สวัสดีครับ… วันนี้ผมมีเรื่องอยากจะ “ระบาย” ความรู้สึกหลังจากที่ได้ดูหนังเรื่องหนึ่งจบมา หนังที่ว่าคือ ตั๊กแตนนักฆ่า (Mantis) (2025) ครับ
คุณรู้ไหมครับ ความรู้สึกแรกหลังจากที่เอนด์เครดิตสีขาวบนพื้นดำทมิฬเริ่มไหลขึ้นมา… มันไม่ใช่ความ “สะใจ” มันไม่ใช่ความ “มันส์” แบบที่อะดรีนาลีนมันสูบฉีด… แต่มันคือความรู้สึก “หนาว” ครับ…
หนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง หนาวจนต้องยกมือกอดตัวเอง ทั้งๆ ที่แอร์ในโรงก็ไม่ได้เย็นไปกว่าปกติ
ในยุคที่จอภาพยนตร์มันเต็มไปด้วยสงคราม CG ระเบิดภูเขาเผากระท่อม, หนังแอ็กชันที่สาดกระสุนกันแบบไม่กลัวงบประมาณหมด, หรือหนังสายลับที่สู้กันด้วยความเร็วตัดต่อระดับ 1 วินาที 5 คัต… Mantis คือ “ความเงียบ” ที่น่าสะพรึงกลัวท่ามกลางเสียงระเบิดเหล่านั้นครับ
นี่คือหนังที่ผมกล้าพูดเลยว่า “ไม่ใช่สำหรับทุกคน” ถ้าคุณคาดหวังจะเห็น John Wick ภาคพิสดาร… คุณจะผิดหวัง ถ้าคุณคาดหวังจะเห็นหนังคู่หูบู๊ล้างผลาญแบบ Heads of State… คุณจะอึดอัด แต่ถ้าคุณกำลังมองหา “ศิลปะ” ที่ซ่อนอยู่ใน “ความรุนแรง”, ถ้าคุณกำลังมองหา “หนังแอ็กชันที่ใช้สมอง” มากกว่า “หนังแอ็กชันที่ใช้กล้ามเนื้อ”…

…คุณมาถูกที่แล้วครับ วันนี้ เราจะไม่มานั่งไล่เลียงกันว่า “เรื่องย่อ” มันเป็นยังไง ใครสั่งฆ่าใคร ใครตามล่าใคร… ไม่ครับ! เพราะ “พล็อต” ของ Mantis มันไม่ใช่สิ่งที่ “ขาย” ที่สุดในหนังเรื่องนี้ สิ่งที่เราจะมาขยี้กันให้แหลกคามือใน 2,000 คำนี้ คือ 3 สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มัน “ตราตรึง” จนผมนอนไม่หลับ: “เนื้อเรื่อง” (หรือที่ผมอยากเรียกว่า “จิตวิญญาณ”), “การแสดง” (หรือ “การสถิตร่าง”), และ “งานภาพ” (หรือ “บัลเลต์แห่งความตาย”) ครับ
“เนื้อเรื่อง”: จิตวิทยากับดักตั๊กแตน
สิ่งแรกที่คุณต้องลบออกจากหัวเลย คือคำว่า “หนังนักฆ่า” แบบที่เราเคยชินครับ
ใช่… ตัวเอกของเราคือนักฆ่า ใช่… เธอฆ่าคน แต่ Mantis ไม่ได้สนใจ “วิธีการฆ่า” เท่ากับ “ผลกระทบของการฆ่า” ครับ
ชื่อเรื่อง “ตั๊กแตนนักฆ่า” (Mantis) ไม่ได้ถูกตั้งมาเท่ๆ ครับ มันคือ “ธีม” หลักของเรื่อง ตั๊กแตนคือสัญลักษณ์ของอะไร? มันคือ ความนิ่ง, ความอดทน, การรอคอย, ความแม่นยำ… และที่สำคัญที่สุดคือ ความเลือดเย็น
หนังเรื่องนี้มันเล่าเรื่องเหมือน “ตั๊กแตน” ครับ มัน “นิ่ง” มาก… นิ่งจนน่าอึดอัด มันใช้เวลาในการ “รอคอย” มันค่อยๆ “สังเกต” เหยื่อ (ซึ่งในที่นี้คือคนดู) และเมื่อมันถึงเวลา… มันก็ “จู่โจม” คุณด้วยความรุนแรงที่เกิดขึ้นแบบ “ฉับพลัน” และ “ไร้ความปรานี”
นี่คือหนังที่ “เนื้อเรื่อง” ของมัน ถูกขับเคลื่อนด้วย “จิตวิทยา” ไม่ใช่ “ภารกิจ”
ถ้าหนังนักฆ่าเรื่องอื่นคือการ “แก้แค้น” (Revenge) Mantis คือการ “ตั้งคำถามต่อการมีอยู่” (Existential Dread)
ตัวเอกของเรา (ที่รับบทโดย อันยา วอลคอฟ—เดี๋ยวเราจะพูดถึงเธอเต็มๆ ในพาร์ทการแสดง) เธอไม่ใช่ “คน” ครับ… เธอคือ “อาวุธ” เธอคือเครื่องมือที่ถูก “สร้าง” ขึ้นมาเพื่อภารกิจ เธอถูกตั้งโปรแกรมมาให้ “นิ่ง” เหมือนตั๊กแตน เธอถูกสอนให้ไร้ความรู้สึก
แต่ “เนื้อเรื่อง” ที่แท้จริงมันเริ่มขึ้นตรงนี้ครับ… จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ “อาวุธ” เริ่มตั้งคำถามว่า “ทำไม” ?
หนังไม่ได้เล่าเรื่องแบบ A ไป B ไป C ครับ มันเล่าแบบ “กระจัดกระจาย” (Fragmented) มันคือการพาเราดำดิ่งลงไปใน “จิตใจ” ที่กำลังแตกร้าวของนักฆ่าคนนี้ เราจะได้เห็นภาพแวบ (Flashbacks) ของการ “ฝึกฝน” ที่โหดเหี้ยม ซึ่งมันไม่ได้ดูเท่เลย มันดูเหมือน “การทรมานสัตว์” มากกว่า
เราจะได้เห็น “เป้าหมาย” ของเธอ… ซึ่งหนังก็ฉลาดมากที่ไม่ได้ทำให้ “เป้าหมาย” เป็นแค่วายร้ายหน้าโง่ แต่เป็น “กระจก” ที่สะท้อนตัวตนของเธอเอง มันคือการเผชิญหน้าระหว่าง “นักฆ่าที่กำลังจะเป็นอิสระ” กับ “นักฆ่าที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา”
ความยอดเยี่ยมของบทหนังเรื่องนี้ คือ “ความมินิมัล” (Minimalism) ครับ บทพูดในเรื่องนี้น้อยมาก… น้อยจนน่าใจหาย ตัวละครไม่พูดพร่ำเพรื่อ ไม่มีการอธิบายแผนการ ไม่มีบทพูดเท่ๆ ก่อนฆ่า
ทุกอย่างถูกเล่าผ่าน “การกระทำ” และ “ความเงียบ” ความเงียบในลิฟต์… ความเงียบในห้องพักโรงแรมที่ปลอดเชื้อ… ความเงียบก่อนที่เสียงปืน (ที่ติดที่เก็บเสียง) จะดังขึ้นเบาๆ ว่า “ฟุ่บ!”
มันคือการตั้งคำถามที่เจ็บปวดครับ… “ถ้าคุณถูกพรากทุกอย่างไปจนหมดสิ้น แม้กระทั่ง ‘ความเป็นคน’ แล้วคุณยังจะสู้ไปเพื่ออะไร?”
“พล็อต” ที่ว่าด้วยองค์กรลับ, การตามล่า, การหักหลัง… บอกตามตรงครับ มัน “ธรรมดา” มาก เราเคยเห็นพล็อตแบบนี้มาเป็นร้อยครั้งแล้ว นี่คือ “จุดอ่อน” เดียวที่ผมรู้สึกว่าหนังมันไปไม่สุดทาง “องค์กร” ที่อยู่เบื้องหลังมันดู “จืดจาง” (Generic) เกินไปหน่อยครับ มันคือ “องค์กรชั่วร้ายนิรนาม” ที่ไม่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน
แต่… บางทีนั่นอาจจะเป็น “ความตั้งใจ” ของผู้กำกับ (เฌอโรม เลอแคลร์ – ผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่ผมไม่คุ้นชื่อ แต่จำชื่อนี้ไว้เลย!) ก็ได้ครับ เขาอาจจะอยากบอกเราว่า “องค์กร” หรือ “วายร้ายตัวพ่อ” มันไม่สำคัญเลย… เพราะ “ศัตรู” ที่แท้จริงที่ตัวเอกต้องสู้… มันคือ “โปรแกรม” ที่ฝังอยู่ในหัวของเธอเองต่างหาก!
มันคือหนังที่จบลงแล้วไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน แต่มันทิ้ง “รอยแผล” ไว้ในใจเราครับ มันคือการสำรวจ “ความว่างเปล่า” (The Void) ที่อยู่หลังดวงตาของนักฆ่าได้อย่าง “ลึก” และ “เจ็บปวด” ที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา

“การแสดง” การสถิตร่างของ อันยา วอลคอฟ (Anya Volkov)
ถ้า “เนื้อเรื่อง” คือ “กระดูกสันหลัง” ที่เย็นเยือก… “การแสดง” ของ อันยา วอลคอฟ ก็คือ “เลือด” ที่หล่อเลี้ยงหนังทั้งเรื่องนี้ไว้ครับ
ผมไม่รู้ว่าทีมแคสต์ติ้งไปหาเธอคนนี้มาจากไหน… เธอไม่ใช่ดาราระดับแม่เหล็ก เธอไม่ใช่คนสวยพิมพ์นิยมแบบฮอลลีวูด
แต่พระเจ้า… เธอคือ “Mantis” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด!
นี่คือการแสดงที่ต้องแบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่า… ด้วยบทพูดที่นับคำได้ นี่คือการแสดงที่ถ้า “พลาด” แม้แต่นิดเดียว… หนังทั้งเรื่องจะ “น่าเบื่อ” ทันที
แต่วอลคอฟไม่พลาดครับ… เธอ “เอาอยู่”
ความท้าทายของการรับบท “นักฆ่าหน้าตาย” คืออะไรครับ? คือคุณต้อง “ตาย” แต่ “ไม่ตาย”… คุณต้อง “ไร้ความรู้สึก” แต่ “เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ถูกกดทับ” คุณต้องแสดงออกว่า “ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย” แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้คนดู “รู้สึก” ถึงความเจ็บปวดที่คุณซ่อนไว้
วอลคอฟทำสิ่งนี้ผ่าน “ดวงตา” ครับ
หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยฉาก “โคลสอัป” (Close-up) ที่จับจ้องใบหน้าของเธอ ผู้กำกับจงใจ “แช่” กล้องไว้นานมาก นานจนเราเริ่มอึดอัด… และในความนิ่งนั้นเอง… เราจะเห็นมันครับ…
เราจะเห็น “การสั่นกระตุก” ของเปลือกตา… เราจะเห็น “การขบกราม” ที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที… เราจะเห็น “รูม่านตา” ที่ขยายออกเมื่อเธอประมวลผลข้อมูล…
นี่ไม่ใช่ “คน” ครับ นี่คือ “เครื่องจักร” ที่กำลังเกิด “ข้อผิดพลาด” (Glitch)
การแสดงของเธอคือการ “ลบ” ทุกอย่างที่เป็น “มนุษย์” ออกไป วิธีที่เธอนั่ง… เธอจะนั่งหลังตรงเป๊ะ 90 องศา วิธีที่เธอกิน… เธอจะตักอาหารเข้าปากในจังหวะที่ “เท่ากัน” ทุกคำ วิธีที่เธอเดิน… มันคือการเดินที่ “ไร้น้ำหนัก” แต่ “มั่นคง”
และเมื่อถึงฉาก “แอ็กชัน”… นี่คือจุดที่ผมต้องลุกขึ้นยืนปรบมือให้ นี่ไม่ใช่การต่อสู้… นี่คือ “การล่า”
วอลคอฟต้องไปฝึกฝน “วิชาตั๊กแตน” (มวยจีนโบราณ) มาอย่างหนักแน่นอนครับ ทุกการเคลื่อนไหวของเธอ มัน “แปลกประหลาด” และ “น่าขนลุก” มันไม่ใช่ความสวยงามแบบ Crouching Tiger, Hidden Dragon แต่มันคือ “ประสิทธิภาพ” ที่น่ากลัว
เธอไม่ “บล็อก” หมัดครับ… เธอ “ปัด” มันออก เธอไม่ “เตะ” ครับ… เธอใช้ “เข่า” หรือ “ศอก” กระแทกไปที่ “จุดตาย” เธอเคลื่อนไหวด้วย “เหลี่ยม” และ “มุม” ที่ประหลาด (Angular movements) มันเหมือนตั๊กแตนที่กำลังขยับแขนขาของมัน
การต่อสู้ในเรื่องนี้มัน “เร็ว” และ “จบไว” ไม่มีการสู้กัน 5 นาที 10 นาที มันคือการ “จู่โจม” และ “จบ” ใน 5 วินาที
การแสดงของวอลคอฟทำให้เราเชื่อ 100% ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ผอมๆ คนนี้… สามารถ “สังหาร” ผู้ชายตัวใหญ่กว่าเธอ 3 เท่าได้… ไม่ใช่ด้วย “พละกำลัง” แต่ด้วย “ความแม่นยำ” ที่ถูกฝึกมาจนเป็นสัญชาตญาณ
และที่น่าทึ่งคือ… ตลอดทั้งเรื่องที่เธอ “ไร้อารมณ์” มาตลอด… มันมี “ฉากเดียว” ครับ… ฉากเดียวที่ “กำแพง” นั้นมันพังทลายลงมา ผมจะไม่สปอยล์ว่าคือฉากไหน… แต่การ “ระเบิด” ของอารมณ์ที่ถูกกดทับมาทั้งเรื่อง… มันคือการแสดงระดับ “ชิงออสการ์” ครับ มันคือความดิบเถื่อนที่ทำให้ผมช็อกค้างไปเลย
ส่วนนักแสดงสมทบ… ก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีครับ โดยเฉพาะ สเตลแลน สการ์สการ์ด (Stellan Skarsgård) ในบท “ผู้ดูแล” (The Handler) เขาคือความ “อบอุ่นจอมปลอม” เขาคือ “พ่อ” ที่ปฏิบัติต่อเธอเหมือน “สัตว์เลี้ยง” ที่มีราคาแพง ทุกฉากที่เขาสองคนอยู่ด้วยกัน มันคือความตึงเครียดระดับ 10/10
และ ฮิโรยูกิ ซานาดะ (Hiroyuki Sanada) ในบท “เป้าหมาย” การปรากฏตัวของเขาคือ “ศักดิ์ศรี” ของหนังครับ เขาคือ “นักรบ” ที่เข้าใจ “นักรบ” ด้วยกัน การเผชิญหน้ากันของทั้งคู่ในช่วงไคลแมกซ์ จึงไม่ใช่แค่การสู้กันของ “พระเอก” กับ “ผู้ร้าย” แต่มันคือ “บทสนทนา” ระหว่างสองจิตวิญญาณที่แตกสลายครับ

“งานภาพ” บัลเลต์เยือกแข็งแห่งสถาปัตยกรรม
มาถึงองค์ประกอบสุดท้ายที่ทำให้ Mantis มัน “แตกต่าง” ครับ… นั่นคือ “งานภาพ” และ “งานเสียง”
ถ้า อันยา วอลคอฟ คือ “หัวใจ”… ผู้กำกับ เฌอโรม เลอแคลร์ และผู้กำกับภาพของเขา ก็คือ “สมอง” ครับ
นี่คือหนังที่ “คุมโทน” (Tone and Manner) ได้ “เนี้ยบ” ที่สุดเรื่องหนึ่ง “สี” ที่หนังใช้… มันคือ “สีที่ไร้ชีวิต” มันคือ สีเทา ของคอนกรีต… สีน้ำเงิน เย็นชาของแสงไฟนีออน… สีขาว ที่ปลอดเชื้อของห้องพัก…
หนังเรื่องนี้แทบไม่มี “สีโทนร้อน” เลยครับ… ยกเว้น “สีเดียว” นั่นคือ “สีแดง”
“สีแดง” ในเรื่องนี้จะปรากฏขึ้นมาแค่ใน “ความรุนแรง” เท่านั้น มันคือ “เลือด” ที่สาดกระเซ็น… และผู้กำกับจงใจ “เร่งสี” (Saturate) ให้เลือดมัน “แดงสด” ผิดปกติ มันคือการสาดสีแดงลงบนผืนผ้าใบสีเทา มัน “ช็อก” สายตาเราทุกครั้งที่มันเกิดขึ้น

การจัด “องค์ประกอบภาพ” (Composition) นี่คือหนังที่คลั่งไคล้ “สถาปัตยกรรมแบบบรูทัลลิสต์” (Brutalism) ตึกคอนกรีตเปลือย, โถงทางเดินที่กว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด, เส้นสายที่แข็งทื่อ
ผู้กำกับจงใจ “วาง” ตัวละครของเราให้ “เล็ก” ที่สุดในเฟรมครับ เราจะเห็นเธอยืนอยู่คนเดียวท่ามกลางโถงสนามบินที่กว้างใหญ่… เราจะเห็นเธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปเห็นตึกระฟ้าที่ไร้ชีวิต… มันคือการใช้ “ภาพ” เพื่อเล่าเรื่อง “ความโดดเดี่ยว” (Isolation) และ “ความไร้ตัวตน” (Insignificance) ได้อย่างเจ็บแสบ
และ “ฉากแอ็กชัน”… อย่างที่ผมบอกไปครับว่า “ท่าต่อสู้” มันสุดยอด… แต่ “วิธีการถ่ายทำ” มันสุดยอดยิ่งกว่า
นี่คือหนังที่ “ปฏิเสธ” การตัดต่อแบบ “Shaky Cam” (กล้องสั่น) โดยสิ้นเชิง! ผู้กำกับ “เกลียด” การตัดต่อเร็วๆ (Fast-cutting)
ทุกฉากการต่อสู้… เขาจะใช้ “ช็อตกว้าง” (Wide Shot) และ “แช่กล้อง” (Long Take) เขาต้องการให้เรา “เห็น” ทุกการเคลื่อนไหว เขาต้องการให้เรา “ชื่นชม” (และ “หวาดกลัว”) ท่วงท่าที่เหมือน “ตั๊กแตน” นั้นแบบเต็มๆ ตา
มันไม่มี “ดนตรี” ประกอบที่เร้าใจครับ ฉากต่อสู้ในเรื่องนี้… มัน “เงียบ” ครับ สิ่งที่ดังที่สุดคือ “เสียง” ของสภาพแวดล้อม
“Sound Design” (การออกแบบเสียง) คือพระเอกตัวจริงของเรื่องนี้ คุณจะได้ยินเสียง “ลมหายใจ” ที่ติดขัดของเหยื่อ… คุณจะได้ยินเสียง “ผ้าเสียดสี” กัน… คุณจะได้ยินเสียง “คลิก” ของอาวุธที่ถูกเตรียมพร้อม… และคุณจะได้ยินเสียง “กระดูก” ที่หัก… …ชัด… จนน่าสะอิดสะเอียนครับ
มันคือการสร้าง “ความตึงเครียด” (Tension) จาก “ความเงียบ” มันคือการเปลี่ยนฉากแอ็กชันที่ควรจะ “อึกทึก” ให้กลายเป็น “บัลเลต์เยือกแข็ง” (A Frigid Ballet) ที่ทั้ง “งดงาม” และ “น่าหวาดหวั่น” ในเวลาเดียวกัน

บทสรุป ผลงานศิลปะที่เจ็บปวด
สรุปแล้ว… ตั๊กแตนนักฆ่า (Mantis) มันคือหนังแบบไหน?
มัน “ไม่ใช่” หนังแอ็กชันที่ “สนุก” ครับ ถ้าคุณถามผมว่า “มันส์ไหม?” ผมจะตอบว่า “ไม่”
แต่มันคือ “ประสบการณ์” การดูหนังที่ “โคตรทรงพลัง” มันคือหนังที่ “สวย” จนน่าขนลุก และ “โหด” จนน่าสะพรึง มันคือหนังที่ “กล้า” ที่จะ “เงียบ” ในยุคที่ทุกคนพยายาม “ตะโกน”
Mantis คือ “หนังแอ็กชันสำหรับคนที่ไม่อินกับหนังแอ็กชัน” มันคือ “หนังอาร์ต” ที่สวมหน้ากาก “หนังนักฆ่า” มันคือการแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของ อันยา วอลคอฟ และมันคือหนังที่จะ “เกาะกิน” จิตใจของคุณไปอีกหลายวัน หลังจากที่คุณเดินออกจากโรง
นี่คือหนังที่จะถูก “บูชา” โดยคนกลุ่มหนึ่ง และถูก “เกลียด” โดยคนอีกกลุ่มหนึ่ง… ซึ่งสำหรับผม นั่นแหละครับ คือคุณสมบัติของ “งานศิลปะ” ที่แท้จริง
ไปดูเถอะครับ… ถ้าคุณกล้าพอที่จะ “นิ่ง” ไปกับมัน movieseries