นี่คือรีวิวเจาะลึกแบบ “จัดเต็ม” สำหรับ Money Heist 4 หรือ ทรชนคนปล้นโลก ซีซั่น 4 ในสไตล์พูดคุย เล่าสู่กันฟังแบบคอหนัง วิเคราะห์แก่นแท้โดยไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญครับ
รีวิวเจาะลึก Money Heist 4 (ทรชนคนปล้นโลก) Part 4 – เมื่อ “แผนการ” พังทลาย กลายเป็น “สงคราม” ของอารมณ์และกระสุน

เอาล่ะครับเพื่อนๆ แฟนคลับหน้ากากดาลีทุกคน วันนี้เราจะมานั่งจับเข่าคุยกันแบบยาวๆ ถึงซีซั่นที่เดือดดาลและบีบหัวใจที่สุดซีซั่นหนึ่งของซีรีส์ปล้นระดับโลกอย่าง Money Heist 4
ถ้าซีซั่น 1-2 คือความสมบูรณ์แบบของการวางแผน และซีซั่น 3 คือการเปิดฉากความวายป่วง ซีซั่น 4 นี้ผมขอนิยามมันสั้นๆ ว่า “Chaos Theory” หรือทฤษฎีแห่งความโกลาหลครับ มันคือช่วงเวลาที่คนดูอย่างเราแทบจะไม่ได้หายใจหายคอ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในพาร์ทนี้ มันไม่ใช่แค่การปล้นธนาคารกลางสเปนอีกต่อไป แต่มันคือการเอาชีวิตรอดจาก “กับดัก” ที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง และศัตรูที่มองไม่เห็นภายในจิตใจ
วันนี้ผมจะไม่มาเล่าเรื่องย่อให้เสียเวลา เพราะเชื่อว่าทุกคนคงจำตอนจบของซีซั่น 3 ที่ทำเอาเรานอนไม่หลับได้ดี แต่ผมจะขอเจาะลึกไปที่ “รสชาติ” ของซีซั่นนี้ ทั้งการเล่าเรื่อง งานภาพ และการแสดงที่บอกเลยว่า “ระเบิดพลัง” ขั้นสุดครับ
1. บทและการดำเนินเรื่อง เมื่อ “สมอง” ถูกตัดขาด และ “ความบ้าคลั่ง” เข้าครอบงำ
สิ่งแรกที่ผมต้องพูดถึงและชื่นชมทีมเขียนบทมากๆ คือความกล้าที่จะ “ทำลายจุดแข็งที่สุดของทีมปล้น” นั่นคือ The Professor (ศาสตราจารย์)
ในพาร์ทนี้ ซีรีส์เล่นกับความรู้สึกคนดูหนักมากด้วยการทำให้ศาสตราจารย์ “สติแตก” ครับ จากเดิมที่เราเคยเห็นเขาเป็นเหมือนเทพเจ้าผู้หยั่งรู้ ควบคุมทุกอย่างได้ดั่งใจ แต่ในซีซั่น 4 บทบีบให้เขาต้องเดินเกมด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ซึ่งนี่แหละคือจุดที่ทำให้เนื้อเรื่องมันน่าสนใจและคาดเดาไม่ได้
จากหนังปล้น สู่หนัง Survival Thriller จุดที่ผมชอบมากคือการเปลี่ยนโทนของหนัง ในขณะที่ภายนอกธนาคารคือเกมการเมืองและการปั่นกระแสสังคม ภายในธนาคารกลับกลายสภาพเป็นหนังระทึกขวัญเอาชีวิตรอด (Survival Horror) ย่อมๆ การใส่ตัวละครอย่าง “กานเดีย (Gandía)” หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยเข้ามาในฐานะภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดมาก
มันทำให้เรารู้สึกว่า ต่อให้มีแผนที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าต้องเจอกับ ‘ปีศาจ’ ที่มีความสามารถทางการรบระดับพระกาฬ แผนกระดาษพวกนั้นก็ไร้ค่า บทในส่วนนี้สร้างแรงกดดันมหาศาล มันไม่ใช่ตำรวจล้อมจับโจร แต่เป็น “นักล่า” ไล่ล่า “เหยื่อ” ในที่ปิดตาย
ดราม่าที่หนักอึ้งเกินเบอร์ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับตรงๆ ว่าบทในพาร์ทนี้มีความ “Melodrama” หรือดราม่าฟูมฟายค่อนข้างเยอะ หลายคนอาจจะรำคาญความสัมพันธ์ของตัวละครบางคู่ (เช่น เดนเวอร์ กับ สต็อกโฮล์ม หรือ ความงี่เง่าของปาแลร์โม) ที่ดูเหมือนจะถูกใส่เข้ามาเพื่อถ่วงเวลา แต่ถ้ามองในมุมจิตวิทยา มันคือความสมจริงครับ คนเราเมื่อถูกขังในสภาวะกดดัน ความบ้าคลั่งและความเปราะบางทางอารมณ์มันจะปะทุออกมา บทพยายามบอกเราว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ตำรวจข้างนอก แต่คือความขัดแย้งภายในทีมเอง
จุดสังเกต มีบางช่วงที่บทมีความ “อิหยังวะ” หรือความไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง โดยเฉพาะฉากยิงกันที่กระสุนเป็นร้อยนัดแต่ไม่โดนใครเลย (Stormtrooper effect) ซึ่งถ้าใครเป็นสายเน้นความสมจริงทางยุทธวิธีอาจจะขัดใจ แต่ถ้ามองในมุมความบันเทิง มันคือความมันส์ระดับ 10 ริกเตอร์ครับ

2. งานภาพและโปรดักชั่น (Cinematography & Visuals) สีแดงที่ไม่ได้เป็นแค่สีเสื้อ
ถ้าใครสังเกตดีๆ งานภาพในซีซั่น 4 นี้มีความ “ดาร์ก” และ “หม่น” กว่าซีซั่นก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัดครับ
- ความแตกต่างของแสง ผู้กำกับภาพเก่งมากในการแยกโลกสองใบออกจากกัน โลกภายในธนาคารจะใช้แสงที่มีความ Contrast จัดๆ เน้นเงาและความมืด เพื่อสื่อถึงความไม่น่าไว้วางใจและความกลัว โดยเฉพาะฉากที่กานเดียซ่อนตัวอยู่ในเงามืด มันให้อารมณ์เหมือนหนังผีเลยครับ ในขณะที่โลกภายนอก (เต็นท์บัญชาการตำรวจ) จะใช้โทนสีที่เย็นชา สว่างแต่ไร้ความอบอุ่น สะท้อนความโหดร้ายของฝั่งรัฐบาล
- Symbolic of RED สีแดงยังคงเป็นสีหลัก แต่ในซีซั่นนี้ สีแดงไม่ได้สื่อถึงแค่ “การต่อต้าน” (Resistance) อีกต่อไป แต่มันถูกย้อมให้สื่อถึง “เลือด” และ “ความเจ็บปวด” งานภาพเน้นให้เห็นชุดจัมพ์สูทที่เปรอะเปื้อน ใบหน้าที่เต็มไปด้วยแผล มันทำให้คนดูรู้สึก “เจ็บ” ไปกับตัวละครจริงๆ
- Camera Movement การใช้มุมกล้องแบบ Handheld (กล้องสั่นไหวตามคนถือ) ในฉากแอ็คชั่นทำได้ดีมาก มันถ่ายทอดความโกลาหล ความสับสน และความตื่นตระหนกของตัวละครออกมาจนเรานั่งไม่ติดเก้าอี้ เราจะรู้สึกเหมือนเราวิ่งไปพร้อมกับโตเกียว หรือหลบกระสุนอยู่หลังเสากับเดนเวอร์จริงๆ
3. การแสดง (Acting Performance) การระเบิดอารมณ์ระดับ Masterclass
นี่คือไฮไลท์ที่แท้จริงของซีซั่น 4 ครับ นักแสดงทุกคนเหมือนได้พื้นที่ในการปล่อยของแบบไม่มีกั๊ก
Alba Flores ในบท “ไนโรบี” (Nairobi) ขอเริ่มที่คนนี้ก่อนเลย ถ้าจะหา MVP ของซีซั่นนี้ ผมยกให้ไนโรบี การแสดงของ Alba Flores คือหัวใจของเรื่องอย่างแท้จริง เธอไม่ได้แสดงแค่บทคนเจ็บ แต่เธอถ่ายทอดความทรมานทางกายและความหวังทางใจออกมาได้น่ากราบมาก สายตาของเธอในซีซั่นนี้แบกรับน้ำหนักของซีรีส์ไว้เกือบครึ่ง ความกลัว ความรัก และความเป็นผู้นำในยามวิกฤต เธอทำออกมาได้จนเราร้องไห้ตามได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องพูดอะไรเยอะ
Álvaro Morte ในบท “ศาสตราจารย์” (The Professor) ซีซั่นนี้เราจะได้เห็น Álvaro Morte ในเวอร์ชั่นที่ “พังทลาย” เขาแสดงให้เห็นว่าคนที่ฉลาดที่สุดในโลก ก็สามารถกลายเป็นคนที่โง่เขลาที่สุดได้เพราะความรัก เขาถ่ายทอดอาการสั่นเทาทางอารมณ์ ความลังเล และความโกรธแค้นออกมาได้ละเอียดมาก การแสดงของเขาทำให้เรารู้สึกสงสารและอยากเอาใจช่วยผู้ชายคนนี้มากกว่าเดิม
Najwa Nimri ในบท “อลิเซีย เซียร์รา” (Alicia Sierra) จะไม่พูดถึงคนนี้ไม่ได้! เธอคือตัวร้ายที่เราเกลียดไม่ลง การแสดงของ Najwa Nimri มีเสน่ห์แบบแปลกประหลาด เธอเล่นเป็นคนท้องที่โหดเหี้ยม อำมหิต แต่ก็มีอารมณ์ขันร้ายๆ (Dark Humor) แทรกอยู่ตลอดเวลา เธอสามารถขโมยซีนได้ทุกครั้งที่ปรากฏตัว การเชือดเฉือนอารมณ์ของเธอกับศาสตราจารย์หรือกับลิสบอน คือกำไรคนดูล้วนๆ
José Manuel Poga ในบท “กานเดีย” (Gandía) ต้องชมคนนี้ในฐานะที่ทำให้คนดู “เกลียดเข้าไส้” ได้สำเร็จ เขาแสดงได้ดูจิตและน่ากลัวมาก ภาษากายของเขาเหมือนเครื่องจักรสังหารที่ไม่มีความเมตตา แววตาที่แข็งกร้าวของเขาช่วยยกระดับความน่ากลัวของซีรีส์ขึ้นไปอีกขั้น
บทสรุปตอนจบแบบละเอียด (Spoilers Alert) ของ Money Heist 4 (ทรชนคนปล้นโลก)
บทสรุปส่งท้าย ปฏิบัติการ “แผนปารีส” (Plan Paris) และการรุกฆาตที่คาดไม่ถึง
หลังจากความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของทีม เมื่อ ไนโรบี ถูก กานเดีย (หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย) ยิงเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม ความโศกเศร้าได้แปรเปลี่ยนเป็นความแค้นและพลังในการต่อสู้
1. การโต้กลับของศาสตราจารย์ (The Professor Strikes Back) เมื่อศาสตราจารย์รู้ความจริงว่า ลิสบอน (ราเกล) ยังไม่ตาย แต่ถูกตำรวจจับกุมตัวไว้และกำลังถูกส่งตัวไปขึ้นศาล เขาจึงงัดไม้ตายก้นหีบออกมา นั่นคือ “แผนปารีส (Plan Paris)” แผนการที่บ้าบิ่นที่สุดเพื่อชิงตัวลิสบอนกลับมา
2. ปฏิบัติการชิงตัวนักโทษ ทีมภายนอก (นำโดย เบนจามินและมาร์กเซย) ได้ทำการขุดอุโมงค์จากร้านอาหารจีนเข้าไปยังลานจอดรถของศาล ในจังหวะที่ลิสบอนกำลังจะถูกส่งตัวกลับเรือนจำ ทีมงานได้ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ เข้าไปสกัดกั้นและสลับตัวลิสบอนกับหญิงสาวอีกคนที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน (ผ่านทางอุโมงค์ที่เตรียมไว้) ทำให้ตำรวจได้ตัวปลอมไป ส่วนลิสบอนตัวจริงหนีรอดออกมาได้สำเร็จ
3. การตบตาตำรวจระดับประเทศ จุดพีคที่สุดคือการส่งตัวลิสบอนกลับเข้าไปในธนาคารกลางสเปน เพื่อรวมกลุ่มกับทีมอีกครั้ง ศาสตราจารย์ใช้กลอุบายซ้อนกล โดยให้กานเดีย (ที่ถูกทีมจับตัวได้แล้ว) ติดต่อวิทยุไปหาตำรวจว่า “เขาได้ฆ่าไนโรบีแล้ว และกำลังถูกพวกโจรไล่ล่า ต้องการเฮลิคอปเตอร์มารับด่วนที่ดาดฟ้า”
ตำรวจหลงกลและสั่งยกเลิกฮอล์ของกองทัพ เพื่อส่งฮอล์ของหน่วยพิเศษเข้าไปแทน… แต่หารู้ไม่ว่า เฮลิคอปเตอร์ลำนั้นที่บินเข้ามา คือเฮลิคอปเตอร์ของทีมศาสตราจารย์เอง (ขับโดยมาร์กเซย)
4. การกลับมารวมตัว (The Reunion) ลิสบอนโรยตัวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ในชุดหน่วยคอมมานโด ลงสู่ดาดฟ้าธนาคารอย่างสง่างาม ท่ามกลางสายตาของตำรวจนับร้อยที่เฝ้าดูอยู่ด้านล่าง (โดยเข้าใจผิดว่าเป็นหน่วยกู้ภัยของตัวเอง)
เมื่อลิสบอนกลับเข้ามาในธนาคาร เธอได้สวมกอดกับสมาชิกทีมทุกคน เป็นวินาทีแห่งชัยชนะที่แลกมาด้วยความเจ็บปวด พวกเขาร่วมกันตะโกนชื่อ “ไนโรบี!” เพื่อประกาศสงครามครั้งสุดท้าย และยืนยันว่าการตายของเธอจะไม่สูญเปล่า
5. จุดจบแบบ Cliffhanger (การรุกฆาต) ในขณะที่ทีมกำลังฉลองชัยชนะเล็กๆ อยู่ในธนาคาร ตัดภาพมาที่รังลับของศาสตราจารย์… อลิเซีย เซียร์รา อดีตสารวัตรหญิงที่ถูกทางการออกหมายจับ (เพราะเธอแฉความสกปรกของรัฐบาลจนตัวเองโดนหางเลข) ได้สืบหาที่ซ่อนของศาสตราจารย์จนเจอ
ฉากจบปิดท้ายด้วยภาพ อลิเซีย เซียร์รา ถือปืนจ่อไปที่หัวของศาสตราจารย์ แล้วพูดประโยคเด็ดว่า “Checkmate (รุกฆาต)” ก่อนจะตัดจบ Season 4 ไปอย่างค้างคาใจผู้ชมทั่วโลก
สรุปสั้นๆ
- ฝ่ายทีมปล้น เสียไนโรบีไป แต่ได้ลิสบอนกลับคืนมาเข้าทีมสำเร็จ
- ฝ่ายตำรวจ/รัฐบาล เสียหน้าอย่างแรง โดนแหกตากลางไลฟ์สด และเสียเจ้าหน้าที่มือดีอย่างเซียร์ราไปเป็นศัตรู
- สถานะศาสตราจารย์ ถูกเซียร์ราจับได้คาหนังคาเขา ไม่มีทางหนี

บทสรุป Money Heist 4 เจาะลึกตอนสุดท้าย EP.8 “แผนปารีส (The Paris Plan)”
ตอนจบของซีซั่น 4 คือการเดิมพันครั้งสุดท้ายของศาสตราจารย์เพื่อพลิกเกมจากการเป็น “ผู้แพ้” ให้กลับมาคุมเกม โดยแบ่งเหตุการณ์ออกเป็น 3 เส้นเรื่องหลักที่เกิดขึ้นพร้อมกันครับ
1. เส้นเรื่อง การล้างแค้นของ “อลิเซีย เซียร์รา” และการเปิดโปงรัฐบาล
- การแฉกลับ ศาสตราจารย์ปล่อยคลิปวิดีโอที่ริโอเล่าเรื่องการถูกทรมานในคุกลัปรับ (หลุมศพ) ออกสู่สาธารณะ ทำให้รัฐบาลสเปนเสียหน้าอย่างหนัก
- แพะรับบาป รัฐบาลปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและโยนความผิดทั้งหมดให้ อลิเซีย เซียร์รา รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว เธอถูกสั่งปลดและออกหมายจับ
- อลิเซียเอาคืน แทนที่จะยอมจำนน อลิเซียแฉความจริงทั้งหมดกลางงานแถลงข่าว ยอมรับว่ารัฐบาลรู้เห็นเป็นใจ ทำให้ระบบตำรวจปั่นป่วนไปหมด จากนั้นเธอจึงหนีการจับกุมและเริ่มออกล่าศาสตราจารย์ด้วยตัวเองแบบ “หมาป่าเดี่ยว (Lone Wolf)” โดยแกะรอยจากทะเบียนรถและกล้องวงจรปิด
2. เส้นเรื่อง ปฏิบัติการชิงตัว “ลิสบอน” (The Rescue)
นี่คือหัวใจของ “แผนปารีส” ที่ศาสตราจารย์วางไว้
- ฉากศาล ลิสบอนถูกนำตัวมาขึ้นศาลเพื่อเตรียมส่งเข้าเรือนจำ ทีมของศาสตราจารย์ (เบนจามินและมาร์กเซย) เจาะผนังในลานจอดรถของศาลรอไว้
- การสลับตัว ระหว่างทางเดินในลานจอดรถ ทีมงานก่อกวนสัญญาณกล้องวงจรปิด และบุกเข้าชาร์จผู้คุม จับพวกเขามัดไว้ แล้วนำตัวหญิงสาวที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายลิสบอนมาสลับตัว
- ผลลัพธ์ ตำรวจนำ “ตัวปลอม” ขึ้นรถผู้ต้องขังไปเรือนจำโดยไม่รู้ตัว ส่วนลิสบอนตัวจริงหนีรอดออกมาทางอุโมงค์ที่เจาะไว้
3. เส้นเรื่อง ม้าโทรจันกลางอากาศ (The Trojan Horse)
เมื่อช่วยลิสบอนออกมาได้แล้ว โจทย์ต่อไปคือ “จะพาเธอกลับไปรวมกับทีมในธนาคารได้อย่างไร?”
- หลอกใช้กานเดีย ในธนาคาร ทีมปล้นบังคับให้ กานเดีย (ที่บาดเจ็บและถูกจับตัวไว้) วิทยุไปหาตำรวจที่หน้าธนาคาร โกหกว่า “เขาฆ่าไนโรบีแล้ว และกำลังถูกพวกโจรไล่ล่าหนีตายขึ้นไปบนดาดฟ้า ขอฮอล์มารับด่วน”
- สร้างความสับสน ศาสตราจารย์ดักฟังและสร้างเสียงเอฟเฟกต์ปืนปลอมๆ ให้ตำรวจเชื่อว่ามีการปะทะกันจริงๆ ตำรวจจึงสั่งระงับฮอล์ของตัวเอง และอนุญาตให้ฮอล์หน่วยพิเศษบินเข้าไปรับตัวกานเดีย
- ฮอล์ลวงโลก เฮลิคอปเตอร์ที่บินเข้าไป คือฮอล์ทหารที่มาร์กเซยขโมยมาและขับเอง ตำรวจด้านล่างเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกเดียวกัน
- การแทรกซึม ลิสบอนในชุดหน่วยคอมมานโดโรยตัวลงมาจากฮอล์สู่ดาดฟ้าธนาคาร ทำท่าทีเหมือนมาช่วยกานเดีย แต่จริงๆ แล้วเธอมาเพื่อเข้าทีม เมื่อเท้าแตะพื้น ทีมปล้นก็สร้างสถานการณ์ว่ากานเดียขัดขืน ทำให้ลิสบอนและทีมแกล้งทำเป็นถอยกลับเข้าไปในตัวตึกพร้อม “กานเดีย (ตัวประกัน)”
- ชัยชนะ ตำรวจข้างนอกปรบมือดีใจ คิดว่าเจ้าหน้าที่ของตนลงไปช่วยแล้ว แต่หารู้ไม่ว่า พวกเขาเพิ่งส่ง “มันสมอง” ของทีมกลับเข้าไปให้โจรถึงที่
4. ฉากจบ (The Ending & Cliffhanger)
- การรวมตัว ลิสบอนกอดกับทุกคนในธนาคาร (โตเกียว, เดนเวอร์, สต็อกโฮล์ม, ริโอ, เฮลซิงกิ, โบโกตา, ปาแลร์โม) พวกเขาตะโกน “เพื่อไนโรบี!” แสดงถึงความพร้อมที่จะสู้ตายในสงครามครั้งสุดท้าย
- จุดพลิกผัน (The Twist) ในขณะที่ศาสตราจารย์กำลังโล่งใจที่แผนสำเร็จ… จู่ๆ กล้องก็ตัดไปที่รังลับของเขา
- รุกฆาต (Checkmate) อลิเซีย เซียร์รา ที่แกะรอยมาจนเจอ ปรากฏตัวขึ้นข้างหลังศาสตราจารย์ เธอเอาปืนจ่อหัวเขาแล้วพูดว่า “Checkmate (รุกฆาต) ไอ้ลูกหมา”

จบ Money Heist 4 ด้วยภาพใบหน้าซีดเผือกของศาสตราจารย์ที่ไม่เหลือแผนสำรองใดๆ อีกแล้ว
สรุปสั้นๆ คือ ลิสบอนรอดและกลับเข้าธนาคารสำเร็จ / รัฐบาลเสียหน้า / แต่ศาสตราจารย์ถูกอลิเซีย (ที่กำลังบ้าคลั่ง) จับได้คาหนังคาเขา เป็นการจบที่ทิ้งปมใหญ่ที่สุดไว้ให้คนดูรอเก้อครับ!
บทสรุปและความรู้สึกหลังดู (Verdict)
Money Heist 4 ไม่ใช่ซีซั่นของการโชว์เหนือด้วยแผนการอัจฉริยะเหมือนซีซั่นแรกๆ แต่มันคือซีซั่นที่ “เปลือยความเป็นมนุษย์” ของตัวละครออกมาจนหมดเปลือก
- สิ่งที่น่าชื่นชม จังหวะการเล่าเรื่องที่บีบคั้นอารมณ์ การแสดงระดับเทพของนักแสดงนำ และการกล้าที่จะสูญเสียตัวละครสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเรื่องราว
- สิ่งที่อาจจะขัดใจ ความไม่สมจริงในฉากแอ็คชั่นบางจุด และดราม่าความรักที่บางทีก็ดูเยอะเกินความจำเป็นในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน
แต่ถ้านับกันที่ความบันเทิง ความลุ้นระทึก และความผูกพันที่เรามีต่อตัวละคร ซีซั่นนี้ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบครับ มันทำให้เราเห็นว่า ภายใต้หน้ากากดาลี พวกเขาไม่ใช่ฮีโร่ ไม่ใช่อาชญากรจอมอัจฉริยะ แต่เป็นเพียงกลุ่มคนที่แตกสลาย ที่พยายามจะยืนหยัดต่อสู้กับระบบที่พวกเขามองว่าไม่ยุติธรรม
ดูจบแล้ว คุณจะรู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านสงครามมาหมาดๆ เหนื่อย โกรธ เศร้า แต่ก็สะใจ เป็น 8 ตอนที่คุ้มค่าแก่การอดนอนดูรวดเดียวจบแน่นอนครับ!
คะแนนความน่าสนใจ 9/10 (หักคะแนนความเวอร์ของฉากยิงกันนิดหน่อย แต่บวกเพิ่มให้กับการแสดงของไนโรบีและเซียร์ราครับ) movieseries