาพที่ทั้งตลกและอบอุ่นที่สุดในเรื่อง

บทสรุป สันติภาพที่แท้จริงคือการ “ยอมรับ” ตัวเอง
ถ้าจะมีอะไรที่ผมอยากจะสรุปเกี่ยวกับ Peacemaker ซีซั่น 1…
มันคือ “ปาฏิหาริย์” ครับ
มันคือการนำตัวละครที่คนดูเกลียดที่สุด (หรืออย่างน้อยก็รำคาญที่สุด) จาก The Suicide Squad มาสร้างเป็นซีรีส์ที่ “ดีที่สุด” เรื่องหนึ่งของ DCEU (ในยุคเก่า) มันคือการพิสูจน์ว่า “ไม่มีตัวละครไหนที่เลวร้ายเกินไป ถ้าคุณมีบทที่ ‘เข้าใจ’ มนุษย์”
Peacemaker ไม่ใช่แค่ซีรีส์ตลกหยาบคาย หรือซีรีส์แอ็กชันเลือดสาด…
แต่มันคือซีรีส์ที่พูดเรื่อง “บาดแผลทางใจ” (Trauma), การ “ไถ่บาป” (Redemption), และการ “ค้นหาครอบครัว” (Found Family) ได้อย่างลึกซึ้งที่สุดเรื่องหนึ่ง
มันคือผลงาน “มาสเตอร์คลาส” ของ เจมส์ กันน์ ในการเล่นกับ “โทน” เรื่องที่หลากหลาย แต่กลับผสมกลมกล่อมได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันคือการแสดงที่ “แจ้งเกิด” จอห์น ซีน่า ในฐานะนักแสดงดราม่าคุณภาพ
ถ้าคุณยังไม่ได้ดู… ผมไม่รู้จะพูดยังไงนอกจาก… “ไปดูซะ!”
นี่คือซีรีส์ที่จะทำให้คุณหัวเราะจนปอดโยก, ร้องไห้จนตาบวม, และอยากลุกขึ้นมาเต้นท่าเปิดตัวงี่เง่าๆ นั่น… ทั้งหมดนี้ อาจจะเกิดขึ้นพร้อมกันในตอนเดียว
คะแนน 10/10… “Eagly Approves!” movieseries