รีวิว Avatar (2009) มหากาพย์งานภาพ พลิกโฉมวงการภาพยนตร์

Avatar (2009)

สวัสดีครับ… วันนี้เราจะมาพูดถึงหนังเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ใช่แค่ “หนัง” แต่เป็น “ปรากฏการณ์”

ผมกำลังพูดถึง Avatar (2009) ของ เจมส์ คาเมรอน

ผมอยากให้คุณย้อนเวลากลับไปนิดนึงครับ… กลับไปในปี 2009 โลกที่ยังไม่มีหนัง Marvel ครองโรงแบบทุกวันนี้ โลกที่ 3D ยังเป็นแค่กิมมิคปาของใส่หน้าคนดูในสวนสนุก แล้วจู่ๆ ชายที่ชื่อ เจมส์ คาเมรอน ผู้ที่เคยพาเราจมดิ่งไปกับ Titanic และผจญภัยในโลกอนาคตกับ Terminator เขากลับมาครับ… เขากลับมาพร้อมกับคำประกาศว่า “ผมจะเปลี่ยนวิธีการดูหนังของคุณไปตลอดกาล”

หลายคนหัวเราะ หลายคนสบประมาท “หนังอะไร? ตัวฟ้าๆ สูงๆ เหรอ?” “การ์ตูนวิ่งไล่จับในป่าเรืองแสง?” หรือคำครหาที่คลาสสิกที่สุด “Pocahontas ในอวกาศ” (โพคาฮอนทัสฉบับอวกาศ)

แล้ววันที่หนังฉาย… ทุกเสียงวิจารณ์เหล่านั้นก็เงียบกริบ โลกทั้งใบหยุดหมุน และจ้องมองไปที่สิ่งเดียว… “แพนโดร่า”

วันนี้ ผมจะไม่มาเล่าเรื่องย่อว่า เจค ซัลลี ไปทำอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่ผมจะมา “ขยี้” ให้คุณฟัง ว่าทำไม Avatar ถึงไม่ใช่แค่หนัง… แต่มันคือ “ประสบการณ์” ที่ต่อให้คุณกลับไปดูวันนี้ ความมหัศจรรย์ของมันก็ยังคงทำงานอยู่ นี่คือการเจาะลึก 3 องค์ประกอบหลัก ภาพ, เนื้อเรื่อง (และธีม), และการแสดง ครับ

1. “ภาพ” – นี่ไม่ใช่หนัง นี่คือการ “สร้างโลก” (World-Building)

ถ้าเราจะพูดถึง Avatar เราต้องเริ่มที่สิ่งนี้ก่อน… งานภาพ

ผมขอใช้คำว่า “ปฏิวัติ” นะครับ นี่คือการปฏิวัติวงการเทคนิคพิเศษทางภาพยนตร์อย่างแท้จริง ก่อน Avatar เรามี CGI (ซีจีไอ) ที่ดีครับ เรามี Lord of the Rings เรามี Star Wars แต่สิ่งที่คาเมรอนทำ มันคือการก้าวข้ามไปอีกขั้น

นี่คือ “โลก” ที่สมบูรณ์แบบ

คุณต้องเข้าใจก่อนว่า คาเมรอนไม่ได้แค่สร้างตัวละคร หรือสร้างฉาก แต่เขาสร้าง “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) ขึ้นมาทั้งระบบ

  • แพนโดร่า (Pandora) มันไม่ใช่แค่ป่าเขียวๆ ครับ แต่มันคือป่าที่ “มีชีวิต” ในตอนกลางวัน มันคือป่าดิบชื้นที่อันตราย มีสัตว์ประหลาดที่ออกแบบมาได้น่าทึ่ง (คุณจำ แธนาทอร์ เสือดำหกขาตัวนั้นได้ไหม? หรือ ไวเปอร์วูล์ฟ?) แต่พอตกกลางคืน… แพนโดร่ากลายร่างครับ มันกลายเป็นโลกแห่ง “ไบโอลูมิเนสเซนส์” (Bioluminescence) ทุกอย่างเรืองแสง ต้นไม้, ใบหญ้า, พื้นดินที่คุณเหยียบ แม้แต่ตัวละคร… มันสวยจนแทบหยุดหายใจ
  • เทคโนโลยี 3D ที่มีความหมาย นี่คือประเด็นสำคัญ! คาเมรอนไม่ได้ใช้ 3D เพื่อให้ของพุ่งใส่หน้าเรา แต่เขาใช้ 3D เพื่อ “ความลึก” (Depth) เขาสร้างหน้าต่างบานหนึ่งขึ้นมาในโรงหนัง แล้วบอกเราว่า “ก้าวเข้ามาสิ” เราไม่ได้ ดู ป่า แต่เรารู้สึกเหมือน อยู่ ในป่า เราเห็นฝุ่นละอองลอยอยู่ตรงหน้าเรา เราเห็นความลึกของภูผาลอยฟ้า (Hallelujah Mountains) ที่มันลึกจนน่าขนลุก นี่คือการใช้ 3D ในฐานะ “ภาษาภาพยนตร์” ไม่ใช่ “ลูกเล่น”
  • การออกแบบชาวนาวี (Na’vi) นี่คือความกล้าหาญที่สุดของหนัง ตัวละครหลักเป็น CG ทั้งเรื่อง! สูง 10 ฟุต ผิวสีฟ้า หูแหลม หางยาว… มันมีโอกาส “พัง” สูงมากครับ ที่คนดูจะไม่อิน ไม่เชื่อ หรือรู้สึกว่ามันคือ “การ์ตูน”

แต่ Avatar ทำสำเร็จ… ทำไม? นั่นนำเราไปสู่เรื่อง “การแสดง” ซึ่งเดี๋ยวผมจะขยี้ต่อ แต่ในแง่ของภาพ… ความสำเร็จอยู่ที่ “รายละเอียด” ครับ รูขุมขนบนผิวสีฟ้า, แววตาที่สะท้อนแสง, การขยับของกล้ามเนื้อที่สมจริงจนน่าตกใจ มันทลายกำแพงที่เรียกว่า “Uncanny Valley” (หุบเขาแห่งความไม่สมจริง) ลงได้อย่างราบคาบ

ผมจำความรู้สึกตอนดูครั้งแรกได้… 10 นาทีแรกเราอาจจะยังรู้สึกว่า “นี่คือ CG” แต่หลังจากที่เจค ซัลลี เข้าไปในป่าครั้งแรก… สมองเรายอมรับครับว่า “นี่คือคน” “นี่คือสถานที่จริง”

ปรากฏการณ์ “Post-Avatar Depression Syndrome” (อาการซึมเศร้าหลังดูอวตาร) มันเกิดขึ้นจริงนะครับ! มีคนจำนวนมากที่รู้สึกหดหู่เมื่อหนังจบและต้องกลับมาสู่โลกความจริงที่ “สีเทา” นั่นคือพลังของงานภาพที่คาเมรอนสร้างขึ้น เขาไม่ได้สร้างหนัง แต่เขาสร้าง “บ้าน” ที่เราอยากไปเยือน

2. “เนื้อเรื่อง” – ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่คือการเล่าเรื่องที่ “ถึง” ที่สุด

เอาล่ะ มาถึงจุดที่คนชอบวิจารณ์ Avatar มากที่สุด… เนื้อเรื่อง

“พล็อตมันซ้ำซาก” “ก็แค่ Dances with Wolves (จอมคนแห่งโลกที่ถูกลืม) ในอวกาศ” “เหมือน Pocahontas เป๊ะ”

ผมขอยอมรับตรงนี้เลยครับ… ใช่ครับ มันซ้ำ! พล็อตเรื่อง “คนขาวผู้รุกราน เข้าไปในดินแดนคนพื้นเมือง แล้วสุดท้ายตกหลุมรัก และหันกลับมาต่อสู้เพื่อพวกเขา” มันคือพล็อตคลาสสิกที่ถูกเล่ามาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว

แต่คำถามของผมคือ… “แล้วยังไงล่ะครับ?”

เจมส์ คาเมรอน ไม่ได้พยายามจะเล่าเรื่องที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน หักมุม 3 ตลบ เขาต้องการเล่า “เทพนิยาย” (Mythology) แบบที่ทรงพลังที่สุด!

ความคุ้นเคย คือ พลังของมัน

การที่พล็อตมันคุ้นเคยนี่แหละครับ คือจุดแข็งของ Avatar เพราะมันทำให้คนดูทั่วโลก… ไม่ว่าจะวัฒนธรรมไหน ภาษาไหน… “เก็ต” สารของหนังได้ทันทีภายใน 5 นาทีแรก

เรามี

  • ฝ่ายธรรมะ ชาวนาวี ผู้รักธรรมชาติ เชื่อมโยงกับทุกสรรพสิ่ง (เอวา – Eywa)
  • ฝ่ายอธรรม มนุษย์ (RDA) ทุนนิยมสุดขั้ว การทหารที่บ้าคลั่ง ตัวแทนของความโลภ (แร่อันออบเทเนียม – Unobtanium)

มันคือการต่อสู้ที่ชัดเจนที่สุด “ธรรมชาติ ปะทะ อุตสาหกรรม”

แต่สิ่งที่ Avatar ทำได้ลึกซึ้งกว่าหนังเรื่องอื่นที่ใช้พล็อตคล้ายกัน คือการขยี้ “ธีม” หรือ “แก่นเรื่อง” ที่หนักแน่นมาก

1. ธีมเรื่อง “การเชื่อมต่อ” (Connection) ปะทะ “การตัดขาด” (Disconnection) นี่คือหัวใจของหนังครับ ชาวนาวีพูดว่า “I See You” (ฉันเห็นเธอ) มันไม่ได้แปลว่า “ฉันมองเห็นเธอด้วยตา” แต่มันแปลว่า “ฉันเห็นตัวตน จิตวิญญาณ และการเชื่อมโยงของเธอกับทุกสิ่ง” พวกเขาเชื่อมต่อกับธรรมชาติ, สัตว์ขี่ (อิคร่าน, ม้า), และบรรพบุรุษ ผ่าน “ซาเฮลู” (Tsaheylu) หรือ “เดอะ บอนด์”

ในทางกลับกัน มนุษย์ “ตัดขาด” ครับ เราอยู่ในชุดเกราะ, ขับหุ่นยนต์ยักษ์, นั่งในห้องบังคับการที่ห่างไกล เราทำลายป่าโดยไม่รู้สึกอะไร เพราะเรา “ไม่เห็น” ชีวิตในนั้น

2. ธีมเรื่อง “ตัวตน” (Identity) และ “การเกิดใหม่” นี่คือส่วนที่ผมรักที่สุดในเนื้อเรื่อง… ตัวละคร เจค ซัลลี

เจค ไม่ใช่แค่ทหารที่เบื่อโลกนะครับ เขาคือ “คนพิการ” เขาเป็นนาวิกโยธินที่สูญเสียขาทั้งสองข้าง เขาถูก “จองจำ” อยู่ในร่างกายที่ไม่สมประกอบ ในโลกที่ “ตัดขาด” เขาออกจากสิ่งที่เขารัก (การเป็นทหาร)

ทันทีที่เขาเชื่อมต่อกับร่างอวตาร… ประโยคแรกที่เขาทำคืออะไรครับ? “วิ่ง!”

คุณเห็นความหมายไหม? แพนโดร่าไม่ได้ให้แค่ “ภารกิจ” แก่เจค แต่แพนโดร่ามอบ “ชีวิตใหม่” ให้เขา มอบ “อิสรภาพ” ที่โลกมนุษย์พรากไปจากเขา นี่คือเหตุผลที่หนักแน่นมากว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะปกป้องโลกใบนี้ มันไม่ใช่แค่เพราะเขาหลงรักเนย์ทีรี (ซึ่งก็ใช่) แต่เพราะโลกใบนี้ “เห็น” เขา และ “ยอมรับ” เขา ในแบบที่โลกเก่าไม่เคยทำ

3. ธีมเรื่อง “การล่าอาณานิคม” และ “สิ่งแวดล้อม” Avatar คือหนัง “แอนตี้สงคราม” และ “แอนตี้การล่าอาณานิคม” ที่ตะโกนดังที่สุดในยุค 2000s

ฉากการทำลาย “โฮมทรี” (Hometree) คือหนึ่งในฉากที่สะเทือนใจที่สุดในประวัติศาสตร์หนังบล็อกบัสเตอร์ มันไม่ใช่แค่การยิงตึกถล่มแบบที่เราเห็นในหนังฮีโร่ แต่มันคือการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” มันคือการเผาบ้านที่เต็มไปด้วยผู้คน เด็ก ผู้หญิง… คาเมรอนจงใจทำฉากนี้ให้ออกมายาวนาน, เจ็บปวด, และสมจริงที่สุด เสียงร้องไห้ของชาวนาวี, ภาพต้นไม้ที่ล้มลง… มันคือภาพสะท้อนของสงครามในโลกจริง, การทำลายป่าอเมซอน, หรือการกดขี่ชนพื้นเมือง

ดังนั้น ถ้ามีคนบอกคุณว่า Avatar เนื้อเรื่องแบน… ผมว่าเขา “ดู” แต่เขาอาจจะยัง “ไม่เห็น” (I See You) ครับ

3. “การแสดง” – หัวใจมนุษย์ในร่างสีฟ้า (Performance Capture)

นี่คือองค์ประกอบสุดท้ายที่คนมักจะมองข้าม เพราะมัวแต่ตะลึงกับ CG

ก่อน Avatar เรามี “โมชั่น แคปเจอร์” (Motion Capture) เช่น กอลลัม ใน Lord of the Rings ซึ่งมหัศจรรย์มาก แต่มันคือการจับ “การเคลื่อนไหว” ของร่างกาย

สิ่งที่ เจมส์ คาเมรอน ทำ คือ “เพอร์ฟอร์แมนซ์ แคปเจอร์” (Performance Capture)

มันคืออะไร? มันคือการที่นักแสดง สวมชุดที่มีจุดมาร์กเกอร์ และ “สวมกล้องจิ๋วไว้ที่หน้า” (Head-Rig) เพื่อจับ “ทุกการขยับ” ของกล้ามเนื้อบนใบหน้า… ทุกการย่นคิ้ว, การสั่นของริมฝีปาก, การขยับของลูกตา… แล้ว “แปล” ข้อมูลทั้งหมดนั้น ไปสู่โมเดล CG ของชาวนาวี

ผลลัพธ์คือ… เราไม่ได้กำลังดู CG ที่ถูก “พากย์เสียง” โดยนักแสดง แต่เรากำลังดู “การแสดง” ของนักแสดงคนนั้น… ในร่างสีฟ้า

แซม เวิร์ธธิงตัน (Sam Worthington) ในบท เจค ซัลลี เขาคือ “คนธรรมดา” (Everyman) ที่สมบูรณ์แบบ เขาคือสายตาของคนดู แซมถ่ายทอดความรู้สึก “สับสน” ในช่วงแรก, ความ “ตื่นตาตื่นใจ” เมื่อได้ร่างใหม่, และความ “แตกสลาย” เมื่อต้องเลือกระหว่างสองโลกได้อย่างยอดเยี่ยม น้ำเสียงของเขาในการบรรยาย (Voice-over) มันมีความ “ดิบ” แบบทหารเกณฑ์ ที่ทำให้เรารู้สึกว่านี่คือบันทึกของคนจริงๆ

โซอี ซัลดานา (Zoe Saldaña) ในบท เนย์ทีรี สำหรับผม… นี่คือ “วิญญาณ” ของหนังเรื่องนี้ โซอี ซัลดานา คือ “โคตรนักแสดง”

คุณลืมไปเลยว่านี่คือ CG เนย์ทีรี คือตัวละครที่มีชีวิตที่สุดในเรื่อง

  • ความสง่างาม ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของเธอ ไม่ใช่ท่าของมนุษย์ แต่เป็นท่าของ “นักล่า” ที่สง่างามเหมือนแมวป่า
  • อารมณ์ที่รุนแรง ตอนที่เธอโกรธ… คุณเห็นความโกรธนั้นในดวงตา, การแยกเขี้ยว, เสียงคำรามของเธอ ตอนที่เธอร้องไห้ (โดยเฉพาะฉากโฮมทรี) มันคือการร้องไห้ที่บีบหัวใจคนดูทั้งโรง
  • ภาษากาย การขยับหู, การสะบัดหาง… โซอีแสดงทั้งหมดนั้นผ่านเทคโนโลยีนี้ เธอมอบ “จิตวิญญาณ” ให้กับเนย์ทีรีได้อย่างสมบูรณ์แบบ 100%

สตีเฟน แลง (Stephen Lang) ในบท ผู้พันไมล์ส ควอริตช์ นี่คือ “วายร้าย” ที่น่าจดจำที่สุดคนหนึ่ง เขาไม่ใช่ตัวร้ายที่ซับซ้อน แต่เขา “ชัดเจน” เขาคือตัวแทนของความบ้าคลั่งทางทหาร, ความเย่อหยิ่งของมนุษย์ที่ไม่เห็นหัวใคร สตีเฟน แลง เล่นได้ “ถึง” มากครับ ร่างกายที่บึกบึน, รอยแผลเป็นบนหน้า, และสายตาที่พร้อมจะ “บดขยี้” ทุกอย่างที่ขวางหน้า เขาคือวายร้ายที่เรา “เกลียด” ได้อย่างเต็มหัวใจ

ซิกอร์นีย์ วีเวอร์ (Sigourney Weaver) ในบท ดร. เกรซ ออกัสติน เธอคือ “สติ” ของฝั่งมนุษย์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่รักและเข้าใจชาวนาวี ซิกอร์นีย์มอบความ “เก๋า” และ “ความอบอุ่น” ให้กับหนัง เธอคือสะพานเชื่อมระหว่างเจคกับโลกใบใหม่

เทคโนโลยีของ Avatar ไม่ได้ “กลบ” การแสดง แต่ มัน “ปลดปล่อย” การแสดงครับ มันทำให้นักแสดงสามารถเป็นอะไรก็ได้ที่พวกเขาจินตนาการถึง

Avatar (2009)

บทสรุป ประสบการณ์ที่เรียกว่า “Avatar”

Avatar (2009) ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ถ้าคุณมองหาวิธีการเล่าเรื่องที่แปลกใหม่ คุณอาจจะผิดหวัง

แต่ถ้าคุณมองหา “พลังของภาพยนตร์” (The Power of Cinema)… นี่คือคำตอบ

เจมส์ คาเมรอน ไม่ได้สร้างหนังที่เล่าเรื่องใหม่ แต่เขาสร้าง “วิธีใหม่ในการเล่าเรื่อง” เขาใช้เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในยุคสมัย เพื่อเล่าเรื่องที่ “เก่าแก่” ที่สุดในโลก นั่นคือ “การต่อสู้เพื่อบ้าน” และ “การค้นหาตัวตน”

Avatar คือการพิสูจน์ว่า ภาพยนตร์สามารถพาเรา “หนี” จากโลกความจริง ไปสู่โลกใบใหม่ที่น่าอัศจรรย์, หายใจได้, และสัมผัสได้จริง มันคือหนังที่เราไม่ได้ “ดู” ด้วยตา… แต่เรา “รู้สึก” ด้วยใจ

มันคือการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ที่นั่งอ้าปากค้างในโรงหนังมืดๆ และเชื่ออย่างสุดหัวใจว่า… “ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งในจักรวาล แพนโดร่า… มีอยู่จริง”

และนั่นคือเวทมนตร์ครับ… เวทมนตร์ที่เรียกว่า “ภาพยนตร์” movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *