รีวิว Avatar 2 The Way of Water (2022) 13 ปีที่หายไป

Avatar 2 The Way of Water

สวัสดีครับ… วันนี้เราจะมาคุยกันแบบยาวๆ จัดเต็ม แบบเจาะลึก ถึงภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่โลกต้องรอคอยนานถึง 13 ปี… ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง Avatar 2 The Way of Water

การกลับมาของ James Cameron ในครั้งนี้ มันแบกรับความคาดหวังมหาศาลชนิดที่ว่าถ้าพลาดคือโดนฝังกลบไปเลย คำถามที่ทุกคนถามก่อนหนังฉายคือ “ใครจะไปสน Avatar 2 The Way of Water อีก?” หรือ “มันก็แค่หนังโชว์กราฟิก” และที่สำคัญที่สุด “13 ปีที่หายไป เอาไปทำอะไร?”

ผมนั่งดูหนังเรื่องนี้จบด้วยความยาว 3 ชั่วโมง 12 นาที… และผมอยากจะบอกคุณตรงนี้เลยว่า นี่ไม่ใช่แค่ “หนัง” แต่มันคือ “ประสบการณ์” นี่ไม่ใช่แค่การ “ดู” แต่มันคือการ “จมดิ่ง” ลงไปในโลกอีกใบหนึ่ง

วันนี้ เราจะไม่มาเล่าเรื่องย่อว่าใครทำอะไรที่ไหนอย่างไร แต่เราจะมา “ขยี้” กันใน 3 ประเด็นหลัก งานภาพ (ที่เหนือกว่าคำว่าภาพ), เนื้อเรื่อง (ที่ลึกกว่าที่คิด), และ การแสดง (ที่ทรงพลังผ่านม่าน Performance Capture)

พร้อมมั้ยครับ? ถ้าพร้อมแล้ว… หายใจเข้าลึกๆ แล้วดำดิ่งไปพร้อมกันครับ

1. 🌊 “ภาพ” ที่ไม่ใช่แค่ภาพ… มันคือการ “สร้างโลก” (The Visuals & World-Building)

เอาล่ะ ขอพูดถึง “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” ก่อน… เรื่องภาพ

ถ้ามีใครบอกคุณว่า “Avatar 2 The Way of Water ภาคแรกภาพสวยแล้ว ภาคนี้ก็คงเหมือนเดิมแหละ” ผมอยากให้คุณพาเขาไปดูใหม่เดี๋ยวนี้เลย! สิ่งที่ James Cameron ทำในภาคนี้ มันคือการ “ปฏิวัติ” ซ้ำสอง

คุณต้องเข้าใจก่อนว่า “น้ำ” คือฝันร้ายของวงการ CGI การจะทำให้น้ำดู “จริง” ในคอมพิวเตอร์นั้น โคตรยาก สเกลของน้ำ, การหักเหของแสง, ฟองอากาศ, การเคลื่อนไหวของวัตถุเมื่อปะทะผิวน้ำ, และโลกใต้น้ำ… มันคือความซับซ้อนระดับปีศาจ

แต่ Cameron ไม่ได้แค่ “สร้างน้ำ” ครับ… เขา “จำลองระบบนิเวศทางน้ำ” ขึ้นมาทั้งระบบ

ความมหัศจรรย์ของ “น้ำ”

หนังเรื่องนี้ใช้เวลาชั่วโมงแรก แนะนำให้เรารู้จักกับ “น้ำ” ในแบบที่เราไม่เคยเห็นในหนังเรื่องไหนมาก่อน ผิวน้ำที่สะท้อนแสงแดดของแพนดอร่า, การเคลื่อนไหวของชาว Metkayina (ชาวเผ่าปะการัง) ที่มีวิวัฒนาการร่างกายต่างออกไป (หางที่แบนเหมือนใบพาย, แขนที่ใหญ่กว่า) เพื่อแหวกว่ายในน้ำโดยเฉพาะ, สัตว์น้ำอย่าง Ilu (น้องตัวที่คล้ายๆ เพลสิโอซอร์) หรือ Tulkun (วาฬยักษ์ทรงปัญญา)

สิ่งที่ทำให้มัน “จริง” จนน่าขนลุก คือ “ฟิสิกส์” ครับ เวลาที่ตัวละครดำน้ำ, แรงต้านของน้ำ, ฟองอากาศที่ลอยออกจากปาก, หรือแม้กระทั่งการที่แสงส่องลงไปใต้น้ำแล้วเกิดการ “หักเห” (Refraction) และ “การกระเจิงของแสง” (Scattering) มันสมจริงจนสมองเราเลิกตั้งคำถามว่า “นี่คือ CG” และยอมรับว่า “นี่คือสถานที่ที่มีอยู่จริง”

High Frame Rate (HFR) ที่เปลี่ยนเกม

หลายคนอาจจะไม่ชอบ HFR (การฉายภาพที่ 48fps แทนที่จะเป็น 24fps) เพราะรู้สึกว่ามัน “ลื่น” เกินไปเหมือนดูละครทีวี แต่สำหรับ Avatar 2 The Way of Water นี่คือเครื่องมือที่จำเป็นครับ

Cameron ใช้ HFR ได้ฉลาดมาก เขาไม่ได้ใช้มันตลอดทั้งเรื่อง แต่จะสลับใช้ในฉากที่จำเป็น โดยเฉพาะ “ฉากใต้น้ำ” และ “ฉากแอคชั่น” การที่เฟรมเรตสูงขึ้น มันลดอาการเบลอ (Motion Blur) ทำให้เวลาเราดูฉากต่อสู้ที่โกลาหล หรือฉากที่ตัวละครแหวกว่ายใต้น้ำด้วยความเร็วสูง สายตาเราสามารถ “จับรายละเอียด” ได้ทั้งหมด มันคือความ “ชัด” ที่ทำให้การ “จมดิ่ง” (Immersion) มันสมบูรณ์แบบ

3D ที่ไม่ใช่ “ลูกเล่น” แต่คือ “ภาษา”

ผมเป็นคนหนึ่งที่เบื่อ 3D มาก มันคือ “Gimmick” ที่ค่ายหนังใช้เพิ่มค่าตั๋ว แต่สำหรับ Cameron เขาใช้ 3D เป็น “ภาษา” ในการเล่าเรื่อง 3D ในเรื่องนี้ ไม่ได้เน้น “ของพุ่งใส่หน้า” (Jump Scare) แต่มันเน้น “ความลึก” (Depth)

มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนกำลัง “ดำน้ำ” อยู่ในอควาเรียมที่ใหญ่ที่สุดในจักรวาล เวลาที่ Kiri (ลูกสาวบุญธรรมของ Jake) ลอยตัวอยู่ท่ามกลางฝูงปลาเรืองแสง คุณจะรู้สึกถึง “ระยะ” ระหว่างตัวเธอกับฝูงปลาเหล่านั้น หรือในฉากที่ “เรือมังกร” (The Sea Dragon) ล่า Tulkun คุณจะรู้สึกถึง “สเกล” อันน่าสะพรึงกลัวของมันเมื่อเทียบกับเรือลำเล็กๆ

งานภาพของ Avatar 2 The Way of Water ไม่ใช่แค่การอวดเทคโนโลยีครับ มันคือการใช้เทคโนโลยีเพื่อ “รับใช้” การเล่าเรื่อง มันคือการทุ่มเทของทีมงานหลายพันชีวิตที่ใช้เวลา 13 ปี เพื่อสร้าง “โลก” ใบนี้ขึ้นมาจากศูนย์ และผลลัพธ์ที่ได้… มันคือความ “ตะลึงพรึงเพริด” (Awe) ที่หาไม่ได้จากหนังเรื่องไหนอีกแล้วในยุคนี้

2. 👨‍👩‍👧‍👦 “เนื้อเรื่อง” ที่ไม่ใช่แค่การแก้แค้น… มันคือ “ครอบครัว” และ “การลี้ภัย” (The Story & Themes)

ทีนี้… หลายคนปรามาสไว้ว่า หนังของ Cameron มักจะ “พล็อตเรื่องง่ายๆ” กราฟิก 100 เรื่อง 0 … ผมอยากจะเถียงใจขาด

Avatar 2 The Way of Water ไม่ได้มีพล็อตเรื่องที่ซับซ้อนเหมือน Inception หรือ Tenet ครับ… แต่มันมี “หัวใจ” ที่หนักแน่นและชัดเจนมาก และมันคือสิ่งที่ขับเคลื่อนหนัง 3 ชั่วโมงนี้ไปได้อย่างทรงพลัง

ประเด็นหลักที่ 1 “ครอบครัวคือป้อมปราการ” (Family is our Fortress)

นี่คือการ “ขยับสเกล” ของเรื่องราวครับ ภาคแรกคือเรื่องของ “ความรัก” (Jake กับ Neytiri) และ “การต่อสู้” (มนุษย์กับ Na’vi)

แต่ภาคนี้… มันคือเรื่องของ “ครอบครัว”

Jake Sully ที่เราเห็น ไม่ใช่ “Jake ผู้ขี่ Toruk” อีกต่อไป เขาคือ “พ่อ” เขาคือ “ผู้นำครอบครัว” สิ่งที่ขับเคลื่อนเขาไม่ใช่การผจญภัย แต่คือ “การปกป้อง” ความกลัวเดียวของเขาคือ “การสูญเสีย”

หนังใช้เวลาช่วงแรกปูพื้นฐานเรื่องนี้ได้ดีมาก เราเห็น Jake เป็น “พ่อที่เข้มงวด” (A Hardass Dad) ที่พยายามเคี่ยวเข็ญลูกชาย (Neteyam และ Lo’ak) ให้เป็น “นักรบ” เพราะเขารู้ว่าสงครามมันโหดร้าย แต่ความเข้มงวดนั้น มันก็สร้าง “ระยะห่าง” ระหว่างเขากับลูกๆ โดยเฉพาะ Lo’ak

นี่คือ “ความจริง” ของการเป็นพ่อแม่ครับ คุณอยากปกป้องลูก แต่บางครั้งวิถีการปกป้องของคุณ มันก็กลับทำร้ายลูกทางอ้อม หนังเรื่องนี้ “กล้า” ที่จะนำเสนอ Jake Sully ในมุมที่ “ไม่เท่” เขาคือพ่อที่เครียด, กังวล, และตัดสินใจผิดพลาด… ซึ่งมัน “จริง” มาก

ประเด็นหลักที่ 2 “การลี้ภัย” และ “การเป็นคนอื่น” (The Refugee Experience)

นี่คือจุดที่ผม “รัก” ที่สุดในพล็อตเรื่องนี้

เมื่อ “คนจากฟ้า” (Sky People) กลับมาพร้อมกับวายร้ายคนเดิม (Quaritch ในร่าง Recombinant) Jake รู้ว่าเขาและครอบครัวคือ “เป้าหมาย” การอยู่ที่ Omaticaya (เผ่าในป่า) ต่อ คือการนำความตายมาสู่เผ่า

Jake จึงตัดสินใจ “ลี้ภัย” ครับ

นี่คือการ “พลิก” สถานการณ์ จากภาคแรกที่ Jake เป็น “คนนอก” ที่พยายามเรียนรู้วัฒนธรรม Na’vi มาภาคนี้ Jake และครอบครัวของเขา “กลายเป็นคนนอกอีกครั้ง” ในดินแดนของตัวเอง

พวกเขาต้องละทิ้งป่า, ละทิ้งบ้าน, ละทิ้งรากเหง้า ไปสู่ “เผ่าปะการัง” (Metkayina) ที่ซึ่งพวกเขาคือ “คนแปลกหน้า”

หนังนำเสนอ “การปะทะทางวัฒนธรรม” (Culture Clash) ได้อย่างเจ็บปวด ลูกๆ ของ Jake โดน “บูลลี่” ว่าเป็น “พวกเลือดผสม” (Half-breed) มีแขนขา 5 นิ้วเหมือนมนุษย์, หางก็เล็ก, ว่ายน้ำก็ไม่เป็น… มันคือความรู้สึกของการเป็น “แกะดำ” ที่ไม่มีใครต้องการ

ฉากที่ Jake ต้องลดทิฐิของ “Toruk Makto” ผู้ยิ่งใหญ่ ลงมาเป็นแค่ “ผู้อพยพ” ที่ต้องก้มหัวขอร้องให้ Tonowari (ผู้นำเผ่าปะการัง) ให้ที่พักพิง มันคือฉากที่แสดงถึง “การเสียสละ” ของคนเป็นพ่อได้ลึกซึ้งมาก

ประเด็นหลักที่ 3 “คนรุ่นใหม่” และ “การค้นหาตัวตน” (The Next Generation)

ถ้าภาคแรกเป็นเรื่องของ Jake ภาคนี้คือเรื่องของ “ลูกๆ” ครับ

  • Lo’ak นี่คือ “พระเอกตัวจริง” ของเรื่อง เขาคือลูกชายคนที่สองที่อยู่ในเงาของพี่ชายผู้สมบูรณ์แบบ (Neteyam) เขาคือคนที่ “เหมือนพ่อ” ที่สุด คือหัวดื้อ, ชอบแหกคอก, และมักจะนำปัญหามาให้ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็มีความกล้าหาญและความเห็นอกเห็นใจ การที่เขาไปผูกสัมพันธ์กับ “Payakan” (Tulkun ที่ถูกขับไล่) มันคือกระจกสะท้อนตัวเขาเอง… “คนนอก” ที่ได้เจอกับ “คนนอก”
  • Kiri นี่คือ “หัวใจ” และ “ความลึกลับ” ของเรื่อง Kiri คือลูกสาวบุญธรรมที่เกิดจาก Avatar 2 ของ Dr. Grace (Sigourney Weaver) แต่ไม่มีใครรู้ว่าพ่อคือใคร เธอคือตัวละครที่ “เปราะบาง” ที่สุด แต่ก็ “เชื่อมต่อ” กับ Eywa (พลังชีวิตของแพนดอร่า) ได้ลึกซึ้งที่สุด เธอคือ “ความหวัง” และ “ศาสดา” ในอนาคต การที่เธอรู้สึกแปลกแยกจากคนอื่นและโหยหา “แม่” ที่เธอไม่เคยพบ มันคือเส้นเรื่องที่ทรงพลัง และเต็มไปด้วย “ปรัชญา”
  • Spider เด็กมนุษย์ที่ถูกทิ้งไว้บนแพนดอร่า เขาคือ “ความขัดแย้ง” ที่เดินได้ เขารักครอบครัว Sully เหมือนครอบครัวแท้ๆ แต่ร่างกายเขาคือ “มนุษย์” ศัตรูของ Na’vi และที่แย่กว่านั้น… พ่อของเขาคือ Quaritch! หนังโยนคำถาม “Nature vs. Nurture” (สันดานหรือการเลี้ยงดู) ใส่หน้าเราตลอดทั้งเรื่อง และทางเลือกของเขาในตอนจบ ก็คือสิ่งที่น่าถกเถียงที่สุด

วายร้ายที่ “มีมิติ” มากขึ้น

การกลับมาของ Quaritch ในร่าง Na’vi ไม่ใช่แค่การ “ชุบชีวิต” กากๆ แต่มัน “เพิ่มมิติ” ให้ตัวร้ายทันที

ในภาคแรก Quaritch เกลียด Na’vi เพราะมองว่าคือ “ศัตรู” แต่ในภาคนี้… เขา “กลายเป็น” สิ่งที่เขาเกลียด เขาต้องเรียนรู้วิถี Na’vi (แบบเดียวกับที่ Jake เคยทำ) เพื่อตามล่า Jake มันคือ “กระจกเงาด้านมืด”

และการที่เขามี Spider (ลูกชาย) เป็นตัวประกัน มันทำให้เขาไม่ได้มีแค่ “ภารกิจ” แต่เขามี “ความสัมพันธ์” ที่ซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาเริ่มเห็น “ความเป็นมนุษย์” (หรือความเป็น Na’vi) ในตัวลูกชาย และมันทำให้เขา “ลังเล”

เนื้อเรื่องของ Avatar 2 The Way of Water ไม่ใช่แค่ “คนดีตีกับคนเลว” แต่มันคือ “พ่อที่พยายามปกป้องครอบครัว” ปะทะกับ “พ่อที่พยายามล้างแค้นและตามหาลูก” มันคือสงครามระหว่าง “ครอบครัว” สองรูปแบบครับ

Avatar 2

3. 🎭 “การแสดง” ที่ทะลุผ่านเทคโนโลยี (The Performances)

นี่คือสิ่งที่คนมักจะมองข้าม… พวกเขาเห็นแค่ “ตัวการ์ตูนสีฟ้า” แต่พวกเขาพลาด “การแสดง” ที่อยู่เบื้องหลัง

คุณต้องเข้าใจว่าเทคโนโลยี “Performance Capture” (Per-Cap) มันไม่ใช่ “พากย์เสียง” นักแสดงต้อง “เล่น” จริงๆ ทุกการขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า, ทุกแววตา, ทุกการเกร็งของร่างกาย มันถูก “จับ” (Capture) และ “แปล” (Translate) ไปสู่โมเดล Na’vi

นี่คือการแสดงที่ “เปลือยเปล่า” ยิ่งกว่าการแสดงปกติ เพราะไม่มี “เมคอัพ” หรือ “คอสตูม” มาบดบัง… สิ่งที่คุณเห็น คือ “แก่น” ของการแสดงล้วนๆ

Sam Worthington (Jake Sully) เขากลับมาในบทบาทที่ “โตขึ้น” มาก แววตาของ Jake ในภาคนี้ ไม่ใช่แววตาของ “นาวิกโยธินหนุ่ม” อีกแล้ว มันคือแววตาของ “พ่อ” ที่แบกโลกไว้ทั้งใบ คุณเห็น “ความเหนื่อยล้า”, “ความเครียด” และ “ความกลัว” อยู่ในดวงตาสีเหลืองคู่นั้นตลอดเวลา โดยเฉพาะฉากที่เขาต้อง “ดุ” ลูกชาย… มันมีความรักและความกลัวปนเปกันอย่างชัดเจน

Zoe Saldaña (Neytiri) ถ้า Jake คือ “ป้อมปราการ” Neytiri คือ “หัวใจ” ที่พร้อมจะแหลกสลาย Saldaña ถ่ายทอดบท “แม่” ได้อย่างสุดยอด เธอคือความอบอุ่นของครอบครัว แต่เมื่อถึงจุดที่เธอต้อง “สูญเสีย”… เธอคือ “นักรบ” ที่น่ากลัวที่สุด

มีฉากหนึ่งในตอนท้าย (ผมจะไม่สปอยล์) ที่ Neytiri เปล่งเสียงกรีดร้องออกมา มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องของ “นักรบ” แต่มันคือเสียงของ “แม่ที่ใจสลาย” … มันคือการแสดงที่ทรงพลังจนฉีกกระชากหัวใจคนดู

Sigourney Weaver (Kiri) นี่คือ “MVP” ของเรื่องครับ… Sigourney Weaver วัย 70+ ปี ต้องกลับมา “เล่น” เป็น “เด็กสาววัยรุ่น” อายุ 14!!

มันฟังดู “ประหลาด” ใช่ไหมครับ? แต่เมื่อคุณดูในหนัง… คุณ “เชื่อ” สนิทใจ

Weaver จับ “ภาษากาย” ของวัยรุ่นได้หมดจด ทั้งความ “อึดอัด” (Awkwardness), ความไม่เข้าใจโลกของผู้ใหญ่, ความรู้สึก “แปลกแยก” (Alienation) และ “ความสงสัย” ในตัวเอง แววตาของ Kiri เวลาที่เธอดำดิ่งไปใต้น้ำและเชื่อมต่อกับ Eywa มันเต็มไปด้วย “ความพิศวง” (Wonder) และ “ความโหยหา” (Longing) นี่คือการแสดงที่ “มหัศจรรย์” ที่สุดในเรื่อง และเป็นความกล้าบ้าบิ่นของ Cameron ที่ “เวิร์ค” อย่างไม่น่าเชื่อ

Stephen Lang (Quaritch) เขาสนุกกับบทนี้มาก! การได้กลับมาในร่าง Na’vi ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม ทำให้เขา “ปลดปล่อย” ความดิบเถื่อนออกมาเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ต้องแสดง “ความสับสน” ในร่างใหม่ และ “ความผูกพัน” ที่ซับซ้อนกับ Spider มันทำให้ตัวร้ายตัวนี้ “กลม” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ “ตัวร้ายที่แบน” เหมือนในภาคแรก

นักแสดงคนอื่นๆ (The New Generation) กลุ่มนักแสดงเด็ก (Britain Dalton (Lo’ak), Jack Champion (Spider), Trinity Jo-Li Bliss (Tuk)) คือ “อนาคต” ของแฟรนไชส์นี้ พวกเขาแสดงได้ “เป็นธรรมชาติ” และแบกรับ “ดราม่า” ของเรื่องไว้ได้อย่างน่าชื่นชม

โดยสรุป… อย่าให้ “ม่านสีฟ้า” ของ CGI มาบดบัง “จิตวิญญาณ” ของการแสดงที่อยู่ข้างในครับ นักแสดงเหล่านี้ “สวมวิญญาณ” ให้กับตัวละครเหล่านี้อย่างแท้จริง

บทสรุป “มหากาพย์” ที่มากกว่าแค่หนัง (The Verdict)

Avatar 2 The Way of Water สมบูรณ์แบบหรือไม่? …ไม่ครับ หนังมัน “ยาว” มาก (แม้ผมจะไม่รู้สึกเบื่อเลย), พล็อตเรื่องอาจจะ “คาดเดาได้” ในบางจุด, และมันยังคงเป็น “สูตรสำเร็จ” ของ James Cameron (มนุษย์เลว, ธรรมชาติสวยงาม, คนพื้นเมืองดี)

แต่… มัน “ทรงพลัง” หรือไม่? …ทรงพลัง “ที่สุด” ครับ

James Cameron ไม่ได้สร้างหนังเรื่องนี้มาเพื่อ “แข่ง” กับหนัง Marvel หรือ DC เขาไม่ได้สร้างมาเพื่อ “ตามเทรนด์” ของวงการฮอลลีวูด

เขาสร้างหนังเรื่องนี้มาเพื่อ “ท้าทาย” ขีดจำกัดของ “สื่อภาพยนตร์” เขาสร้างมันขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่า “ประสบการณ์การดูหนังในโรง” (Theatrical Experience) มันยังไม่ตาย

Avatar 2 The Way of Water คือ “จดหมายรัก” ถึงท้องทะเล, คือ “คำวิงวอน” ถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม (ฉากล่า Tulkun คือการวิพากษ์วิจารณ์การล่าวาฬที่รุนแรงและเจ็บปวดที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา), และที่สำคัญที่สุด มันคือ “มหากาพย์” ของคำว่า “ครอบครัว”

13 ปีที่รอคอย… มันคือ 13 ปีที่ Cameron ใช้เพื่อ “สร้างโลก” ที่รอให้เราไป “สำรวจ” ไม่ใช่แค่ “ดู”

นี่คือหนังที่คุณ “ต้อง” ดูบนจอที่ใหญ่ที่สุด, ระบบเสียงที่ดีที่สุด, และในระบบ 3D ที่ดีที่สุดเท่าที่คุณจะหาได้

…เพราะนี่ไม่ใช่แค่หนังครับ แต่มันคือ “การเดินทาง” movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *