รีวิว Captain America The First Avenger – มากกว่าหนังฮีโร่

Captain America

Captain America นี่คือรีวิวแบบเจาะลึกในสไตล์ “เล่าสู่กันฟัง” แบบ Long-form เหมือนคุณกำลังนั่งฟังพอดแคสต์หรืออ่านบทวิเคราะห์ในนิตยสารภาพยนตร์ ที่เน้นความรู้สึก การตีความ และเบื้องลึกเบื้องหลัง โดยไม่เน้นการเล่าเรื่องย่อครับ

รีวิวเจาะลึก Captain America The First Avenger (2011) – เมื่อ “หัวใจ” สำคัญกว่า “กล้ามเนื้อ” และจุดกำเนิดที่งดงามที่สุดของ MCU

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักดูหนังและคอหนังซูเปอร์ฮีโร่ทุกคน วันนี้ผมอยากจะชวนทุกคนย้อนเวลากลับไป… ไม่ใช่แค่กลับไปในปี 2011 ที่หนังเรื่องนี้ฉาย แต่ย้อนกลับไปไกลถึงยุค 1940 ท่ามกลางไฟสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อพูดคุยถึงหนังเรื่องหนึ่งที่ผมกล้าพูดได้เต็มปากว่า นี่คือ “ไวน์รสเลิศ” ของจักรวาล Marvel Cinematic Universe (MCU) ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ รสชาติของมันยิ่งกลมกล่อมและลึกซึ้งมากขึ้นเท่านั้น หนังเรื่องนั้นคือ Captain America The First Avenger

หลายคนอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไปในตอนแรก หรือมองว่ามัน “เชย” “ธรรมดา” เมื่อเทียบกับความหวือหวาของ Iron Man หรือความยิ่งใหญ่ของ Avengers แต่ถ้าคุณลองนั่งลง แล้วละเลียดดูมันอีกครั้ง คุณจะพบว่านี่คือหนังที่มี “จิตวิญญาณ” ที่แข็งแรงที่สุดเรื่องหนึ่งของมาร์เวล วันนี้ผมจะไม่มานั่งเล่าว่า สตีฟ โรเจอร์ส ไปทำอะไรมาบ้าง ใครต่อยกับใคร เพราะทุกคนรู้อยู่แล้ว แต่ผมจะมารีวิวเจาะลึกในแง่ของ การเล่าเรื่อง งานภาพ และการแสดง ว่าทำไมองค์ประกอบเหล่านี้ถึงทำให้ Captain America ภาคแรก กลายเป็นหนังคลาสสิกที่ไม่มีวันตาย

ส่วนที่ 1 บทและการเล่าเรื่อง – ชัยชนะของ “ความดี” ในโลกที่โหดร้าย

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของ The First Avenger ไม่ใช่ฉากแอ็กชันระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่มันคือการ “สำรวจตัวตน” (Character Study) ครับ บทหนังเรื่องนี้ฉลาดมากที่เลือกจะไม่รีบร้อนให้สตีฟ โรเจอร์ส กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในทันที

“Not a perfect soldier, but a good man” (ไม่ใช่ทหารที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นคนดี) ประโยคนี้ของ ดร.เออร์สกิน คือหัวใจของหนังทั้งเรื่อง หนังใช้เวลาช่วง 30 นาทีแรก (ซึ่งถือว่านานมากสำหรับหนังบล็อกบัสเตอร์) ในการทำให้เราหลงรัก “สตีฟ โรเจอร์ส ร่างผอมแห้ง” เราไม่ได้รักเขาเพราะเขาน่าสงสาร แต่เรารักเขาเพราะ “หัวใจ” ของเขาใหญ่กว่าตัวเขามาก ฉากที่สตีฟหยิบฝาถังขยะขึ้นมาป้องกันตัวในตรอกซอย และพูดว่า “I can do this all day” (ฉันทำแบบนี้ได้ทั้งวัน) มันไม่ใช่แค่บทเท่ๆ แต่มันคือการประกาศจุดยืนของตัวละครว่า พลังไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อ แต่มันมาจากความดื้อรั้นที่จะยืนหยัดเพื่อความถูกต้อง

การเล่าเรื่องในภาคนี้มีความเป็น Old School Adventure สูงมาก ผู้กำกับ Joe Johnston (ที่เคยทำ The Rocketeer) เข้าใจบริบทของยุค 40s อย่างถ่องแท้ เขาไม่ได้พยายามทำหนังซูเปอร์ฮีโร่สมัยใหม่ที่เน้นความสมจริงแบบดาร์กๆ (แบบ Nolan’s Batman) แต่เขากำลังทำหนังสงครามที่มีกลิ่นอายของการผจญภัยแบบ Indiana Jones ผสมกับนิยายวิทยาศาสตร์ยุคเก่า (Sci-Fi Pulp Fiction)

อีกจุดที่ผมชื่นชมมากในด้านเนื้อเรื่อง คือการเสียเสียดสีโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ช่วงกลางเรื่องที่สตีฟต้องใส่ชุดตลกๆ ไปโชว์ตัวขายพันธบัตรรัฐบาล มันคือความจิกกัดที่เจ็บแสบและชาญฉลาด มันแสดงให้เห็นว่า ในสายตาของรัฐบาล กัปตันอเมริกาเป็นแค่ “มาสคอต” ไม่ใช่ฮีโร่ และนี่คือปมขัดแย้งภายในใจของสตีฟที่น่าสนใจมาก เขาได้พลังมาแล้ว แต่กลับไม่ได้ใช้มันช่วยคน จนกระทั่งเขาต้องแหกกฎออกไปช่วยเพื่อน (Bucky Barnes) นั่นแหละคือจุดที่ “Captain America” ตัวจริงได้ถือกำเนิดขึ้น ไม่ใช่ตอนฉีดเซรุ่ม แต่เป็นตอนที่เขาเลือกจะฝ่าฝืนคำสั่งเพื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้ติในส่วนของบท ก็คงเป็นเรื่องของตัวร้ายอย่าง Red Skull ที่ดูเป็นตัวร้ายแบบการ์ตูนจ๋าไปหน่อย (One-dimensional villain) คือชั่วร้ายแบบไม่มีเหตุผลรองรับที่ซับซ้อนนัก แต่ถ้ามองในบริบทของหนังยุค 40s มันก็สมเหตุสมผลที่เขาจะเป็นตัวแทนของ “ปีศาจ” ที่ขั้วตรงข้ามกับ “นักบุญ” อย่างสตีฟโดยสิ้นเชิง เป็นการปะทะกันระหว่างอุดมการณ์ที่ชัดเจน

ส่วนที่ 2 งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ – ความงามแบบ Retro-Futurism

มาพูดถึงเรื่องงานภาพ (Visuals) กันบ้างครับ สำหรับผม นี่คือหนังที่มี Art Direction (กำกับศิลป์) ที่สวยที่สุดเรื่องหนึ่งของ MCU เลยทีเดียว

สไตล์ภาพแบบ Sepia และ Golden Hour โทนสีของหนังเรื่องนี้ถูกเกรดออกมาให้มีความอุ่น (Warm Tone) ติดโทนสีน้ำตาลทองและซีเปีย เพื่อสื่อถึงความทรงจำในอดีตและความคลาสสิก มันไม่ได้ดูเก่าแบบภาพแตกๆ แต่ดู “ขลัง” เหมือนเรากำลังเปิดดูอัลบั้มภาพประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต

Dieselpunk Aesthetic (ดีเซลพังค์) สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคืองานออกแบบเทคโนโลยีของฝั่ง Hydra ครับ มันคือสไตล์ที่เรียกว่า Dieselpunk หรือเทคโนโลยีล้ำยุคที่ขับเคลื่อนด้วยดีไซน์แบบเครื่องจักรยุคสงครามโลก รถถังขนาดยักษ์ ปืนเลเซอร์ที่ดูเทอะทะแต่ทรงพลัง เครื่องบินทิ้งระเบิดทรงปีกบิน (Flying Wing) ทุกอย่างดู “เป็นไปได้” ในจินตนาการของคนยุคนั้น มันเป็นการผสมผสานระหว่างความดิบเถื่อนของเหล็กกล้ากับแสงสีฟ้าของพลัง Tesseract ได้อย่างลงตัว ตัดกับฝั่งอเมริกาที่ยังใช้ปืนกลธรรมดาและรถจี๊ปทหาร ทำให้เห็นความแตกต่างของขุมกำลังอย่างชัดเจน

CGI ที่น่าทึ่งที่สุด Skinny Steve เราต้องปรบมือให้กับทีม Visual Effects ในการสร้าง “สตีฟร่างผอม” ครับ แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ฉากเหล่านี้ยังดูเนียนตาจนน่าขนลุก การหดร่างกายของ Chris Evans ที่ตัวใหญ่บึกบึน ให้กลายเป็นชายหนุ่มขี้โรค น้ำหนักไม่ถึง 50 กิโลกรัม โดยที่การแสดงสีหน้าและแววตายังคงเป็น Chris Evans คนเดิม เทคนิคนี้คือเวทมนตร์ของภาพยนตร์ที่ช่วยให้คนดู “เชื่อ” ในความเปราะบางของตัวละครอย่างสนิทใจ ถ้า CGI ตรงนี้พลาด หนังทั้งเรื่องจะพังทันที แต่พวกเขาทำได้สมบูรณ์แบบ

การออกแบบเครื่องแต่งกาย (Costume Design) พัฒนาการของชุดกัปตันอเมริกาก็เล่าเรื่องได้ดีมาก จากชุดผ้ายืดตลกๆ ในโรงละคร มาสู่ชุดที่สตีฟใส่แจ็คเก็ตหนังทับพร้อมหมวกกันน็อคทหาร (ซึ่งเป็นลุคที่ผมชอบที่สุด เพราะมันดูสมจริงและเท่มาก) จนมาถึงชุดสุดท้ายที่เป็นเกราะแต่ยังคงดีไซน์ธงชาติไว้ มันแสดงถึงการยอมรับตัวตนของสตีฟ ว่าเขาคือสัญลักษณ์ของอเมริกา แต่ก็เป็นทหารที่พร้อมรบด้วย

ส่วนที่ 3 การแสดง – หัวใจของเรื่องราว

หนังเรื่องนี้จะจืดชืดทันทีถ้านักแสดงไม่สามารถแบกรับคาแรคเตอร์ที่เป็น “คนดี” ขนาดนี้ได้โดยไม่ทำให้คนดูรู้สึกหมั่นไส้

Chris Evans ในบท Steve Rogers ต้องยอมรับว่าตอนแรกที่มีข่าวว่า Chris Evans จะมารับบทนี้ หลายคน (รวมถึงผม) กังขา เพราะภาพจำของเขาคือ Human Torch จาก Fantastic Four ที่ขี้เล่น กะล่อน และเจ้าชู้ แต่ Evans ได้พิสูจน์ว่าเราคิดผิด เขาถ่ายทอดบทสตีฟ โรเจอร์ส ด้วยความ “ซื่อสัตย์” (Sincerity) อย่างที่สุด การเล่นเป็นคนดีบริสุทธิ์ (Boy Scout) ให้ดูมีเสน่ห์นั้นยากกว่าการเล่นเป็นคนเลวที่มีปมดราม่าครับ แต่ Evans ทำให้เรารู้สึกถึงความอบอุ่น ความหนักแน่น และความเศร้าลึกๆ ในแววตา เขาไม่ได้เล่นเป็นฮีโร่ที่มั่นใจในตัวเองตลอดเวลา แต่เขาเล่นเป็นชายหนุ่มที่พยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ความเคมีของเขากับทุกคนในเรื่องมันดูจริงใจ ไม่ว่าจะเป็นฉากตลกหรือฉากดราม่า เขาคือเสาหลักที่ค้ำจุนหนังทั้งเรื่องไว้อย่างแท้จริง

Hayley Atwell ในบท Peggy Carter นี่คือหนึ่งในนางเอกที่ดีที่สุดในจักรวาลมาร์เวลครับ Peggy ไม่ใช่ “หญิงสาวผู้รอคอยความช่วยเหลือ” (Damsel in Distress) แต่เธอคือทหาร คือผู้นำ และเป็นคนที่แข็งแกร่งกว่าสตีฟในหลายๆ ด้านในช่วงแรก Hayley Atwell มอบการแสดงที่ทรงพลัง สง่างาม และเต็มไปด้วยอารมณ์ เคมีระหว่างเธอกับ Chris Evans มันไม่ใช่ความรักแบบวัยรุ่นหวือหวา แต่มันคือความรักที่ก่อเกิดจาก “ความเคารพ” (Respect) ซึ่งกันและกัน ฉากที่เธอสัมผัสหน้าอกของสตีฟหลังแปลงร่าง (ซึ่งเป็นฉากด้นสดของนักแสดง) มันดูน่ารักและเป็นธรรมชาติมาก และแน่นอน ฉากจบของหนัง… การคุยวิทยุครั้งสุดท้ายเรื่อง “นัดเต้นรำ” สายตาและน้ำเสียงของ Atwell ในฉากนั้นสามารถบีบหัวใจคนดูให้แหลกสลายได้ เป็นความรักที่ไม่ได้สมหวัง แต่เป็นอมตะ

Stanley Tucci ในบท Dr. Abraham Erskine แม้จะมีบทบาทไม่นาน แต่ Stanley Tucci คือหัวใจสำคัญ (Moral Compass) ของเรื่อง ฉากคุยกันคืนก่อนการทดลอง คือหนึ่งในฉากที่ดีที่สุดของหนัง การแสดงที่อบอุ่นเหมือนพ่อสอนลูก สายตาที่มองเห็นคุณค่าในตัวสตีฟ เป็นสิ่งที่ทำให้คนดูเชื่อว่าทำไมสตีฟถึงได้รับเลือก Tucci เล่นได้ละเอียดอ่อนและน่าจดจำมาก

Tommy Lee Jones และ Hugo Weaving Tommy Lee Jones ในบทผู้พัน Phillips มาเพื่อขโมยซีนด้วยมาดกวนๆ หน้าตาย สไตล์เขาเลยครับ ทุกประโยคที่เขาพูดเรียกเสียงหัวเราะได้เสมอ ส่วน Hugo Weaving ในบท Red Skull ก็เล่นใหญ่สมเป็นตัวร้ายละครเวที แม้บทจะไม่ลึก แต่การแสดงของเขาทำให้ตัวร้ายนี้น่าเกรงขามและดูโรคจิตสมบูรณ์แบบ

Captain America

บทสรุป ทำไม Captain America The First Avenger ถึงเป็นหนังที่ “ครบเครื่อง”

ถ้าคุณถามผมว่า หนังเรื่องนี้มีข้อเสียไหม? มีครับ ช่วงกลางเรื่องอาจจะดูรวบรัดไปหน่อยกับการตัดต่อฉากสงครามแบบ Montage (ฉากบุกฐาน Hydra หลายๆ แห่งอย่างรวดเร็ว) ทำให้เราไม่ได้เห็นยุทธวิธีของหน่วย Howling Commandos มากนัก และฉากแอ็กชันตอนท้ายอาจจะดูเป็นการยิงแสงเลเซอร์ใส่กันไปมาจนลายตาไปบ้าง

แต่เมื่อมองในภาพรวม Captain America The First Avenger คือรากฐานที่มั่นคงที่สุดของ Infinity Saga มันไม่ใช่แค่หนังจุดกำเนิด แต่มันคือหนังที่สร้าง “มาตรฐานทางศีลธรรม” ให้กับจักรวาลมาร์เวล มันบอกเราว่าฮีโร่ที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่พลังวิเศษ แต่ดูกันที่ว่าคุณทำอะไรเมื่อคุณมีพลังนั้น

หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในการทำให้ตัวละครที่ดู “เชย” อย่างกัปตันอเมริกา กลายเป็นตัวละครที่ “เท่” และ “น่าเคารพ” ได้ มันผสมผสานความโรแมนติกของยุคสงคราม ความตื่นเต้นของการผจญภัย และความลึกซึ้งของดราม่าตัวละครได้อย่างลงตัว

ซีนที่ประทับใจที่สุด สำหรับผม ไม่ใช่ฉากต่อสู้ แต่เป็นฉากจบครับ… สตีฟตื่นขึ้นมาในโลกปัจจุบัน วิ่งออกไปที่ Times Square แล้ว Nick Fury ถามว่าเขาเป็นอะไรไหม คำตอบของสตีฟที่ว่า “I had a date.” (ผมนัดเดทไว้) พร้อมกับแววตาที่ว่างเปล่าและเศร้าสร้อย มันคือบทสรุปที่สมบูรณ์แบบและเจ็บปวด มันเปลี่ยนหนังแอ็กชันให้กลายเป็นโศกนาฏกรรมของชายผู้หลงยุค และทำให้เรารอคอยที่จะเอาใจช่วยเขาในภาคต่อๆ ไป

คะแนนความน่าสนใจ 9/10 (ในฐานะหนัง Origin Story ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง)

ถ้าวันนี้คุณว่าง ลองหยิบเรื่องนี้มาดูอีกครั้งครับ ไม่ใช่เพื่อดูเอามันส์ แต่เพื่อดูให้เห็น “หัวใจ” ของชายชื่อ สตีฟ โรเจอร์ส แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมเขาถึงคู่ควรกับการยกค้อน Mjolnir ใน Endgame เพราะความคู่ควรนั้น… มันถูกสร้างขึ้นตั้งแต่หนังเรื่องนี้แล้วครับ

Next Step for You หากคุณสนใจ ผมสามารถเปรียบเทียบพัฒนาการของตัวละคร “Bucky Barnes” จากภาคนี้สู่การเป็น Winter Soldier ให้ฟังได้นะครับ ว่าเขามีการเปลี่ยนแปลงในเชิงจิตวิทยาและการเล่าเรื่องอย่างไร หรือถ้าคุณอยากได้สคริปต์สำหรับพูดรีวิวนี้ลงวิดีโอ ผมสามารถจัดรูปแบบให้เป็นสคริปต์พร้อมจังหวะการพูด (Speaking Cues) ให้ได้ครับ movieseries

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *