รีวิว Billionaires Bunker (2025) “ติดหรูอยู่บังเกอร์”

Billionaires Bunker

โอ้โห… มาครับ มาคุยกันเรื่องนี้ “Billionaires Bunker” หรือในชื่อไทย “ติดหรูอยู่บังเกอร์” (2025) ที่คุณขอมานี่… บอกตามตรงนะ นี่ไม่ใช่แค่การ “รีวิวหนัง” แต่เหมือนเรากำลังจะ “ผ่าตัด” ปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ของวงการสตรีมมิ่งเลยทีเดียว

ก่อนอื่นเลย ต้องขอเคลียร์กันก่อน คุณบอกว่านี่คือ “หนัง” แต่สิ่งที่กำลังถล่ม Netflix จนขึ้นอันดับ 1 แทบจะทั่วโลกอยู่ตอนนี้ (และก็โดนด่ายับในเวลาเดียวกัน) มันคือ “ซีรีส์” ครับ! ซีรีส์ 8 ตอนจบที่สร้างโดย อเล็กซ์ ปินา (Álex Pina) และ เอสเธอร์ มาร์ติเนซ โลบาโต (Esther Martínez Lobato) สองหัวหอกคนสำคัญจาก “Money Heist” (La casa de papel) หรือ “ทรชนคนปล้นโลก” นั่นเอง

แค่เห็นชื่อผู้สร้าง ความคาดหวังมันก็พุ่งทะยานไปถึงดาวอังคารแล้วใช่ไหมล่ะ? เราคาดหวังความระทึก, พล็อตซ้อนพล็อต, การชิงไหวชิงพริบ, และสัญลักษณ์ของการต่อต้าน (Anti-establishment) ที่เป็นลายเซ็นของพวกเขา

แต่คำถามคือ… “Billionaires Bunker” ทำถึงไหม?

ในฐานะคนที่… เอ่อ… “ทนดู” จนจบครบทุกตอนแล้ว ขอใช้พื้นที่ 2,000 คำนี้ (หรืออาจจะมากกว่า) มา “เมาท์” ให้ฟังแบบไม่เน้นเรื่องย่อ แต่เน้น “ความรู้สึก” เน้น “ไส้ใน” ของมัน ว่าทำไมมันถึงเป็นซีรีส์ที่ทั้ง “โคตรปัง” และ “โคตรพัง” ในเวลาเดียวกัน

ภาคเนื้อเรื่องBillionaires Bunker (Story) คอนเซปต์โลกแตก แต่มาตกม้าตายที่ “ละครน้ำเน่า”

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า “คอนเซปต์” ของเรื่องนี้มัน “ขายได้” และขายได้แบบสุดๆ

ชื่อไทย “ติดหรูอยู่บังเกอร์” นี่คือการสรุปใจความที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว โลกกำลังจะแตกด้วยสงครามนิวเคลียร์ เหล่าอภิมหาเศรษฐี (The 0.1%) หอบลูกจูงหลานและสมบัติพัสถานหนีลงไปอยู่ใน “Kimera Underground Park” บังเกอร์สุดหรูที่ไฮเทคยิ่งกว่าหนังไซไฟ มันคือตั๋วรอดชีวิตที่คนธรรมดาไม่มีวันได้สัมผัส

แค่พล็อตนี้ ก็เปิดประเด็นให้เล่นได้ล้านแปด ทั้งเรื่องชนชั้น (Class Warfare), การเสียดสีสังคม (Social Satire), หรือแม้แต่การทดลองทางจิตวิทยาในพื้นที่ปิดตาย (Claustrophobic Thriller) แบบเดียวกับ The Menu หรือ Triangle of Sadness แต่มาในสเกลที่ใหญ่และจริงจังกว่า

และ 8 ตอนของซีรีส์ ก็ได้ “พยายาม” จะเล่าทั้งหมดนั่นแหละครับ… พยายาม

จุดแข็งที่กลายเป็นจุดอ่อน

ถ้าคุณคาดหวังว่านี่จะเป็นซีรีส์แนว Survival ที่ต้องมานั่งแบ่งเสบียง, ซ่อมเครื่องกรองอากาศ, หรือสู้กับซอมบี้… คุณมาผิดงานครับ เพราะบังเกอร์นี้มัน “หรู” เกินไป ทุกอย่างสะดวกสบาย มีเชฟส่วนตัว มีสระว่ายน้ำ มีเทคโนโลยี AI คอยดูแล

เมื่อ “การเอาชีวิตรอด” ไม่ใช่ปัญหาหลักของเรื่อง ซีรีส์จึงหันเหไปโฟกัสที่ “ปัญหาของคนรวย” ซึ่งนั่นคือ… “ดราม่าส่วนตัว”

และนี่คือจุดที่นักวิจารณ์ทั่วโลกส่ายหัวพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

ซีรีส์นี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า “เสียดายของ” (A Dynamite Premise Devolves Into Tedium) แทนที่จะขยี้ประเด็นทางสังคมที่ปูมาอย่างดี มันกลับเลือกที่จะ “วนอยู่ในอ่าง” ของความสัมพันธ์แบบ “ละครน้ำเน่าหลังข่าว” (Soap Opera Staples)

  • ใครเป็นชู้กับใคร?
  • ความบาดหมางเก่าก่อนของสองตระกูลใหญ่
  • ปัญหาพ่อแง่แม่งอน
  • การหักหลังกันไปมาในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง

ประเด็นใหญ่ๆ ที่ควรจะเป็น “เนื้อ” ของเรื่อง… เช่น ความเหลื่อมล้ำ, การควบคุมข้อมูลข่าวสาร, หรือแม้แต่ “ความจริง” ของวันสิ้นโลกที่อยู่ข้างนอก… กลับถูกผลักไปเป็นแค่ “ฉากหลัง” (Backdrop) จางๆ ปัญหาคือ ฉากหลังที่ว่า มันดันน่าสนใจกว่าละครหน้าฉากเป็นร้อยเท่า!

ลายเซ็น Money Heist ที่ถูกใช้ผิดที่

แน่นอนว่า DNA ของ Álex Pina ยังคงอยู่ครบ “พล็อตทวิสต์” (Plot Twist) มีมาให้ตกใจเล่นๆ ทุก 15 นาที แต่… มันเยอะเกินไป

ความจริงที่ว่าบังเกอร์นี้อาจจะไม่ใช่ “บังเกอร์” จริงๆ แต่เป็น “การหลอกลวงครั้งใหญ่” (The Greatest Con) ที่ถูกจัดฉากขึ้นมา (แบบที่สื่อหลายเจ้าสปอยล์กันไปแล้ว) มันควรจะเป็นจุดพีคของเรื่อง แต่มันกลับถูกเฉลยเร็วและใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่า

ใน Money Heist ทุกการหักมุมคือส่วนหนึ่งของแผนที่ใหญ่กว่า แต่ใน Billionaires Bunker การหักมุมมัน “สะเปะสะปะ” และ “ไร้เหตุผล” (Sensationalist writing, full of plot holes) จนคนดูรู้สึกว่า “อะไรวะเนี่ย?” ตัวละครเปลี่ยนนิสัยและความคิดเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี เพียงเพื่อจะสร้าง “ซีนดราม่า” ช็อกๆ ในตอนนั้นๆ เท่านั้น

มันทำให้ความฉลาด ความระทึกที่เคยเป็นจุดขาย กลายเป็น “ความน่ารำคาญ” ไปในบัดดล

แต่ทำไมคนถึงยังดู? (The ‘Mess’ We Love)

นี่คือความย้อนแย้งที่น่าสนใจครับ… ในขณะที่นักวิจารณ์เกลียดมัน คนดูทั่วไป (รวมถึงผม) กลับ “หยุดดูไม่ได้” (Addictive)

ทำไมล่ะ? เพราะมัน “สนุก” ในแบบของมันยังไงล่ะ!

มันคือความรู้สึก “ผิดที่ผิดทาง” (Guilty Pleasure) ที่เราได้นั่งดู “คนรวยตีกัน” (Rich people behaving badly) ในสถานการณ์ที่บีบคั้น มันคือความ “ชีส” (Cheesy) ที่เสิร์ฟมาในภาชนะทองคำ มันคือ “ความบันเทิงแบบไม่ต้องคิดเยอะ” ที่ห่อหุ้มด้วยโปรดักชันพันล้าน

และที่สำคัญ ซีรีส์มี “ช่วงเวลา” ที่มัน “ทัช” ใจเราจริงๆ นะครับ มันมี “อารมณ์ความรู้สึกที่แท้จริง” (Genuine emotion) ซ่อนอยู่ใต้กองเมโลดราม่าเหล่านั้น โดยเฉพาะประเด็นความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แตกสลาย ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้นักแสดง… ซึ่งเราจะไปคุยกันในพาร์ทต่อไป

ภาคงานภาพและการโปรดักชัน (Visuals) สวยประหาร แต่ “ปลอดเชื้อ”

ถ้าจะมีอะไรที่ Billionaires Bunker ทำได้ไร้ที่ติ และไม่มีใครกล้าเถียง… นั่นคือ “งานภาพ” ครับ

นี่คือซีรีส์ที่ “แพง” ทุกอณู

บังเกอร์ที่คือคุกสีขาว

ลืมภาพบังเกอร์อับๆ ชื้นๆ ที่เราเคยเห็นไปได้เลย “Kimera Underground Park” คือสถาปัตยกรรมชิ้นเอก มัน “เกือบจะเป็นไซไฟ” (Almost sci-fi) ด้วยซ้ำ ทุกอย่างถูกคุมโทนด้วยสีขาว ครีม และทองอ่อนๆ

มัน “สะอาด” (Sterile) จนน่าขนลุก

ทีมออกแบบโปรดักชันสร้างความ “อึดอัด” (Oppressive) รูปแบบใหม่ มันไม่ใช่ความอึดอัดจากการ “ขาด” แต่เป็นความอึดอัดจากการ “เกิน” ทุกอย่างมันสมบูรณ์แบบเกินไป จนเหมือนตู้ปลาที่สวยงาม ที่เหล่าเศรษฐีเป็นปลาทองที่ว่ายวนไปมาโดยไม่รู้ว่ากำลังถูกจ้องมอง

การออกแบบที่ “ปลอดเชื้อ” นี้ มันขัดแย้ง (Contrast) อย่างรุนแรงกับ “ความเสื่อมโทรมทางศีลธรรม” (Moral degeneration) ของตัวละครที่อยู่ข้างใน เสื้อผ้าที่ดูดีตลอดเวลา, ชุดยูนิฟอร์มที่ “แบ่งสีตามชนชั้น” (Color-coded uniforms) ของพนักงาน, แสงไฟสว่างจ้าที่ไม่เคยดับ… ทั้งหมดนี้คือ “กรง” ที่สวยที่สุดในโลก

การกำกับภาพที่ “ขัง” คนดู

ผู้กำกับภาพยนตร์ใช้พื้นที่ปิดอย่างชาญฉลาด เราแทบไม่ได้เห็น “ท้องฟ้า” จริงๆ เลยตลอด 8 ตอน (ยกเว้นในฉากย้อนอดีตหรือภาพจากโดรน) กล้องมักจะจับภาพตัวละครผ่านกระจก, ผ่านช่องหน้าต่าง หรือในมุมที่แคบ ทำให้เรารู้สึกเหมือนถูก “ขัง” ไปพร้อมกับพวกเขา

แต่ก็นั่นแหละครับ พอมันสวยมากไป มันก็กลบอารมณ์อื่นหมด ความ “ระทึกขวัญ” (Thriller) ที่ควรจะมี มันเลยถูกลดทอนลงไป กลายเป็นแค่ “โชว์รูมเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง” ที่มีคนมาทะเลาะกันให้ดู

ประเด็นประเทศไทย (The Thailand Controversy)

มีจุดหนึ่งที่ต้องพูดถึง คือการที่ซีรีส์นี้ (ตามที่ผู้ชมในไทยหลายคนวิจารณ์ เช่น ใน Pantip) มีการพาดพิงถึงประเทศไทยในแง่ลบอยู่บ้าง ใช้เป็นฉากหลังของความวุ่นวายหรือการหลอกลวง (Scammers) ซึ่งนี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของ “งานภาพ” ที่ซีรีส์พยายามจะสร้างโลกภายนอกที่ “ล่มสลาย” เพื่อมาคอนทราสต์กับบังเกอร์ที่ “ปลอดภัย” แต่มันก็เป็นมุมมองที่ตื้นเขินและใช้ซ้ำจนน่าเบื่อไปหน่อย

ภาคการแสดง (Acting) แบกบทที่ “พัง” ด้วยพลัง “เมโลดราม่า”

มาถึงส่วนที่ผมคิดว่า “ดีที่สุด” ของซีรีส์แล้ว นั่นคือ “ทีมนักแสดง”

บทละครเรื่องนี้ “งี่เง่า” (Silly) และ “ไม่น่าเชื่อถือ” (Unbelievable) ในหลายๆ จุด แต่ทีมนักแสดง (ส่วนใหญ่มาจากสเปน) กลับ “ทำหน้าที่ได้อย่างน่าประหลาดใจ” (Surprising job of convincing you) ในการทำให้เรา “เชื่อ” ในความสัมพันธ์ที่โคตรจะซับซ้อนและพังพินาศของพวกเขา

พลังของละครน้ำเน่า (Telenovela Power)

นี่ไม่ใช่การแสดงแบบมินิมัลสไตล์สแกนดิเนเวีย นี่คือการแสดงแบบ “สเปน” ที่เข้มข้น จัดจ้าน และ “เล่นใหญ่”

นักแสดงทุกคนเข้าใจโจทย์ว่านี่คือ “เมโลดราม่า” พวกเขาไม่ได้พยายามทำให้มัน “จริง” แต่พยายามทำให้มัน “ถึงอารมณ์”

ไม่ว่าจะเป็น Miren Ibarguren (ในบท Minerva), Joaquín Furriel, หรือ Alícia Falcó (ในบท Asia) พวกเขาใส่พลังกันเต็มที่ “ฉากอารมณ์” มาเต็ม ทั้งน้ำตา, การตะโกน, ความเปราะบาง (Vulnerability) และแน่นอน… “ฉากเซ็กส์” ที่ถูกวิจารณ์ว่า “ยัดเยียด” (Gratuitous) และ “ใช้ผิดที่ผิดทาง” (Ill-used)

แต่ในฐานะนักแสดง พวกเขาก็ต้องเล่นไปตามบทที่ได้รับ และพวกเขาก็ทำให้ “ความสัมพันธ์ที่ฉาบฉวย” เหล่านั้น มันดู “เจ็บปวด” ขึ้นมาได้จริงๆ

ตัวละครที่น่ารำคาญ (Unlikable Characters)

จุดร่วมของตัวละครในเรื่องนี้คือ “ไม่มีใครดีจริง” เลยสักคน (Hard to root for anyone)

พวกเขาคือกลุ่มคนที่ “น่ารำคาญ” (Sleazy), “เห็นแก่ตัว” (Selfish), และ “ตอแหล” (Unreliable) แต่ด้วยการแสดงที่มีเสน่ห์ เรากลับ “เกลียดพวกเขาไม่ลง” เราอยากรู้ว่าชะตากรรมของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อ

การแสดงที่โดดเด่นคือการสร้าง “เคมีที่ซับซ้อน” (Complex relationships) ระหว่างตัวละคร โดยเฉพาะความบาดหมางระหว่างสองตระกูล ที่เป็นแกนหลักของเรื่อง นักแสดงสามารถถ่ายทอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของความรักและความเกลียดชังออกมาได้ผ่านทางสายตาและการปะทะคารม

สรุปคือ ถ้าบทคือ “กระดูก” ที่หักๆ งอๆ การแสดงของทีมนักแสดงก็คือ “เนื้อหนัง” ที่สวยงามที่มาห่อหุ้มกระดูกที่พิการนั้นไว้ จนเรามองข้ามความบิดเบี้ยวของมันไปได้ชั่วขณะ

Billionaires Bunker
Billionaires Bunker

บทสรุป ตกลง… มันดีหรือไม่ดี?

“Billionaires Bunker (ติดหรูอยู่บังเกอร์)” ไม่ใช่ซีรีส์ที่ “ดี” ในความหมายของ “ศิลปะชั้นสูง” มันไม่ใช่ Chernobyl และมันก็ไม่ได้ลึกซึ้งไปกว่า Money Heist ด้วยซ้ำ

มันคือ “ค็อกเทลสูตรสำเร็จ” (A formulaic cocktail) ที่เอา Squid Game (ประเด็นชนชั้น), Black Mirror (เทคโนโลยี), Money Heist (การหลอกลวง) และ “ละครน้ำเน่า” (Soap Opera) มาเขย่ารวมกัน

ผลลัพธ์คือ… มัน “เมา” ง่ายมาก

มันคือ “อาหารขยะรสเลิศ” (Gourmet Junk Food) ที่โปรดักชันแพงหูฉี่ แต่ไส้ในกลวงโบ๋ทางปัญญา แต่มันก็ “อร่อย” จนหยุดกินไม่ได้

ถ้าคุณถามนักวิจารณ์ พวกเขาจะบอกว่านี่คือ “หายนะ” (A Hard Pass) แต่ถ้าคุณถาม FlixPatrol (เว็บจัดอันดับสตรีมมิ่ง) นี่คือ “ความสำเร็จ” (A #1 Worldwide Hit)

คำแนะนำของผมคือ

  • ถ้าคุณอยากดูซีรีส์ไซไฟ-ทริลเลอร์ ที่เสียดสีสังคมอย่างลุ่มลึก… ไปดูเรื่องอื่นครับ
  • แต่ถ้าคุณอยากดู “ดราม่า” แซ่บๆ, คนสวยคนหล่อในเสื้อผ้าแพงๆ, หักหลังกันไปมาในฉากที่สวยงามอลังการ, และมีพล็อตทวิสต์ให้กรี๊ดเล่นทุก 15 นาที…

Billionaires Bunker คือ “ความบันเทิง” ชั้นยอดสำหรับคุณ

จงปิดสมองส่วนวิเคราะห์… และเปิดสมองส่วน “เสพติดความฉูดฉาด” แล้วคุณจะ “ติดหรูอยู่บังเกอร์” ไปกับพวกเขาตลอด 8 ตอนนี้อย่างมีความสุข (ปนหัวร้อน) ครับ

ป.ล. ตอนจบแบบ “ค้างคา” (Cliffhanger) ชนิดที่ว่าถ้า Netflix ไม่ทำซีซั่น 2 นี่มีคนไปเผาตึกแน่ๆ… ซึ่งนั่นก็คงเป็น “การหลอกลวง” ที่สมบูรณ์แบบที่สุดของ อเล็กซ์ ปินา ที่มีต่อคนดูอย่างเรานั่นเอง movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *