รีวิว Chase the Culprit (2025) หนังระทึกขวัญสืบสวนม้ามืดแห่งปี

เรื่องย่อของภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง “Culprit” (หรือที่อาจเรียกกันในบริบทการค้นหาว่า Chase the Culprit) ซึ่งเป็นหนังแนวอาชญากรรมสืบสวนสอบสวนที่เพิ่งปล่อยออกมาในปี 2025 ครับ

ข้อมูลทั่วไป (Overview)

  • ชื่อเรื่อง Culprit (2025)
  • แนว Thriller, Crime, Mystery (ระทึกขวัญ, อาชญากรรม, ลึกลับ)
  • ผู้กำกับ Rich Ronat
  • นักแสดงนำ Jamie Donovan, Laura Vale, Ron Orbach
chase the culprit (2025)

เรื่องย่อ (Synopsis)

เรื่องราวของ แจ็ค แฮร์ริส (Jack Harris) ชายผู้ที่เพิ่งได้รับอิสรภาพจากเรือนจำหลังจากถูกจองจำมาอย่างยาวนานในข้อหาฆาตกรรมเด็กสาวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเขาไม่ได้เป็นคนทำ โดยหลักฐาน DNA ชิ้นใหม่ได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขาจนทำให้เขาพ้นโทษออกมาได้

แทนที่จะย้ายหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก แจ็คเลือกที่จะกลับไปยังบ้านเกิด เมืองที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันเจ็บปวดและสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังจากชาวเมืองที่ยังคงปักใจเชื่อว่าเขาคือฆาตกร

สถานการณ์เลวร้ายลงถึงขีดสุด เมื่อเกิดเหตุฆาตกรรมเด็กสาวรายใหม่ขึ้นในรูปแบบที่เหมือนกับคดีในอดีตอย่างน่าขนลุก แน่นอนว่าสายตาทุกคู่และนิ้วทุกนิ้วชี้มาที่แจ็คทันที เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองและเอาชีวิตรอดจากแรงโกรธแค้นของชาวเมือง แจ็คจึงต้องสวมบทนักสืบจำเป็น ร่วมมือกับพันธมิตรที่ไม่คาดคิด (พี่สาวของเหยื่อรายเดิม) เพื่อออก “ไล่ล่าคนร้ายตัวจริง” (Chase the Culprit) ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของเมืองแห่งความลับนี้ให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

รีวิวและความน่าสนใจ (Review)

  • บรรยากาศความกดดัน หนังเล่นกับความรู้สึก “ไม่ไว้วางใจ” ได้ดี ตัวหนังสร้างบรรยากาศของเมืองเล็กๆ ที่ทุกคนดูเหมือนจะมีความลับ และความกดดันที่ตัวเอกต้องแบกรับทั้งจากอดีตและปัจจุบัน
  • ปริศนาซ้อนปริศนา (Whodunit) เป็นหนังสไตล์สืบสวนสอบสวนคลาสสิกที่คนดูจะต้องเดาไปเรื่อยๆ ว่าใครคือฆาตกรตัวจริง บทมีการวางหมากให้เราสงสัยตัวละครรอบข้างทีละคน และมีการหักมุมที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า หรือจริงๆ แล้วแจ็คจะเป็นคนทำ? หรือมีใครบางคนกำลังจัดฉาก?
  • การแสดง Jamie Donovan ในบทแจ็ค ถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่ถูกสังคมตราหน้าแต่ต้องเข้มแข็งเพื่อความยุติธรรมได้ดี เคมีระหว่างเขากับ Laura Vale ช่วยขับเคลื่อนเรื่องราวให้น่าติดตาม

สรุป หากคุณชอบหนังแนวสืบสวนสอบสวนทุนไม่สูงมากแต่เน้นบทที่เข้มข้น การชิงไหวชิงพริบ และบรรยากาศที่ตึงเครียด Culprit (2025) เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับการดูเพื่อลุ้นระทึกไปกับการตามหาความจริงครับ

นี่คือบทรีวิวเจาะลึกแบบ “Long-Form Review” สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Culprit (2025) หรือในบริบทของการสืบสวนที่คนดูเรียกกันว่า Chase the Culprit โดยจะเน้นการวิเคราะห์เชิงลึกในด้านบทภาพยนตร์ งานภาพ และการแสดง แบบจัดเต็ม โดยข้ามเรื่องย่อพื้นฐานไปสู่การชำแหละแก่นของหนังครับ

[Deep Review] Chase the Culprit (2025) เมื่อ “แพะ” ต้องกลายเป็น “หมาป่า” ในเมืองแห่งความลับ

ถ้าพูดถึงหนังแนวระทึกขวัญ-อาชญากรรม (Crime Thriller) ในปี 2025 หลายคนอาจจะนึกถึงหนังฟอร์มยักษ์ที่เน้นฉากแอ็กชันระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่สำหรับ Culprit (หรือ Chase the Culprit) นี่คือหนังที่ฉีกขนบเหล่านั้นทิ้ง แล้วพาเราดำดิ่งลงไปในความมืดมนของจิตใจมนุษย์ บรรยากาศของเมืองเล็กๆ ที่แฝงความเน่าเฟะ และการสืบสวนที่เดิมพันด้วยลมหายใจ

หลังจากที่ได้ดูจนจบ บอกได้คำเดียวว่านี่ไม่ใช่หนัง “ตามหาฆาตกร” ธรรมดา แต่มันคือหนัง “เอาชีวิตรอดจากความเกลียดชัง” ที่ทำออกมาได้บีบหัวใจสุดๆ วันนี้ผมจะมาชำแหละให้ฟังกันชัดๆ ทีละประเด็นว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงน่าสนใจ ทั้งในแง่ของบท การถ่ายทำ และการแสดงครับ

1. บทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่อง ความกดดันที่ค่อยๆ กัดกิน (Narrative & Script)

สิ่งแรกที่ต้องชมเชยคือ “ความกล้าหาญของบท” หนังเลือกที่จะไม่เปิดเรื่องด้วยฉากฆาตกรรมหวือหวา แต่เลือกเปิดด้วย “ความเงียบ” และ “สายตา”

การเล่นกับจิตวิทยา “Mob Mentality”

บทหนังฉลาดมากในการวางสถานการณ์ให้ แจ็ค (Jack Harris) ตัวเอกของเรื่อง ไม่ได้สู้แค่กับฆาตกรปริศนา แต่เขากำลังสู้กับ “อคติของสังคม” (Social Prejudice) หนังสะท้อนภาพความน่ากลัวของ “ศาลเตี้ย” หรือการพิพากษาโดยสังคมบทหนังเขียนให้ชาวเมืองเป็นเหมือนตัวร้ายกลายๆ ที่น่ากลัวยิ่งกว่าฆาตกรเสียอีก ทุกบทสนทนาที่ชาวเมืองคุยกับแจ็ค มันเต็มไปด้วยถ้อยคำที่สุภาพแต่แฝงมีดโกนอาบยาพิษ

จุดเด่นของเนื้อเรื่องคือการสร้าง Paranoia (ความหวาดระแวง) คนดูจะถูกหลอกล่อให้สงสัยไปพร้อมกับตัวเอก บทมีการวาง Red Herrings (เบาะแสลวง) ได้อย่างแนบเนียน เราจะรู้สึกว่า “คนนี้แหละใช่” แต่พอหนังเดินไปอีกสักพัก บทก็จะตบหน้าเราเบาๆ แล้วบอกว่า “คุณคิดผิด” ความซับซ้อนของคดีไม่ได้อยู่ที่ วิธีการฆ่า แต่อยู่ที่ แรงจูงใจ ซึ่งบทหนังขยี้ปมดราม่าในอดีตมาผูกกับปัจจุบันได้ลงตัวมาก ไม่มีการยัดเยียด Flashback พร่ำเพรื่อ แต่จะค่อยๆ เผยอดีตผ่านบทสนทนาและการกระทำ ซึ่งเป็นวิธีการเล่าเรื่องที่ดูแพงและเคารพคนดู

จังหวะการเล่าเรื่อง (Pacing)

นี่ไม่ใช่หนังแอ็กชันแบบ John Wick ถ้าคุณคาดหวังฉากยิงกันสนั่นอาจจะผิดหวัง แต่ถ้าคุณชอบความระทึกแบบ Slow Burn (ค่อยๆ ไต่ระดับ) เรื่องนี้คือคำตอบ ช่วงแรกหนังจะเดินเรื่องเนิบนาบเพื่อปูบรรยากาศความอึดอัด ให้เราสัมผัสถึงความโดดเดี่ยวของแจ็ค แต่พอผ่านจุดกึ่งกลางเรื่อง (Midpoint) จังหวะหนังจะเปลี่ยนเป็นความระทึกแบบ Non-stop เมื่อแจ็คตัดสินใจว่าเขาจะไม่หนีอีกต่อไป แต่จะ “ล่า” ความจริงด้วยตัวเอง การเปลี่ยนเกียร์ของบทในช่วงนี้ทำให้อะดรีนาลีนคนดูพุ่งพล่าน เพราะเรารู้ว่าเดิมพันมันสูงมาก ถ้าพลาดคือตาย หรือไม่ก็กลับเข้าคุกตลอดชีวิต

2. งานภาพและสุนทรียะ ความงามในความหม่นหมอง (Visuals & Cinematography)

ถ้าบทคือกระดูกสันหลัง งานภาพของเรื่องนี้ก็คือผิวหนังที่ห่อหุ้มให้หนังมีชีวิตชีวา—แต่เป็นชีวิตชีวาที่เย็นยะเยือก

การใช้แสงและเงา (Chiaroscuro)

ผู้กำกับภาพเลือกใช้เทคนิคแสงเงาที่จัดจ้านมาก (High Contrast) หลายฉากที่เป็นฉากกลางคืนหรือในห้องสอบสวน แสงจะส่องกระทบหน้าตัวละครแค่ครึ่งเดียว เพื่อสื่อสัญญะว่า “ทุกคนมีความลับซ่อนอยู่” หรือ “มนุษย์มีสองด้านเสมอ” การจัดแสงแบบนี้ทำให้หนังดูมีความเป็น Neo-Noir ยุคใหม่ ที่ไม่ได้ดูเก่าคร่ำครึ แต่ดูเท่และลึกลับ

โทนสี (Color Grading)

โทนสีของหนังคุมโทนอยู่ในเฉด Desaturated Blue & Green (ฟ้าอมเขียวที่ซีดจาง) สีสันที่สดใสแทบจะไม่ปรากฏในเรื่องนี้เลย ซึ่งมันส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกคนดู มันทำให้เรารู้สึก “หนาว” “แห้งแล้ง” และ “สิ้นหวัง” ตามตัวละคร ยิ่งฉากที่ถ่ายทำในป่าหรือชานเมือง บรรยากาศหมอกจางๆ กับสีทึมๆ มันสร้างความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจ ราวกับว่ามีบางสิ่งจ้องมองมาจากความมืดตลอดเวลา

มุมกล้อง (Camera Work)

สิ่งที่ผมชอบมากคือการใช้ Handheld Camera (กล้องถือถ่าย) ในฉากที่ตัวเอกเกิดความเครียดหรือตื่นตระหนก กล้องจะสั่นไหวนิดๆ ไม่นิ่งเป๊ะ เพื่อถ่ายทอดความไม่มั่นคงในจิตใจของแจ็ค ในขณะที่ฉากฆาตกรปรากฏตัว กล้องมักจะนิ่ง หรือถ่ายจากมุมมองระยะไกล (Long Shot) เพื่อให้คนดูรู้สึกเหมือนเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ทำอะไรไม่ได้ ความแตกต่างของการใช้กล้องนี้ช่วยชี้นำอารมณ์คนดูได้ดีเยี่ยมโดยไม่ต้องพึ่งดนตรีประกอบมากเกินไป

3. การแสดง พลังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่ง (Acting & Performance)

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Chase the Culprit ไปรอดตลอดทั้งเรื่อง คือการแสดงที่ต้องแบกหนังไว้ทั้งเรื่อง

Jamie Donovan (รับบท Jack Harris)

ต้องปรบมือให้ Jamie Donovan ดังๆ ครับ เรื่องนี้เขาไม่ได้ขายความหล่อหรือความเท่ แต่เขาขาย “ความพัง” (Broken Soul) การแสดงของเขาเน้นไปที่ Micro-expressions (การแสดงออกทางสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ)

  • สายตา สายตาของเขาตลอดทั้งเรื่องคือสายตาของคนที่ “ตายทั้งเป็น” มันว่างเปล่าในช่วงแรก แต่แฝงความเจ็บปวดเวลาถูกชาวเมืองด่าทอ และเปลี่ยนเป็นสายตาของนักล่าที่มุ่งมั่นในช่วงท้าย การเปลี่ยนแปลงในแววตานี้ทำได้ละเอียดอ่อนมาก
  • ภาษากาย สังเกตดูการเดินของเขา แจ็คจะเดินไหล่ห่อนิดๆ ก้มหน้าเสมอ เหมือนคนที่มีตราบาปติดตัว แต่เมื่อเขาเริ่มสืบสวน ไหล่เขาจะเริ่มตั้งตรงขึ้น ท่าทางมั่นใจขึ้น การใช้ร่างกายสื่อสารพัฒนาการตัวละครแบบนี้คืองานระดับมาสเตอร์พีซ

Laura Vale และนักแสดงสมทบ

Laura Vale ที่รับบทเป็นพันธมิตรจำเป็นของแจ็ค (พี่สาวเหยื่อ) ก็ทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยม เธอเล่นบทของคนที่ “สับสน” ได้ดีมาก คือใจหนึ่งก็เกลียดแจ็ค (เพราะเชื่อข่าวลือ) แต่อีกใจก็ต้องการความจริง เคมีระหว่างเธอกับ Donovan ไม่ใช่เคมีแบบชู้สาว (Romance) แต่เป็นเคมีของ “คนตกนรกสองคนมาเจอกัน” ซึ่งมันทรงพลังกว่าเรื่องรักใคร่เสียอีก

ส่วนตัวละครชาวเมืองและตำรวจ นักแสดงสมทบเล่นได้น่าหมั่นไส้สมจริง จนคนดูอย่างเราอยากจะทะลุจอไปเขย่าตัวถามว่า “ทำไมถึงใจแคบกันขนาดนี้!” ซึ่งนั่นแปลว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการแสดงแล้วครับ

4. ประเด็นตกผลึกและความน่าสนใจโดยรวม

สิ่งที่ทำให้ Culprit แตกต่างจากหนังเกรด B ทั่วไปคือ ข้อคิดที่ทิ้งไว้ให้คนดู หนังไม่ได้จบแค่การจับคนร้าย แต่มันตั้งคำถามกับเราว่า

  • ความยุติธรรมคืออะไร? คือการจับคนเข้าคุก หรือคือการคืนศักดิ์ศรีให้ผู้บริสุทธิ์?
  • ตราบาปทางสังคม เมื่อคนคนหนึ่งถูกสังคมตัดสินไปแล้ว ต่อให้ศาลตัดสินว่าบริสุทธิ์ สังคมจะยอมรับเขาได้จริงหรือ?

หนังเรื่องนี้ทำให้เราเห็นว่า บางครั้ง “คุกที่แท้จริง” ไม่ได้สร้างด้วยกรงเหล็ก แต่มันสร้างด้วย “คำพูดและสายตาของผู้คน”

บทสรุป ควรดูหรือไม่?

คะแนน 8.5/10

ถ้าคุณกำลังมองหาหนังที่ดูแล้วจบๆ ไป ข้ามเรื่องนี้ไปได้เลย แต่ถ้าคุณต้องการเสพงานศิลปะทางภาพยนตร์ที่

  1. บทเข้มข้น มีความลึกซึ้งทางจิตวิทยา หลอกล่อคนดู และจบได้สมเหตุสมผล
  2. งานภาพสวย ถ่ายทอดความเหงาและความระทึกได้ถึงอารมณ์
  3. การแสดงคุณภาพ Jamie Donovan มอบการแสดงที่น่าจดจำที่สุดครั้งหนึ่งในอาชีพ

Chase the Culprit (2025) คือหนังที่คุณไม่ควรพลาดครับ มันจะทำให้คุณนั่งไม่ติดเก้าอี้ และหลังดูจบ คุณอาจจะมองข่าวอาชญากรรมในหน้าหนังสือพิมพ์ด้วยมุมมองที่เปลี่ยนไปตลอดกาล นี่คือเพชรเม็ดงามในวงการหนังระทึกขวัญของปีนี้อย่างแท้จริงครับ

เป็นหนังที่ “กัดกิน” ความรู้สึกคนดูอย่างช้าๆ มันไม่ใช่แค่หนังที่ดูเพื่อความบันเทิง แต่เป็นหนังที่ทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราเคยเผลอเป็นส่วนหนึ่งของการพิพากษาผู้บริสุทธิ์ผ่านสายตาและคำพูดหรือไม่?”

นี่คือ บทสรุปท้ายเรื่อง (Ending Summary) ของภาพยนตร์ Chase the Culprit (2025) แบบรวบยอด เข้าใจง่าย และ สปอยล์เนื้อหาสำคัญ (Spoiler Alert) ครับ

บทสรุปแบบม้วนเดียวจบ

1. เฉลยตัวคนร้าย (The Revelation) ในช่วงท้าย แจ็คและลูซี่ (พี่สาวเหยื่อ) สืบพบความจริงว่า ฆาตกรที่ก่อเหตุฆ่าคนใหม่ ในเมืองและพยายามป้ายสีแจ็คนั้น ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็น คนใกล้ตัวในครอบครัวของลูซี่เอง (หนังชี้นำไปที่พ่อของลูซี่ หรือบุคคลที่พยายามปกปิดความลับในอดีต) โดยมีแรงจูงใจเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจและทำให้แจ็คต้องกลับเข้าคุกไปอีกครั้ง เพื่อให้ความลับดั้งเดิมถูกฝังตลอดไป

2. การเผชิญหน้า (The Climax) เกิดการเผชิญหน้ากันอย่างดุเดือดระหว่างแจ็คกับคนร้าย แจ็คต้องใช้ทักษะการเอาตัวรอดจากการติดคุกมาอย่างยาวนานเพื่อปกป้องลูซี่และจัดการกับคนร้ายได้สำเร็จ เหตุการณ์นี้ทำให้ชาวเมืองและตำรวจต้องยอมรับความจริงว่าแจ็คไม่ใช่คนที่ก่อเหตุฆาตกรรมรายใหม่ และเขากลายเป็นฮีโร่ผู้บริสุทธิ์ในสายตาสังคม

3. จุดจบที่หักมุม (The Twist Ending) ในฉากสุดท้าย เมื่อทุกอย่างดูเหมือนจะจบแบบ Happy Ending และแจ็คได้รับอิสรภาพอย่างแท้จริง หนังกลับทิ้งท้ายด้วยฉากที่ชวนขนลุก…

  • แจ็คแสดงพฤติกรรม หรือมีรอยยิ้มบางอย่างที่สื่อให้เห็นว่า “ความเย็นชา” ของเขาไม่ใช่แค่เกราะป้องกันตัว
  • หนังทิ้งปมปลายเปิดให้คนดูสงสัยอย่างหนักว่า แม้แจ็คจะไม่ได้ฆ่าเหยื่อรายใหม่ แต่คดีแรกสุดเมื่อหลายปีก่อน แจ็คอาจจะเป็นคนทำจริงๆ ก็ได้ หรือเขาอาจจะเป็น Sociopath (คนต่อต้านสังคม) ที่ฉลาดจนหลอกทุกคนและกระบวนการยุติธรรมได้สำเร็จ

สรุปสั้นๆ แจ็คจัดการคนร้ายที่ใส่ร้ายเขาได้สำเร็จและได้รับอิสรภาพ แต่หนังจบแบบทิ้งความระแวงว่า สังคมอาจจะเพิ่งปล่อย “ฆาตกรตัวจริง” ให้ลอยนวลออกไปสู่โลกภายนอกแล้วจริงๆ

นี่คือข้อมูลนักแสดงหลักของภาพยนตร์เรื่อง Culprit (2025) หรือ Chase the Culprit พร้อมประวัติโดยย่อครับ

1. Jamie Donovan (รับบท Jack Harris)

  • บทบาทในเรื่อง รับบทเป็น “แจ็ค แฮร์ริส” ชายผู้บริสุทธิ์ที่เพิ่งพ้นโทษจากข้อหาฆาตกรรม และต้องต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความจริง
  • ประวัติโดยย่อ Jamie Donovan เป็นนักแสดงที่โลดแล่นในวงการมาอย่างยาวนาน ผลงานที่สร้างชื่อให้เขาเป็นที่รู้จักคือบทบาทในภาพยนตร์แอ็กชันฟอร์มยักษ์ “Lethal Weapon 4” (1998) และภาพยนตร์ดราม่าระทึกขวัญ “Scenic Route” (2013) ที่แสดงร่วมกับ Josh Duhamel นอกจากจะเป็นนักแสดงนำในเรื่อง Culprit แล้ว เขายังมีส่วนร่วมในการเขียนบท (Screenwriter) ภาพยนตร์เรื่องนี้ร่วมกับผู้กำกับอีกด้วย

2. Laura Vale (รับบท Lucy)

  • บทบาทในเรื่อง รับบทเป็น “ลูซี่” พี่สาวของเหยื่อในคดีฆาตกรรม เธอต้องก้าวข้ามความเกลียดชังเพื่อร่วมมือกับแจ็คในการตามหาคนร้ายตัวจริง
  • ประวัติโดยย่อ Laura Vale เป็นนักแสดงและโปรดิวเซอร์ เธอเคยมีผลงานผ่านตาในซีรีส์ดังหลายเรื่องในอดีต (เช่น บทสมทบใน Charmed และ Desperate Housewives) นอกจากการแสดงแล้ว เธอยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท Good Rebel Pictures ซึ่งเป็นสตูดิโอที่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยเธอมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันหนังอินดี้ที่เน้นการเล่าเรื่องที่เข้มข้นมากกว่าการใช้สเปเชียลเอฟเฟกต์

3. Ron Orbach (นักแสดงสมทบ)

  • บทบาทในเรื่อง หนึ่งในตัวละครสำคัญในเมืองที่สร้างสีสันและปมให้กับเรื่องราว
  • ประวัติโดยย่อ Ron Orbach เป็นนักแสดงรุ่นใหญ่มากฝีมือที่ผ่านงานมาทั้งละครเวทีบรอดเวย์ ภาพยนตร์ และซีรีส์โทรทัศน์ ผลงานเด่นของเขาคือภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง “Clueless” (1995) และการปรากฏตัวในซีรีส์สืบสวนชื่อดังอย่าง Law & Order หลายภาค รวมถึงบทบาทเด่นในละครเวทีเรื่อง Chicago

นักแสดงสมทบอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • Carolyn Mignini นักแสดงหญิงรุ่นใหญ่ที่มีผลงานซีรีส์มากมาย
  • Michael Dempsey นักแสดงสมทบที่มักเห็นหน้าในซีรีส์อาชญากรรม

ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือเป็นการกลับมาโชว์ฝีมือครั้งสำคัญของ Jamie Donovan ในบทบาทที่ต้องแบกรับความกดดันทางอารมณ์สูง โดยมีการสนับสนุนจาก Laura Vale ที่ควบทั้งตำแหน่งนักแสดงนำและผู้อำนวยการสร้างครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *